วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

บางจากเคลียร์ปมBCPGลงทุนคลังน้ำเพชรบุรี9พันล้าน-ทุกขั้นตอน28ปีโปร่งใส

บางจากเคลียร์ปมBCPGลงทุนคลังน้ำเพชรบุรี9พันล้าน

ลำดับเหตุการณ์ยาวนาน28ปีทุกขั้นตอนชัดเจนโปร่งใส

     บางจากฯ เปิดเวทีแจงข้อมูลความโปร่งกรณี “BCPG” ลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี 9,000 ล้านบาท
 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #กลุ่มบริษัทบางจาก #เคลียร์ปมลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี9พันล้าน

กลุ่มบริษัทบางจากฯ แจงข้อมูลละเอียดทุกขั้นตอนโปร่งใส กรณี “BCPG” ลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี ในวงเงิน 9,000 ล้านบาท ลำดับเหตุการณ์ยาว 28 ปี 2537-2565  

 

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) เข้าลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 และประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม กระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น


ผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร อธิบายถึงมีข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า หลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สาธารณะเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องดังนี้

จากการที่ “โรงกลั่น” น้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ส่วนการจัดเก็บน้ำมันและการ “บริหารซัพพลายเชน” ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ ตามลำดับเหตุการณ์ 28 ปี คือ

ช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ “FSU WYOMING” เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น มีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรล/วัน มีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร

ต่อมาปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมันที่อำเภอศรีราชา 2 แห่ง เพื่อรองรับเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรล/วัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ ซึ่งใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 16 ปี


ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรล/วัน บริษัทฯ ได้ “ศึกษาทางเลือก” ด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม

ช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมทั้งการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง

โดยเปรียบเทียบด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ รองรับกำลังการกลั่นและความต้องการด้านซัพพลายเชนของกลุ่มบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษา “ทางเลือกต่าง ๆ” โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บเพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บเพิ่มจากประมาณ 500 เป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันเพิ่มจาก 3 เป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือเพิ่มจาก 2 เป็น 6 จุด ขณะเดียวกันยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการของกลุ่มบางจากด้านซัพพลายเชนที่เพิ่มขึ้นช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น


ขณะที่ “BCPG” อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการ “คลังน้ำมันเพชรบุรี” จึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนของกลุ่มบริษัทบางจากที่สอดคล้องกับทิศทางรวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์

“การพิจารณา” การลงทุนนั้น “BCPG” ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 50 % และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ มูลค่าการลงทุน 9,000 ล้านบาท อยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว

สำหรับ “ธุรกรรม” ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ BCPG ได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ การประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนถึงขั้นสุดท้ายที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุน

ปี 2565 “ราคาซื้อขาย” แตกต่างจากราคาที่เคยกล่าวถึงเมื่อปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ ถังเก็บน้ำมัน ศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต 

“ธุรกรรมนี้” จึงเป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ

ดังนั้นการจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดย “จำแนก” ทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตน และสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี



“ผลการวิเคราะห์” แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ “ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมด” เท่ากับมูลค่าการลงทุน

วันนี้กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ

ส่วนข้อสังเกตบางประเด็นช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่ง “อาจเกิดจากข้อมูล” ที่ไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ

กลุ่มบริษัทบางจาก ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การกำกับดูแลกิจการที่ดีการดำเนินธุรกิจมาตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

 


AOTโชว์ความสำเร็จ ACI APAC & MID Regional Board ปิดจ็อบ4เรื่อง-นำไทยฮับบิน-ถกรอบใหม่29ต.ค.ที่ฮ่องกง

AOTโชว์ความสำเร็จ ACI APAC & MID Regional Board

ปิดจ็อบ4เรื่อง-นำไทยฮับบิน-ถกรอบใหม่29ต.ค.ที่ฮ่องกง

AOT ทำสำเร็จเจ้าภาพจัด ACI APAC & MID Regional Board ดันไทยพร้อมเป็นฮับการบินภูมิภาค

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AOT #ACIApecMidRegionalBroad

AOT นำทีมเจ้าภาพจัด ACI APAC & MID Regional Board ตอกย้ำ “ไทยพร้อมเป็นฮับการบินภูมิภาค” ปิดจ็อบการประชุม 4 เรื่อง “รับทราบผลงานปี68-แอร์ไลน์สเร่งรับมือต้นทุนรอบด้าน-นำสนามบินเอเชียสู่ยั่งยืน-กำหนดประชุมครั้งใหม่ 29 ต.ค.69 ที่ฮ่องกง”

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เปิดเผยว่าในฐานะกรรมการ ACI Asia-Pacific and Middle East Regional Board (ACI APAC & MID Regional Board) พร้อมด้วย นายเอนก ธีระวิวัฒน์ชัย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานยุทธศาสตร์) ผู้บริหาร และพนักงาน AOT เข้าร่วมการประชุม  ACI APAC & MID Regional Board  เมื่อพฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแมริออต มาร์คีย์ ควีนส์ ปาร์ค

            การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ 4 เรื่อง คือ 1.เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานในรอบปี 2568 ของ ACI APAC & MID  2.แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นร่วมกันเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการบิน เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการบิน ต้นทุนการดำเนินงาน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) การปรับตัวของสายการบินเพื่อลดต้นทุน 3.แนวทางการเตรียมความพร้อมท่าอากาศยานในภูมิภาค APAC & MID ปรับตัวรับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเด็นด้านความยั่งยืน 4.กำหนดการประชุม ACI APAC & MID Regional Board ครั้งต่อไป วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ฮ่องกง



            ครั้งนี้ปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ACI Asia-Pacific and Middle East Regional Assembly, Conference & Exhibition 2026 เมื่อ 12 -14 พฤษภาคม 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของไทยและความพร้อมเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เป็นโอกาสสำคัญเสริมสร้างความร่วมมือกับท่าอากาศยานชั้นนำจากทั่วโลก ผลักดันการพัฒนาท่าอากาศยานไทยไปสู่ World Class Hospitality ในฐานะประตูด่านแรกที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว

ภายในงาน AOT ได้จัดแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนอบทบาทของ AOT ทั้งด้านการพัฒนาท่าอากาศยาน การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการบินสมัยใหม่ การยกระดับคุณภาพบริการ เพื่อรองรับการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Passenger Experience) อย่างแข็งแกร่งต่อไป

 

“รมว.สุรศักดิ์”นำบิ๊กกรมท่องเที่ยว-ททท.ถกเมต้าไทยใช้WhatsAppบัญชีทางการกระทรวงฯหนุนสื่อสาร-จัดอีเวนต์

“รมว.สุรศักดิ์”นำบิ๊กกรมท่องเที่ยว-ททท.ถกเมต้าประเทศไทย

จ่อใช้WhatsAppบัญชีทางการกระทรวงฯหนุนสื่อสาร-จัดอีเวนต์

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำทีมหารือเมต้าประเทศไทยใช้ WhatsApp

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #กระทรวงการท่องเที่ยว #แพลตฟอร์มWhatsApp #สื่อสารจัดอีเวนต์ท่องเที่ยว

รมว.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” นำกรมท่องเที่ยว ททท.หารือ “เมต้า ประเทศไทย” 2 ประเด็น เล็งใช้แอป WhatsApp เป็นบัญชีทางกระทรวงฯ หนุนท่องเที่ยวไทย เปิดช่องทางยอดนิยม “สื่อสาร” เข้าถึงต่างชาติ ควบ “จัดอีเวนต์กิจกรรมท่องเที่ยว” นำดิจิทัลสากลสร้างเชื่อมั่นเที่ยวเมืองไทย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นำทีมผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมหารือกับผู้แทน บริษัท เมต้า  ประเทศไทย นำโดย คลาร่า โคห์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียกลาง-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาเซียน ถึงแนวทางการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp แพลตฟอร์มสื่อสารที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ การให้ข้อมูลข่าวสาร การอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทย

ทั้งสองฝ่ายร่วมหารือการสนับสนุนท่องเที่ยวไทย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

ประเด็นที่ 1 แลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เช่น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็ว การประชาสัมพันธ์กิจกรรมและเทศกาลสำคัญ การแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัย การเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านช่องทางยอดนิยมระดับสากลที่เข้าถึงง่าย

ประเด็นที่ 2 แนวทางความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานอีเวนต์และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามนโยบายรัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล การสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายระดับโลกทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืน




นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำแอปพลิเคชัน WhatsApp ให้ทกระทรวงการท่องเที่ยวนำมาใช้เป็นช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการ (Official Account)  เพื่อยกระดับการให้บริการข้อมูลข่าวสารนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลำดับต่อไปจะตั้ง”คณะทำงาน” เพื่อศึกษารูปแบบ แนวทาง ความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว ทั้งมิติการประชาสัมพันธ์ การแจ้งเตือนข้อมูลสำคัญ การอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบดิจิทัลเข้าถึงง่าย สะดวก เป็นสากล

กระทรวงการท่องเที่ยวจะใช้แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยวดิจิทัลของรัฐบาล มุ่งยกระดับประสบการณ์เดินทาง การสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูลข่าวสาร ความปลอดภัย ภาพลักษณ์ของปรเทศไทยให้ทันสมัยในเวทีก

การบินไทยอัดโปรตั๋วในประเทศ“กลับบ้าน ให้หายคิดถึง”นนี้-30มิ.ย.เริ่ม1,700-2,000บาท/เที่ยว

การบินไทยอัดโปรตั๋วในประเทศ“กลับบ้าน ให้หายคิดถึง”

อีสาน/เหนือ/ใต้จองวันนี้-30มิ.ย.เริ่ม1,700-2,000บาท/เที่ยว


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #การบินไทย #กลับบ้านให้หายคิดถึง #โปรตั๋วบินในประเทศ

การบินไทยจัดโปร “กลับบ้าน...ให้หายคิดถึง” ตั๋วบินในประเทศ “ราคาพิเศษ” อีสาน เหนือ ใต้ เริ่มต้น 1,700-2,000 บาท/เที่ยว ปลุกตลาดเดินทางวีคเดย์ทุก “จันทร์-พฤหัสบดี” ต้อนรับหยุดยาวสัปดาห์นี้ จองได้ทันทีวันนี้-30 มิ.ย.69

 

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยจัดโปรโมชั่นตั๋วโดยสาร “กลับบ้าน…ให้หายคิดถึง” เส้นทางในประเทศ ชวนทุกคนเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวช่วงวันหยุดยาว โดยจะมอบความคุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน “ชั้นประหยัด” ราคาพิเศษ เปิดให้จองซื้อตั๋วพร้อมเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569 มีให้เลือกตั้งแต่ 1,700-2,000 บาท/เที่ยว

การบินไทยจัดแคมเปญ “กลับบ้าน…ให้หายคิดถึง” กระตุ้นการเดินทางวันธรรมดาทุกจันทร์–พฤหัสบดี เพื่อให้ทุกการเดินทางประทับใจแบบการบินไทยที่สบายต่างกัน และจัดขึ้นมาช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ ช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์นี้ 30 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2569




“ตั๋วการบินไทยราคาพิเศษ” เส้นทางตัวอย่าง จากกรุงเทพฯ สู่ปลายทางภาคอีเสานในจังหวัด ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี ที่นั่งชั้นประหยัด เริ่มต้น 1,700 บาท/เที่ยว และเส้นทางสู่ภาคเหนือไปยัง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ และ “ภาคใต้” หาดใหญ่ (สงขลา) เริ่มต้นเพียง 2,000 บาท/เที่ยว

เสนอขายตั๋วโดยสารชั้นประหยัด “ราคาแบบเที่ยวเดียว” ให้ผู้โดยสารแต่ละคน รวมภาษีสนามบินเรียบร้อยแล้ว และเป็นบัตรโดยสารแบบมีเงื่อนไข โดยผู้โดยสารจะได้รับไมล์สะสมตามเงื่อนไขของโปรแกรมรอยัล ออร์คิด พลัส

สอบถามข้อมูลเพิ่มเรื่องตารางการบิน และเงื่อนไขต่าง ๆ ช่องทางจองที่นั่งและออกตั๋วโดยสารได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com, สำนักงานขายการบินไทย หรือ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ THAI Contact Center โทร. 0-2356-1111

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ททท.ทำTabletop SaleขานรับLOT Airlines บินตรงฤดูหนาวปี69/70ดันตลาดดาวรุ่งยุโรปเข้าไทยคึกคัก

ททท.ลุยทำTabletop Saleไทย-โปแลนด์ขานรับLOT Airlines

บินตรงฤดูหนาวปี69/70ดันตลาดดาวรุ่งยุโรปเข้าไทยคึกคัก

ททท.นำธุรกิจไทยเปิด Tabletop Sale กับโปแลนด์รับ LOT Polish Airlines บินตรงแบบประจำ เริ่ม 7 ต.ค.2569

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #LOTAirlines #บินตรงวอซอร์สู่กรุงเทพ

ททท.นำธุรกิจไทยเปิด Tabletop Sale กับโปแลนด์ ปูพรมรับ LOT Polish Airlines นำร่องบินตรงแบบประจำ เริ่ม 7 ต.ค.นี้ ตลอดฤดูหนาวปี 69/70 พร้อมบิน 5 เที่ยว/สัปดาห์ ปั้นฮับเชื่อมตลาดบินยุโรป และดันไทยเป็นฮับอาเซียนตลาดโปแลนด์ 2 ประเทศ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยววิน วิน


นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเปิดเวที Tabletop Sale จับคู่เจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวโปแลนด์และผู้บริหารสายการบินต่าง ๆ รุกเจาะโปแลนด์ตลาดดาวรุ่งยุโรปที่เติบโตดีต่อเนื่อง ล่าสุด LOT Polish Airlines สายการบินแห่งชาติโปแลนด์ เตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงแบบประจำอย่างเป็นทางการ ไป-กลับ วอร์ซอ–กรุงเทพฯ เริ่ม 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป คาดจะเป็นอีกแรงส่งสำคัญกระตุ้นนักท่องเที่ยวยุโรปช่วงฤดูหนาวปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง พร้อมขยายโอกาสการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระยะยาวระหว่าง 2 ประเทศได้

ขณะนี้โปแลนด์เป็นตลาดดาวรุ่งที่น่าจับตามีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเติบโตโดดเด่น ท่ามกลางของภูมิภาคยุโรปที่ยังอยู่ในระดับทรงตัว จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ช่วง 1 มกราคม-18 พฤษภาคม 2569 โปแลนด์มาเที่ยวไทยแล้ว 137,772 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อนถึง 17.08 % ต่อเนื่องจากปี 2568 มาไทย 237,570 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ราว 31.46%


LOT Polish Airlines เตรียมบริการเที่ยวบินตรง วอร์ซอ–กรุงเทพฯ  แบบเที่ยวบินประจำสู่ไทย หลังจากในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม–มีนาคม ที่ผ่านมาเคยทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) มายังกรุงเทพฯ ภูเก็ต และกระบี่   ปีนี้ได้ปรับใหม่เริ่ม 7 ตุลาคม 2569 ระยะแรก 3 เที่ยว/สัปดาห์ และตั้งแต่ 26 ตุลาคม 2569 ตลอดช่วงฤดูหนาวจะเพิ่มเป็น 5 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์

ททท. คาดการณ์ช่วงตารางบินฤดูหนาว 2569/2570 จะมีนักท่องเที่ยวโปแลนด์เดินทางมาไทยประมาณ 47,000 คน สร้างรายได้ราว 3,196 ล้านบาท และช่วงวินเทอร์ 2570/2571 คาดจะมาไทยเพิ่มเป็น 49,000 คน สร้างรายได้ 3,332 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพในระยะต่อไปตลาดโปแลนด์เติบโตดีมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย


การเปิดบินตรงแบบประจำดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญกระตุ้นความต้องการเดินทาง (ดีมานด์) ด้วยการเพิ่มความสะดวกเชื่อมโยงระหว่าง 2 ประเทศ เปิดโอกาสให้โปแลนด์กลายเป็นจุดเชื่อมต่อของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่ต้องการมาไทยได้มากขึ้น ส่วนไทยจะก้าวเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคอาเซียนของตลาดโปแลนด์ด้วย แล้วเส้นทางบินใหม่ยังสามารถช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับโปแลนด์ รวมทั้งต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระยะยาว

            สำหรับการทำ Tabletop Sale Session TAT x LOT Polish Airlines เมื่อ 25 พฤษภาคม 2569 ททท.หวังเตรียมความพร้อมก่อน  LOT Polish Airlines เปิดบริการเที่ยวบินตรงอย่างเป็นทางการ วอร์ซอ–กรุงเทพฯ จึงได้เชิญคณะผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวโปแลนด์ 8 รายและผู้บริหารสายการบินฯ  2 ราย เดินทางมาสำรวจเส้นทางและบริการการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 22-25 พฤษภาคม 2569 ก่อนจะทำ Tabletop Sale Session TAT x LOT Polish Airlines เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวโปแลนด์และไทย (Seller) 18 ราย ประกอบด้วย โรงแรมที่พัก 14 ราย และบริษัทนำเที่ยวไทย 4 ราย ได้พบเจรจาธุรกิจต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการขายต่อเนื่องการท่องเที่ยวฤดูหนาวปี 2569



เส้นทางบิน วอซอร์-กรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมง 20 นาที บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์รองรับผู้โดยสารสูงสุด 252 ที่นั่ง/ลำ รองรับนักเดินทางท่องเที่ยวทั้งกลุ่มที่เดินทางเพื่อพักผ่อนและกลุ่มธุรกิจ

            ชาวโปแลนด์นิยมมาเที่ยวในพื้นที่สำคัญของไทย เช่น กรุงเทพฯ กระบี่ เกาะสมุย และเชียงใหม่ พักเฉลี่ยประมาณ 14 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 68,800 บาท/คน/ทริป เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างรายได้ระดับสูงเข้าสู่การท่องเที่ยวไทย

 

บางจากร่วมTNCCนอร์เวย์ย้ำมุมมองธรรมาภิบาล-โปร่งใส หนุน “Integrity in Practice”

บางจากร่วมTNCCนอร์เวย์ย้ำมุมมองธรรมาภิบาล-โปร่งใส

หนุน “Integrity in Practice” สู่การปฏิบัติจริงต้านคอรัปชั่น

ผู้บริหารบางจากฯ ร่วมเวที TNCC ของนอร์เวย์ ย้ำแนวคิด “Integrity in Practice” สู่การปฏิบัติจริง

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #IntegrityInPractice

บางจากฯ ร่วมเวที TNCC ของนอร์เวย์ ย้ำแนวคิด “Integrity in Practice” สู่การปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนมุมมองด้าน “ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส” ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ต้านคอรัปชั่นภาคธุรกิจและสังคม



นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการหอการค้าไทย-นอร์เวย์ (Thai-Norwegian Chamber of Commerce :TNCC) เปิดเผยว่า ได้ขึ้นเวที “Integrity in Practice Forum: Shaping the Future through Responsible Governance” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ ทางหอการค้าไทย-นอร์เวย์   ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย และเครือข่ายหอการค้าต่างประเทศในไทย จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแนวคิดด้านความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการต่อต้านคอร์รัปชันในภาคธุรกิจและสังคม

จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของหอการค้าไทย-นอร์เวย์ โดยมี H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน พร้อมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และองค์กรด้านธรรมาภิบาลทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านกำกับดูแลกิจการอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านเวทีเสวนาและการหารือเชิงปฏิบัติการ

 


โดยนางกลอยตาได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “From Vision to Practice: Transparency Roadmap” มุ่งสะท้อนมุมมองเรื่อง ESG และธรรมาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งของ DNA องค์กร และเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจดำเนินงานในทุกวัน มากกว่าจะเป็นเพียงกรอบจัดทำรายงานหรือข้อกำหนดเชิงนโยบาย

นางกลอยตา กล่าวว่า ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจต้องนำไปปฏิบัติได้จริงในการทำงานประจำวัน ผ่านกระบวนการที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ สร้างความเข้าใจร่วมกันภายในองค์กร โดย “Integrity in Practice” คือการมองให้ไกลกว่าสิ่งที่กฎหมายกำหนด และพร้อมดำเนินการเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณเตือนหรือความเสี่ยงด้านจริยธรรม



ส่วนผู้นำองค์กรต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติจริง (walk the talk) ร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบเปิดกว้าง ให้พนักงานกล้าตั้งคำถาม กล้าสะท้อนความกังวล และตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้อง
ไม่ใช่แค่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น เพราะหลักการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่น การดึงดูดการลงทุน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับบางจากฯ ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายกำกับดูแลกิจการเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2546 พร้อมกลไกสนับสนุนการดำเนินงานโปร่งใสและตรวจสอบได้ อาทิ ระบบช่วงงดซื้อขายหลักทรัพย์ การเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การกำหนดระดับอำนาจอนุมัติ การแบ่งแยกหน้าที่ในการทำงาน การพิจารณาและอนุมัติโครงการแบบข้ามสายงาน cross-functional ตลอดจนระบบควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และคณะกรรมการตรวจสอบ

ด้านการดำเนินงาน บริษัทฯ ให้ความสำคัญความโปร่งใสและความรับผิดชอบในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ ไปจนถึงการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ผ่านหลักปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การกำกับดูแลด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ระบบเอกสารและการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม และนโยบายงดรับของขวัญ



อีกทั้งได้ขยายแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมไปยังคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้า การจัดกิจกรรมและสัมมนาเพื่อสร้างความตระหนักด้านธรรมาภิบาลร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บางจากฯ เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ตั้งแต่ปี 2556 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจต่อเนื่องมาตลอด ปัจจุบันมีคู่ค้ากว่า 136 ราย ที่ได้การรับรอง CAC สะท้อนให้เห็นถึงการส่งเสริมความโปร่งใสและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร แต่กำลังขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าและระบบนิเวศทางธุรกิจในวงกว้าง ผ่านความร่วมมือของภาคธุรกิจยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันร่วมกัน

 

บางจากเคลียร์ปมBCPGลงทุนคลังน้ำเพชรบุรี9พันล้าน-ทุกขั้นตอน28ปีโปร่งใส

บางจากเคลียร์ปม BCPG ลงทุนคลังน้ำเพชรบุรี 9 พันล้าน ลำดับเหตุการณ์ยาวนาน 28 ปีทุกขั้นตอนชัดเจนโปร่งใส       บางจากฯ เปิดเวทีแจงข้อมูลควา...