“รมว.ท่องเที่ยว-ททท.”เปิด!!อลังการ TTM+2026
ทั่วโลกแห่จับคู่ธุรกิจเพิ่ม5.7%-ทำเงินสะพัด5พันล้าน
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิด TTM+2026
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #TTM2026
อ่านใน gurutourza…
TTM +2026 เปิดแล้ว “สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยว นำ ททท.ต้อนรับเอกชนไทยและทั่วโลก 10 มิ.ย.69 ที่ NICE สวนนงนุช ชลบุรี ผู้ซื้อนานาชาติแห่ร่วมเจรจาธุรกิจเพิ่ม 5.7 % คาดทำรายได้สะพัดกว่า 5,000 ล้าน
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน Thailand Travel Mart Plus (TTM+) 2026 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ค่ำวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ย้ำศักยภาพไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อ 429 ราย จากทั่วโลก 58 ประเทศ เพิ่มขึ้น 5.7 % ผู้ขายผู้ท่องเที่ยวไทย 428 ราย ร่วมกันนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพด้วยโปรดักซ์ โชว์เคส และไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน สะท้อนเสน่ห์การท่องเที่ยวเวลเนส และเวิลด์อีเวนต์ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ททท. คาดหวังใช้เวทีงาน TTM+ 2026 จะก่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 15,408 นัดหมาย และคาดจะสร้างรายได้เข้าไทยได้กว่า 5,000 ล้านบาท
พิธีเปิดงานมนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. คณะกรรมการ ผู้บริหาร ททท. และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ที่ อเล็กซ่า บีช คลับ พัทยา ภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand: Healing is the New Luxury” ถ่ายทอดทิศทางการสื่อสาร ชูแนวคิด The 5R ได้แก่ Retreats, Rituals, Reels, Rhythms และ Relations โดยได้นำเสนอการท่องเที่ยวผ่านอาหารและเครื่องดื่มผสานเสน่ห์ท้องถิ่นและนานาชาติ ควบคู่กิจกรรมอิมเมอร์ซีฟ อาร์ต การแสดงทางวัฒนธรรม ดนตรีร่วมสมัย ในธีม “Waves of Healing: Where Thailand Restores Your Soul” ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการฟื้นฟูกายและใจระดับโลก
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวช่วยสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศเติบโตต่อเนื่อง โดยใช้เวที TTM+ 2026 เสริมสร้างความเชื่อมโยงเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน ต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจยั่งยืน ส่งเสริมความร่วมมือทางการท่องเที่ยวขยายไปยังตลาดใหม่ทั้งในราชอาณาจักรภูฏาน และประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้ง สปป.ลาว เมียนมา ที่มาร่วมมือกันภายใต้ยุทธศาสตร์ “สองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและภูมิภาคในอนาคตให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและราคาพลังงานผันผวนส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเดินทางทั่วโลก ททท. ได้จัด TTM+ 2026 ขึ้นระหว่าง 10-12 มิถุนายน นี้ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับทั่วโลกเสนอสินค้า บริการ และประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ กระตุ้นการเดินทางของทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เที่ยวซ้ำ 2.กลุ่มความสนใจพิเศษในพื้นที่ใหม่ ๆ (Niche Market) 3.กลุ่มเดินทางมาท่องเที่ยวครั้งแรก (First Visit) ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ตอกย้ำภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางเวลเนสและเสน่ห์เมืองน่าเที่ยว (Hidden Gems) สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เช่น "Zero Waste to Landfills" และ "Zero Food Waste"
TTM+ 2026 มีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้าร่วม 429 ราย จาก 58 ประเทศ เพิ่มขึ้น 5.7 % ครอบคลุมทั้งตลาดหลัก ตลาดรอง ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ยุโรปตะวันออก เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ มีรายใหม่เข้าร่วมงานสูง 41.7 % เช่น โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เม็กซิโก คีร์กิซสถาน อุซเบกิสถาน ร่วมจับคู่ธุรกิจกับเอกชนไทยนำโดยกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ครอบคลุมธุรกิจท่องเที่ยวคุณภาพที่ได้มาตรฐาน TAT STAR, CF Hotels รางวัล Thailand Tourism Awards
รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ (NTO) ของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้แก่ เมียนมา ลาว ภูฏาน ร่วมประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง เสริมความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคอีกด้วย
สำหรับวันแรก 10 มิถุนายน มีกิจกรรม Thailand Product Update โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยและทิศทางการตลาดปี 2569 ต่อเนื่องกับเวที TTM Talk
ภายในงาน TTM+ 2026 ยังมีโปรดักซ์โชว์เคส รณรงค์การเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Travel with Care โดยมีไฮไลต์ประติมากรรม “เต่าตนุ” ทำจากจากวัสดุรีไซเคิล ควบคู่การน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กิจกรรมสาธิตภูมิปัญญาไทยเชิงสุขภาพ เช่น “สาธิตสครับผิวด้วยสปาข้าวหลาม” โดย เทวารัณย์ เวลเนส บาย ดุสิต “เผายาสมุนไพรหน้าท้อง” โดยอภัยภูเบศร “สาธิตนวดไทย” จาก Let’s Relax Spa พัทยา เวิร์กชอปซังเชือกศูนย์การเรียนรู้วิถีประมงชุมชนบ้านเนินฆ้อ จังหวัดระยอง ทำของที่ระลึกจาก Sea Glass และ TAT Certified ที่รวบรวมการจัดแสดงของผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวของ ททท. มีทั้ง CF-Hotels, STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand
นอกจากนี้ ปีนี้ยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับการนำเสนอสินค้า บริการ และกิจกรรมท่องเที่ยวไทยใน Thailand Pavilion ที่ถ่ายทอดเสน่ห์การท่องเที่ยวเชิง Wellness จากทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทยในรูปแบบ Experiential Marketing ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มิติ ทั้งการชื่นชมความงดงามของผลไม้ไทยอัตลักษณ์ การลิ้มรสเมนูสุขภาพในรูปแบบ One Bite Experience การผ่อนคลายด้วยกลิ่นสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยไทย การดื่มด่ำกับภาพและเสียงจากแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวผ่านสื่อดิจิทัลแบบ Interactive นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตด้าน Wellness ควบคู่กับกิจกรรม Gastronomy Wellness Experience ที่นำเสนออาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพจากทั้ง 5 ภูมิภาค อาทิ เมี่ยงคำกลีบบัว แตงโมปลาแห้ง ลาบข้าวคั่วสมุนไพร พล่าปลาย่ำสวาท และสาคูต้นมะพร้าวอ่อน รวมไปถึงการนำเสนอเทศกาลดนตรีระดับโลก “Tomorrowland Thailand 2026” สะท้อนทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผ่าน World Events เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งไฮไลต์ใน TTM+2026 คือ โปรแกรมนำเที่ยวให้ผู้ซื้อและสื่อมวลชนทั่วโลกที่เข้าร่วมงาน ได้สัมผัส Amazing Experience ด้วย เดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวก่อนเริ่มงาน (Pre-Tour) 7 เส้นทาง ใน ศรีราชา พัทยา สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวธรรมชาติ ไลฟ์สไตล์ กอล์ฟ ล่องเรือยอร์ช ท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่น และ “สำรวจแหล่งท่องเทียวหลังงาน (Post Tour )ระหว่าง 13-16 มิถุนายน เดินทางเชื่อมโยงทั่วไทย 5 ภูมิภาค 5 เส้นทาง ได้แก่ ระยอง–จันทบุรี, ปราจีนบุรี-นครราชสีมา, นครปฐม–กาญจนบุรี, สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช และเชียงราย เพื่อนำไปทำเส้นทางเสนอขายในตลาดโลก




























