วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“TED Fund”ตีปีกรับนโยบายอว.ลั่นปี’70 พลิกสู่ Matching เร่งเศรษฐกิจไทยโตด้วยนวัตกรรม-หนุน 3 อุตฯเป้าหมาย

“TED Fund”ตีปีกรับนโยบายอว.ลั่นปี’70 พลิกสู่ Matching

เร่งเศรษฐกิจไทยโตด้วยนวัตกรรม-หนุน 3 อุตฯเป้าหมาย



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TEDFund                #กระทรวงอว 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TEDFund #Fundingสู่Matching #ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโต

TED Fund ขานรับนโยบาย อว.นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมติดเทอร์โบเศรษฐกิจไทย ปี’70 พลิกบทบาท “Funding” สู่ “Matching” เชื่อมผู้ประกอบการกับนักลงทุน ชูงานวิจัยสู่ตลาด ปั้นสตาร์ตอัพโต หนุน 3 กลุ่มอุตฯเป้าหมาย “Food & Agri-Tech/Health&Wellness/Digital&Electronics ปี’69 ใช้ 246 ล้านบาท ช่วย 302 ทุน ดันนวัตกรรมไทยใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์สร้างมูลค่ากว่า 1,737 ล้านบาท

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. จัดงาน “TED Fund Fast Forward 2027” พร้อมเปิดผลงานปี 2569 และทิศทางการดำเนินงานปี 2570 และเวทีเสวนา “TED Fund Fast Forward” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด เส้นทางการพัฒนาธุรกิจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

โดยมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงแค่สร้างองค์ความรู้หรืองานวิจัย แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ สร้างธุรกิจและมูลค่าเพิ่มสู่ระบบเศรษฐกิจ

“TED Fund” ขานรับทิศทางดังกล่าว โดยวางบทบาทเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดและพิสูจน์ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด การขยายธุรกิจ การเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม



● “แผนงานปี 2570” TED Fund จะยกระดับการสนับสนุนจาก “Funding” สู่ “Matching” ภายใต้แนวคิด “Bridging The Gap” เร่งเติมเต็มช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับเงินทุนและตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเตรียมพัฒนากลไก Matching Fund เชื่อมผู้ประกอบการกับนักลงทุนและกลไกสนับสนุนธุรกิจระยะเริ่มต้น เช่น Angel Investor, Venture Builder, Accelerator, UHC และ Investment Partner

โดยมีเป้าหมายให้ “เงินทุนภาครัฐ” ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแหล่งเงินสนับสนุน แต่เป็นตัวกระตุ้นช่วยดึงเงินลงทุน ความเชี่ยวชาญ เครือข่ายทางธุรกิจ และโอกาสทางการตลาดจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านช่วงเริ่มต้น ขยายตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

รวมทั้งให้ความสำคัญกับ “ผู้ประกอบการ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม” ที่มีศักยภาพในการแข่งขันและสอดรับกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ได้แก่

-Food & Agri-Tech เพื่อยกระดับภาคเกษตร อาหาร และ Future Food ด้วยเทคโนโลยี

-Health & Wellness เพื่อสร้างมูลค่าจากนวัตกรรมด้านสุขภาพ การแพทย์และสุขภาวะ

-Digital & Electronics เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง

ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่า ปี 2570 TED Fund จะไม่หยุดอยู่เพียงอยู่แค่การสนับสนุนให้เกิด Startup แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเดินทางจากงานวิจัยไปสู่ตลาด จากผลิตภัณฑ์ไปสู่ธุรกิจ และจาก Startup ไปสู่การเติบโตได้จริง โดยมีภาครัฐทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคเอกชน นักลงทุน และตลาด ร่วมกันสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ปี 2570 จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ TED Fund กับภารกิจขยายบทบาทจากผู้สนับสนุนเงินทุน สู่การเป็นกลไกเชื่อมผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ากับเงินทุน นักลงทุน เครือข่ายธุรกิจ และตลาด เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้เกิด Startup มากขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต สร้างรายได้ สร้างการลงทุน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ทำให้นวัตกรรมเป็นกำลังสำคัญยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยในเวทีโลก


● “ปีงบประมาณ 2569” TED Fund ได้สนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวม 302 ทุน คิดเป็นวงเงินกว่า 246,061,531 บาท ครอบคลุม 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,737 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.TED Youth Startup :  กลุ่ม Idea (Ideation Incentive Program) 145 ทุน วงเงินรวม21,750,000   บาท และ กลุ่ม Poc (Proof Of Concept) 93 ทุน วงเงินรวม 111,200,934  บาท

2.TED Market Scaling Up : จำนวน 50 ทุน วงเงินรวม 90,559,597บาท

3.Support For Start Up Go-To-Market (Sfs: Go To Market) : จำนวน 14 ทุน วงเงินรวม 22,551,000 บาท โครงการนี้เป็นการยกระดับจากโครงการ Startup For Startup โดยมุ่งเน้นให้ทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่ต้องการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ด้วยกลยุทธ์ Go To Market เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน Smes ผนวกการขยายสู่ตลาดใหม่หรือตลาดต่างประเทศ ด้วยแนวทางสนับสนุนโครงการนี้ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่

- Technology Spin-Off การนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

- Sme Technology Transfer การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับสินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Smes และ Startup New Market Entry การสนับสนุน Startup ที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าสู่ตลาดใหม่หรือตลาดต่างประเทศ



● ผลงานสำคัญ ๆ ของ TED Fund ปี 2569  คือ “การขยายบทบาท” จากการ “สนับสนุนเงินทุน” ไปสู่ “การสร้างความร่วมมือ”กับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน หน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการมีได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสมาคม Thai Business Angel Network (Tban) สมาคมดิจิทัลไทย Krungsri Finnovate ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Set) สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้ประกอบการและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการลงทุน

พร้อมกับส่งเสริมให้เครือข่าย TED Fellow ร่วมทำงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านกิจกรรม Co-Fellow Incubation เช่น Future Founder Bootcamp และ Venture Catalyst เชื่อมโยงกับหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมผ่านกิจกรรม Uhc Consortium, Reverse Pitching, Thailand Talent Summit (Tts 2026) และเครือข่ายหน่วยบริหารและจัดการทุนภาครัฐ (Pmus) ร่วมกันผลักดันผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ตลาด

 

GISDAเปิด“Thailand Space Expo 2026” เชื่อมธุรกิจ/การลงทุน/นวัตกรรมอวกาศไทยสู่เวทีโลก

GISDAเปิดแล้วบิ๊กอีเวนต์“Thailand Space Expo 2026”

เชื่อมธุรกิจ/การลงทุน/นวัตกรรมอวกาศไทยสู่เวทีโลก

 


GISDA เปิดอีเวนต์ใหญ่งาน “Thailand Space Expo 2026” วันที่ 28-31 ต.ค.นี้ ที่ชั้น 7 ไอคอนสยาม ฮอลล์

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #GISDA #ThailandSpaceExpo2026 #นวัตกรรมอวกาศไทย

GISDA โชว์พลังจัดมหกรรม “Thailand Space Expo 2026” 28-31 ต.ค.นี้ ที่ชั้น 7 ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชูแนวคิด “New Growth Engine” เชื่อมเทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจ การลงทุน อุตสาหกรรม ” ดันเทคโนโลยีอวกาศไทยสู่เวทีโลก

            ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) “GISTDA” เปิดเผยว่า GISDA เปิดแล้วอีเวนต์ใหญ่งาน “Thailand Space Expo 2026” มหกรรมเทคโนโลยีและธุรกิจอวกาศระดับประเทศ ที่พร้อมจะชูแนวคิด “Space Synergy”  จัดขึ้นระหว่าง 28–31 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น.เป็นต้นไป บริเวณชั้น 7 ไอคอน สยาม ฮอลล์ เพื่อนำ "กุญแจสำคัญ" ที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายระดับวิกฤต ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความมั่นคงทางทรัพยากร

ดังนั้น “เทคโนโลยีอวกาศ” จึงไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิ์อยู่แค่เพียงการสำรวจจักรวาลอีกต่อไป จึงใช้โอกาสนี้นำโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศ ข้อมูลจากดาวเทียม (Satellite Data) เทคโนโลยี AI มาบูรณาการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่



งาน “Thailand Space Expo 2026” ได้ออกแบบการจัดแสดงแบบทั่วไปให้ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็นแพลตฟอร์ม “เจรจาธุรกิจ” ระดับโลก (B2B Business Matching) ที่ทรงประสิทธิภาพ เปิดจุดนัดพบสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยทั้ง SMEs สตาร์ตอัป และผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมด้านอวกาศ ได้เผชิญหน้าและเจรจาการค้ากับนักลงทุน รวมถึง Venture Capital (VC) ชั้นนำจากต่างประเทศ

จัดให้มี “บูธนิทรรศการนวัตกรรม” ล้ำสมัยกว่า 85 บริษัท พร้อมทัพนักลงทุนและคู่ค้าทางธุรกิจที่ลงทะเบียนจากทั่วโลกเข้าร่วมแล้วจากกว่า 12 ประเทศ ภายในงานมี“ไฮไลต์สำคัญ” ประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 : การนำบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศจากหลายประเทศบินตรงมารวมตัวกันร่วมจัดตั้งพาวิลเลี่ยนกว่า 20 บริษัท เพื่อเฟ้นหาพันธมิตรและดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Space Supply Chain อย่างเป็นทางการ เพิ่มช่องทางสู่ธุรกิจ การลงทุน ความร่วมมือในอุตสาหกรรมอวกาศ สร้างโอกาสให้เกิดการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชัน “ตอบโจทย์ตลาดในประเทศ” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ส่วนที่ 2 : การจัดแสดงเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสุดของมนุษยชาติและศักยภาพของคนไทย เช่น

-ครั้งแรกในไทย กับสัมผัสแห่งประวัติศาสตร์ Artemis II ด้วยการจัดแสดง “เมล็ดพันธุ์บานชื่นและเมล็ดพริก” ที่ผ่านการเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์มาแล้วร่วมกับยานโอไรออนของสุดยอดหน่วยงานอวกาศอย่าง NASA ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของแวดวงชีววิทยาอวกาศ

-สุดยอดเสวนาระดับโลกกว่า 50 เวที พบกับการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าและผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 ชีวิต จากองค์กรอวกาศของโลก ทั้ง NASA, ESA, JAXA, RocketLabs และ Airbus จะมาเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจอวกาศ ยุทธศาสตร์การสำรวจดวงจันทร์ นวัตกรรมการสร้างดาวเทียม โครงการท่าอวกาศยาน (Spaceport) การนำข้อมูลดาวเทียมมาแก้ปัญหาภัยพิบัติ ไปจนถึงปรากฏการณ์ UFO 

-ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจของคนไทย ที่ได้นำเสนอความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดกิจการอวกาศไทย อาทิ โครงการ THEOS-3 ดาวเทียมดวงใหม่ที่กำลังพัฒนาด้วยฝีมือวิศวกรไทย100% โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก 18 ดวง Thailand Liquid Crystals in Space การใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับ AI ในการทำเกษตรแม่นยำ การประเมินคาร์บอนเครดิต การบริหารจัดการผังเมืองอัจฉริยะ และอีกมากมาย

ส่วนที่ 3 : เปิดโอกาสพิเศษสุดให้เยาวชนและนักศึกษาได้ "กระทบไหล่นักบินอวกาศตัวจริง" เพื่อจุดประกายความฝัน พร้อมเปิดโซนนิทรรศการผลงานจากฝีมือเยาวชนและนักวิจัยไทยที่ยืนยันศักยภาพของเด็กไทยทัดเทียมระดับสากล

ส่วนที่ 4 : กิจกรรมสุดท้าทาย ทั้ง Space Career & Education Forum, Space Debate Challenge โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Geo Hackathon 2026 ภายใต้แนวคิด “Pixel to Policy: Unlocking Insights, Accelerating Impact” พร้อมเปิดโจทย์สุดท้าทายให้คนรุ่นใหม่ใช้บิ๊กดาต้าจากอวกาศมาสร้างโซลูชันที่เปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติได้จริง

            “ประเทศไทย” ได้รับโอกาสด้านอวกาศในเวทีอวกาศโลก ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติพร้อมกันถึง 2 งานใหญ่ ได้แก่

-Moon Village Association Workshop and Symposium ครั้งที่ 10 เวทีสากลที่กำหนดทิศทางการสำรวจและการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน

-APRSAF-32 (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum) เวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคใหญ่ที่สุด หลอมรวมให้ไทยเป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีอย่างไร้รอยต่อ

ติตามงาน “Thailand Space Expo 2026” ระหว่าง 28–31 ตุลาคม 2569 เปิดโลกใหม่สู่อุตสาหกรรมอวกาศในยุค Space Economy เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/gistda หรือเว็บไซต์ https://tsx.gistda.or.th/

“ดร.วีระศักดิ์”ถกนักวิชาการครั้งที่11 “Visitor Economy” บริหารความเสี่ยงปลอดภัย4ประเด็น

“ดร.วีระศักดิ์”ถกนักวิชาการครั้งที่11เร่งดัน“Visitor Economy”

บริหารจัดการ“ความเสี่ยง-ปลอดภัย”นักท่องเที่ยว4ประเด็น

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #VisitorEconomy #แผนบริหารจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยนักท่องเที่ยว  

“ดร.วีระศักดิ์” เดินหน้าหารือ “Visitor Economy” ครั้งที่ 11 พุ่งเป้า “การบริหารจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย” นักวิชาการชงไฮไลต์ 4 ประเด็น “กลไกสนับสนับการเชื่อมโยง-ยกระดับความปลอดภัยทางถนนนักท่องเที่ยวต่างชาติ-ผลกระทบจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทาง-ทำระบบอัจฉริยะเฝ้าระวังความปลอดภัย”

ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy เปิดเผยว่า ได้นำทีมคณะทำงานฯประชุม ครั้งที่ 11/2569  โดยมี ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้การต้อนรับ ที่ห้องประชุมสัตตบงกช สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยได้นำเสนอ “การจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อความครอบคลุม” ทำให้เห็นภาพเชิงระบบปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยที่มีเป้าหมายเพื่อลดการสูญเสียและความพิการจากการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ด้วยการให้บริการที่มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยมีดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางยกระดับการแจ้งเหตุ การสั่งการ ครอบคลุม 77 จังหวัด รวมทั้งได้นำคณะทำงานเข้าเยี่ยมชมศูนย์นเรนทรด้วย

            ขณะที่ “วาระการประชุม” ครั้งนี้ มีทั้งเชิงการหารือ เชิงลึก ด้วยไฮไลต์สำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่

● ประเด็นแรก  : หารือถึงกลไกสนับสนุน “การเชื่อมโยง” ของหน่วยปฏิบัติที่มีภารกิจด้านการบริหารจัดการเชิงระบบด้านความเสี่ยงและความปลอดภัย ร่วมมือกันขับเคลื่อน Visitor Economy ซึ่งทาง “ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) และ ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล ผู้อำนวยการโครงการพิเศษได้นำเสนอ แพลตฟอร์ม “Travel Link” เชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้เข้าถึงกัน ด้วยวิธี “วิเคราะห์ข้อมูลท่องเที่ยว” ด้วย AI ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนการจัดทำสถิติสนับสนุนการขับเคลื่อน Visitor Economy ของประเทศไทย 



● ประเด็นที่ 2 : หารือเชิงลึกเรื่อง “ประเทศไทยกับความปลอดภัยทางถนน” โดยมี แพทย์หญิงอัญมณี สุขสิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค นำเสนอข้อมูล สถานการณ์ด้านอุบัติเหตุทางถนนของไทยพร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (ชาวต่างชาติ) โดยได้สรุปสถิติผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ ช่วงปี 2566-2568   

●ประเด็นที่ 3 : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอข้อสังเกตเชิงวิชาการเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยยกตัวอย่างผลการจัดเก็บภาษีการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า กรณี มัลดีฟส์ ญี่ปุ่น และประเทศไทย แล้วก็ยังได้เสนอแนวทางลดผลกระทบที่น่าสนใจไว้ด้วย



            ● ประเด็นที่ 4 : รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้นำข้อมูลการวิจัยที่กำลังดำเนินการ โดยได้รับงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดย 3 สำนักงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

ปี 2569 ได้เสนอการขับเคลื่อน “Thailand Visitor Economy” กับระบบอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตอบสนองภาวะวิกฤต โดยวิธีออกแบบระบบการเฝ้าระวัง การรับมือ การตอบสนอง และการมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

 


 

ททท.เฮรับแอร์อินเดียเอ็กซ์เพรสเปิด2เส้นทางบินสู่ไทย-ปี’69หวังรายได้เฉียดแสนล้าน

ททท.เฮรับแอร์อินเดียเอ็กซ์เพรสเปิด2เส้นทางบินสู่ไทย

ปี’69หวังตลาดอินเดียหอบเงินเที่ยวไทยเฉียดแสนล้าน

 

ททท.ต้อนรับ “แอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส” บินปฐมฤกษ์มาไทยเส้นทาง “วิสาขปัตนัม-กรุงเทพฯ”เริ่ม 27 ต.ค.69

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #AirIndiaExpress #วิสาขปัตนัม #โคชิ

ททท.ต้อนรับ “แอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส” ปลาย ต.ค.นี้เปิดบินปฐมฤกษ์มาไทย 2 เส้นทาง “วิสาขปัตนัม-กรุงเทพฯ” 2 เที่ยว/สัปดาห์ “โคชิ-กรุงเทพฯ” 4 เที่ยว/สัปดาห์ ดันความหวังปี’69 โกยรายได้เข้าไทยเฉียดแสนล้านบาท


นางพัฒน์สี เพิ่มวงศ์เสนีย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำคณะผู้บริหารต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “แอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส” เที่ยวบิน IX0904 เส้นทาง “วิสาขปัตนัม/อินเดีย–กรุงเทพฯ” เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 16.00 น.ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางตลอดปี 2569 นำนักท่องเที่ยวอินเดียมาไทยให้ได้ตามเป้า 2.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยว 97,860 ล้านบาท

เป็นไปตามยุทธศาสตร์ “Transform Together” เน้นการกระตุ้นค่าใช้จ่ายต่อทริป การพำนักในไทยนานวันขึ้น และการเดินทางมาเที่ยวซ้ำ ๆ ควบคู่การสื่อสารแบรนด์ Amazing Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.คู่รักฉลองการแต่งงาน (Weddings & Celebrations) 2.กลุ่มท่องเที่ยวหรูและสุขภาพ (Luxury & Wellness) 3.กลุ่มครอบครัว (Family)

ในพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ มี Mr Rajesh Sharma ผู้จัดการประจำประเทศไทย แอร์ อินเดีย และแอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส ร่วมต้อนรับและมอบของที่ระลึก สร้างความประทับใจแก่ผู้เดินทางมาเยือนเองไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดีด้วย


“เที่ยวบินปฐมฤกษ์” ของแอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส จากอินเดีย ไป-กลับ ประเทศไทย ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ประกอบด้วย 2 เส้นทาง ดังนี้

● เส้นทางที่ 1 “วิสาขปัตนัม–กรุงเทพฯ” (สุวรรณภูมิ) เริ่ม 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา จำนวน 2 เที่ยว/สัปดาห์ รวม 356 ที่นั่ง/สัปดาห์ ออกจากเมืองวิสาขปัตนัม 11.35 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 16.00 น. ทุกวันอังคารจะใช้แอร์บัส A320 ขนาด180 ที่นั่ง/ลำ วันศุกร์ใช้โบอิ้ง B737 ขนาด 176 ที่นั่ง/ลำ

● เส้นทางที่ 2 “โคชิ–กรุงเทพฯ” (สุวรรณภูมิ) เที่ยวบิน IX476 เริ่ม 25 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา  จำนวน 4 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ออกจากเมืองโคชิ รัฐเกรละ อินเดีย 22.15 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 03.55 น. ด้วยเครื่องโบอิ้ง B737 ขนาด 176 ที่นั่ง/ลำ

ปี 2569 ททท.ได้ร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวและพันธมิตรสายการบิน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมุ่งพัฒนาข้อเสนอและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยเข้าร่วมส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจ เช่น OTM 2026 และ SATTE 2026 การทำตลาดร่วมกับบริษัทนำเที่ยวและแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของอินเดีย เพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าและแพ็กเกจท่องเที่ยวไทย กระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย

“อินเดีย” เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันติดอันดับ 3 ของต่างชาติมาไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 ตุลาคม 2569 นักท่องเที่ยวอินเดียมาไทย 1,896,058 คน ใช้จ่ายเงินเฉลี่ยประมาณ 41,009 บาท/คน/ทริป พำนักเฉลี่ย 6 วัน ส่วนปี 2568 มาไทยรวมทั้งสิ้น 2,487,319 คน สร้างรายได้กว่า 93,000 ล้านบาท 

“นักท่องเที่ยวอินเดีย” ส่วนใหญ่นิยมเดินทางด้วยตนเอง (FIT) มากสุดถึง 71 % เป็นนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยครั้งแรก 65 %

“แหล่งท่องเที่ยวไทยยอดนิยม” 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี

“ชอบทำกิจกรรม” ท่องเที่ยวชายหาด รับประทานอาหารไทย การท่องเที่ยวยามค่ำคืน การนวดและสปา และการเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่น

สำหรับ “วิสาขปัตนัม” เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดียที่มีศักยภาพให้ไทยขยายตลาด หลังจาก แอร์ อินเดีย เอ็กซ์เพรส เปิดบินตรง ไป-กลับ วิสาขปัตนัม–กรุงเทพฯ จะช่วยเพิ่มให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวก เปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่หลัก ๆ คือ 1.กลุ่มครอบครัว 2.ผู้เดินทางเพื่อพักผ่อน 3.กลุ่มงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลอง



“ช่วงเดือนที่อินเดียนิยมเดินทางมาไทย” ระหว่างพฤศจิกายนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปี ฤดูเดินทางหลัก ได้แก่ ธันวาคม-มกราคม ของปี รวมถึงเทศกาลสำคัญของอินเดีย เช่น ดิวาลี (Diwali) โฮลี (Holi) ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนระหว่างพฤษภาคม-มิถุนายน

ททท. จึงมุ่งนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ความสนใจกลุ่มเป้าหมาย พร้อมการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ต่อยอดตลาดโดยร่วมกับสายการบิน บริษัทนำเที่ยว และพันธมิตรใน้องถิ่น เจาะกลุ่มจัดแต่งงานและงานเฉลิมฉลอง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวมูลค่าสูง

บางจากออกสเตทเมนท์ยืนยัน ก.ล.ต.อายัดหุ้นเฉพาะรายไม่กระทบหุ้นอื่น-การดำเนินธุรกิจ

บางจากออกสเตทเมนท์ยืนยัน ก.ล.ต.อายัดหุ้นเฉพาะราย

หลังรัฐแถลงคดีฟอกเงินไม่กระทบหุ้นอื่น/การดำเนินธุรกิจ

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #กลตอายัดหุ้นเฉพาะราย 

บางจากฯ ออกสเตทเมนท์หลังรัฐแถลงความคืบหน้าคดีฟอกเงิน ย้ำ ก.ล.ต.“อายัดหุ้น” ในตลาดเป็นมาตรการ “ผู้ถือหุ้นเฉพาะราย” ยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดี

 

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

 

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้
ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่
11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

                                   

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

                                           

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว                          

 

“TED Fund”ตีปีกรับนโยบายอว.ลั่นปี’70 พลิกสู่ Matching เร่งเศรษฐกิจไทยโตด้วยนวัตกรรม-หนุน 3 อุตฯเป้าหมาย

“ TED Fund ”ตีปีกรับนโยบายอว.ลั่นปี ’70 พลิกสู่ Matching เร่งเศรษฐกิจไทยโตด้วยนวัตกรรม-หนุน 3 อุตฯเป้าหมาย กระทรวง อว. จัด “ TED Fund ...