วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

IATAฉลอง10ปีCOSIAโปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบินปลุกรัฐบาลทั่วโลกเสริมแกร่งลดปล่อยมลพิษ

IATAฉลอง10ปีCOSIAโปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบิน

ปลุกทั่วโลกเสริมแกร่ง-ปี70-93ยอดซื้อขาย2.8แสนล้านยูโร

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #IATA #COSIA #ลดชดเชยปล่อยคาร์บอนการบินโลก

IATA เร่งขับเคลื่อนครบ 10 ปี “CORSIA” โปรเจกต์ชดเชยลดปล่อยคาร์บอนการบินระหว่างประเทศ กระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกเร่งตื่นตัวเสริมสร้างกรอบการทำงานระดับโลกด้นการปล่อยมลพิษการบินให้แกร่งขึ้นกว่าเดิม คาดปี70-93 การซื้อขายคาร์บอนการบินทั่วยุโรปพุ่ง 280,000 ล้านยูโร

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Assocition :IATA) ได้จัดงานฉลองครบ 10 ปี มติสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ได้จัดตั้ง “โครงการชดเชยและลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ” หรือ (CORSIA) ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เสริมสร้างรากฐานของก้าวสำคัญนี้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินของโลก

“CORSIA” ได้รับการอนุมัติในการประชุมสมัชชา ICAO เมื่อปี 2559 โดยได้จัดตั้ง “มาตรการเชิงตลาดระดับโลก” ครั้งแรกภาคอุตสาหกรรม และการต่อยอดที่สำคัญจากข้อตกลงปารีสเมื่อปีก่อนหน้านั้น

ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมใน CORSIA มากกว่า 130 ประเทศ และคาดภายในสิ้นปีนี้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 200 ล้านตัน จากนั้นปี 2570 เป็นต้นไป CORSIA จะครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 85% ตลอดระยะเวลาของโครงการ อาจจะระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้มากถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกำจัดคาร์บอนทั่วโลก

“มารี โอเวนส์ ธอมเซน” รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IATA  กล่าวว่าในฐานะ COSIA เป็นข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกฉบับแรกสำหรับภาคการบิน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่ดีที่สุด เรื่องวิธีแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก ข้อตกลงนี้รักษาความเท่าเทียมกันในการแข่งขันของภาคการบิน ขณะเดียวกันการจัดสรรเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ในโลกซึ่งนับวันยิ่งแตกแยกมากขึ้น คือเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังถึงสิ่งที่สามารถบรรลุได้เมื่อรัฐต่างๆ ร่วมมือกัน



“CORSIA” จึงเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล ทำให้กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากสุดของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในทางปฏิบัติด้วย  

การทบทวนเรื่องระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ครบ 10 ปี ตรงกับการทบทวนระบบ “ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งกำลังพิจารณาข้อเสนอที่จะขยาย EU ETS ไปยังจุดหมายปลายทางภายในรัศมีของยุโรป 5,000 กิโลเมตร โดยใช้แฟรงก์เฟิร์ตเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ และสร้างกลไกที่สามารถพัฒนาระบบ “การกำหนดราคาคาร์บอน” ที่เทียบเคียงได้กับประเทศที่สาม

“โทมัส เรย์นาเอิร์ต” รองประธานอาวุโสฝ่าย กิจการภายนอกของ IATA กล่าวว่า การทบทวนระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ CORSIA ในฐานะกรอบการทำงานระดับโลกสำหรับการบินระหว่างประเทศ ไม่ใช่ส่งเสริมระบบระดับภูมิภาคหรือทวิภาคีที่ซ้ำซ้อนกัน แต่ยุโรปจะประสบความสำเร็จมากขึ้นที่ได้ดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง โดยนำรายได้จากการบินไปใช้กับเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีเกิดใหม่ มากกว่าการเพิ่มต้นทุนคาร์บอนที่ไม่แก้ไขข้อจำกัดด้านพลังงานพื้นฐานของภาคส่วนนี้

