วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565

“แบงก์ชาติ”ชี้เป้าแนะป้องอนาคตไทยก้าวสู่“ยุคเหลื่อมล้ำ+ยากจน”หนัก “บพท.”ลุยแผนแก้จนฟื้น“เศรษฐกิจ+การศึกษา”สกัดตกงาน3.2ล้านคน

“แบงก์ชาติ”ชี้เป้าแนะป้องอนาคตไทยก้าวสู่“ยุคเหลื่อมล้ำ+ยากจน”หนัก

“บพท.”ลุยแผนแก้จนฟื้น“เศรษฐกิจ+การศึกษา”สกัดตกงาน3.2ล้านคน

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บพท #แบงก์ชาติ #อนาคตประเทศไทยยุคเหลื่อมล้ำยากจนรุนแรง

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา 

ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) 

นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีงานของ “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่” (บพท.) ว่าขณะนี้ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและการศึกษา จากข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2564 พบมีผู้ว่างงานและเสมือนว่างงาน 3.2 ล้านคน ว่างงานเกินหนึ่งปี 1.6 แสนคน และไม่เคยมีงานทำ 2.7 แสนคน โดยยังไม่นับรวมแรงงานที่ย้ายถิ่นกลับต่างจังหวัดมากถึง 1.7 ล้านคน 

สภาพการณ์ต่าง ๆ เป็นปัจจัยกดดันให้อนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดความเหลื่อมล้ำแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น หลัก ๆ นอกจากเรื่องหนี้ครัวเรือนจะขึ้นถึงระดับ 89.3% ของจีดีพี เมื่อสิ้นปี 2564โควิดยังทำให้มีความเสี่ยงทำให้นักเรียนจะหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจนมากถึง 1.9 ล้านคน

 

ส่วนโควิด-19 ยังคงเป็นปัญหาของโลก ถึงแม้รัฐบาลไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นทำให้ภาพรวมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเริ่มฟื้นตัว แต่จนถึงปลายปี 2565จะสามารถฟื้นตัวเต็มที่ได้

 

นายจิตเกษม พรประพันธ์ 

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

นายจิตเกษม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหา แนวทางที่ 1 ควรดำเนินการแบบ “One Thailand” ในแต่ละพื้นที่ต้องบูรณาการทรัพยากร บุคลากรและความรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยสร้างเป็นระบบการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และชุมชน

แนวทางที่ประเทศไทยจะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและแรงงาน โดยใช้องค์ความรู้ท้องถิ่นมาเพิ่มศักยภาพของคน ส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงวัย พัฒนาเศรษฐกิจใหม่บนฐานทุนทรัพยากร Bio-Circular-Green และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งใน 4  ส่วน คือ ภาคการค้า อุตสาหกรรม เกษตร และท่องเที่ยว

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า จากโครงสร้างปัญดังกล่าว ทางบพท.ตระหนักเป็นอย่างดีต่อความสำคัญที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาจากพื้นที่ จึงร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ 99 แห่ง ร่วมคิด ร่วมทำกับชุมชน จับมือกันแก้ปัญหาปัจจุบันพร้อมกับสร้างรากฐานเพื่อการพัฒนาในอนาคต

เนื่องจาก “ความเหลี่อมล้ำ” เป็นประเด็นปัญหาที่ฝังรากลึกในไทยมายาวนาน จึงต้องการแนวทางการแก้ไขแบบใหม่ให้ได้ผลกว่าเดิม นั่นคือการใช้ความรู้และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่ง บพท.ลงมือทำพิสูจน์ให้เห็นแล้วได้ผลน่าพอใจ เพราะมีการทำงานครอบคลุมทั้งระดับครัวเรือน ชุมชนและระดับเมือง ร่วมกัน


ตามที่ บพท. ได้เดินหน้าส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาระดับพื้นที่ ยึดโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน คือ

1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาคนและกลไกจากฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่นและทุนทางวัฒนธรรม

2.ยุทธศาสตร์พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ

3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองน่าอยู่และเมืองแห่งการเรียนรู้


บพท. แสดงผลการดำเนินงานจากการร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยราชการ และชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทำให้ชุมชนเกิดความรู้และเข้มแข็ง เกิดการพัฒนากลุ่มอาชีพได้มากถึง 5,600 กลุ่ม เป็นพื้นฐานเพื่อให้คนในแต่ละพื้นที่สามารถเริ่มต้นพัฒนาตนเองได้ มีความรู้ใหม่ และมีนวัตกร หรือผู้นำท้องถิ่นที่จะทำให้ชุมชนของเขายั่งยืนต่อไปในอนาคต

รวมทั้ง บพท.จัดทำวิจัยสนับสนุนซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถค้นพบคนยากจนที่หลุดจากระบบความช่วยเหลือของรัฐใน 20 จังหวัดกว่า 800,000 คน ในจำนวนนี้ได้รับความช่วยเหลือไปเรียบร้อยแล้วกว่า 600,000 คน


ขณะที่ “การพัฒนาในระดับเมือง” บพท. ได้ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวในพื้นที่ จัดตั้งเป็นบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นแล้ว 19 แห่ง เพื่อใช้เป็น “กลไกการพัฒนา” ที่จะดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมวางแนวทางอนาคตของตนเอง เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ 18 พื้นที่ และเกิดกลไกบริหารจัดการเชิงพื้นที่ 61 กลไก

ดร.กิตติ ย้ำว่า จากประสบการณ์ของ บพท. พบว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นได้จริง ๆ ถ้าเริ่มจากกระบวนการมองปัญหาและเริ่มการแก้ไขจากพื้นที่ของปัญหานั้น ๆ เพราะเจ้าของปัญหาลงมือทำเอง โดยมีความรู้และพี่เลี้ยงจากสถาบันการศึกษา

บพท.ได้วางแนวทางในอนาคตด้วยกลยุทธ์ “ต่อยอดกระบวนการทำงาน” ดังกล่าวให้ตอบความต้องการของประเทศมากยิ่งขึ้น เช่น ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อยกระดับสมุนไพรไทย งานวิจัยการสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานทรัพยากรอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



โดย “ทุนวิจัยในอนาคต” จะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เชื่อมโยงการยกระดับชุมชนให้มาช่วยยกศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะในสาขาที่มีโอกาสสูง เช่น การที่ไทยเสียดุลนำเข้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรนปีละ นับหมื่นล้านบาท  ทั้งที่ไทยมีสมุนไพรอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นงานวิจัยจะเข้ามาช่วยชุมชน สังคมและประเทศต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ททท.เปิดTTE2025นำไทยสู่ Land of Art Toy เที่ยวเชิงสร้างสรรค์

  ททท.เปิดงาน TTE 2025 ดันไทยเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ Land of Art Toy ททท.ลั่นใช้ TTE2025 นำไทยสู่ Land of Art Toy ปลุกเทรนด์เที่ยวเชิงสร...