วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กลุ่มดุสิตหนุนวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสูตรใหม่ปี70 ผลิตบุคลากรอุตฯอาหารรับเมกะเทรนด์ Future Food

กลุ่มดุสิตหนุนวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสูตรใหม่ปี70

ผลิตบุคลากรอุตฯอาหารรับเมกะเทรนด์ Future Food

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #DUSIT #วิทยาลัยดุสิตธานี #หลักสูตรFoodTechnologyandCreativeCulinaryArts

กลุ่มดุสิตหนุนวิทยาลัยดุสิตธานี เปิดหลักสูตรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ : Food Technology and Creative Culinary Arts ปฏิรูปใหม่ในรอบ 15 ปี เริ่มภาคเรียนปี’70 เดินหน้าผลิตบุคคลากรรับเมกะเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

 

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มดุสิตธานี นำวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสตูรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” เดินหน้าผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร เป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งแรกในรอบ 15 ปี ตั้งเป้าหมายเจาะกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผสานศาสตร์ด้านศิลปะอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร ก้าวสู่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร โดยร่วมมือภาครัฐและผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่ร่วมสร้างบัณฑิตที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ผ่านกระบวนการทำอาหาร พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

กลุ่มดุสิตธานีมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่ “ผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ” ด้วยวิธีสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตสู่อุตสาหกรรมอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เมกะเทรนด์ระดับโลก เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ สอดรับกับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบและอาหาร แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังขาดการยกระดับไปสู่ตลาดโลกและกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food)


ยินดีที่วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี เตรียมจะเปิดหลักสูตรใหม่ดังกล่าวรองรับช่วงเวลาที่ไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐาน “ครัวไทยและมั่นใจหลักสูตรดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมอาหาร และการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน


ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า หลักสูตรนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food Tech เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน ส่วนตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรชัดเจน ตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับปีละกว่า 5,000 ตำแหน่ง แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

จึงเชื่อว่าหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ จะเริ่มเปิดรับสมัครช่วงภาคการศึกษาปี 2570 จะตอบโจทย์อนาคตและความต้องการผู้เรียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาวได้


วิทยาลัยดุสิตธานีได้เปิดหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ นอกจากจะตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร การผลักดันสู่อาหารแห่งอนาคตแล้ว ยังโดดเด่นด้วยการผสานศาสตร์อย่างลงตัว เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างในอุตสาหกรรมอาหารระหว่างเชฟกับนักวิทยาศาสตร์อาหาร โดยหลักสูตรนี้จะมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีทักษะผสมผสาน ทั้งศิลปะการทำอาหารและวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นบุคลากรที่เอกชนมีความต้องการสูง

หลักสูตรดังกล่าวยังได้ออกแบบด้วยโครงสร้างที่สมดุล ตั้งแต่เปิดกว้างให้ผู้เรียนทุกสายที่สนใจเข้าเรียนได้ ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ยังมีการจัดสัดส่วนการเรียนไม่หนักเกินไป โดยสัดส่วนหลักสูตรจะจัดวางระหว่างอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% โดยบูรณาการทั้งศิลปะอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหารในคน ๆ เดียว ทำให้บัณฑิมีทางเลือกประกอบอาชีพที่กว้างขวาง เป็นเจ้าของกิจการ  เชฟ นักคิดค้นสูตรอาหาร (R&D) บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือเป็นผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์และสร้างเรื่องเล่าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ



หลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ ถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปีของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ได้ผนึกร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และอีกหลายบริษัท ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวิพากษ์และออกแบบหลักสูตรรายวิชา รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบหลักสูตร และให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ผ่านกระบวนการทำอาหาร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

AOT 47 ปี เร่งปั้น6สนามบินสู่ฮับการบินระดับโลก ลงทุนบริการเป็นเลิศ-ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล

AOT 47 ปี เร่งปั้น6สนามบินสู่ฮับการบินระดับโลก

ลงทุนบริการเป็นเลิศ-ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล

บมจ.ท่าอากาศยานไทยฉลอง 47 ปี เดินหน้านำ 6 ท่าอากาศยานสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AOT47ปี #WorldClassAviationHub #บริการเป็นเลิศ

AOT ฉลองครบ 47 ปี สานฝันนำ 6 สนามบินขึ้นแท่น “ศูนย์กลางการบินระดับโลก” เร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ World - Class Aviation Hub” ยาวถึงปี 2580 โหมลงทุนปั้นบริการเป็นเลิศ ชูความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เปิดเผยว่า ในโอกาส AOT จะครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” จัดทำยุทธศาสตร์ดำเนินงานถึงปี 2580 มุ่งสู่ “World - Class Aviation Hub” พัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน โดยจะประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม และยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

“ปริมาณการจราจรทางอากาศ” ของท่าอากาศยานที่อยู่ในความดูแลทั้ง 6 แห่ง รอบ 8 เดือนปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 - พฤษภาคม 2569) เปรียบเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มี “เที่ยวบินรวม” 552,119 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.38% มี “ผู้โดยสารรวม” 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76%

คาดปี 2570 อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น AOT จึงต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ในตลาดศักยภาพสูง สร้างความร่วมมือกับสายการบินและการท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ


นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT จะเร่งยกระดับศักยภาพ 6 ท่าอากาศยาน ภายในปี 2577 ให้รองรับผู้โดยสารได้กว่า 160 ล้านคน/ปี สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบินโดยรวม ประกอบด้วย 1.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพิ่มพื้นที่ใช้งานอีก 81,000 ตารางเมตร คาดปี 2574 จะเปิดให้บริการได้ รองรับผู้โดยสาร 70 ล้านคน/ปี ดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านทิศใต้ พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร จะแบ่งการก่อสร้างเป็นหลายเฟส โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทำขั้นตอนการออกแบบ จากนั้นปี 2572 จะเริ่มก่อสร้างด้านทิศใต้ ปี 2576 จะเปิดเฟสแรกเพื่อให้บริการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้

2.ท่าอากาศยานดอนเมืองจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และ 2 ให้ทันสมัย พร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น เชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดจะแล้วเสร็จปี 2577

3.ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้ และปรับปรุงอาคารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน ก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดจะแล้วเสร็จในปี 2577

4.ท่าอากาศยานภูเก็ตจะก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดจะแล้วเสร็จในปี 2574

5.ท่าอากาศยานหาดใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) คาดจะจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นภายในปี 2569


ขณะนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนิน โครงการที่ 1 บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น กิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง โครงการที่  2 บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป

AOT ยังได้วางแผนดำเนินงานยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่ “มาตรฐานโลก” นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น ความใส่ใจ ผลักดันคุณภาพการบริการให้เทียบเคียงสนามบินชั้นนำของโลก พัฒนาประสบการณ์การเดินทางผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่ “ก่อนเดินทาง-ระหว่างใช้บริการที่สนามบิน -หลังการเดินทาง” โดยได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่าง ๆ โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ได้ยกระดับการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ภายในปี 2569 AOT ได้ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งระดมติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) ผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก ทั้งหมดกว่า 200 ชุด พร้อมช่องทางพิเศษให้ผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ABC Special Assistant Lane) อีก 8 ชุด จะช่วยลดเวลารอคิวเข้าตรวจหนังสือเดินทางได้ดียิ่งขึ้น



            “ก้าวต่อไป” ให้ความสำคัญสูงสุดด้านการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยด้านการบิน (Aviation Security and Safety) รวมถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์รอบท่าอากาศยาน ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมาใช้บริหารจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ขับไล่ มีวิธีการทำงานโดยส่งสัญญาณเสียงที่เหมาะกับชนิดของนกที่พบ พร้อมระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดสู่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์ข้อมูลนกและสัตว์ได้อย่างเป็นระบบ “ด้านการรักษาความปลอดภัย”  ได้นำอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ 3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งาน

ทั้งนี้ ท่าอากาศยาน AOT ทั้ง 6 แห่งได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อย่างต่อเนื่อง เป็นการยืนยันวิธีดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ส่วนผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อ การตัดสินใจของผู้โดยสาร เส้นทางบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่น ๆ AOT จึงเล็งเห็นโอกาสเร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง เน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย จีน ยุโรป  รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค สนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง

ขณะนี้ AOT มีโครงการกระตุ้นตลาดการบินให้สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายัง 6 ท่าอากาศยาน ระหว่างวันนี้- 28 ตุลาคม 2571 มอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน และจะเข้าร่วมงานประชุมและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางการบิน (Route Development) เพื่อหารือ เจรจาธุรกิจ นำเสนอความเป็นไปได้พัฒนาเส้นทางการบิน จูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มบริการมายังไท

ทางด้านการใช้ประโยชน์ “พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยาน” จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้องค์กรอีกทางหนึ่ง กระจายรายได้สู่ชุมชนรอบท่าอากาศยาน จ้างงานเพิ่มขึ้น ด้วยการพัฒนาพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น โรงแรมสนามบิน ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า (Logistics Park) อุทยานการบิน (Aviation Park) ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานให้เช่า ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) ทำเป็นแหล่งรวมกิจกรรมยามว่างด้านสุขภาพและความบันเทิง จะเปิดให้เอกชนที่เชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนต่อไป



รวมทั้งตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ด้วยการประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ทั้ง 6 แห่ง เป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารผู้โดยสาร นำไฟฟ้าที่ได้มาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน ได้กำหนดนโยบายให้รถ AOT ทุกชนิด และผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเข้าใช้ในสนามบินต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้า และกำหนดให้อาคารต่าง ๆ จะก่อสร้างเป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารเขียว

AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานท่าอากาศยานอย่างเข้มแข็ง ก้าวสู่ “ศูนย์กลางการบินระดับโลก” (World - Class Aviation Hub) ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่ความยึดมั่นพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เติบโต สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาว

 


บางจากเปิดมุมมอง2เวทีใหญ่“ตลาดคาร์บอน”ปี’69สู่ยุคใช้ Article 6ซื้อขายระหว่างประเทศ

บางจากเปิดมุมมอง2เวทีใหญ่“ตลาดคาร์บอน&ยั่งยืน”

ปี’69สู่ยุคใช้ Article 6ลงทุน/ซื้อขายระหว่างประเทศ

นางกลอยตา ณ ถลาง ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง "ตลาดคาร์บอนและความยั่งยืน"

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #ตลาดคาร์บอน #Article6Paris

ผู้บริหารบางจากฯ ขึ้น 2 เวทีภูมิภาคและวิชาการ เปิดมุมมอง “ตลาดคาร์บอนและความยั่งยืน” 10 ปีไทยและโลกผ่านแล้ว 3 ระยะ ปี’69 เข้าสู่ระยะ 4 เดินหน้าใช้ Article 6 ความตกลงปารีส สู่การลงทุนและซื้อขายคาร์บอนระหว่างประเทศ

นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านตลาดคาร์บอนและความยั่งยืนเวที คือ การประชุม Climate Futures APAC Summit (CFAS) 2026 และการเสวนา “Sustainability is Survival” จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในการประชุม Climate Futures APAC Summit (CFAS) 2026 ได้ร่วมเสวนาหัวข้อ “APAC Carbon at a Crossroads: Signals, Risks & Strategies for 2026-2030” ในฐานะประธาน Carbon Markets Club ร่วมกับผู้แทนจากองค์กรชั้นนำด้านตลาดคาร์บอนและความยั่งยืนของภูมิภาค ได้แก่ Environmental Defense Fund (EDF), Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM), Boeing, European Federation for Transport and Environment และ Bursa Carbon Exchange ดำเนินการเสวนาโดยผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies (IGES)  เวทีนี้ได้สะท้อนตลาดคาร์บอนของไทยหลายปีที่ผ่านมามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 3 ระยะ ระหว่างปี 2558-2568 ดังนี้


ระยะที่ 1 ปี 2558-2563 เป็นช่วงสร้างระบบนิเวศและสร้างความตระหนักรู้ สู่ ระยะที่ 2 ช่วงปี 2564-2566 ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น หลังการประชุม COP26 ระยะที่ 3 ช่วงปี 2566-2568 การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของตลาดมากขึ้น

ระยะที่ 4 ช่วงปัจจุบันปี 2569 ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่การนำกลไกตลาดมาใช้จริงมากขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ Article 6 ความตกลงปารีส เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมลงทุนและซื้อขายผลการลดก๊าซเรือนกระจกข้ามพรมแดน ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ

ในระยะต่อไปการพัฒนาตลาดคาร์บอน จำเป็นต้องอาศัยระบบข้อมูลและการตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพ โครงการที่พร้อมรับการลงทุน การเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาด


ขณะเดียวกันความร่วมมือระดับภูมิภาคก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาเซียนมีทั้งศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก แหล่งเงินทุน และความต้องการคาร์บอนเครดิต แต่ตลาดยังมีความกระจัดกระจายอยู่มาก

            “ระดับภูมิภาค” ทาง Carbon Markets Club ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและอาเซียน จัดตั้ง ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ร่วมมือกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ การเชื่อมโยงตลาด และการมีส่วนร่วมข้ามพรมแดน โดยมีภาครัฐของประเทศในภูมิภาคร่วมผลักดัน High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) นำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนอาเซียน สะท้อนถึงความร่วมมือควบคู่กันทั้งระดับนโยบายและตลาด เพื่อสนับสนุนตลาดคาร์บอนเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

นางกลอยตา ยังได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Sustainability is Survival” ร่วมกับ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) นักแสดงและผู้ประกอบกิจการด้านความยั่งยืนเพื่อสังคม โดยมี นายนิธิ สมุทรโคจร (จ๊อบ) เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวและการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจากมุมมองของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาคการศึกษา



นางกลอยตาได้สะท้อนถึงโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ พร้อมยกตัวอย่างบางจากได้ปรับตัวมาตลอดกว่า 40 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สู่การพัฒนาธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ ทั้งพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

โดยชี้ว่า ESG ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดหรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เป็นแนวคิดที่ช่วยกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจและสร้างคุณค่าในระยะยาว  และ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องการปรับตัวและการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางจากฯ สร้างความยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ด้วยวัฒนธรรมพนักงาน “เป็นคนดี มีความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น” ได้หล่อหลอมแนวคิดด้าน ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ให้อยู่ในตัวพนักงานและขยายสู่การดำเนินธุรกิจขององค์กรมาจนถึงทุกวันนี้      

 

ททท.ระดมรัฐเอกชนถกแผนตลาดท่องเที่ยวปี’70 ชี้เป้าเร่งร่วมแก้5เรื่อง-พร้อมแถลง21ก.ค.นี้ที่NCC

ททท.ระดมรัฐเอกชนถกแผนตลาดท่องเที่ยวปี’70

ชี้เป้าเร่งร่วมแก้5เรื่อง-พร้อมแถลง21ก.ค.นี้ที่NCC

 

ททท.เปิดเวทีระดมความเห็นเอกชน รัฐ ท่องเที่ยว เพื่อปรับแผนการตลาดท่องเที่ยวปี2570

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #TATSD2027 #แผนตลาดท่องเที่ยวปี2570

ททท.ระดมความเห็นบิ๊กท่องเที่ยว สมาคม โรงแรม แอร์ไลน์ส หน่วยงานรัฐ แนะเร่งร่วมกันแก้ไข 5 เรื่อง บรรจุลงในแผนตลาดท่องเที่ยวปี’70TATSD 2027” เตรียมแถลงทางการ 21 ก.ค.69 ที่ศูนย์สิริกิติ์


นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้บริหารระดับสูง ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม และหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 96 ราย ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และผู้ประกอบการจัดทำแนวทางแผนการท่องเที่ยวปี 2570 ซึ่ง ททท. มีกำหนดจัดงานแถลงทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ประจำปี 2570 (TATSD2027) อย่างเป็นทางการ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้ผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมสะท้อนมุมมองที่เป็นประโยชน์และอุปสรรคสำคัญต้องร่วมกันเร่งแก้ไขทั้งด้านการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดเบื้องต้น 5 เรื่อง คือ 1.เร่งพลิกฟื้นภาพลักษณ์ความปลอดภัยเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.เร่งแก้โครงสร้างพื้นฐาน 3.เชื่อมโยงการคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (Seamless Connection) การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4.เร่งฟื้นฟูเที่ยวบิน 5.บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อพัฒนา Intelligence Platform ติดตามและบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ในอนาคต



ททท. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในครั้งนี้ไปบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการ ททท. ประจำปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคตปีต่อไป




ปี 2570 ททท. มุ่งให้การท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลักดันประเทศสู่ Meaningful & High Value Destination สร้างสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพ เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงและมีระยะเวลาพำนักนาน จึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม หน่วยงานภาครัฐ เพื่อหาแนวทางร่วมกันสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่าน Experience Platform ที่มีความหมาย มีคุณค่า และความยั่งยืน และใช้การท่องเที่ยวเป็นแพลตฟอร์ม นำเสนอกิจกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งด้าน Wellbeing และ Festival Economy  ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางได้ตลอดทั้งปี



 

 

กลุ่มดุสิตหนุนวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสูตรใหม่ปี70 ผลิตบุคลากรอุตฯอาหารรับเมกะเทรนด์ Future Food

กลุ่มดุสิตหนุนวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดหลักสูตรใหม่ปี 70 ผลิตบุคลากรอุตฯอาหารรับเมกะเทรนด์ Future Food   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสามเสน #...