วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

BFPL-BPTเร่งทำแผนซ่อมแซมรอยรั่วระบบท่อส่งน้ำมัน เสนอกรมธุรกิจพลังงานใช้เวลาซ่อม/ทดสอบ 3 สัปดาห์

BFPL-BPTเร่งทำแผนซ่อมแซมรอยรั่วระบบท่อส่งน้ำมัน

เสนอกรมธุรกิจพลังงานใช้เวลาซ่อม/ทดสอบ 3 สัปดาห์

BFPL กับ BPT พบแล้วรอยรั่วซึมในระบบท่อส่งน้ำมัน เร่งเสนอแผนซ่อมแซมทดสอบกับกรมธุรกิจพลังงาน

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เร่งเสนอแผนซ่อมรอยรั่ว #BFPL #BPT #เน้นความปลอดภัยประชาชน

BFPL กับ BPT เร่งเสนอแผนต่อกรมธุรกิจพลังาน เดินหน้าซ่อมแซมพบรอยรั่วซึมในระบบท่อส่งน้ำมันใต้สะพานยกระดับพระราม 3 คาดใช้เวลาซ่อมและทดลองใน 3 สัปดาห์ ย้ำเน้นมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นอยู่ประชาชนรอบพื้นที่

            บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานว่า จากการขยายพื้นที่ “ตรวจสอบกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง” ใต้สะพานยกระดับพระราม 3 พบรอยรั่วซึมในระบบท่อส่งน้ำมัน และได้ควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อดำเนินการซ่อมแซมและนำระบบท่อส่งน้ำมันกลับมาใช้งาน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างเต็มที่


ขณะนี้ทั้งสองบริษัทอยู่ระหว่าง “จัดทำแผนซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนด” ของกรมธุรกิจพลังงาน รวมทั้งการส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อ ให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบท่อส่งน้ำมัน เมื่อซ่อมแซมจุดที่พบรอยรั่วซึมเสร็จแล้วจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 66 กิโลเมตร

คาดจะใช้เวลาดำเนินการ “ซ่อมแซมและทดสอบ” ประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนนำระบบท่อส่งน้ำมันกลับมาใช้งานภายหลังได้รับความเห็นชอบจากกรมธุรกิจพลังงาน โดยได้จัดทีมประจำพื้นที่เพื่อให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุดังกล่าว



นอกจากนี้ BFPL และ BPT จะจัดทำแผนแก้ไขระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของการดำเนินงานในระยะยาว

สำหรับ “ระบบท่อส่งน้ำมัน” ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ BPT ส่วน “BFPL” เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานขที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ ซ่อมแซม และทบทวนมาตรการดูแลรักษาระบบท่อ ภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่าง BPT และ BFPL โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

รวมทั้งร่วมกันดูแล เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมทั้งประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานชัดเจน

  

ศูนย์สิริกิติ์รายแรกในอาเซียนได้ “ISO/IEC 27001:2022” ฉลุย!!มาตรฐานรองรับงานโลก-“IMF-World Bank”ต.ค.นี้

 ศูนย์สิริกิติ์รายแรกในอาเซียนได้ “ISO/IEC 27001:2022

ฉลุย!!มาตรฐานรองรับงานโลก-IMF-World Bank”ต.ค.นี้

นายสุรพล อุทินทุ” CEO ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์รับมอบมาตรฐานISO/IEC 27001:2022” 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ศูนย์สิริกิติ์ #ISOIEC270012022 #มาตรฐานไอทีและความปลอดภัย

“ศูนย์ฯสิริกิติ์” สร้างชื่อเป็นศูนย์ประชุมแห่งแรกในอาเซียนได้มาตรฐาน “ISO/IEC 27001:2022” ยกระดับไอที และความปลอดภัยข้อมูล พร้อมรองรับงานระดับโลก ต้อนรับประชุมการเงินโลก “2026 IMF-World Bank” ต.ค.นี้


ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 ด้านระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management System: ISMS) เป็นศูนย์การประชุมแห่งแรกในอาเซียน สะท้อนถึงการยกระดับระบบบริหารจัดการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที การบริหารจัดการความปลอดภัยข้อมูล เสริมความพร้อมการให้บริการ และรองรับการจัดงานระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) กำลังจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569                                       

ทาง บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เป็นหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจประเมิน และรับรองมาตรฐานสากลดังกล่าว โดย ISO/IEC 27001:2022 เป็นมาตรฐานสากลด้านระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (ISMS) ที่มุ่งบริหารจัดการ และปกป้องข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมสำคัญ 3 องค์ประกอบ ได้แก่  1.การรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality) 2.ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล (Integrity) 3.ความพร้อมใช้งานของระบบ และบริการ (Availability) รวมถึงการบริหารความเสี่ยงการกำหนดมาตรการควบคุม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง



ทางศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้การรองมาตรฐานดังกล่าว ครอบคลุมทั้งระบบ และบริการด้านไอทีที่สำคัญตั้งแต่การดูแลศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบไอทีหลัก การบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงระบบ และข้อมูล ไปจนถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและแบบไร้สายสำหรับลูกค้า เพื่อให้ระบบต่าง ๆ มีความปลอดภัย โดยคำนึงถึงการรักษาความลับของข้อมูล ความถูกต้องของข้อมูล และความพร้อมใช้งาน


“นายสุรพล อุทินทุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า เป็นศูนย์การประชุมแห่งแรกในอาเซียน ที่ได้การรับรอง ISO/IEC 27001 : 2022 เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของระบบหลังบ้านที่พัฒนาได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพราะปัจจุบันเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดงานมากขึ้น โดยเฉพาะงานประชุมระดับนานาชาติที่ต้องอาศัยทั้งระบบไอที การเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตลอดการจัดงาน ดังนั้นการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล จึงไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันข้อมูลรั่วไหล  แต่ยังรวมถึงการรักษาความถูกต้องของข้อมูล ทำให้ระบบและบริการต่าง ๆ พร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง



การยกระดับระบบไอที และความปลอดภัยของข้อมูลไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบุคลากร กระบวนการ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การได้รับรอง ISO/IEC 27001:2022 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรากฐานด้านไอทีที่แข็งแรง เพื่อให้ระบบ และบริการของศูนย์ฯ มีความปลอดภัย พร้อมให้บริการรองรับการใช้งานของผู้จัดงานทุกรูปแบบ โดยเฉพาะงานระดับนานาชาติ และองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ และการดูแลข้อมูลอย่างรัดกุม

การได้รับรองมาตรฐานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรองรับงานประชุมระดับโลก เช่น การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ที่ศูนย์สิริกิติ์ วันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 งานขนาดใหญ่ระดับโลกเช่นนี้ ต้องอาศัยระบบไอทีและเครือข่ายที่พร้อมใช้งาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ฯ และให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแก่ผู้เข้าร่วมงาน ทำให้การจัดงานดำเนินได้อย่างราบรื่นประสบความสำเร็จ

ISO/IEC 27001:2022” เป็นอีกหนึ่งการรับรองที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของศูนย์ฯ สิริกิติ์ครอบคลุมทุกมิติ ก่อนหน้านี้แล้วยังได้การรับรองมาตรฐานได้แก่ ISO 9001 (ด้านระบบบริหารคุณภาพ), ISO 22000 (ด้านระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร), ISO 20121 (ด้านระบบการจัดการงานอย่างยั่งยืน) และ ISO 14064-1 Carbon Footprint for Organization: CFO (ด้านการวัด รายงาน และทวนสอบปริมาณก๊าซเรือนกระจกขององค์กร)

สำหรับมาตรฐานดังกล่าวยังต้องมีการตรวจประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความพร้อมของระบบ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี



 

TCEBลั่นปี69เร่งสร้างDNAไมซ์ลุยเปิดใหม่แล้ว6ไมซ์ซี้ตี้ดันเศรษฐกิจไทยโต

TCEBลั่นปี69เร่งสร้างDNAไมซ์ลุยเปิดใหม่แล้ว6ไมซ์ซี้ตี้

ชู“โครงสร้างพื้นฐาน-อัตลักษณ์-ห่วงโซ่”ดันเศรษฐกิจโต

TCEB และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประกาศปี 2569 เพิ่มใหม่ 6 MICE CITY

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TCEB #เปิดใหม่6City  

TCEB ลุยปี’69 ประกาศเพิ่มใหม่ 6 MICE CITY  “กระบี่-เชียงราย-นครศรีฯ-ระยอง-อุบล-หัวหิน/ชะอำ” ผนึกทุกจังหวัดสร้าง Destination DNA ดันเศรษฐกิจพื้นที่โตยั่งยืนด้วย 3 กลไกหลัก “โครงสร้างพื้นฐาน-อัตลักษณ์พื้นที่-คน/ห่วงโซ่อุปทาน”

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บเดินหน้านำไทยสู่ศูนย์กลางไมซ์แห่งอาเซียน พร้อมยกระดับประกาศรับรองความพร้อมเมืองไมซ์ (MICE City) ใหม่ 6 พื้นที่ ทำให้มีทั้งหมด 16 แห่ง (2026 MICE CITY: 16 Destinations) จากเดิมมี 10 เมืองไมซ์ โดยมุ่งการกระจายการจัดงานให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วไทยได้มากขึ้น

ปี 2569 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ประเมินและพิจารณาเมืองไมซ์ตามมาตรฐาน 8 ด้าน 32 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ความสะดวกในการเข้าสู่เมืองและสถานที่จัดงาน การสนับสนุนการจัดงาน กิจกรรมเพิ่มเติมนอกเหนือการประชุม ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก มาตรฐานสถานที่จัดงาน ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเมือง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการความเสี่ยง



ปีนี้ทีเส็บและคณะกรรมการจึงได้ประกาศรับรองพื้นที่ใหม่เป็นเมืองไมซ์ ครอบคลุม ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวม 6 เมืองไมซ์ ดังนี้

1. กระบี่ (ไมซ์ชายทะเลอันดามัน)

2.นครศรีธรรมราช (ศูนย์กลางไมซ์เชิงวัฒนธรรมและศาสนา)

3.เชียงราย (เมืองไมซ์สร้างสรรค์และวัฒนธรรม)

4.อุบลราชธานี (ประตูไมซ์อีสานใต้สู่ลุ่มน้ำโขง)

5.ระยอง (ศูนย์กลางไมซ์ภาคอุตสาหกรรมต่อยอด Eastern Economic Corridor หรือ EEC) 

6.หัวหิน-ชะอำ (เมืองไมซ์ที่ผนึกจุดแข็งของรีสอร์ตชายทะเลและสถานที่จัดงานของสองพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการจัดงานบิ๊กอีเวนต์ ขนาดใหญ่แบบไร้รอยต่อ)



“คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและภาคเอกชน” ยังได้พิจารณาต่ออายุเมืองไมซ์เดิมด้วยอีก 3 เมือง เพราะมีอายุครบรอบการประเมิน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และอุดรธานี

ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า การยกระดับเป็นเมืองไมซ์ไม่ใช่เพียงแค่การรับรองสถานะ แต่คือการนำอุตสาหกรรมไมซ์ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยจุดแข็งเฉพาะของแต่ละเมือง หรือ "Destination DNA" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภายหลังรับรองเพิ่มใหม่ 6 เมืองไมซ์แล้ว ทีเส็บได้เตรียมแผนพัฒนาร่วมกับแต่ละจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่เป้าหมาย ด้วย 3 กลไกสำคัญ ดังนี้

กลไกที่ 1 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure & Connectivity) : ผลักดันผ่านต้นแบบที่เคยดำเนินการคือ “EEC MICE Sandbox” และจัดทำ Area-based MICE Development Playbook เพื่อขยายผลสู่เมืองไมซ์ทั่วประเทศ

กลไกที่ 2 การชูอัตลักษณ์พื้นที่ (City-as-content & Destination DNA) : ออกแบบงานไมซ์ให้สอดคล้องกับจุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละเมือง พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืน (Thailand Sustainable Event Management Standard: TSEMs)

กลไกที่ 3 การพัฒนาบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Local Ecosystem) : สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไมซ์ในพื้นที่ และเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ภาษี หักลดหย่อนได้สูงสุด 200% (Tax Deduction) เพื่อจูงใจให้องค์กรต่าง ๆ เลือกจัดงานประชุมและสัมมนาในเมืองไมซ์มากขึ้น



ปี 2570 ทีเส็บเตรียมประเมินเพื่อต่ออายุอีก 4 เมืองไมซ์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ควบคู่พัฒนาเกณฑ์การประเมินเมืองรูปแบบเฉพาะ(By Type) เพื่อรองรับความหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ตอกย้ำความพร้อมนำไทยก้าวสู่ “ศูนย์กลางไมซ์ของภูมิภาคอาเซียน” (MICE Hub of ASEAN)

สำหรับของเดิมทีเส็บได้ประกาศไว้ทั้งหมด 10 เมืองไมซ์ ประกอบด้วย

“ภาคกลาง” 1 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร (ศูนย์กลางหลักของประเทศ)

“ภาคตะวันออก” 1 จังหวัด คือ พัทยา/ชลบุรี (เมืองไมซ์หลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก- EEC)    

“ภาคเหนือ” 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ (ศูนย์กลางภาคเหนือ และเจ้าภาพจัดงาน MICE City Summit 2027) กับ พิษณุโลก (ศูนย์กลางไมซ์และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคเหนือตอนล่าง)

