“กิตติพงษ์
ประพัฒน์ทอง”รองผู้ว่าดิจิทัลฯ ททท.ส่งไม้ต่อปี’70
จัดหนักแพลตฟอร์มAI3ชั้น“DATACatalog- StakeholderPortatl-คน”
รวมศูนย์“AmazingThailand-TAGTHAI”ตอบโจทย์ท่องเที่ยวโลก
สำเร็จแล้ว4เรื่อง-แนะทีมใหม่เร่งต่อยอด“นวัตกรรมท่องเที่ยว”
POWER PASS คิงเพาเวอร์แจกสิทธิ์พักสบายกินฟรีที่สนามบิน
ก.ย.69ก่อนช้อปคิงเพาเวอร์ซื้อCashCardรับฟรีGiftCardคุ้มกว่า
ททท.นำTransnusaเปิดบิน“บาหลี-ภูเก็ต”ปี’70ดึงอินโด1ล้านคน
บางจากช่วยรับซื้อมังคุดแจกฟรีลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ500บาท
ททท.แนะทัวร์ตามลิซ่าMVSaWaDiKaเที่ยวต่อสุดฟินอีก5พิกัด
บ้านหมุน
หูอื้อระวัง“โรคมีเนีย”กระทบการได้ยินในระยะยาว
“อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ”ทุ่ม1,600ล้านพลิกโฉมรุกตลาดบน
เอมิเรตส์เปิดบริการครั้งแรกในโลกที่นั่งไฟฟ้าPremiumEconomy
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวต่อตามเส้นทางMVLisa #SaWaDiKa
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1WhWpikLvN/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! นายกิตติพงษ์
ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) ส่งไม้ต่อรองฯ ดิจิทัลคนใหม่ หลังวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้แน่นปึ้กกว่า70%
ด้วย 3 ชั้น ชั้นแรก “Data
Catalog” จับมือ MASTER CARD และ TAGTHAI
ดูการใช้จ่ายเงินสู่วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ชั้นสอง “API
แฟลตฟอร์ม B2B และStakeholder
Thailand Portal Platform” ชั้นสาม “บุคลากร” ลุย 4 เรื่อง “การบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์-Personalization เจาะพฤติกรรม/วิเคราะห์/บริการ-เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยว-ตอบโจทย์
Value Over Volume สร้างความสำเร็จแล้ว 4 เรื่อง “นักท่องเที่ยวเลือกใช้ข้อมูลสถานที่-เข้าถึงความสนใจ-การชำระเงิน-คัดสินค้าท่องเที่ยวเชื่อมการขาย”
แนะต่อยอด “นวัตกรรม” ขานรับกระทรวงใหม่ และนโยบาย Visitor
Economy
นายกิตติพงษ์
ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่าปลายปีงบประมาณ 2569 ต่อเนื่องการเริ่มรับปีงบประมาณใหม่
2570 เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะมีรองผู้ว่าการด้านดิจิทัลฯ
ททท.เข้ามาดำเนินงานโดยพร้อมจะส่งต่อข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ได้ทำไว้ 3 ชั้น ประกอบด้วย 1.ชั้นข้อมูล
โครงการจัดทำบัญชีข้อมูล
หรือ Data Catalog 2.แพลตฟอร์มบริการ 3.ความรู้ของบุคลากร เพื่อให้ต่อยอดได้ทันที
ชั้นที่
1 ข้อมูลจากฐานหลัก Data
Catalog เหลือเพียงหนึ่งเดียวคือ แอปพลิเคชั่น “Amazing
Thailand” ททท.ทำงานร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่อย่าง Master Card
โดยได้รวบรวมแอปพลิเคชั่นที่กระจัดกระจายมาไว้ในแอปเดียว
และกำลังทำงานร่วมกับ “TAGTHAI/ทักทาย” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติของไทย
(Thailand Tourism Platform) เข้ามาช่วยเรื่อง
“การประสบการณ์ท่องเที่ยว” ให้ ททท.ได้มากขึ้น
ชั้นที่
2 ข้อมูลจาก B2B :Business to Business ททท.มีเดต้า API (Application Programming Interface) ตัวกลางที่ช่วยให้ระบบซอฟต์แวร์หรือฐานข้อมูลสองชุดสามารถส่งและรับข้อมูลหากันได้โดยอัตโนมัติ
เป็นช่องทางเปิดให้เอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อเชื่ผูอมการใช้ข้อมูลจาก ททท.ได้
เช่น
โครงการวิจัย “การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว” ททท.ร่วมกับ AIS เชื่อมโดย AI ต่อข้อมูลที่ต้องการด้านท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่าง
ๆ รวมทั้งมี Stakeholder
Thailand Portal Platform นำร่องใช้งานครั้งแรกงาน Thailand Travel Mart Plus 2026 พัทยา และมี TAT Intelligence Center นำงานวิจัยป้อนเข้าสู่ฝ่ายการตลาด
ททท.เพื่อนำไปประยุกต์ใช้จัดทำแผนส่งเสริมสนับสนุนการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ
ชั้นที่
3 บุคลากรภายใน ททท.ซึ่งมีหลักสูตรการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัล
ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการ
เพื่อให้ใช้งานแพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพตลาดการท่องเที่ยว
การใช้ฐานข้อมูลในระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนั้น
ททท.ได้ปฏิบัติตามให้สอดคล้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด PDPA
หรือ Personal Data Protection Act เรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
โดยได้เน้นการทำงานอย่างเข้มข้น 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การบริหารจัดการ Data Catalog เพื่อทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยประสบความสำเร็จ 2.Personalization กระบวนการนำข้อมูลพฤติกรรม ความชอบ
ความสนใจของผู้ใช้งาน นำไปวิเคราะห์สร้างสรรค์สินค้าสินค้า บริการ เนื้อหา
หรือประสบการณ์ที่ตรงใจ 3.เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศให้ใช้ข้อมูลดิจิทัล
วิจัย และพัฒนา ได้ใช้แพลตฟอร์มให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ 4.ตอบโจทย์ Value Over Volume ใช้เกณฑ์การวัดผลความสำเร็จอุตสหกรรมการท่องเที่ยวด้วย
“คุณค่า” ไม่ใช่ “จำนวน” โดยเชื่อมกับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกแพลตฟอร์มดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วกว่า
70 % เพื่อนำไปต่อยอดให้ธุรกิจท่องเที่ยวสาขาต่าง ๆ
ใช้งานอยู่จริงได้ในทุกวันจนถึงปัจจุบัน
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า
“ประสิทธิภาพการใช้งาน” แต่ละแพลตฟอร์ม ททท. มีรายละเอียดดังนี้
1.Amazing Thailand ใช้งานแอปพลิเคชั่นนี้เพียงอันเดียวเท่านั้น
ทุกอย่างทำได้ในแอปเดียวจบครบวงจรตอบโจทย์ 3 เรื่อง คือ เรื่องที่
1 มี AI ช่วยค้นหา
บอกเส้นทาง โดยไม่ต้องไปถาม ChatBot อีกต่อไป เรื่องที่ 2
การวางแผนเดินทาง มีคำแนะนำให้อย่างเป็นระบบ เรื่องที่ 3
การจ่ายเงิน (Priceless) โดย ททท.จับมือกับ MASTER
CARD ช่วยขยายฐานเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง
เชื่อมเข้ากับการชำระเงินผ่านช่องทางระดับโลก ซึ่งผลลัพธ์ที่
ททท.ได้รับคือทำให้ได้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาใช้งาน
2.TAGTHAI/ทักทาย ททท.ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันซึ่งบริหารโดย
บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด มีสมาชิกร่วมอยู่ด้วยกว่า 50 องค์กร ผลักดันให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติ
ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำ “TAGTHAI Easy Pay” เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล (e-Wallet) บนแอปพลิเคชั่นดังกล่าวร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย
ออกแบบมาให้บริการ “กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะ เพื่อสแกนจ่ายเงินผ่าน Thai
QR Payment (PromptPay) ได้ทั่วไทย ททท.ทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าไปด้วย
3. Stakeholder
Thailand Portal Platform เป็นแพลตฟอร์มที่ ททท. พัฒนาขึ้นเพื่อให้ฝั่งผู้ประกอบการ (Supply) ใช้เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและสินค้าทางการท่องเที่ยวให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ได้โดยตรงตลอดเวลาด้วยเทคโนโลยี
AI matching เพื่อจับคู่ความต้องการของนักท่องเที่ยวให้ตรงจุด
ซึ่งเริ่มใช้ในงานแรก Thailand Travel Mart Plus 2026 พัทยา
ซึ่งประสบ “ความสำเร็จ” อย่างมาก
ในการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ขายของไทยกับผู้ซื้อจากทั่วโลก
สร้างความพึงพอใจให้ทั้งสองฝ่าย
4. ThailandCONNEX
เป็นอีกแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติเชื่อมต่อเจ้าของธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยวและระบบจ่ายเงิน
5.ไทยเที่ยวไทย พลัส
ยังอยู่ในขั้นตอนเจรจากัน คาดจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า
(กันยายน 2569) คาดการณ์เบื้องต้นจะให้ประชาชนได้รวมทั้งหมด 1
ล้านสิทธิ์ ใช้กรอบวงเงินสนับสนุนการท่องเที่ยวประมาณ 4,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยจ่ายคนละครึ่ง ได้แก่ ค่าที่พัก 1,500 บาท/คืน ส่วนค่าอื่น ๆ ต้องทำงานตามขั้นตอนที่ได้รับการอนุมัติจาก มติ
ครม.ต่อไป
ททท.ด้านดิจิทัล
มีหน้าที่บริหารจัดการข้อมูล “นักท่องเที่ยว”
กระจายการเดินทางกับโครงการดังกล่าวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ
ถือเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูงมาก
แล้วสามารถนำมาใช้ขยายฐานกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าสู่ “จังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง”
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการใช้ข้อมูลทั้ง “กลุ่มนักท่องเที่ยว”
สามารถตัดสินใจเลือกการเดินทางได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น “กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว”
คัดสรรสินค้ามาขายรวดเร็วและดีมากขึ้น
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า
ททท.เห็นผลสำเร็จจาการลงทุนพัฒนาดิจิทัลมาใช้ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
หลังจากได้รวมแอปพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มของ ททท.ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก
แต่ละฝ่ายต่างก็เก็บข้อมูลของตนเอง
แต่เมื่อนำมารวมใช้อย่างเป็นทางการเพียงแอปพลิเคชั่นเดียว
ทำให้เกิดการใช้งานได้อย่างเป็น “ระบบ” เชื่อมต่อกันตั้งแต่
“ก่อน-ระหว่าง-หลัง”การออกเดินทาง แสดงให้เห็นภาพง่าย ๆ 1.นักท่องเที่ยวเข้ามาเลือกค้นหาข้อมูลสถานที่ 2.ทำให้เห็นว่านักท่องเที่ยวเลือกเดินทางไปจริงที่ไหน
พักค้างคืนในแต่ละแห่งนานเท่าไร และเดินทางต่อไปยังจังหวัดใดอีกบ้าง 3.การชำระเงินผ่านช่องทางใด 4.ททท.สามารถคัดสินค้าท่องเที่ยวเข้ามาต่อยอดการขายไว้ใน
Stakeholder Thailand Portal Platform สามารถเชื่อมตลอดเส้นการเดินทาง
หรือ Customer Jouney
ผลลัพธ์ที่ ททท.ได้ มี 4 เรื่อง 1.ทำการตลาดได้ตรงเป้าหมาย
ด้วยคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักเดินทางแต่ละกลุ่ 2.ได้ข้อมูลเคลื่อนที่การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง
เกาะกลุ่มกันไป 3.พันธมิตรทั้งสายการบินนานาชาติ
บริษัทตัวแทนการท่องเที่ยว (OTA) สามารถนำข้อมูลของ
ททท.ไปร่วมวางแนการตลาดเพิ่มมากขึ้นแล้ว รวมทั้งการร่วมกับ
ททท.โปรโมทแคมเปญท่องเที่ยวต่าง ๆ 4.วัดผลด้วยคุณค่าไม่ใช่ปริมาณคน
ตั้งเป้ารายได้การท่องเที่ยวปี 2570 ไว้รวมทั้งหมดถึง 3
ล้านล้านบาท จึงจะต้องมีการทำระบบข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลาง
“ข้อจำกัด” มากมายจากกฎหมาย PDPA การเชื่อมโยงสู่สิ่งแวดล้อมรอบด้าน
ททท.ได้ “ทำแว่น”
ให้ภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน ด้วยข้อมูลเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการได้ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ
“การต่อยอด” จากตอนนี้ทำไว้แล้ว 70 % แต่ยังมีส่วนที่จะต้องเดินหน้าพัฒนาอีกประมาณ
30 % หลังจากรัฐบาลมีนโยบายใหม่เรื่อง “Visitor
Economy : เศรษฐกิจของผู้มาเยือน” ปัจจุบัน
ททท.นำนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาปีละกว่า 30 ล้านคน
หากทำให้มีแหล่งที่มาของข้อมูลถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับ “พฤติกรรมนักท่องเที่ยว” สัก
10 ล้านคน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ
เพราะสามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าให้โดนกำลังซื้อ ขณะนี้
ททท.มีแผนงานเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาอนุมัติเพื่อให้การทำงานภายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคล่องตัว
สำหรับอีก 30% จะต้องทำเพิ่มเรื่อง
การเชื่อมโยงข้อมูล+นวัตกรรม และการปรับโครงสร้างใหม่ของ
ททท.ที่กำลังจะผนวกรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมและท่องเที่ยว
ก็จะเปลี่ยนมิติการทำงานในเชิงนวัตกรรม ด้วยเช่นกัน
จะต้องนำผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่ให้เข้ากันเสริมซึ่งกันและกัน
เพื่อให้ได้รับข้อมูลใหม่เพิ่มมากขึ้น เติมเต็มกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้
ททท.มีฐานกว้างไกลทั้งในและต่างประเทศ ก้าวสู่ตลาดโลก หรือ Local to Global
ซึ่ง ททท.พร้อมช่วยอย่างเต็มที่
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า
ดิจิทัลสามารถช่วยกำลังคน ลดเงินลงทุน
จึงเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาใช้ข้อมูลเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัลแต่ละอย่างให้เต็มที่
เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยธุรกิจอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง
รวมทั้งสามารถทำให้ทุกฝ่ายพัฒนาดิจิทัลนำอุตสาหกรรมของไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกันในตลาดทั่วโลกต่อไป
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1- POWER PASS คิงเพาเวอร์แจกสิทธิ์พักสบายกินฟรีที่สนามบิน
คิง เพาเวอร์ ให้สมาชิก สมาชิก “POWER PASS” รับสิทธิ์พิเศษหลากหลายสไตล์ พักผ่อนในโรงแรมเครือพันธมิตรหรูอยู่สบายได้ส่วนลด
10 % พร้อมอิ่มฟรีที่ 2 สนามบิน สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เลือกได้
2 พิเศษ
พิเศษแรก แคมเปญ “ELEVATE YOUR PHUKET GETAWAY” ที่
โนโวเทล ภูเก็ต หาดกมลา รองรับนักเดินทางที่เลือกพักผ่อนในจุดหมายปลายทางที่ภูเก็ต
วันนี้-31 ธันวาคม 2569
-จองห้องพักรับส่วนลด 10% พร้อมรับฟรี เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ 1 แก้ว ที่ On The Roof Bar
เติมเต็มวันพักผ่อนริมทะเลภูเก็ต กับสิทธิพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อสมาชิก POWER
PASS
พิเศษที่ 2 -อิ่มฟินกินฟรี เฉพาะสมาชิก POWER PASS รับเมนูพิเศษฟรีที่สนามบิน!
จากร้านค้าพาร์ทเนอร์ชั้นนำ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569
หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด
พิเศษที่ 3 บินกับ “สตาร์ลักซ์
แอร์ไลน์ส” คุ้มทุกเส้นทางซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินจะได้รับส่วนลด 5% วันนี้ -31 กรกฎาคม 2570 เพียงกดรับสิทธิ์ แล้วออกเดินทางได้เลยทาง https://kp.group/kJW1yb จะบินไปพักผ่อน ชอปปิ้ง หรือออกเดินทางสู่จุดหมายต่างๆ
-ดูเงื่อนไขที่บริษัทฯ
กำหนด ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
-ยังไม่เป็นสมาชิก
สมัครฟรี!ที่เว็บไซต์ POWERPASS.KINGPOWER.COM หรือ หรือ LINE
Official Account @KINGPOWER
ข่าวที่ 2 -ก.ย.69ก่อนช้อปคิงเพาเวอร์ซื้อCashCardรับฟรีGiftCardคุ้มกว่า
คิง
เพาเวอร์ แนะนำ แคมเปญ “ก่อนช้อปต้องซื้อ CASH CARD” จะช้อปแยก
หรือช้อปคู่ก็คุ้ม เพราะใช้ช้อปแบรนด์ดังที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ซื้อ CASH
CARD 10,000 บาท แล้วรับฟรี! GIFT CARD 4,500
บาท เพื่อนำไปช้อปอย่างคุ้มค่าได้ยอดซื้อรวมสูงสุดถึง 14,500
บาท
จัดเต็มด้วยแคมเปญช้อปแบรนด์ดัง
"ได้มากกว่า" ด้วย CASH CARD ทั้งที่ คิง
เพาเวอร์ รางน้ำ และ ภูเก็ต คุ้มยิ่งกว่าเดิม กับโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้–
27 กันยายน 2569 มอบความคุ้มค่าให้เลือกซื้อ Cash
Card เพื่อรับ Gift Card ฟรีเพิ่มทันที
ซื้อแล้วนำไปช้อปได้ทุกโซนไม่ว่าจะเป็นสินค้า
บิวตี้ แฟชั่น นาฬิกา เครื่องประดับ จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น LAMER,
JO MALONE, SK-II, ESTEE LAUDER, YSL, PRADA และอีกมากมาย
ผู้ที่ยังไม่เป็นสมาชิก
POWER PASS? สมัครฟรี! รับเซตคูปองส่วนลดสูงสุด 30% มีไฟลต์ ช้อปป้ายขาว ก่อนบินได้60วัน! ไม่มีไฟลต์
ช้อปป้ายฟ้า รับกลับทันที
ข่าวที่ 3-ททท.นำTransnusaเปิดบิน“บาหลี-ภูเก็ต”ปี’70ดึงอินโด1ล้านคน
นางพิมพา
รัตนพฤกษ์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมคณะผู้บริหาร สายการบินทรานส์นุสา (TransNusa) อินโดนีเซีย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันต้อนรับผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์
174 คน เปิดบินตรง บาหลี/อินโดนีเซีย -ภูเก็ต/ไทย
สร้างความประทับใจแรกให้ผู้มาเยือนโดยมอบของที่ระลึกพวงมาลัยผ้าขาวม้า ตอกย้ำไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี
การเปิดเส้นทางบินใหม่
“บาหลี-ภูเก็ต” จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว “เกาะสู่เกาะ”
(Island-to-Island Connection) ขยายการท่องเที่ยวกระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง
อีกทั้ง “ภูเก็ต” เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของอินโดนีเซียติด 1 ใน 5 เมื่อเปิดบินเพิ่มก็จะช่วยเสริมศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพใช้จ่ายสูงมาไทย
ผลักดันให้ปี 2570 ททท.จะบรรลุเป้าหมายนำอินโดนีเซียมาเที่ยวเมืองไทยได้ถึง
1 ล้านคน
ททท.ภูมิภาคอาเซียน
เอเชีย และแปซิฟิกใต้ โดย ททท. สำนักงานจาการ์ตา ได้ร่วมกับพันธมิตรสายการบินทรานส์นุสาลงนาม
MOU เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเส้นทางบินใหม่เป็นสายการบินที่
7 จากอินโดนีเซียมาไทย ครั้งนี้เปิด บาหลี (DPS) – ภูเก็ต (HKT) 4 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกวันจันทร์
พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A320-200 ขนาด 174
ที่นั่ง เป็นเส้นทางที่สองต่อจาก จาการ์ตา-กรุงเทพฯ
การต้อนรับเที่ยวบินตรงเปิดปฐมฤกษ์
“บาหลี-ภูเก็ต” มีผู้บริหารที่ร่วมมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสาร นำโดยนางพิมพา ผู้บริหาร
ททท. พร้อมด้วย Mr. Bayu Sutanto (President Director) และ Mr.
Leo Budiman (Vice Chairman) สายการบินทรานส์นุสา นายเศรษฐา พัฒนรัฐ
ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) บริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักราบรื่น
สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี
ข่าวที่ 4-บางจากช่วยรับซื้อมังคุดแจกลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ500บาท
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จับมือกับกรมการค้าภายใน
กระทรวงพาณิชย์ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก “มังคุด” ได้กระจายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาดตามฤดูกาลพร้อมกันเป็นจำนวนมาก
โดยเข้ารับซื้อมังคุด นำไปเป็นของสมนาคุณลูกค้า เมื่อสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ระหว่างวันที่
11-13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
เมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
รับฟรีมังคุดสดจากสวน 1 ถุง (ขนาดครึ่งกิโลกรัม) ได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่เข้าร่วมรายการในพื้นที่
4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ
ดูปั๊มที่เข้าร่วมรายการและรายละเอียดเพิ่มทางเว็บไซต์ www.bangchakmarketplace.com
โดยบางจากฯ สนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรไทยต่อเนื่อง
แล้วนำมาเป็นของสมนาคุณมอบให้ลูกค้าตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ประกอบด้วย
โครงการแรก คัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร
เช่น ลูกหยีกวน สับปะรดอบแห้ง ลูกไหนอบแห้ง และอื่นๆ
โครงการที่ 2 ร่วมกับกรมการค้าภายใน
กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล
ดูดซับผลผลิตและพยุงราคา เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่ มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม
หอมแดง มะม่วง ช่วยรองรับผลผลิต สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนเกษตรกร
กลุ่มบริษัทบางจาก ดำเนินงานควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม
ภายใต้แนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน
ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่ในระยะยาว
ช่วงที่ 2 ทันทีที่ MV “SaWaDiKa” ของ “LISA”
ศิลปินดัง โปรโมทสถานที่ถ่ายทำในกรุงเทพมหานคร จนกลาเป็นไวรัล ให้
ททท.นำเส้นทางรอบ ๆ มาชวน “เที่ยวต่อ” สุดฟินรอบกรุงได้อีก
5พิกัด ลองไปเช็คอินได้ทุกวัน แล้วฟัง “อาการบ้านหมุน หูอื้อ” ระวัง “เป็นโรคมีเนีย”กระทบการได้ยินในระยะยาว
เกาะติดข่าวดี ๆ ข่าวแรก “อนันตรา สยาม
กรุงเทพฯ”ทุ่ม1,600ล้านพลิกโฉมรุกตลาดบน
ข่าวที่สอง “เอมิเรตส์เปิดที่นั่งไฟฟ้าชั้น PremiumEconomy” บริการครั้งแรกในโลก
ท่องเที่ยว –ตะลอนกรุงตามลิซ่าMVSaWaDiKaเที่ยวต่อสุดฟินอีก5พิกัด
ผู้คนที่พากันชม
MV “SaWaDiKa” แล้ว อย่าเพิ่งหยุดแค่ตามรอยโลเคชั่นในพิกัดที่ “LISA-ลลิษา มโนบาล” ใช้ถ่ายทำเท่านั้น ตอนนี้ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”
(ททท.) ชวนให้ “เที่ยวต่อ” ในกรุงเทพฯ ได้อีกหลายมุม สนุกกับทุกการค้นหาประสบการณ์เที่ยว
ศิลปะ วิถีชุมชน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว เชื่อมต่อพื้นที่รอบ ๆ ได้อีก 5 พิกัด
● พิกัดที่
1 Dib Bangkok หนึ่งในโลเคชันกับซีนการถ่ายทำบริเวณบันไดวน
ลานจัดแสดง Pars pro Toto โดย Alicja Kwade กับบันไดทางขึ้นผลงาน Straight Up โดย James
Turrell “
“เที่ยวต่อ”
: ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยเดินทางต่อไปยังย่านเอกมัย
แวะเปิดโลกการเรียนรู้นิทรรศการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมภายในอาคารต่าง ๆ
นิทรรศการวิทยาศาสตร์ในอาคาร
2, 3 และ 4 เปิดให้เข้าชมปกติ ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์
เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์) ส่วนอาคาร 1 โซนท้องฟ้าจำลอง เตรียมพบโฉมใหม่เร็ว ๆ นี้
ปัจจุบันอยู่ในช่วงการปรับปรุงให้น่าสนใจมากกว่าเดิม
● พิกัดที่ 2 “สถานีกรุงเทพ
(หัวลำโพง) สถานีรถไฟเก่าแก่ที่ปรากฏใน MV หลายมุม ตั้งแต่ โถงกลาง
จุดรอรถไฟชานชาลาที่ 1 ลานรอรถระหว่างชานชาลาที่ 4-5 ไปจนถึงทางออกใกล้ห้องโทรพิมพ์ สปด.1
“เที่ยวต่อ”
: วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารแวะสักการะพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร
หรือ “หลวงพ่อทองคำ” พร้อมชมสถาปัตยกรรมของพระมหามณฑป
ก่อนเที่ยวต่อเข้าสู่ย่านเยาวราช
● พิกัดที่ 3 New Suanmali Hotel - ย่านสวนมะลิ
ถนนบำรุงเมือง แนวห้องแถวบริเวณซอยเฉลิมเขตร์ 1 อาคารหัวมุมทรงโค้งของ
New Suanmali Hotel กับบริเวณอาคารที่ใช้ถ่ายซีนเงาของ LISA
พร้อมเหล่านักเต้น กลายเป็นฉากเมืองสุดโดดเด่นใน MV
“เที่ยวต่อ” : ถนนข้าวสาร เดินทางเข้าสู่ย่านพระนคร
สัมผัสสีสันถนนท่องเที่ยวชื่อดังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และบรรยากาศคึกคัก
โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงค่ำ
● พิกัดที่ 4 อดีตหอพักหญิงธรรมศาสตร์
ซอยงามดูพลี โชว์อาคารเก่าในซอยงามดูพลีที่ถูกเนรมิตให้เป็นฉากเวทีมวยบริเวณด้านหน้าอาคาร
รวมถึงดาดฟ้าที่ใช้ถ่ายซีนเต้นพร้อมทิวทัศน์ใจกลางกรุงเทพฯ
“เที่ยวต่อ” : สวนลุมพินี ออกจากซอยงามดูพลีมาอีกนิด
ก็สามารถเที่ยวต่อที่สวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ จะเดินเล่น วิ่งออกกำลังกาย
หรือนั่งพักรับลมท่ามกลางพื้นที่สีเขียวก็ได้
● พิกัดที่ 5 ถนนรองเมือง ป้าย
“ถนนรองเมือง” ปรากฏในช่วงท้ายของ MV ขณะ LISA เดินพร้อมยกมือไหว้ โดยถ่ายจากจุดรอรถไฟชานชาลาที่ 1 ของสถานีกรุงเทพ
“เที่ยวต่อ”
: ชุมชนบ้านบาตร ไปสัมผัสเสน่ห์ชุมชนเก่าแก่บริเวณใกล้ภูเขาทอง
ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการทำบาตรพระด้วยมือ
และเปิดมุมมองให้ได้รู้จักงานหัตถกรรมดั้งเดิมของกรุงเทพฯ
MV ของศิลปินดัง LISA
ที่ปรากฎในอยู่ใน “SaWaDiKa” เป็นพิกัดที่
ททท.ชวนนักท่องเที่ยวเส้นทางเชื่อมต่อสัมผัสประสบการณ์เที่ยวกรุงเทพฯ มุมใหม่แต่ละย่านที่มีเรื่องราวมากมายรอต้อนรับทุกคน
สุขภาพ –บ้านหมุน
หูอื้อระวัง“โรคมีเนีย”กระทบการได้ยินในระยะยาว
นพ.พงศธร
โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูล “โรคมีเนีย” สัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic
Hydrops อาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน
และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว
ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการบ้านหมุน ร่วมกับความผิดปกติของการได้ยิน อาการมักเกิดเป็นช่วง
ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ
“เรื่องการได้ยิน” เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว
ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ
เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน
โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก
“โรคมีเนีย”
เป็นอาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู
มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง
ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน
บางรายอาจรู้สึกสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก
และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ
20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง
“การรักษา”
เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ
ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
-ช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน
แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน
-การรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย
-หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้
อาจพิจารณาให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม โดยหัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย
จะต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญด้วย
“การปรับพฤติกรรม”
เป็นอีกส่วนสำคัญการดูแลโรคนี้ โดยอาจพิจารณาลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม
ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ
หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด แต่ละคนควรสังเกตที่ปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับอาการกำเริบควบคู่กันไปด้วย
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –“อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ”ทุ่ม1,600ล้านพลิกโฉมรุกตลาดบน
โรงแรมอนันตรา
สยาม กรุงเทพฯ ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท หรือประมาณ 50
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับโฉมครั้งใหญ่ รองรับตลาดนักเดินทางระดับบนที่เน้นทั้งคุณภาพและประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์
ภายใต้แนวคิด “Transformed. Timeless. Thai” โดยได้นำมรดกด้านศิลปวัฒนธรรมและการบริการแบบไทยมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย
ครอบคลุมห้องพักและสวีท 335 ห้อง ห้องอาหารและบาร์ ห้องประชุม พื้นที่ส่วนกลาง
ประสบการณ์ด้านเวลเนส สร้างความแตกต่างในตลาด Luxury Hospitality เสริมศักยภาพการแข่งขันให้เติบโตไปพร้อมกับกรุงเทพฯ
จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก
“มร. ทอร์สเทน ริชเตอร์” ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอนันตรา
สยาม กรุงเทพฯ เปิดเผยว่าถือเป็นก้าวสำคัญเปิดบทใหม่ของโรงแรม
สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของกรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก
โดยมีความแข็งแกร่งทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ การบริการ
ที่สามารถสร้างมูลค่าให้ตลาดท่องเที่ยวระดับบนได้ สอดคล้องกับกรุงเทพฯได้รับ Global Tourism City Attractiveness Index 2026 อันดับ 8 จากทั่วโลก 200 เมือง ตอกย้ำเสน่ห์ดึงดูดนักเดินทาง เป็นแรงส่งให้เมืองเดินหน้าสู่บทใหม่การท่องเที่ยวระดับโลก
ทางโรงแรมมองเห็นความคาดหวังของนักเดินทางตลาดระดับบนเปลี่ยนแปลงไปชัดเจน
ด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับสูงเป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วน “ประสบการณ์” ที่มีเอกลักษณ์
มีความหมาย และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของจุดหมายปลายทาง
กลายเป็นปัจจัยที่นักเดินทางให้ความสำคัญมากขึ้น
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว
แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ มีความหมาย และน่าจดจำด้วย
มร. ทอร์สเทน กล่าวว่า โจทย์สำคัญการพลิกโฉมโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ คือการต่อยอดนำมรดกและเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับโรงแรมมากว่า
4 ทศวรรษ ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ นับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกปี
2526 จอร์จ วิมเบอร์ลีย์ สถาปนิกชื่อดังระดับโลกได้ออกแบบให้โรงแรมมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งสถาปัตยกรรม
ศิลปะไทย งานฝีมือ สวนเขียวใจกลางเมือง การบริการต้อนรับแบบไทย และมรดกสำคัญอย่างจิตรกรรมฝาผนังบริเวณล็อบบี้ความยาว
100 เมตร เป็นผลงานของอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ กับแผงเพดาน 19 ช่อง ถ่ายทอดเรื่องราว
“สวรรค์ในคติไทย” ซึ่งได้ทำนุบำรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณค่ามรดกดั้งเดิมและนำมาต่อยอดผ่านมุมมองร่วมสมัย
การพลิกโฉมใหม่จึงนำ “Thai Luxury” มาเป็นหัวใจสำคัญสร้างความแตกต่าง
ผสานเข้าด้วยกนทั้ง Heritage,
Design, Gastronomy, Wellness และ Personalised Hospitality ภายใต้แนวคิด
“Transformed. Timeless. Thai” ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย
พร้อมยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติให้สะท้อนตัวตนอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ตอบรับนักเดินทางยุคใหม่
ด้วยไฮไลต์สำคัญ ได้แก่
·
● Rooms & Suites – พลิกโฉมห้องพักและสวีท
335 ห้อง : ประกอบด้วย 1.ห้องดีลักซ์ 2.ห้องสยาม สวีท 3.ห้องอนันตรา สวีท 4.ห้องเพรสซิเดนเชียล
สวีท ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม
และรายละเอียดจากงานฝีมือ ผสานเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย
ปรับโฉมห้องน้ำทั้งหมดด้วยวัสดุหินอ่อน ระบบแสง สุขภัณฑ์ใหม่
เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานและความต้องการของนักเดินทางระดับบน
พร้อมไฮไลต์ใหม่ 5.ห้องอนันตรา การ์เดน พูล สวีท 6.สระว่ายน้ำส่วนตัวท่ามกลางสวนเขียวใจกลางกรุงเทพฯ
7.ห้องจิม ทอมป์สัน สวีท ขนาด 2
ห้องนอน ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่โดยร่วมกับจิม ทอมป์สัน
ถ่ายทอดมรดกไทยผ่านงานไม้สัก ผ้าไหม และงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก
“ราชาแห่งผ้าไหมไทย”
· ● Gastronomy – เติมเต็มประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ :
ห้องอาหารและบาร์รวม 9 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ อาหารไทย อิตาเลียน
ญี่ปุ่น สเต๊ก อาหารสไตล์อเมริกาใต้ นำโดย Spice Market, Biscotti, Shintaro, Madison Steak Avenue,
Guilty Bangkok และ Aqua Bar ได้อันดับหนึ่งในบาร์ดีที่สุดของเอเชียใน Asia’s 50 Best Bars ห้อง Mocha &
Muffins, The Lobby และ The Garden Terrace รองรับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ตลอดทั้งวัน
● MICE – ยกระดับพื้นที่ประชุมและอีเวนต์
: ปรับโฉมพื้นที่จัดงานครั้งใหญ่ นำโดย Grand Ballroom พร้อมห้องประชุมและพื้นที่อีเวนต์หลากหลายรูปแบบ
ผสานความสง่างามแบบไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับตั้งแต่งานประชุมนานาชาติ
งานองค์กร งานแต่งงาน ไปจนถึงกาลาดินเนอร์
● Wellness – ขยาย Luxury Experience จากการพักสู่ Wellbeing ปรับโฉมสู่ อนันตรา สปาSpa และ สยาม สปอร์ต คลับ ฟิตเนสเซ็นเตอร์แห่งใหม่ พร้อมอุปกรณ์จากเทคโนยิม สตูดิโอพิลาทิส พื้นที่มวยไทย ปีนผา และการฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
มร. ทอร์สเทน กล่าวสรุปว่า เรากำลังการนำคุณค่าและจิตวิญญาณที่สั่งสมมากว่า
4 ทศวรรษมาต่อยอดผ่านมุมมองร่วมสมัย
เพื่อรักษาเอกลักษณ์โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ
ให้ยังคงมีความหมายและเชื่อมโยงกับนักเดินทางแต่ละยุคสมัย การพลิกโฉมครั้งนี้wfhเปิดบทใหม่รักษามรดกโรงแรมอันงดงามไว้ ก้าวต่อไปกับกรุงเทพฯ
และส่งต่อคุณค่าความเป็นไทยผ่านประสบการณ์บริการแบบไทยอย่างเหนือระดับให้นักเดินทางทั่วโลกได้ใช้บริการ
ข่าวที่สอง –เอมิเรตส์เปิดบริการครั้งแรกในโลกที่นั่งไฟฟ้าPremium
Economy
“เอมิเรตส์”
สายการบินชั้นนำของโลก ได้ยกระดับประสบการณ์การเดินทางครั้งแรกของโลกด้วยบริการ “ชั้นประหยัดพรีเมียม”
ด้วยที่นั่งไฟฟ้าพร้อมฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว จะเปิดตัวบนเครื่องบินใหม่แอร์บัส
A350 ผสานนวัตกรรมเข้ากับความสะดวกสบาย
เพื่อให้ลูกค้าปรับแต่งพื้นที่ส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น
“ที่นั่งแบบใหม่” จะติดตั้งในห้องโดยสารชั้นประหยัดพรีเมี่ยมเอมิเรตส์
A350 จัดวางที่นั่งอย่างกว้างขวาง 2-3-2 เก้าอี้กว้าง 20 นิ้ว/ที่นั่ง ระยะห่าง 39 นิ้ว จำนวน 28 ที่นั่ง มีฉากกั้นความเป็นส่วนตัวแบบไฟฟ้าปรับเลื่อนขึ้นได้เต็มความสูง
สามารถปรับเอนแบบโอบรับสรีระ (cradle position) ได้โดยไม่รบกวนพื้นที่ของผู้โดยสารในแถวด้านหลัง
เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถนอนหลับและพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายตลอดเที่ยวบิน ลูกค้าสามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ตามต้องการเพียงกดปุ่มผ่านชุดควบคุมข้างที่นั่ง
พร้อมโหมดตั้งค่าเฉพาะตัว เช่น โหมดผ่อนคลาย (Lounge Mode) หรือโหมดทานอาหาร
(Meal Mode)
สายการบินเอมิเรตส์ยกระดับความสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยการนำพนักพิงศีรษะ
U-Dream ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Safran Seats ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางมาใช้งาน
โดยพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่นี้หุ้มด้วยหนังและออกแบบมาเพื่อรองรับศีรษะและลำคออย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้โดยสารสามารถปรับปีกด้านข้างพนักพิงได้หลายระดับเพื่อความสบายเหมาะกับผู้โดยสารแต่ละคน
พร้อมที่พักเท้าหุ้มหนังปรับกางใช้งานได้อย่างง่ายดาย ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย ลดความเมื่อยล้าของขาพลังงานพร้อมใช้ตลอดการเดินทาง
“เอมิเรตส์”
ยังได้นำระบบชาร์จแบบไร้สายมาให้บริการบนชั้นประหยัดพรีเมียมเป็นครั้งแรก
ช่วยให้ลูกค้าชาร์จอุปกรณ์รองรับได้อย่างสะดวกสบายตลอดเที่ยวบิน
ทุกที่นั่งมาพร้อมช่องชาร์จแบบ USB-C และโต๊ะพับใช้งานได้สะดวก
วางโทรศัพท์ในตัว
ช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นหน้าจอที่สองใช้งานระหว่างทานอาหารหรือเพลิดเพลินกับสื่อบันเทิงได้ตามใจด้วยความละเอียดสูงบนเที่ยวบิน
พร้อมมุมกล้องเครื่องบินมุมใหม่
ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิง
ice เป็นระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินที่เอมิเรตส์ได้รับรางวัล
ผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด 4K HDR ภาพคมชัดสวยงามและการตอบสนองรวดเร็ว แล้วผู้โดยสารยังเพลิดเพลินไปกับมุมมองจากกล้องภายนอกบนเครื่องบิน
A350 เพิ่งส่งมอบโดยเพิ่มมุมมองด้านซ้ายและด้านขวาของตัวเครื่อง
เสริมจากมุมด้านหน้าและด้านล่าง เพื่อมอบประสบการณ์บนเที่ยวบินอย่างสมจริง
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.