ส่วนการขาดการประเมินผลกระทบจากการขยายขอบเขตของ EU ETS ทำให้ไม่เห็นภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศที่สาม การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการทำงานของ CORSIA แม้ IATA จะประเมินไว้แล้วก็ตาม แต่การขยายขอบเขตที่เสนอจะทำให้ต้นทุนการปฏิบัติตามระบบการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ช่วงปี 2570-2593เพิ่มขึ้น 40% เป็น 280,000 ล้านยูโร



เพื่อเร่งการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการบินพร้อมทั้งสนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่น และความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวของสหภาพยุโรป การทบทวนระบบ EU ETS ควรดำเนินการดังนี้ :

            1.เสริมความแข็งแกร่งให้ CORSIA :

-เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบังคับใช้ CORSIA อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเอกภาพสำหรับอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ โดยไม่ขยายขอบเขตของ “ระบบการซื้อขายสิทธิ์” ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ออกไปนอกอาณาเขตของประเทศ

-ยกเลิกกลไก "EU ETS as a Service" ที่เสนอไว้ ซึ่งจะส่งเสริมระบบกำหนดราคาคาร์บอนระดับภูมิภาคหรือทวิภาคีคู่ขนานไปพร้อมกับ CORSIA



2.สนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) โดย :

-เสริมสร้างกลไกการจ่ายเงินช่วยเหลือของกองทัพสิงคโปร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยให้การสนับสนุนที่มากขึ้นทันที ไม่ใช่รอตั้งแต่ปี 2029 เป็นต้นไป

-การยกเลิกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการผลิตและเงื่อนไขเพิ่มเติมที่จำกัดการสนับสนุนแนวทางการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สอดคล้องกับความยั่งยืน

3.เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของยุโรปโดย:

-จัดสรรรายได้จากระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ (ETS) ที่เกิดจากภาคการบินเพื่อใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีการบินเกิดใหม่

IATA ได้นำข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในการวิเคราะห์ฉบับปรับปรุงส่งต่อให้ผู้กำหนดนโยบายของยุโรปแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนการออกกฎหมาย” ที่กำลังดำเนินอยู่ เพื่อทบทวนระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ด้วย

 

 

บางจากนำนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยธุรกิจผลิตSAFร่วมขับเคลื่อนอุตฯพลังงานอนาคต

บางจากนำนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยธุรกิจผลิตSAF

แชร์มุมมองตลาดเชิงลึกแรงขับเคลื่อนอุตฯพลังงานอนาคต

บางจากฯ ต้อนรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #SAF #นักลงทุนสถาบันด้านพลังงาน

บางจากฯ ต้อนรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แชร์มุมมองเชิงลึกทิศทางตลาดและปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานอนาคต


            นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายอนุวัตร รุ่งเรืองรัตนากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกันต้อนรับคณะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เมื่อเร็ว ๆ นี้



พร้อมทั้งรับฟังบรรยายการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่น และกระบวนการผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลิตร/วัน ที่ได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ตลอดจนมาตรฐานและการรับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นถึงความพร้อมในการรองรับความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจโรงกลั่นและ SAF ของกลุ่มบริษัทบางจาก

            ทางผู้บริหารบางจากฯ ได้นำเสนอทิศทางธุรกิจและการต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ Bio Fuel ผ่านธุรกิจผลิต SAF ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญการขับเคลื่อนภาคการบินสู่การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ และร่วมแบ่งปันมุมมองร่วมกับคณะนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน


โดยมี Alvin Chew ผู้เชี่ยวชาญจาก Argus Media ให้เกียรติร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ พัฒนาการ และแนวโน้มตลาด SAF ทั้งระดับภูมิภาคและโลก ช่วยเติมเต็มภาพรวมของอุตสาหกรรมควบคู่กับข้อมูลการดำเนินธุรกิจของบางจาก สร้างความเข้าใจถึงทิศทางตลาดและโอกาสในอนาคตของธุรกิจ SAF

 