“ภาคอีสาน” 3 จังหวัด คือ ขอนแก่น (ศูนย์กลางหลักภาคอีสาน) นครราชสีมา (เมืองไมซ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมต่อภาคอีสาน) และอุดรธานี (เมืองไมซ์เชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน)

“ภาคใต้” 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต (ศูนย์กลางท่องเที่ยวและ Incentive ระดับโลกภาคใต้) สงขลา (เมืองต้นแบบไมซ์ยั่งยืน) กับ สุราษฎร์ธานี (เมืองไมซ์เกาะท่องเที่ยวศักยภาพสูงที่เพิ่งผ่านการต่ออายุรับรอง

ทีเส็บได้ทำโครงการเมืองไมซ์เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ขององค์กรคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566–2570) มุ่งให้ไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน ตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (2566–2570) ให้ความสำคัญกับ Business Tourism มีเป้าหมายยกระดับเมืองศักยภาพให้เป็น Preferred MICE Destination

 

“รมว.สุรศักดิ์”นำทีมเยี่ยมThai Houseทัพนักกีฬาไทย-ททท.รุกต่อยอดกีฬาเชื่อมท่องเที่ยวตลาดโลก

 "รมว.สุรศักดิ์”นำทีมเยี่ยมThai Houseทัพนักกีฬาไทยที่ญี่ปุ่น

ททท.รุกต่อยอดกีฬาเชื่อมท่องเที่ยวบูมHealingในตลาดโลก

รมว.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำทีมเยี่ยม Thai House ที่ญี่ปุ่น

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #AmazingThaiHouse #HealingisTheNewJourney

“รมว.สุรศักดิ์”  นำทีม ททท.กับ กกท.เยี่ยม Thai House เทพลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 วันที่ 19 ก.ย.-4 ต.ค.นี้ ที่ญี่ปุ่น ททท.สบช่องทำ “Amazing Thai House” ดึงมหกรรมกีฬาอินเตอร์ต่อยอดท่องเที่ยวรุกขาย“Healing is the New Journey” ในเวทีโลก


นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำทีมผู้บริหารซึ่งมีท้งนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ร่วมเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย หรือ “Thai House” โดยได้เข้าไปพบปะและให้กำลังใจทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า” ระหว่าง 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองไอจิ และนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น พร้อมติดตามการดำเนินงานด้านการดูแลและสนับสนุนนักกีฬาไทยตลอดการแข่งขันครั้งนี้


Thai Houseเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการและดูแลคณะนักกีฬาไทย โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กายภาพบำบัด โภชนาการ และจิตวิทยาการกีฬา ร่วมสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและเสริมสมรรถภาพของนักกีฬาในทุกมิติ เพื่อให้นักกีฬาไทย สามารถทำผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพตลอดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ปี 2569

รมว.สุรศักดิ์ ได้พบปะพูดคุยพร้อมทั้งให้กำลังใจนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ นำกำลังใจจาก “นายกรัฐมนตรี” และรัฐบาล ส่งต่อให้แก่ทัพนักกีฬาไทย ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ มีความมุ่งมั่น ภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศลงแข่งขันกีฬาระดับเอเชีย



นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มองโอกาสต่อยอดพื้นที่ Thai House สู่ “Amazing Thai House” ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ใช้สื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทย ควบคู่กับสร้างการรับรู้ด้านท่องเที่ยวผ่านพลังของกีฬา โดยได้นำเสนอเสน่ห์ของไทยทั้งทางด้าน อาหาร วัฒนธรรม สุขภาพและเวลเนส ตลอดจนประสบการณ์การเดินทาง สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬา ผู้ติดตามการแข่งขัน และผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ ดึงดูดความสนใจให้อยากเดินทางมาสัมผัสจริงในเมืองไทย

พร้อมทั้งผลักดันแนวคิด “Healing is the New Journey” เชื่อมโยงการเดินทางกับการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในไทย ต่อยอดจากแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ และใช้มหกรรมกีฬาเป็นเวทีสำคัญนำเสนอมิติที่หลากหลายของเมืองไทยสู่สายตานานาชาติ



Thai Houseได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Ajinomoto และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมดูแลและเสริมความพร้อมของทัพนักกีฬาไทยตลอดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่าง 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองไอจิและนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ปีนี้มีนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันหลายชนิดกีฬา โดยมีหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสนับสนุนต่อเนื่องอย่างเต็มที่เพื่อสร้างชื่อเสียงความสำเร็จกลับมาสู่พี่น้องคนไทย

 

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

ต่างชาติทั่วโลกเที่ยวไทย 8เดือน19วัน ยังติดลบ 3.67% ปลายก.ย.-ต้นต.ค.นี้ หวัง“จีน-เกาหลี”หยุดมาเที่ยวไทย

ต่างชาติทั่วโลกเที่ยวไทย 8เดือน19วัน ยังติดลบ 3.67%

ปลายก.ย.-ต้นต.ค.นี้ หวัง“จีน-เกาหลี”หยุดมาเที่ยวไทย

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ต่างชาติเที่ยวไทย 

ต่างชาติเที่ยวไทย 8 เดือน 19 วัน ติดลบ 3.67 %  “จีน” รักษาแชมป์มาแล้ว 3.72 ล้านคน ช่วง 13-19 ก.ย.นี้ ภาพรวมโต 5.72 % คาดสัปดาห์หน้า 20ก.ย.-7 ต.ค. หวังนักท่องเที่ยว “จีน-เกาหลี” มีวันหยุดเพียบ “มาเลเซีย” เริ่มแผ่ว


นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินนักท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือนที่ 9 ตั้งแต่ 1 มกราคม – 19 กันยายน 2569 เดินทางมาไทยมียอดสะสม 22,183,678 คน ลดลง 3.67 %  สร้างรายได้เข้าประเทศ 1,082,821 ล้านบาท นักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน 3,728,585 คน มาเลเซีย 2,831,654 คน อินเดีย 1,640,441 คนรัสเซีย 1,230,256 คน และเกาหลีใต้ 811,246 คน

สถานการณ์เฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 13 - 19 กันยายน 2569 ภาพรวมเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าเริ่มปรับตัวดีขึ้น ได้แก่



“ตลาดระยะใกล้” (Short haul) นำโดย “มาเลเซีย” เพิ่มขึ้น 29.12 % เป็นวันหยุด Malaysia Day ตามมาด้วย “ญี่ปุ่น” เพิ่มขึ้น 55.36  เป็นการเดินทางมาล่วงหน้าก่อนวันหยุด Silver Week (19 - 23 ก.ย.) ได้แก่ วันเคารพผู้สูงอายุ วันหยุดพิเศษ และวัน Autumnal Equinox Day

“ตลาดระยะไกล” (Long haul) สัดปดาห์ดังกล่าวมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่อยู่ในช่วงพักตัวก่อนเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นเดือนตุลาคม 2569 ได้แก่ “รัสเซีย” เพิ่มขึ้น 7.59 เพราะความต้องการเดินทางล่วงหน้าก่อนฤดูท่องเที่ยว เลือกไทยเป็นจุดหมายปลายหลัก นิยมเดินทางแบบแพ็กเกจ จึงเป็นสัญญาณตลาดรัสเซียมาไทยจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

สรุปตลอดสัปดาห์ที่ 13-19 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยรวมทั้งสิ้น 464,200 คน เปรียบเทียบกับช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า มีดังนี้ นักท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้น 25,131 คน เติบโต 5.72 % เฉลี่ย 66,314 คน/วัน แบ่งเป็น “ตลาดระยะใกล้”  324,816 คน เพิ่มขึ้น 8.59 % ตลาดระยะไกล 139,384 คน ลดลง 0.41 %


นักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดเรียงตามลำดับ 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 69,255 คน เพิ่มขึ้น 29.12 % สาธารณรัฐประชาชนจีน 66,151 คน เพิ่มขึ้น 1.18 % อินเดีย 34,432 คน ลดลง 13.61 % ญี่ปุ่น 30,494 คน เพิ่มขึ้น 55.36 % และรัสเซีย 19,531 คน เพิ่มขึ้น 7.59 %

คาดการณ์ สัปดาห์ที่ 20-27 กันยายน 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย “มาเลเซีย” มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดมาเลเซียเดย์ “เกาหลีใต้” มีวันหยุดเทศกาล Chuseok 24 - 26 กันยายน “สาธารณรัฐประชาชนจีน” มีวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์ 25 - 27 กันยายน และวันหยุดต่อเนื่องในวันชาติจีน 1 – 7 ตุลาคม นี้ ถือเป็นช่วงโกลเด้นวีคของจีน

 


BFPL-BPTเร่งทำแผนซ่อมแซมรอยรั่วระบบท่อส่งน้ำมัน เสนอกรมธุรกิจพลังงานใช้เวลาซ่อม/ทดสอบ 3 สัปดาห์

BFPL - BPT เร่งทำแผนซ่อมแซมรอยรั่วระบบท่อส่งน้ำมัน เสนอกรมธุรกิจพลังงานใช้เวลาซ่อม/ทดสอบ 3 สัปดาห์ BFPL กับ BPT พบแล้วรอยรั่วซึมในระบบท่อ...