บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ปลงทุนนำไทยสู่เมดิคัลเวลเนสฮับ
Q1/69รายได้โต25%-ครึ่งหลังปี’69โชว์บริการใหม่3แบรนด์
ชูบิ๊กโปรเจกต์ใหม่เปิดQ1ปี’70“ZeaForest Wellnessพัทยา”
หนุนท่องเที่ยวไทยเจาะตลาดหรูคุณภาพสูงในตลาดโลก
คิงเพาเวอร์ออนไลน์จัดใหญ่“BEAUTY BONUS”ลด35%
ช้อป 4MBTI
ที่คิงเพาเวอร์สุวรรณภูมิ/ดอนเมืองลด40%
ททท.ถกรัฐเอกชนทำแผนตลาดปี’70แนะปรับด่วน5เรื่อง
บางจากเปิดมุมมอง2เวทีใหญ่“ตลาดคาร์บอน&ยั่งยืน”
สุขทันทีเที่ยวกรีนซีซั่นขึ้นเหนือล่องใต้ลงทะเล5พิกัด
5เมนูโปรตีนสูง“อกไก่-ผัก-แซลม่อน-อะโวคาโด-ไข่ขาว”
AOT47ปีปั้น6สนามบินสู่ฮับบินโลกเน้นความปลอดภัย
กลุ่มดุสิตหนุนผลิตบุคลากรรับเมกะเทรนด์FutureFood
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #ขึ้นเหนือล่องใต้เที่ยวไทยกรีนซีซั่น
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1JPL3Lyij6/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! “ณรัล วิวรรธไกร” กรรมการบริหาร
บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “SPA” เปิดแผนรุกตลาดครึ่งหลังปี’69 ปรับโฉม “Let's
Relax Onsen and Spa” ทองหล่อ
สาขาแรกครบ 10 ปี เพิ่มบริการความสดใหม่ เริ่ม ก.ค.นี้ “Stretch•me
Clinic” เพิ่มโปรแกรมขานรับเทรนด์ แนะนำ “WellnessMe Clinic” น้องใหม่มาแรงด้านศาสตร์ชะลอวัย ลุยโปรเจกต์การลงทุนใหม่ “ซีฟอเรสต์
เวลเนส แซงชัวรี่ บาย เลทส์ รีแลกซ์ :ZeaForest Wellness Sanctuary by
Let's Relax” พัทยา มูลค่ากว่า 520 ล้านบาท พร้อมเปิดไตรมาส 1
ปี’70 ขานรับตลาดคุณภาพเหนือปริมาณ
และพักผ่อนหรูสไตล์ใหม่ครบวงจรทั้ง เวลเนส สปา รีสอร์ต ร้านอาหาร
ติดชายหาดนาจอมเทียน
นายณรัล
วิวรรธไกร กรรมการบริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “SPA” เปิดเผยว่า วางแผนนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพครบวงจรใหม่
ๆ ครอบคลุม 3 ประเภท “สปา-ออนเซน-เวลเนส”
เน้นบริการป้องกันรองรับผู้ใช้บริการยุคปัจจุบันเป็นนักเดินทางที่ต้องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วย
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ความใหม่ล่าสุด
ได้ทำงานร่วมกับคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลคัดเลือก Playlist
เพลงที่เปิดในสปาของสยามเวลเนสให้เสียงเหมาะกับการผ่อนคลายตามสาขาในกรุงเทพฯ
และจังหวัดท่องเที่ยวทั่วประเทศ ช่วงครึ่งปีหลัง 2569
เดินหน้าบริการใหม่ ๆ ด้วยไฮไลต์ 3 กลุ่มธุรกิจ 3 แบรนด์ ได้แก่
● 1.เล็ทส์ รีแล็กซ์ ออนเซน แอนด์ สปา /Let's Relax Onsen and Spa” สาขาทองหล่อ
เตรียมปรับปรุงใหม่หลังเปิดให้บริการครบ 10 ปี
เพื่อยกระดับให้สถานที่มีพร้อมกับเทรนด์ใหม่
เตรียมปรับรูปแบบบางส่วนใหม่ทันสมัยขนาด 1,800 ตารางเมตร
จะเริ่มกลับมาเปิดตามปกติช่วงครึ่งเดือนหลังกรกฎาคม 2569
ส่วนสาขาอื่น ๆ
ทั่วประเทศ ก็ยังคงให้บริการตามปกติ โดยเฉพาะ “ออนเซน” ยังเน้นตั้งแต่แช่น้ำร้อน
น้ำเย็น อบซาวน่า ผสมผสานค่อนข้างลงตัว
● 2.Stretch•me Clinic คลินิกยืดกล้ามเนื้อและคลายอาการออฟฟิศซินโดรม
โดยนักกายภาพและนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จะมีโปรแกรมหลากหลายตอบโจทย์
ศูนย์ดูแลและปรึกษาปัญหาผิวพรรณ
● 3. WellnessMe Clinic ธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดตั้งแต่ปี
2568 เป็นต้นมา
เป็นคลินิกให้บริการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลด้วยหลักเวชศาสตร์ชะลอวัย
ลึกถึงขั้นผลัดเซล เทคโนโลยีนำเข้ามาจากอเมริกา
สามารถตรวจได้ลึกถึงระบบภายในร่างกายมีส่วนใดที่สึกหรอ
แล้วก็ให้รับคำปรึกษาจากคุณหมอ เพื่อรับการตรวจดูแลแบบเฉพาะตัวของแต่ละคน
ที่ต้องการปรับปรุงเซลให้สมบูรณ์มากขึ้น
นายณรัล
กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมของ “SPA: บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป”
ไตรมาส 1 ปี 2569 “รายได้”
เติบโตประมาณ 25% มาจากสาขาเดิม 10 % และสาขาใหม่
ๆ เปิดเมื่อช่วงปีที่ผ่านมาอีก 90 % โดยมีปัจจัยหลัก จาก “ตลาดต่างประเทศ”
คือ นักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัว ไตรมาสแรกปีนี้มีถึง 1.5 ล้านคน
เพิ่มขึ้น 12 % ส่วน “ตลาดในประเทศ/คนไทย”
คนยังคงใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ
ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน พลังงาน แพงขึ้น
จึงเชื่อมั่นแบรนด์ในเครือสยามเวลเนสจะครองใจคนไทยต่อเนื่องต่อไป
ความนิยมแบรนด์ที่ยังครองตลาดได้ดี
นำโดย “Let’s Relax Wellness Spa” ปัจจุบันมีทั่วประเทศกว่า 70
สาขา ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาก็ยังคง “ลงทุน”
ขยายสาขาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในห้างสรรพสินค้า เช่น เอ็มควอเทีย เซ็นทรัลพาร์ค
รับบริหารสปาในโรงแรมย่านใจกลางเมืองอย่าง โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน,
เรเนซองส์ ราชประสงค์
ทางสยามเวลเนสกรุ๊ป
ได้ทำตลาดคู่ขนานทั้งตลาดคนไทยและต่างประเทศ
พอร์ตโฟริโอที่มีอยู่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพิ่มขึ้น “ตลาดต่างประเทศ”
จะขับเคลื่อนตามจำนวนและปริมาณ
นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาเมืองไทยเติบโตเคียงข้างกันไป
นายณรัล
กล่าวว่าในฐานะ สยามเวลเนสกรุ๊ป บุกเบิกธุรกิจมากว่า 28 ปี ได้ขยายการลงทุนภายในแนวคิดที่จะเปิด Wellness Destination ก็ได้เดินหน้าขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มไฮเอนด์ ลงทุนโครงการใหม่ “ซีฟอเรสต์ เวลเนส แซงชัวรี่ บาย เลทส์ รีแลกซ์ :ZeaForest Wellness Sanctuary by Let's
Relax” ในพัทยา มูลค่ากว่า 520 ล้านบาท รวมทุกอย่างมาไว้ในโครงการเดียวแบบครบวงจรทั้ง สปา ออนเซ็น เวลเนส
โรงแรม/ห้องพัก พร้อมห้องอาหาร All
Day Dining ตอบรับ “เมกะเทรนด์” การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness
Tourism) ของ ททท.และรัฐบาลไทย ทั้งเวลเนส และการชะลอวัย
ซี
ฟอเรสต์ เวลเนส แซงชัวรี่ บาย เลทส์ รีแลกซ์ เตรียมเปิดบริการไตรมาส 1 ปี 2570
มุ่งยกระดับให้เป็นจุดหมายปลายทางเวลเนสแห่งใหม่ ในพื้นที่กว่า 38 ไร่
ริมชายหาดตะวันรอน พัทยา ใกล้นาจอมเทียน ชายหาดยาวกว่า 200 เมตร
ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ รายล้อมด้วยต้นไม้หายากอายุกว่า 400 ปี
ภายในโครงการ
ประกอบด้วย อาคาร Wellness & Longevity ครบวงจร ห้องพักริมทะเลกว่า
50 ห้อง
ห้องอาหาร
All Day Dining คาเฟ่กลางป่า
และพื้นที่เพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพที่ออกแบบให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน
เพื่อมอบประสบการณ์เวลเนส รีทรีต บริการครบทุกมิติทั้งร่างกายและจิตใจ
เป็นหนึ่งในธุรกิจเอกชนที่พร้อมสนับสนุน ททท.ขยายตลาดในและต่างประเทศเติบโตต่อเนื่อง
ตอกย้ำ SPA ผู้นำธุรกิจเวลเนสของไทยอย่างแท้จริง ร่วมกับ
ททท.นำประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมดิคอล เวลเนส ฮับ
โครงการใหม่
“ซี ฟอร์เรส ซี ฟอเรสต์ เวลเนส แซงชัวรี่ บาย เลทส์ รีแลกซ์” เสน่ห์หลัก ๆ คือ 1.ป่าธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ 2.กิจกรรมรับเทรนด์โลกยุคใหม่อย่าง
อาบป่า ฟอเรสต์แคมปิ้ง มีโซนกลางแจ้ง ทำกิจกรรมสูดโอโซน และออนเซน
สามารถผ่อนคลายร่างกายดื่มด่ำบรรยากาศสีเขียว
ซึ่งมีสารเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย 2.วิวทะเล
บริเวณนาจอมเทียน ไม่ได้คึกคักของแหล่งบันเทิง แต่จะสนุก สบาย
กับเสียงธรรมชาติอย่างแท้จริง เดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 90 นาที เท่านั้น
สยามเวลเนสกรุ๊ป/SPA
พร้อมสนับสนุนการตลาดเชิงรุกให้สอดคล้องกับแนวทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) ทั้ง 2 กลยุทธ์ คือ 1.Value Over Volumn :เน้นเพิ่มคุณภาพมากกว่าปริมาณ และ 2. Healing is the New Luxury : การเยียวยาจิตใจและสุขภาพด้วยความหรูหรารูปแบบใหม่
เจาะกลุ่มผู้ใช้บริการจากเอเชีย แปซิฟิก และตะวันออกกลาง
เพราะทั้งการทำเวลเนส
สปา นวด โดยเฉพาะ “นวดไทย”ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO)
ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการตั้งแต่
12 ธันวาคม 2562 เป็นต้นมา
เมื่อภาครัฐกับเอกชนผนึกกันชูภาพลักษณ์นวดไทยด้วยอัตลักษณ์ไทยก็ยังมีกระแสตอบรับจากตลาดโลกได้ดี
ผนวกกับคนหันมาใส่ใจสุขภาพและการมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น (longevity) ซึ่งมีอุปกรณ์แกดเจ็ทคอยชี้วัดร่างกายอยู่ตลอด
นายณรัล กล่าวว่าทางสยามเวลเนสกรุ๊ป ต้องขอขอบคุณคนไทยที่ให้การสนับสนุนบริการทุกอย่างของบริษัท ด้วยดีมาตลอด ทำให้ผู้ประกอบการต่อยอดการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ร่วมภูมิใจไปด้วยกันกับธุรกิจของคนไทยที่ผลักดันสินค้าไทยสู่สากล
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์ออนไลน์จัดใหญ่“BEAUTY BONUS”ลด35%
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ โค้งสุดท้ายสิ้นเดือน วันนี้ -30 มิถุนายน 2569 มาพร้อม “BEAUTY BONUS” เพราะความงามไม่มีที่สิ้นสุด ช้อปสนุกกับดีลสุดคุ้ม ทั้งสกินแคร์ เมคอัพ และน้ำหอม สวยครบ จบดีลเดียว ช้อปดิวตี้ ฟรี ที่คิง เพาเวอร์ ออนไลน์เท่านั้น
คัดสรรไอเทมบิวตี้เพื่อการดูแลตัวเองแบบจัดเต็ม ในราคาสบายกระเป๋า รองรับนักเดินทางที่วางแผนล่วงหน้าสั่งซื้อวันก่อนเดินทางได้เลยตั้งแต่ 60 วัน จนถึงก่อนบิน 2 ชั่วโมง พร้อมรอรับของที่สนามบินขาออกประเทศ
ลดสูงสุด 35% ช้อปไม่มีขั้นต่ำ รหัสส่วนลด BBNJUN26 มีสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการ ด้วยโปรดี ๆ ที่ต้องรีบคลิกใส่ตะกร้าได้
ข่าวที่ 2 -ช้อปเทรนด์4MBTIที่คิงเพาเวอร์สุวรรณภูมิ/ดอนเมืองลด40%
คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
และดอนเมือง จัดมหกรรม ช้อป “บิวตี้” ตามบุคลิกภาพ 4MBTI โดยเฉพาะกลุ่มบิวตี้ แฟชั่น
และไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นนักช้อปไทป์ไหน ? เที่ยวแบบไหน ?
ก็ช้อปคุ้มได้ที่สนามบิน ซื้อ1 ชิ้น ลดทันที
สูงสุด 40%ไม่มีขั้นต่ำ
● ISFJ สายเป๊ะ ช้อปครบ จบทุกขั้นตอนการบำรุงผิว
● ESFJ ช้อปหมด ตัวฮิตตัวดัง
ของมันต้องมี
● ISTJ คิดมาแล้ว
ทุกอย่างที่ช้อปต้องมีคุณภาพ
● ISFP ช้อปตามฟีล ซื้อก่อน ค่อยเลือกใช้
คัดมาให้แล้ว น้ำหอม – สกินแคร์
ที่คนไทยต้องชอบ เข้าร่วมรายการมากกว่า 42 รายการ นำโดย ESTEE
LAUDER • JO MALONE •
LANCOME • YVES SAINT LAURENT • SULWHASOO และแบรนด์อื่นๆ
อีกมากมาย
-ช้อป “บิวตี้” ลดสูงสุด 30%
+ ON-TOP 5%
● ช้อปครบ
3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20%
● ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 25%
● ช้อปครบ
8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 30%
● พิเศษ!
สมาชิก POWER PASS ลดเพิ่มอีก 5% ในหมวดสินค้าแผนกน้ำหอม
และเครื่องสำอางที่ร่วมรายการ
ข่าวที่ 3-ททท.ถกรัฐเอกชนทำแผนตลาดปี’70แนะปรับด่วน 5 เรื่อง
นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่า ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้บริหารระดับสูง
ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม และหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสิ้น
96 ราย ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร
เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
และผู้ประกอบการจัดทำแนวทางแผนการท่องเที่ยวปี 2570 ซึ่ง ททท.
มีกำหนดจัดงานแถลงทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ประจำปี 2570 (TATSD2027) อย่างเป็นทางการ วันที่ 21
กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)
กรุงเทพมหานคร
การประชุมครั้งนี้ผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมสะท้อนมุมมองที่เป็นประโยชน์และอุปสรรคสำคัญต้องร่วมกันเร่งแก้ไขทั้งด้านการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดเบื้องต้น
5 เรื่อง คือ
1.เร่งพลิกฟื้นภาพลักษณ์ความปลอดภัยเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
2.เร่งแก้โครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงการคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว
(Seamless Connection)
3.การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
4.เร่งฟื้นฟูเที่ยวบิน เปิดบินตรงและทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำเข้ามาไทยให้ได้มากที่สุด
5.บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อพัฒนา
Intelligence Platform ติดตามและบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ
ในอนาคต
ททท.
จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในครั้งนี้ไปบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการ
ททท. ประจำปี 2570
เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคตปีต่อไป
ปี 2570 ททท.
มุ่งให้การท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลักดันประเทศสู่ Meaningful & High Value Destination สร้างสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพ
เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงและมีระยะเวลาพำนักนาน
จึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง ภาคเอกชน
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม หน่วยงานภาครัฐ
เพื่อหาแนวทางร่วมกันสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่าน Experience
Platform ที่มีความหมาย
มีคุณค่า และความยั่งยืน และใช้การท่องเที่ยวเป็นแพลตฟอร์ม นำเสนอกิจกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง
ทั้งด้าน Wellbeing และ Festival Economy ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางได้ตลอดทั้งปี
ข่าวที่ 4-บางจากเปิดมุมมอง2เวทีใหญ่“ตลาดคาร์บอน&ยั่งยืน”
นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านตลาดคาร์บอนและความยั่งยืน 2 เวที คือ การประชุม Climate Futures APAC Summit (CFAS) 2026 และการเสวนา “Sustainability is Survival” จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ในการประชุม Climate Futures APAC Summit (CFAS) 2026 ได้ร่วมเสวนาหัวข้อ “APAC Carbon at a Crossroads: Signals, Risks & Strategies for 2026-2030” ในฐานะประธาน Carbon Markets Club ร่วมกับผู้แทนจากองค์กรชั้นนำด้านตลาดคาร์บอนและความยั่งยืนของภูมิภาค ได้แก่ Environmental Defense Fund (EDF), Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM), Boeing, European Federation for Transport and Environment และ Bursa Carbon Exchange ดำเนินการเสวนาโดยผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies (IGES) เวทีนี้ได้สะท้อนตลาดคาร์บอนของไทยหลายปีที่ผ่านมามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 3 ระยะ ระหว่างปี 2558-2568 ดังนี้
ระยะที่ 1 ปี 2558-2563 เป็นช่วงสร้างระบบนิเวศและสร้างความตระหนักรู้ สู่ ระยะที่ 2 ช่วงปี 2564-2566 ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น หลังการประชุม COP26 ระยะที่ 3 ช่วงปี 2566-2568 การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของตลาดมากขึ้น
ระยะที่ 4 ช่วงปัจจุบันปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่การนำกลไกตลาดมาใช้จริงมากขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ Article 6 ความตกลงปารีส เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมลงทุนและซื้อขายผลการลดก๊าซเรือนกระจกข้ามพรมแดน ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ
ในระยะต่อไปการพัฒนาตลาดคาร์บอน จำเป็นต้องอาศัยระบบข้อมูลและการตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพ โครงการที่พร้อมรับการลงทุน การเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาด
ขณะเดียวกันความร่วมมือระดับภูมิภาคก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาเซียนมีทั้งศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก แหล่งเงินทุน และความต้องการคาร์บอนเครดิต แต่ตลาดยังมีความกระจัดกระจายอยู่มาก
“ระดับภูมิภาค” ทาง Carbon Markets Club ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและอาเซียน จัดตั้ง ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ร่วมมือกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ การเชื่อมโยงตลาด และการมีส่วนร่วมข้ามพรมแดน โดยมีภาครัฐของประเทศในภูมิภาคร่วมผลักดัน High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) นำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนอาเซียน สะท้อนถึงความร่วมมือควบคู่กันทั้งระดับนโยบายและตลาด เพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว
นางกลอยตา ยังได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Sustainability is Survival” ร่วมกับ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) นักแสดงและผู้ประกอบกิจการด้านความยั่งยืนเพื่อสังคม โดยมี นายนิธิ สมุทรโคจร (จ๊อบ) เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวและการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจากมุมมองของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาคการศึกษา
นางกลอยตาได้สะท้อนถึงโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ พร้อมยกตัวอย่างบางจากได้ปรับตัวมาตลอดกว่า 40 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สู่การพัฒนาธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ ทั้งพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
โดยชี้ว่า “ESG” ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดหรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เป็นแนวคิดที่ช่วยกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจและสร้างคุณค่าในระยะยาว และ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องการปรับตัวและการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางจากฯ สร้างความยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ด้วยวัฒนธรรมพนักงาน “เป็นคนดี มีความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น” ได้หล่อหลอมแนวคิดด้าน ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ให้อยู่ในตัวพนักงานและขยายสู่การดำเนินธุรกิจขององค์กรมาจนถึงทุกวันนี้
ช่วงที่ 2 ความสุขอยู่ใกลแค่เอื้อม เมื่อได้ออกเดินทางหาประสบการณ์แปลกใหม่ ไป สุขทันทีเที่ยวกรีนซีซั่น
“ขึ้นเหนือล่องใต้ลงทะเล5พิกัด” กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพด้วย “5เมนูโปรตีนสูง”
เลือกกิน “อกไก่-ผัก-แซลม่อน-อะโวคาโด-ไข่ขาว” พร้อมเสิร์ฟข่าวดี ข่าวแรก “AOT47ปี” ปั้น6สนามบินสู่ฮับบินโลกเน้นความปลอดภัย
ข่าวที่สอง “กลุ่มดุสิตหนุนเปิดหลักสูตรใหม่ผลิตบุคลากร” รับเมกะเทรนด์FutureFood
ท่องเที่ยว –สุขทันทีเที่ยวกรีนซีซั่นขึ้นเหนือล่องใต้ลงทะเล5พิกัด
ลองปรับโหมดชีวิตให้ช้าลง
แล้วปล่อยใจให้ลอยไปกับสายหมอก
สูดกลิ่นดินหลังฝนตกและเปิดรับความงดงามของธรรมชาติที่กำลังผลิบานตลอดกรีน ซีซั่น
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดปฏิทินรอให้ไปเช็คอินฟินหน้าฝน
จากเหนือสู่ใต้ กันได้เลย 5 พิกัด
● พิกัดที่ 1 ปางอุ๋ง
จ.แม่ฮ่องสอน : ได้รับการขนานนามว่าเป็น
"สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย"
ด้วยบรรยากาศอ่างเก็บน้ำกลางหุบเขาที่โอบล้อมด้วยป่าสนสองใบและสามใบ
เมื่อยามเช้าในฤดูฝนและฤดูหนาว สายหมอกจะค่อย ๆ ลอยเหนือผืนน้ำ
สะท้อนภาพต้นสนและแสงแดดยามเช้าอย่างงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถนั่งแพไม้ไผ่ชมวิว
สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสความเงียบสงบของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
● พิกัดที่ 2 ภูลังกา จ.พะเยา
: หนึ่งในจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดของภาคเหนือ
โดดเด่นด้วยภาพทะเลหมอกสีขาวที่ปกคลุมหุบเขากว้างสุดสายตา โดยมี
"ภูเทวดา" เป็นฉากหลังอันเป็นเอกลักษณ์
ช่วงหน้าฝนจะเป็นช่วงที่ภูเขาเขียวชอุ่มที่สุด หมอกเกิดขึ้นแทบทุกวันในยามเช้า
สร้างบรรยากาศราวกับอยู่เหนือก้อนเมฆ
เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิดและตื่นมาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก
● พิกัดที่ 3 เขาค้อ
จ.เพชรบูรณ์ : ดินแดนแห่งขุนเขาและทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงตลอดทั้งปี
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้มีโอกาสพบทะเลหมอกได้บ่อย
โดยเฉพาะหลังฝนตกใหม่ ๆ นอกจากวิวสวยแล้ว ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่ จุดชมวิว วัด
และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ ทำให้สามารถเที่ยวได้ทั้งครอบครัว
พร้อมสัมผัสอากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน
● พิกัดที่ 4 เสม็ดนางชี
จ.พังงา : จุดชมวิวระดับโลกที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าวพังงาได้แบบพาโนรามา
โดยเฉพาะในช่วงเช้าของฤดูฝนที่มักมีหมอกบางลอยปกคลุมเหนือผืนน้ำและหมู่เกาะหินปูนขนาดใหญ่
สร้างภาพที่ทั้งอลังการและละมุนในเวลาเดียวกัน เมื่อแสงแรกของวันค่อย ๆ
ส่องผ่านกลุ่มเมฆและสายหมอก จะกลายเป็นภาพความงดงามที่นักท่องเที่ยวและช่างภาพต่างเฝ้ารอ
● พิกัดที่ 5 เขาไข่นุ้ย จ.พังงา
: อีกหนึ่งจุดชมทะเลหมอกชื่อดังของภาคใต้
ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนและป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
ในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตก มีโอกาสพบทะเลหมอกสีขาวปกคลุมทั่วหุบเขาได้บ่อยครั้ง
ความพิเศษของที่นี่คือสามารถชมทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกได้พร้อมกันในบางวัน เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักถ่ายภาพและคนรักธรรมชาติที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของภาคใต้ในมุมที่แตกต่าง
ท่ามกลางวิวภูเขาและทะเลหมอกที่สวยที่สุดของเมืองไทย
สุขภาพ –5 เมนูโปรตีนสูง“อกไก่-ผัก-แซลม่อน-อะโวคาโด-ไข่ขาว”
ยุคนี้การดูแล
ป้องกัน รักษา ฟื้นฟูสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ
ซึ่งมาจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารอาหารที่มาจาก
“โปรตีนสูง” กำลังได้รับความนิยมและพูดถึงอย่างมาก ที่จะช่วยให้ อิ่มนาน ทำง่าย
ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก สามารถทำตามได้ง่ายๆ
ทานคู่กับข้าวกล้องเพื่อเพิ่มไฟเบอร์และคุณค่าทางอาหาร 5 เมนูโปรตีนสูง
●
เมนูที่ 1 สเต็กอกไก่และผักย่าง แหล่งโปรตีน : อกไก่ลอกหนัง 150 กรัม มีโปรตีนประมาณ 35 กรัม จุดเด่น: โปรตีนสูง ไขมันต่ำ
แนะนำหมักพริกไทยดำแล้วย่างทานคู่กับผักสามสีเพื่อเพิ่มไฟเบอร์
●
เมนูที่ 2 สเต็กแซลมอนย่าง แหล่งโปรตีน: เนื้อปลาแซลมอน 140 กรัม โปรตีนประมาณ 30 กรัมจุดเด่น: ได้ทั้งโปรตีนเน้นๆ และโอเมก้า 3 (Omega-3) ช่วยบำรุงสมองและลดการอักเสบในร่างกาย
●
เมนูที่ 3 สลัดกุ้งย่างอะโวคาโด (Shrimp Avocado Salad) แหล่งโปรตีน: เนื้อกุ้งแกะเปลือก 120 กรัม โปรตีนประมาณ 25 กรัม จุดเด่น: กุ้งเนื้อเด้งแคลอรีต่ำ
ทานกับอะโวคาโดและผักสลัดเพื่อรับไขมันดี ช่วยให้อิ่มท้องนาน
●
เมนูที่ 4 โจ๊กไข่ขาว แหล่งโปรตีน:
ไข่ขาวล้วน (โปรตีนประมาณ 15-20 กรัม ขึ้นอยู่กับปริมาณ)จุดเด่น : โปรตีนล้วนๆ
ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์ ย่อยง่าย เหมาะสำหรับมื้อเช้า
หรือมื้อดึกที่ต้องการคุมแคลอรี
●
เมนูที่ 5 กะเพราหมูสันในไร้มัน (สูตรคลีน) แหล่งโปรตีน:
เนื้อหมูสันในไร้มัน 120 กรัม โปรตีนประมาณ 30 กรัม จุดเด่น
: เมนูรสชาติจัดจ้านแบบไทย แต่เลือกใช้หมูสันในซึ่งเป็นส่วนที่ไขมันต่ำที่สุด
ทานกับไข่ดาวไม่ใช้น้ำมัน
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –AOT 47 ปีปั้น6สนามบินสู่ฮับบินโลกเน้นมาตรฐานปลอดภัย
นางสาวปวีณา
จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เปิดเผยว่า
ในโอกาส AOT จะครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยวิสัยทัศน์
“เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย
และยั่งยืน” จัดทำยุทธศาสตร์ดำเนินงานถึงปี 2580 มุ่งสู่ “World
- Class Aviation Hub” พัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน
ระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน โดยจะประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม
และยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
“ปริมาณการจราจรทางอากาศ”
ของท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลทั้ง 6 แห่ง รอบ 8 เดือนปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 - พฤษภาคม 2569) เปรียบเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มี
“เที่ยวบินรวม” 552,119 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.38% มี “ผู้โดยสารรวม” 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76%
คาดปี
2570 อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น
AOT จึงต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน
ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ในตลาดศักยภาพสูง
สร้างความร่วมมือกับสายการบินและการท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ
นางสาวปวีณา
กล่าวว่า AOT จะเร่งยกระดับศักยภาพ 6 ท่าอากาศยาน
ภายในปี 2577 ให้รองรับผู้โดยสารได้กว่า 160 ล้านคน/ปี สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบินโดยรวม ประกอบด้วย 1.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก
(East Expansion) เพิ่มพื้นที่ใช้งานอีก 81,000 ตารางเมตร คาดปี 2574 จะเปิดให้บริการได้
รองรับผู้โดยสาร 70 ล้านคน/ปี
ดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านทิศใต้ พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร จะแบ่งการก่อสร้างเป็นหลายเฟส
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทำขั้นตอนการออกแบบ จากนั้นปี 2572 จะเริ่มก่อสร้างด้านทิศใต้
ปี 2576 จะเปิดเฟสแรกเพื่อให้บริการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้
2.ท่าอากาศยานดอนเมืองจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และ 2 ให้ทันสมัย พร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น
เชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดจะแล้วเสร็จปี 2577
3.ท่าอากาศยานเชียงใหม่
ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้
และปรับปรุงอาคารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ
พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน ก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดจะแล้วเสร็จในปี 2577
4.ท่าอากาศยานภูเก็ตจะก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ
และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดจะแล้วเสร็จในปี 2574
5.ท่าอากาศยานหาดใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master
Plan) คาดจะจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นภายในปี 2569
ขณะนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนิน โครงการที่ 1 บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น กิจการอื่นๆ
ที่เกี่ยวเนื่อง โครงการที่ 2 บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป
AOT ยังได้วางแผนดำเนินงานยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่ “มาตรฐานโลก”
นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น ความใส่ใจ
ผลักดันคุณภาพการบริการให้เทียบเคียงสนามบินชั้นนำของโลก
พัฒนาประสบการณ์การเดินทางผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่
“ก่อนเดินทาง-ระหว่างใช้บริการที่สนามบิน -หลังการเดินทาง”
โดยได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่าง ๆ
โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต
ได้ยกระดับการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ภายในปี
2569 AOT ได้ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งระดมติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ
(Automated Border Control: ABC) ผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก
ทั้งหมดกว่า 200 ชุด
พร้อมช่องทางพิเศษให้ผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ABC Special
Assistant Lane) อีก 8 ชุด
จะช่วยลดเวลารอคิวเข้าตรวจหนังสือเดินทางได้ดียิ่งขึ้น
“ก้าวต่อไป”
ให้ความสำคัญสูงสุดด้านการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยด้านการบิน (Aviation
Security and Safety) รวมถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์รอบท่าอากาศยาน
ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมาใช้บริหารจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์
เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ขับไล่
มีวิธีการทำงานโดยส่งสัญญาณเสียงที่เหมาะกับชนิดของนกที่พบ พร้อมระบบบันทึกข้อมูล
ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดสู่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง
และวิเคราะห์ข้อมูลนกและสัตว์ได้อย่างเป็นระบบ “ด้านการรักษาความปลอดภัย” ได้นำอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ
3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วยปัญญาประดิษฐ์
(AI) มาใช้งาน
ทั้งนี้
ท่าอากาศยาน AOT ทั้ง 6 แห่งได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation
Organization: ICAO) อย่างต่อเนื่อง
เป็นการยืนยันวิธีดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล
ส่วนผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อ
การตัดสินใจของผู้โดยสาร เส้นทางบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่น ๆ
AOT จึงเล็งเห็นโอกาสเร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง
เน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย จีน ยุโรป รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค
สนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง
ขณะนี้
AOT มีโครงการกระตุ้นตลาดการบินให้สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายัง
6 ท่าอากาศยาน ระหว่างวันนี้- 28 ตุลาคม
2571 มอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน
และค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน
และจะเข้าร่วมงานประชุมและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางการบิน (Route
Development) เพื่อหารือ เจรจาธุรกิจ
นำเสนอความเป็นไปได้พัฒนาเส้นทางการบิน
จูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มบริการมายังไท
ทางด้านการใช้ประโยชน์
“พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยาน”
จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้องค์กรอีกทางหนึ่ง
กระจายรายได้สู่ชุมชนรอบท่าอากาศยาน จ้างงานเพิ่มขึ้น
ด้วยการพัฒนาพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น โรงแรมสนามบิน ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า
(Logistics Park) อุทยานการบิน (Aviation Park) ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานให้เช่า
ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) ทำเป็นแหล่งรวมกิจกรรมยามว่างด้านสุขภาพและความบันเทิง
จะเปิดให้เอกชนที่เชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนต่อไป
รวมทั้งตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
(Net-Zero) ด้วยการประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ทั้ง
6 แห่ง
เป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน
วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารผู้โดยสาร
นำไฟฟ้าที่ได้มาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน ได้กำหนดนโยบายให้รถ AOT ทุกชนิด
และผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเข้าใช้ในสนามบินต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้า
และกำหนดให้อาคารต่าง ๆ จะก่อสร้างเป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารเขียว
AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานท่าอากาศยานอย่างเข้มแข็ง ก้าวสู่
“ศูนย์กลางการบินระดับโลก” (World - Class Aviation Hub) ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
การให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ควบคู่ความยึดมั่นพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้
สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เติบโต
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาว
ข่าวที่สอง –กลุ่มดุสิตหนุนผลิตบุคลากรรับเมกะเทรนด์FutureFood
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท
ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
กลุ่มดุสิตธานี นำวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสตูรใหม่
“เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and
Creative Culinary Arts)” เดินหน้าผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร
ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร เป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งแรกในรอบ 15 ปี ตั้งเป้าหมายเจาะกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผสานศาสตร์ด้านศิลปะอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร
ก้าวสู่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร
โดยร่วมมือภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่ร่วมสร้างบัณฑิตที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาประยุกต์ผ่านกระบวนการทำอาหาร พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
กลุ่มดุสิตธานีมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่
“ผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ” ด้วยวิธีสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ
โดยเฉพาะการผลิตสู่อุตสาหกรรมอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food
Security) เมกะเทรนด์ระดับโลก
เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ สอดรับกับนโยบาย
“ครัวไทยสู่ครัวโลก” เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบและอาหาร
แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังขาดการยกระดับไปสู่ตลาดโลกและกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future
Food)
ยินดีที่วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี
เตรียมจะเปิดหลักสูตรใหม่ดังกล่าวรองรับช่วงเวลาที่ไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
ยกระดับมาตรฐาน “ครัวไทยและมั่นใจหลักสูตรดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมอาหาร และการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน
ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร
อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า
หลักสูตรนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food
Tech เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000
คน ส่วนตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรชัดเจน
ตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับปีละกว่า 5,000 ตำแหน่ง
แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
จึงเชื่อว่าหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์
จะเริ่มเปิดรับสมัครช่วงภาคการศึกษาปี 2570
จะตอบโจทย์อนาคตและความต้องการผู้เรียนที่หลากหลาย
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม
ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน
แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาวได้
วิทยาลัยดุสิตธานีได้เปิดหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์
นอกจากจะตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร การผลักดันสู่อาหารแห่งอนาคตแล้ว
ยังโดดเด่นด้วยการผสานศาสตร์อย่างลงตัว
เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างในอุตสาหกรรมอาหารระหว่างเชฟกับนักวิทยาศาสตร์อาหาร โดยหลักสูตรนี้จะมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีทักษะผสมผสาน
ทั้งศิลปะการทำอาหารและวิทยาศาสตร์
ที่จะช่วยพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งเป็นบุคลากรที่เอกชนมีความต้องการสูง
หลักสูตรดังกล่าวยังได้ออกแบบด้วยโครงสร้างที่สมดุล
ตั้งแต่เปิดกว้างให้ผู้เรียนทุกสายที่สนใจเข้าเรียนได้
ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ยังมีการจัดสัดส่วนการเรียนไม่หนักเกินไป โดยสัดส่วนหลักสูตรจะจัดวางระหว่างอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% โดยบูรณาการทั้งศิลปะอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน
เพื่อสร้างผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหารในคน ๆ เดียว
ทำให้บัณฑิตมีทางเลือกประกอบอาชีพที่กว้างขวาง เป็นเจ้าของกิจการ เชฟ นักคิดค้นสูตรอาหาร (R&D) บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือเป็นผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่
สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์และสร้างเรื่องเล่าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์
ถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15
ปีของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ได้ผนึกร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร
และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ
(ประเทศไทย) จำกัด และอีกหลายบริษัทฯ
ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวิพากษ์และออกแบบหลักสูตรรายวิชา
รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบหลักสูตร และให้ความรู้
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาประยุกต์ผ่านกระบวนการทำอาหาร
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.