ททท.-Royal Caribbeanขยายตลาดเรือสำราญดันเศรษฐกิจโตเชื่อมสู่เมืองน่าเที่ยว

ททท.-Royal Caribbeanผนึกขยายตลาดเรือสำราญ

รุกทัวร์เศรษฐีกระจายเศรษฐกิจเชื่อมต่อเมืองน่าเที่ยว

ททท. หารือRoyal Caribbean Group 3 เรื่อง ดันไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวเรือสำราญ "Cruise Tourism" 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #RoyalCaribbean #CruiseTourism


ททท. ดึง Royal Caribbean Group ถกความร่วมือ 3 เรื่อง ผนึกดันไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวเรือสำราญ "Cruise Tourism" ปั๊มตลาดคุณภาพใช้เงินสูง หวังเชื่อมจุดขายเมืองท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นำคณะผู้บริหาร ททท. หารือร่วมกับผู้บริหาร Royal Caribbean Group ผู้ประกอบธุรกิจเรือสำราญชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับศักยภาพไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญตลาดนักท่องเที่ยวเรือสำราญ (Cruise Tourism) ในภูมิภาค พร้อมขยายโอกาสประเทศจาก “จุดจอดเรือ” สู่จุดหมายการเดินทาง การใช้จ่าย การกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยส

ททท.ร่วมหารือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนส่สนสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่




● ประเด็นที่ 1 ขยายตลาดท่องเที่ยวเรือสำราญคุณภาพสูง โดย ททท. กับรอยัล แคริเบี้ยน กรุ๊ป เตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านการตลาด มุ่งเพิ่มการเดินทางจากทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกล โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงจากอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย ด้วยการนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวของไทยให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเรือสำราญ

● ประเด็นที่ 2 เชื่อม Port of Call สู่ Destination สร้างรายได้มากกว่าการเป็นเพียงเมืองท่าจอดเรือ เรื่องนี้ ททท. มองโอกาสการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวจากเมืองท่าไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ภูเก็ต → พังงา–กระบี่ และ แหลมฉบัง → ระยอง–จันทบุรี เปลี่ยนการแวะจอดเรือให้เป็นโอกาสในการออกเดินทาง สัมผัสประสบการณ์ และเพิ่มการใช้จ่ายในพื้นที่

โดยพิจารณาจัด FAM Trip เพื่อให้พันธมิตรในอุตสาหกรรมเรือสำราญได้รู้จักสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ใหม่ ๆ ของไทยมากขึ้น

● ประเด็นที่ 3 ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนา อาคารผู้โดยสารเรือสำราญ (Cruise Terminal) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง มีระบบราง เชื่อมต่อระบบคมนาคมเข้าด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภารองรับเรือสำราญและผู้โดยสาร ตลอดจนสร้างประสบการณ์การเดินทางไร้รอยต่ออย่างสะดวก



ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ททท. ชู “Value over Volume” โดยไม่ได้มองเพียงจำนวนผู้เดินทาง แต่ให้ความสำคัญเรื่อง “มูลค่าที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง” ทั้งการเพิ่มค่าใช้จ่าย การสร้างประสบการณ์คุณภาพ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ด้วย

ปัจจุบันเรือสำราญ "Royal Caribbean Group" เข้าเทียบท่าในไทย3 แห่ง คือ 1.แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี 2.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.จังหวัดภูเก็ต โดยบริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ Royal Caribbean, Celebrity Cruises และ Silversea Cruises

ปี 2568 มีเรือสำราญกลุ่มนี้เข้าเทียบท่าในไทยรวม 181 เที่ยว นำผู้โดยสารมาไทยแล้วประมาณ 424,000 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายในประเทศประมาณ 2,120 ล้านบาท

ททท. มองการขยายตลาดนักท่องเที่ยวเรือสำราญไม่ใช่เพียงการนำผู้โดยสารเข้ามายังเมืองท่า แต่คือโอกาสสร้างนักเดินทางที่มีมูลค่าสูง (High-Value Journey) เชื่อมทะเลสู่เมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และเปลี่ยนทุก Port of Call ให้เป็นประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น“จาก Port of Call สู่ Value of Journey หรือทำ ให้ทุกการเทียบท่า สร้างโอกาสใหม่การท่องเที่ยวไทย

 

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ก.ท่องเที่ยวถกรัฐ-เอกชนหนุน “เก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ” หวังรายได้8,000ล้าน/ปี

ก.ท่องเที่ยวถกรัฐ-เอกชนหนุน “เก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ”

หวังรายได้8,000ล้าน/ปีใช้พัฒนาแหล่งเที่ยวลดภาษีคนไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและสาธารณสุขร่วมหารือรัฐ เอกชน เรื่องเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ไทยเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ #หวังรายได้ปีละ8,000ล้าน #กระทรวงการท่องเที่ยว

กระทรวงท่องเที่ยวถกรัฐ เอกชน ยันเสียงหนุนเดินหน้า “เก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ตามกระแสโลก 80 ประเทศ หวังนำรายได้ 8,000 ล้านบาท/ปี พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทำประกันลดภาษีคนไทยแบกภาระค่ารักษาพยาบาล  เร่งเคาะวิธีจัดเก็บ ประกันภัย ก่อนชงบอร์ดนโยบายท่องเที่ยว และ ครม.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานที่ประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร C เพื่อรับฟังความเห็นจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ต่อเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ที่สิ้นสุดไปเมื่อ 28 กันยายน 2569 โดยมีผู้เห็นด้วยกับร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 80.50 % ทางกระทรวงจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนไปพิจารณากำหนดแนวทาง 1.การจัดเก็บค่าธรรมเนียม 2.การจัดทำประกันภัยเพื่อลดภาระค่ารักษาของรัฐ 3.นำรายได้ไปจัดสรรเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านกองทุนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมหารือ ร่วมกับตัวแทนภาครัฐอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาคเอกชนอย่าง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าจีน กลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ คิง เพาเวอร์ แพลทินัม กรุ๊ป สมาคมโรงแรมไทย สายการบินนานาชาติ และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และอื่น ๆ

รมว.สุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่มกราคม-กันยายน 2569 มีต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้วกว่า 22 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท เน้นเรื่องการรักษาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของคนเดินทางและคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว ผลการรับฟังครั้งนี้จะช่วยให้กระทรวงสามารถออกแบบนโยบาย “สร้างรายได้ภาคการท่องเที่ยว” รวมทั้งการจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว และบรรเทาภาระสถานพยาบาล ลดภาระภาษีประชาชน พร้อมนำรายได้ไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนอย่างทั่วถึง


● “ร่างประกาศฯ” ได้เสนอจัดเก็บ 450 บาทต่อคน เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่าน “ช่องทางอากาศ” เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ โดยจะชะลอทางบก – ทางน้ำ ไว้ 1 ปี รายได้จะนำเข้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” ประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 จะนำไปจัดหา “ประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว” ผู้ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความคุ้มครอง

ส่วนที่ 2 จะนำไปใช้ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว

● “รายได้” หลังหักค่าจัดเก็บและค่าประกันภัย คาดจะมีเม็ดเงินอย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย

● “ข้อเสนอแนะ” ที่ได้รับจากหารือครั้งนี้คือ การจัดเก็บจะเป็นประโยชน์กับเงินกองทุนควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรให้ทั่วถึง พร้อมข้อเสนอการกำหนดหลักเกณฑ์และการเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินต้องตรวจสอบได้



ขณะที่ “ผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์” เมื่อ 24 สิงหาคม – 28 กันยายน 2569 มีผู้ร่วมแสดงความเห็น 5,954 คน มีถึง 80.50 % เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ และอีก 78.30 % เห็นด้วยกับอัตรา 450 บาท/คน

“มีประเด็นที่ยังเห็นต่าง” คือการเก็บอัตราเท่ากันทั้ง ทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ

● “วิธีจัดเก็บ” ส่วนใหญ่ 36.26% เห็นด้วยกับช่องทางการจัดเก็บผ่านตั๋วโดยสารเครื่องบิน เพื่อลดขั้นตอนและความล่าช้าตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง

จากข้อมูลเปรียบเทียบระบุกว่า 80 ประเทศ ได้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างกัน ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บาหลี (อินโดนีเซีย) ขณะที่ “ประเทศไทย” มีเป้าหมายให้ผู้มาเยือนร่วมสมทบค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการดูแลแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดการพึ่งพาภาษีคนไทยเพียงทางเดียว

“ประกันภัย” ภายใต้มาตรการนี้ มุ่งคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ชำระค่าธรรมเนียม กระทรวงฯ จึงเน้นออกแบบประกันภัย ที่สถานพยาบาลตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง เพื่อลดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้และภาระภาษีประชาชน พร้อมตรวจสอบปีฐานกับขอบเขตตัวเลขกับหน่วยงานสาธารณสุข

● “ข้อเสนอจากภาคเอกชน” 1.ขอให้กำหนดอัตราที่ไม่กระทบการตัดสินใจเดินทาง 2.จัดเก็บโดยไม่เพิ่มความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง 3.พิจารณาข้อยกเว้นผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนประจำ 4.สื่อสารสิทธิและเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัด แม้ประเมินกรณีนักท่องเที่ยวกว่า 80 % โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกามีประกันเดินทางอยู่แล้ว ภาคเอกชนยังขอให้เปิดเผยรายรับ การเบิกจ่าย ค่าประกันภัย ผลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ข้อเสนอทั้งหมดนี้ทางกองทุนจึงขอรับไปพิจารณากลไกกำกับดูแลให้ตรวจสอบได้

● “ผลสรุป” การหารือจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะนำผลการประมวลข้อเสนอจากเวทีหารือร่วมรับฟังทางออนไลน์ มาประกอบด้วย เพื่อให้ร่างประกาศฯ มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ

รวมทั้งจะต้องหารือกับสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องวิธีการจัดเก็บ การกำหนดข้อยกเว้น แนวทางการจัดหาประกันภัย และการใช้จ่ายเงินกองทุนต่อไป

 


บางจากดึง3พันธมิตรท่องเที่ยวเชื่อมการบินสู่ความยั่งยืนร่วมFry To Fly ผลิตSAF

 บางจากดึง3พันธมิตรท่องเที่ยวเชื่อมการบินสู่ความยั่งยืน

“อพท.-ส.โรงแรม-ภัตตาคารไทย”ร่วมFry To Fly ผลิตSAF



บางจากเชื่อมท่องเที่ยวยั่งยืนดึง “อพท.-โรงแรมไทย-ภัตตาคารไทย” ร่วมFly to Fry สู่น้ำมันการบิน SAF

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #SAF #FrytoFly #การท่องเที่ยวการบินยั่งยืน

กลุ่มบางจากเชื่อมท่องเที่ยวสู่การบินยั่งยืน ดึง 3 พันธมิตร “อพท.-สมาคมโรงแรมไทย-สมาคมภัตตาคาร” ไทย” เข้าโครงการ Fly to Fry เปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็น SAF น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน

            บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ผ่านโครงการ Fry to Fly ร่วม 3 พันธมิตร นำโดยกรมการท่องเที่ยวและองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ “อพท.” กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเอกชน 2 องค์กร คือ สมาคมโรงแรมไทย กับสมาคมภัตตาคารไทย เดินหน้าส่งเสริมการรวบรวมจากธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อดูแลสุขภาพผู้บริโภค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

“นางกลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุมพลบดี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับนางสาววรธีรา สุวรรณศร รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. นายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกและประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อม สมาคมโรงแรมไทย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมงาน

นางกลอยตากล่าวว่า ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความยั่งยืน การท่องเที่ยวและธุรกิจบริการมีส่วนสำคัญในการร่วมผลักดันผ่านหลากหลายช่องทาง โดยมีคำตอบเรื่องพลังงานคาร์บอนต่ำด้วย การบินที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือที่ไกลกว่าสนามบิน ดังนั้นโรงแรมและภัตตาคารจึงมีบทบาทสำคัญรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเข้าสู่การผลิต SAF ผ่านโครงการ Fry to Fly ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเข้ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบิน เปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ควบคู่กับการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ดึงหน่วยงานและผู้เข้าร่วมโครงการช่วยกันดูแลทั้งสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน


กลุ่มบริษัทบางจากมีประสบการณ์นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพกว่า 2 ทศวรรษ เริ่มจากการผลิตไบโอดีเซลสำหรับรถยนต์ และต่อยอดสู่การผลิต SAF ด้วยกระบวนการ HEFA-SPK ตามมาตรฐานสากล เชื่อมโยงการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากการเดินทางบนท้องถนนสู่การบิน ภายในงานจึงได้จัดแสดงข้อมูลโครงการ Fry to Fly และ Farm to Fly นำเสนอแนวทางการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและวัตถุดิบจากภาคเกษตรมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย

“นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องทำตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก อาหาร ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพราะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาแหล่งท่องเที่ยว แต่หมายถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของทั้งระบบ

โครงการความร่วมมือกันใน Fry to Fly ของบางจาก เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว กลับเข้าสู่ระบบการผลิตและสร้างคุณค่าใหม่ เชื่อมโยงจากโรงแรมและร้านอาหารไปสู่ภาคการบิน สร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

การเชื่อมโยง “การท่องเที่ยว–อาหาร–บริการ–พลังงาน–การบิน” เข้าด้วยกัน ถือเป็นความร่วมมือผลักภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตเคียงข้างการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบการท่องเที่ยวเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน



            “นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร” ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อพท. มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเรื่องบูรณาการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเข้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตามวัตถุประสงค์หลักมุ่งสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 3 ด้าน ประกอบด้วย

ด้านที่ 1 สุขภาพและความปลอดภัย : สร้างมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารให้กับนักท่องเที่ยวโดยรณรงค์ให้ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่พิเศษ เลิกใช้น้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ด้านที่ 2 สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ : ป้องกันการทิ้งน้ำมันใช้แล้วลงสู่แหล่งน้ำหรือดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ด้านที่ 3 เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จากการนำน้ำมันเก่ามาแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแทนการทิ้งเปล่า

 


วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บางจากนำผู้บริหารดูแลผู้ประกอบการปั๊มพื้นที่น้ำท่วม มอบบัตรเติมน้ำมันพร้อมของยังชีพช่วยพื้นที่ประสบภัย

บางจากนำผู้บริหารดูแลผู้ประกอบการปั๊มพื้นที่น้ำท่วม

มอบบัตรเติมน้ำมันพร้อมของยังชีพช่วยพื้นที่ประสบภัย

ผู้บริหารบางจากฯ ลงพื้นที่ดูแลผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่น้ำท่วมพร้อมแบ่งปันน้ำใจ

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #ลงพื้นที่ดูแลปั๊มพื้นที่น้ำท่วม #มอบบัตรเติมน้ำมัน

ผู้บริหารบางจากฯ ลงพื้นที่ดูแลผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันพร้อมปันน้ำใจ มอบบัตรน้ำมันและเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่ภัย


            นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำทีมลงพื้นที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อพบปะและให้กำลังใจผู้ประกอบการสถานีบริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงสถานีบริการเปิดพื้นที่จอดรถเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและใกล้เคียง โดยได้ให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมและการป้องกันสถานีบริการในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมหารือแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ใช้บริการ

โดยบางจากฯ ยังคงสนับสนุน “บัตรเติมน้ำมัน” แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมน้ำดื่มและเครื่องอุปโภคบริโภคเพิ่มเติม เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง



นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เป็นผู้แทนกลุ่มบริษัทบางจาก มอบบัตรเติมน้ำมันบางจากแก่ นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากสำนักงานพลังงานจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ปราจีนบุรี

 



IATAฉลอง10ปีCOSIAโปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบินปลุกรัฐบาลทั่วโลกเสริมแกร่งลดปล่อยมลพิษ

IATA ฉลอง 10 ปี COSIA โปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบิน ปลุกทั่วโลกเสริมแกร่ง-ปี70-93ยอดซื้อขาย2.8แสนล้านยูโร   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสา...