วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

IATAเปิดข้อมูลการบินปี68จัดอันดับ 4 แชมป์โลก “ละติน”ครองพรีเมี่ยม-“เกาหลี”คว้าหนาแน่นสุด

 IATAเปิดข้อมูลการบินทั่วโลกปี68จัดอันดับ 4 แชมป์โลก

“ละติน”เจ้าตลาดพรีเมี่ยม-“เกาหลี”สนามบินหนาแน่นสุด



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #IATA #การบินโลกปี2025  

IATA เปิดข้อมูลการบินทั่วโลกปี’68 โชว์สถิติ 4 แชมป์โลก “ละตินอเมริกา” มีผู้โดยสารพรีเมี่ยมสูงสุด 109 ล้านคน “สหรัฐอเมริกา” มีนักเดินทางสูงสุดในโลก 809 ล้านคน “จีน” รองแชมป์ 776 ล้านคน “สนามบินคู่ :เชจู-กิมโป” ของเกาหลีมีผู้ใช้หนาแน่นมากสุด และ 10 อันดับแรกอยู่ในเอเชีย “คาซัคสถาน-อุเบกิซสถาน” ผู้โดยสารเติบโตเร็วสุดในโลก

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association : IATA) เผยแพร่รายงานสถิติการขนส่งทางอากาศโลก (World Air Transport Statistics : WATS) ฉบับล่าสุดโดยได้ให้ข้อมูลสถิติที่ครอบคลุมจนถึงปี 2568 นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ อุปสงค์ อุปทาน และประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับฝูงบินของสายการบินทั่วโลก เส้นทางบินยอดนิยม การจ้างงาน ผลประกอบการทางการเงิน ด้านต้นทุนและรายได้

WATS รวบรวมจากทั่วโลก 1,315 สายการบิน เป็นชุดข้อมูลสถิติประจำปีที่ทาง IATA กับสายการบินระหว่างประเทศกว่า 250 แห่ง ให้ข้อมูลเฉพาะกับทาง WATS





@การเดินทางชั้นพรีเมียมเติบโตที่แข็งแกร่ง

ปี 2568 จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ “ชั้นพรีเมียม” ที่ใช้บริการที่นั่งชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง แตะ 109.7 ล้านคน เปรียบเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 4.5% และคิดเป็น 5.5% ของผู้เดินทางระหว่างประเทศทั้งหมด

-ละตินอเมริกา : มีผู้โดยสารชั้นพรีเมียมมากที่สุด 4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22.1% โดยมี “ยุโรป” เป็นตลาดใหญ่ที่สุดการเดินทางระดับพรีเมียม โดยมีผู้โดยสาร 39.7 ล้านคน ตามมาด้วย อเมริกาเหนือ 10.4% และตะวันออกกลาง 9.5%  

 



@เอเชียครองแชมป์เส้นทางบินที่มีคู่สนามบินผู้โดยสารเดินทางหนาแน่นมากที่สุด

-เอเชียแปซิฟิกครองอันดับ 1 เป็นเส้นทางบินที่มีผู้ใช้หนาแน่นมากที่สุดในโลก คือ ท่าอากาศยานนานาชาติ “เชจู-กิมโป” กรุงโซล (CJU-GMP) เป็นเส้นทางยอดนิยมที่สุดในโลกระหว่าง 2 สนามบินดังกล่าว มีจำนวนผู้โดยสาร 13.3 ล้านคน จำนวนท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น 10 อันดับแรก อยู่ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เกือบทั้งหมด

 

สำหรับภาพรวมของภูมิภาคต่าง ๆ มีดังนี้ :

 

-ท่าอากาศยานเคปทาวน์-โออาร์ แทมโบ โจฮันเนสเบิร์ก (CPT-JNB) เป็นสนามบินคู่ขนานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดในแอฟริกามีผู้โดยสาร 3.4 ล้านคน

-ท่าอากาศยานนานาชาติเอล โดราโด ของโบโกตา-โฮเซ มาเรีย กอร์โดวา ของเมเดยิน (BOG-MDE) เป็นสนามบินคู่พลุกพล่านที่สุดในละตินอเมริกา มีผู้โดยสาร 3.5 ล้านคน

-ท่าอากาศยานโจเซป ตาร์ราเดลลาส-เอล ปรัต ของบาร์เซโลนา-ปาลมา เด มายอร์กา (BCN-PMI) ยังคงเป็นคู่ในยุโรปที่มีผู้ใช้มากสุดมีผู้โดยสาร 2.1 ล้านคน ส่วนสตอกโฮล์ม อาร์ลันดา-มัลโม (ARN-MMX) เป็นคู่สนามบินเติบโตเร็วที่สุดในยุโรป มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึง 85% กว่า 271,031 คน

-ท่าอากาศยานจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส (LAX) เป็นเส้นทางการบินภายในประเทศในอเมริกาเหนือ มีผู้โดยสาร 2.2 ล้านคน

-ท่าอากาศยานจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ในลอนดอน ฮีทโธรว์ (LHR) เป็นเส้นทางการบินระหว่างประเทศ มีผู้โดยสาร 2.1 ล้านคน

 



@ตลาดผู้โดยสารยอดนิยมแยกตามประเทศ

-สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดที่มีผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งขาเข้าและขาออก  890.1 ล้านคน แต่สหรัฐเติบโตช้าที่สุดในบรรดา 10 ตลาดชั้นนำของโลก เพิ่มขึ้นเพียง 1.6%  จากช่วงเดียวกันกับปี 2567

-สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดผู้โดยสารใหญ่เป็นอันดับ 2  โดยมีผู้โดยสาร 776.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันกับปี 2567

-ประเทศในเอเชียกลางหลายประเทศอยู่ในกลุ่มตลาดผู้โดยสารเติบโตเร็วที่สุดในโลก เทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2567 ปี 2568 เติบโตดังนี้ “คาซัคสถาน” มีผู้โดยสาร 18.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 40.0% “อุซเบกิสถาน” 12.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16.9% “เวียดนาม” เติบโตแข็งแกร่งมีผู้โดยสาร 80.9 ล้านคน

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน

“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF

น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน

บางจากกับการบินไทยนำร่องใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืนHEFA-SPK SAF สร้างน่านฟ้าโลว์คาร์บอน

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #Thaiairways #HefaSPK #SAF

กลุ่มบริษัทบางจากควงการบินไทยใช้บริการ HEFA-SPK SAF ผลิตในไทยครั้งแรก นำร่องกับเที่ยวบิน TG 409 ที่สุวรรณภูมิ ยกระดับ “น่านฟ้าไทยสู่ยั่งยืน” ผนึกแผนลดคาร์บอนการบินโลกเป็นศูนย์


            กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศร่วมสร้างก้าวสำคัญอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศเดินหน้าให้บริการ “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF ที่ผลิตครั้งแรกในประเทศไทยโดยกลุ่มบริษัทบางจาก นำร่องใช้กับเที่ยวบิน TG 409 เส้นทาง “กรุงเทพฯ–สิงคโปร์” จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ปลายทาง ทั้งสององค์กรไทยร่วมกันสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการบิน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ Net Zero

            HEFA-SPK SAF ที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF 100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง โดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตร/วัน นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบผลิตภายใต้ระบบที่ได้การรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC CORSIA และ ISCC EU


“นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมี SAF เป็นกลไกหลักช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้ SAF เริ่มทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณ 80 % ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม

ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำ HEFA-SPK SAF ที่ผลิตครั้งแรกในไทยมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก 

            นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารหลายประเทศในฐานะสมาชิก World Economic Forum แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือ SAF จะเติบโตได้เมื่อภาคเอกชนลงทุนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายภาครัฐชัดเจน ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ส่วนผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF ซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน



สำหรับประเทศไทย หากมีเป้าหมายและกรอบเวลานำมาใช้ชัดเจน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ช่วยส่งเสริมการใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น

ทางกลุ่มบริษัทบางจากจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศของ SAF อย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของไทย ตอบโจทย์ GDP เติบโตต่อเนื่อง สร้างการจ้างงานและความยั่งยืน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขยายโอกาสธุรกิจเติบโต ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

            “นายชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชนกล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย การได้ร่วมใช้ “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” ที่ผลิตในไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่เข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน

แผนงานการจัดส่ง HEFA-SPK SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT) ไปยังคลังน้ำมันอากาศยาน บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนเมืองไทย

 

AWCขอSCBปล่อยสินเชื่อยั่งยืน 40,500 ล้าน พลิกโฉมเวิ้งนครเกษม-เยาวราชแหล่งท่องเที่ยวโลก

 AWCผนึกพลัง SCB ปล่อยสินเชื่อยั่งยืน 40,500 ล้าน

พลิกโฉมเวิ้งนครเกษม-เยาวราชแหล่งท่องเที่ยวโลก

 



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AWC #SCB #สินเชื่อยั่งยืนSustainabilityLinkedLoan


AWC ลงนาม SCB ปล่อยสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan 40,500 ล้านบาท ลุยพัฒนา 2 โปรเจกต์ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” 10,500 ล้าน เปิดปี’72 ชูคุณค่าวัฒนธรรมไทย-จีนย่านไชน่าทาวน์ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมใช้อีก 30,000 ล้าน ปูพรมโปรเจกต์อนาคต นำไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวโลก

 



บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   ปล่อยสินเชื่อยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) วงเงินรวม 40,500 ล้านบาท ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led strategy พัฒนาพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินคุณภาพ AWC ในระยะยาว วางแผนใช้วงเงินสินเชื่อ 10,500 ล้านบาท พัฒนาโครงการ "เวิ้งนครเกษม เยาวราช" โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กใหญ่ที่สุดเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านเยาวราช เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีน เข้ากับประสบการณ์ระดับโลก ภายใต้แนวคิด "Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow" เดินหน้าสร้างคุณค่าใหม่ให้ชุมชน เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว

โครงการจะเป็นที่ตั้งของประสบการณ์ "Kung Fu Panda" จาก Universal Destinations & Experiences ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์และเรื่องราวของเยาวราช ส่งต่อเสน่ห์พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้สู่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC” กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนโครงการคุณภาพเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวยั่งยืน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน ส่งเสริมเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่ และร่วมสนับสนุนไทยสู่ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เงินทุนนี้จะนำไปพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ จุดยุทธศาสตร์สำคัญท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ผ่านการผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนเข้ากับประสบการณ์คุณภาพระดับนานาชาติ อย่าง 'Kung Fu Panda' ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่จะสร้างจุดหมายปลายทางเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ชุมชน และคนรุ่นต่อไป


เชื่อมั่นโมเดลนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเติบโตอย่างยั่งยืนดึงดุดนักเดินทางจากทั่วโลก และพลังพันธมิตรที่ร่วมวิสัยทัศน์ สร้างความแข็งแกร่งและคุณค่าอย่างแท้จริงสู่ประเทศและอุตสาหกรรม การจัดสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan ครั้งนี้คืออีกก้าวสำคัญของ Sustainable Growth-Led Strategy ในการพัฒนามาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งเป้าความยั่งยืนครบ 3 มิติ เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชุมชน สังคม และเพื่อการเติบโตสร้างงานและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“นายสารัชต์ รัตนาภรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่น  ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการที่มีความหมายต่อประเทศมาต่อเนื่อง การปล่อยสินเชื่อสีเขียววงเงินรวม 10,500 ล้านบาท ทำโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช กับสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการการดำเนินงานด้านความยั่งยืน วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการคุณภาพอื่น ๆ ในอนาคตของ AWC ทั่วประเทศ

การสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวครั้งนี้ นับเป็นพลังผลักดันให้โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสสีเขียวระดับโลก รวมถึงโครงการต่าง ๆ ในอนาคต ให้เป็นตัวอย่างความยั่งยืน ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจถึงทุกภาคส่วน ทั้งในไทยและระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับภาคธุรกิจ สะท้อนถึงศักยภาพยกระดับมาตรฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวระดับสากล ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้ประเทศ โดยได้สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารพร้อมเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน – Live Sustainably” เชื่อมั่นการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตให้ชุมชน และรักษาเอกลักษณ์ของประเทศเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป



ล่าสุดกลุ่ม SCBX ได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มธนาคารของไทย และอยู่ในกลุ่ม Top 10% ของ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ได้รับการประเมินระดับ Leadership Level ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้การจัดอันดับอยู่ใน A-List ของ CDP ต่อเนื่องปีที่ 2 สะท้อนบทบาทของธนาคารขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ภาคธุรกิจและประเทศในระยะยาว

ส่วนความสำเร็จการจัดหาเงินทุนครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินชั้นนำที่มีต่อศักยภาพทางธุรกิจ วิสัยทัศน์ ระยะยาว แนวทางการดำเนินธุรกิจของ AWC ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง ภายใต้กรอบแนวคิด 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity ควบคู่กับการรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม  



“เวิ้งนครเกษม เยาวราช” เป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กมีขนาดใหญ่ที่สุดของ AWC บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางเยาวราชกว่า 14 ไร่ หนึ่งในย่านเก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมย่านการค้าสำคัญมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18

AWC ออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญนำรูปแบบไลฟสไตล์ เพิ่มประสบการณ์ความสนุกผสานความร่วมสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีนอย่างกลมกลืน ประกอบด้วย

-โรงแรมลักชัวรีระดับโลก 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ และโรงแรมคิมป์ตัน แบงค็อก ไชน่าทาวน์

-พื้นที่ชอปปิ้งระดับพรีเมียม ศาลาจีนร่วมสมัย พื้นที่วัฒนธรรมสำหรับชุมชนและครอบครัว

-เตรียมพัฒนาพื้นที่ประสบการณ์ระดับโลกในธีม “Kung Fu Panda” ร่วมกับ Universal Destinations & Experiences โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเยาวราช เพื่อนำมรดกทางวัฒนธรรมพื้นที่ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าเยาวราชสู่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก ผ่านประสบการณ์ร่วมสมัยเชื่อมโยงวัฒนธรรม อดีต และอนาคตเข้าด้วยกัน


AWC กำหนดเปิดให้บริการโครงการเต็มรูปแบบภายในปี 2572 พร้อมทั้งมีแผนพัฒนารถราง (Tram) เชื่อมโยงประสบการณ์เดินทางภายในย่านเยาวราช ไชน่าทาวน์ใหญ่ที่สุดในโลก ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกสามารถสัมผัสเสน่ห์พื้นที่ได้อย่างสะดวกต่อเนื่อง โดยมี “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” เป็นศูนย์กลางการเดินทาง เชื่อมต่อการเดินทางทางสายน้ำผ่านคลองโอ่งอ่างและแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่องกับระบบรถไฟฟ้า MRT และพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่กว่า 800 คัน เพื่อยกระดับเชื่อมโยงการเดินทางย่านนี้ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมร่วมขับเคลื่อนไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

“รมว.สุรศักดิ์”ถกสุวรรณภูมิปรับบริการเวลารอคิวเข้าไทยชู“สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย”นำไทยจุดหมายท่องเที่ยวโลก

“รมว.สุรศักดิ์”ถกสุวรรณภูมิปรับบริการเวลารอคิวเข้าไทย

ชู“สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย”นำไทยจุดหมายท่องเที่ยวโลก

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยว นำทีมหารือสุวรรณภูมิ ลดคิวรอเน้นสะดวกรวดเร็วปลอดภัย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ #สะดวกรวดเร็วปลอดภัย

“สุรศักดิ์” นำทีมกระทรวงท่องเที่ยวฯ หารือสุวรรณภูมิ ปรับบริการมุ่งลดเวลารอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ย้ำทุกองค์กรกระชับความร่วมมือชูเป้าหมาย “สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย” ดึงทั่วโลกเชื่อมั่นภาพลักษณ์ไทยจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวโลก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นำทีมลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายหลังปริมาณผู้โดยสารทางอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทางรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเมืองไทย โดยเฉพาะการลดเวลารอคิวตรวจเอกสารหนังสือเดินทาง ควบคู่ยกระดับคุณภาพการให้บริการภายในสนามบิน สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ โดยต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของชาติ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ


นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการทำงานภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” พร้อมผลักดันมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มช่องทางตรวจอัตโนมัติ การบริหารจัดการกำลังพลให้สอดคล้องกับปริมาณเที่ยวบิน การเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจคนเข้าเมือง การบริหารจัดการพื้นที่รองรับผู้โดยสาร การอำนวยความสะดวกด้านการสัญจรภายในท่าอากาศยาน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานแบบบูรณาการ เพื่อลดเวลาการรอคิวและยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวที่ดี



การประชุมและลงพื้นที่มีผู้เข้าร่วมด้วยคือ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โฆษกกระทรวง นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ พลตำรวจตรี กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พลตำรวจตรี คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางยกระดับการให้บริการในทุกมิติ


ภายหลังการประชุม นายสุรศักดิ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามขั้นตอนให้บริการผู้โดยสาร “ขาเข้าระหว่างประเทศ” รับฟังปัญหาและข้อจำกัดจากการปฏิบัติงานจริง ตลอดจนหารือแนวทางปรับปรุงกระบวนการให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

นายสุรศักดิ์ ย้ำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ลดระยะเวลาทุกกระบวนการ สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงเมืองไทย อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก และสนับสนุนไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก



การท่องเที่ยวสิงคโปร์MOUทราเวลโลก้าดัน 5 ตลาดโต "ไทย-อินโด-มาเลย์-เวียดนาม-ออสเตรเลีย”เฮเที่ยวสิงคโปร์

การท่องเที่ยวสิงคโปร์ต่อMOUทราเวลโลก้าดัน 5 ตลาดโต

"ไทย-อินโด-มาเลย์-เวียดนาม-ออสเตรเลีย”เฮเที่ยวสิงคโปร์


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #SingaporeTourismBoard #Traveloka  

การท่องเที่ยวสิงคโปร์ ต่ออายุ MOU ทราเวลโลก้า เดินหน้าใช้แพลตฟอร์มใหญ่ ปั๊มยอดนักท่องเที่ยวเพิ่ม 5 ตลาดใหญ่ “ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-เวียดนาม-ออสเตรเลีย” หลั่งไหลสู่สิงคโปร์


            การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board: STB) และทราเวลโลก้า (Traveloka) ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) ฉบับที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2562 เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเติบโตระยะต่อไป มุ่งส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลาดหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย โดยเฉพาะ “คนไทย” ยังคงเลือกสิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทราเวลโลก้าติด 1 ใน 10 ที่มียอดจองและการใช้จ่ายเติบโตเพิ่มขึ้น

            MOU ระหว่างการท่องเที่ยวสิงคโปร์ กับทราเวลโลก้าฉบับนี้ เน้นต่อยอดความร่วมมือที่มีมายาวนานเริ่มครั้งแรกปี 2562 ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ขยายไปถึงออสเตรเลีย ตลาดสำคัญของทั้งสององค์กรที่ได้ทำกิจกรรมดึงเอาจุดแข็งของสิงคโปร์เกาะศูนย์กลางชั้นนำด้านความบันเทิงสดมาใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักเดินทาง


ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันทำ ด้านหลัก ได้แก่

-การจัดแคมเปญการตลาดร่วมกันเพื่อส่งเสริมสิงคโปร์บนแพลตฟอร์มทราเวลโลก้า

-การนำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์ท่องเที่ยวเพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบสถานที่ และกิจกรรมที่น่าสนใจ

-การส่งเสริมการเดินทางผ่านอีเวนต์สำคัญที่สอดคล้องกับปฏิทินกิจกรรมของสิงคโปร์ตลอดทั้งปี

-การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางในรูปแบบข้อมูลภาพรวมที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เพื่อช่วยให้การท่องเที่ยวสิงคโปร์วางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในแต่ละตลาดต้นทาง ส่วน “ทราเวลโลก้า” จะนำฐานผู้ใช้งานครอบคลุมทั่วภูมิภาคและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมนักเดินทาง มาสนับสนุนการผลักดัน “สิงคโปร์” ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักเดินทางในแต่ละตลาดได้อย่างตรงใจ

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับแคมเปญการท่องเที่ยวสิงคโปร์ We Don’t Wait For Fun ซึ่งจะร่วมกนมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยว กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน 2.กลุ่มครอบครัวที่มีลูก เพื่อกระตุ้นให้หาโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่สิงคโปร์


“มลิสสา โอว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวว่า การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย และความแข็งแกร่งอันยาวนานกับทราเวลโลก้าซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางบวกกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้านการค้นหาและจองที่พักของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ทำให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ใช้จ่ายสูง และทำให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายความคุ้มค่าการกลับมาเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก

“อัลเบิร์ต” ผู้ร่วมก่อตั้งทราเวลโลก้า กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางชื่นชอบมากที่สุด จึงขอทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่ได้รับการไว้วางใจ ด้วยฐานผู้ใช้งาน ข้อมูลเชิงลึก ประสบการณ์การจองแบบครบวงจรในที่เดียว ช่วยให้การท่องเที่ยวสิงคโปร์บอกเล่าเรื่องราวไปยังนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากทำงานร่วมกันมานานกว่าครึ่งทศวรรษ การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ได้สร้างขึ้นร่วมกัน

พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 องค์กร ร่วมพัฒนาแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ โดยจะร่วมกันจัดทำโปรโมชั่นตามฤดูกาลสอดรับกับปฏิทินอีเวนต์ของสิงคโปร์ พร้อมศึกษาการนำข้อมูลเชิงลึกกับเทคโนโลยี AI มาสนับสนุนการสร้างสรรค์คอนเทนต์และนำเสนอเรื่องราวจุดหมายปลายทาง ภายใต้กรอบการกำกับดูแลข้อมูลตามมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัวที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้



 

IATAเปิดข้อมูลการบินปี68จัดอันดับ 4 แชมป์โลก “ละติน”ครองพรีเมี่ยม-“เกาหลี”คว้าหนาแน่นสุด

  IATA เปิดข้อมูลการบินทั่วโลกปี 68 จัดอันดับ 4 แชมป์โลก “ละติน”เจ้าตลาดพรีเมี่ยม-“เกาหลี”สนามบินหนาแน่นสุด เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสา...