กิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT”
“บิ๊กสุวรรณภูมิ” เปิด 5 แผนหลักแก้ผู้โดยสารแน่นสนามบิน
เร่งยกเครื่องช่วงโลว์ซีซั่นส.ค.-ก.ย.ผู้โดยสารน้อย4.5ล้านคน
ลุยติดตั้งเทคโนโลยีใหม่BodySerchเปิดใช้คริสต์มาสธ.ค.69
คิง
เพาเวอร์ชวนช้อปโซนใหม่“THAI
FASHION” 6BRANDS
คิง เพาเวอร์ มหานคร เปิดคลาสโยคะ“Rise Above”8ส.ค.นี้
Tech&Gadgetsอัพเดทที่คิงเพาเวอร์รางน้ำช้อปเลย6รายการ
ททท.LOIพันธมิตรท่องเที่ยวชั้นนำจีน5กลุ่มลุยร่วมมือ5ด้าน
บางจากหนุนงานโครงการหลวง57ชวนช้อป 3,000 รายการ
TCEB-3
พันธมิตรดึง“IEEE ICRA 2030”โลกจัดในไทยปี’73
เที่ยวใกล้กรุง “ตักบาตรดอกไม้-แห่เทียนทางน้ำ-ดูโขนไทย”
“5 ผักที่มีโปรตีนสูง”กินเป็นตัวช่วยเสริมกล้ามเนื้อแข็งแรง
“นายกฯ อนุทิน”เปิด Thailand-ChinaExpo ชูแกร่ง
ไทย-จีน
AWCจับมือOCBCทำสัญญาสินเชื่อยั่งยืนกว่า6,600 ล้านบาท
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวอยุธยา
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! “กิตติพงศ์
กิตติขจร” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
“AOT” เปิดแผนเร่งด่วนรับมือ “ผู้โดยสารต่างชาติ”
ขาเข้าประเทศหนาแน่นสนามบินสุวรรณภูมิ 5 แผนหลัก
“เพิ่มเครื่องตรวจ E-Passport-สตม.กับกระทรวงต่างประเทศ เร่งคัดกรองเพิ่มชื่อประเทศใหม่พร้อมใช้เครื่องตรวจอัตโนมัติ-เพิ่มเครื่อง
Body Serch Mechine เอ็กซเรย์ร่างกายล็อตใหม่เปิดใช้คริสต์มาส
ธ.ค.69-ชูAirport Ambassadors
อำนวยความสะดวก-เสนอเพิ่มอัตรากำลังสต๊าฟตรวจคนเข้าเมือง”
โดยใช้จังหวะโลว์ซีซั่น ส.ค.-ก.ย.นี้ ผู้โดยสารเหลือแค่ 4.6 ล้านคน
ลุยปรับจุดอ่อนทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับไฮซีซั่นปลายเดือน ต.ค.69-มี.ค.70 แจงอีกสาเหตุหลัก “เครื่องบินใหญ่สุด A380”
ดีเลย์จากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้ผู้โดยสารมากองรวมกันในบางช่วงเวลาหนาแน่นสนามบิน
นายกิตติพงศ์
กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสเกี่ยวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแออัดนั้น
เบื้องต้นตามมาตรฐาการบริการผู้โดยสารได้เดินหน้าแก้ไขเร่งด่วนร่วมกับหน่วยงานต่าง
ๆ เต็มที่ ในส่วนของสุวรรณภูมิ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาให้บริการเพิ่มขึ้น
โดยได้ติดตั้ง “เพิ่มเครื่องตรวจเอกสารการเดินทางอัตโนมัติ”
ส่วนที่
1 “ฝั่งขาออกต่างประเทศ” (Departure)
ผู้โดยสารส่วนใหญ่เริ่มคุ้นเคยกับการเช็คอินด้วยตนเองผ่านเครื่องอัตโนมัติทั้งตั๋วโดยสารและสัมภาระกระเป๋าเดินทาง
ปัจจุบันมี 190 เครื่อง และบริการดร็อปกระเป๋ามี 50 เครื่อง
อนาคตกำลังเพิ่มจำนวนเครื่องดังกล่าวให้เพียงพอต่อผู้โดยสารรุ่นใหม่ทั้งไทยและต่างชาติคุ้ยชินตอบรับการใช้งานได้ดี
ส่วนที่
2 “ฝั่งขาเข้า” (Arrival) ซึ่งเป็นประเด็นมีผู้โดยสารหนาแน่นรอคิวนาน
ก็จะใช้เครื่องตรวจเอกสารอัตโนมัติเข้ามาช่วยระบายนักเดินทางออกจากพื้นที่
หากเป็นคนไทยจะไม่มีปัญหาที่เป็นประเด็นคือ “ชาวต่างชาติ”
ที่เดินทางเข้ามาไทย ซึ่งยังไม่สามารถใช้เครื่องอัตโนมัติได้ทุกสัญชาติ
ปัจจุบันประเทศไทยอนุญาตให้ใช้เครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เพียง 2
สัญชาติ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ในอนาคต “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง”
(สตม.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ร่วมกับ “กระทรวงการต่างประเทศ” (กต.)
ซึ่งมีมาตรฐานการอ่านหนังสือเดินทางของต่างชาติทั่วโลก
อันดับแรก
ต้องเป็นหนังสือเดินทางแบบ E-PASSPORT เครื่องอัตโนมัติจึงจะอ่านข้อมูลได้
แต่ถ้าเป็นหนังสือเดินทางแบบดั้งเดิมจะใช้กับเครื่องไม่ได้
ล่าสุดช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
2569 ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าของพื้นที่
ได้จัดประชุมหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางอย่างชัดเจนร่วมกันคือ
“จะเพิ่มสัญชาติ” ให้เครื่องอัตโนมัติอ่านข้อมูลได้ ขณะนี้ทาง
สตม.ตั้งคณะกรรมการดำเนินงานภายในแล้ว เพื่อพิจารณาเสนอเพิ่มสัญชาติของนักเดินทางต่างชาติ
จากนั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
จึงจะนำข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในเครื่องอัตโนมัติให้อ่านข้อมูลหนังสือเดินทางของชาติใหม่
ๆ ที่เพิ่มเข้ามาได้
ผอ.กิตติพงศ์
กล่าวว่า ช่วงที่กำลังเกิดปัญหาความแออัดอยู่ในจังหวะโลว์ซีซั่น
จึงเป็นโอกาสที่ดีทยอยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
โดยได้ประเมินสถานการณ์ผู้โดยสารเดินทางผ่านเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ทั้งในประเทศ (Domestic) และระหว่างประเทศ (International) ช่วง 2 เดือนข้างหน้าจะมี “จำนวนผู้โดยสาร” เฉลี่ย
4.5-4.6 ล้านคน จาก 2 ปัจจัย คือ
ปัจจัยที่
1 เป็นช่วงโลว์ซีซั่น เดือนสิงหาคมจะมีผู้โดยสารเฉลี่ย 170,000
คน/วัน เที่ยวบิน 1,100 เที่ยว/วัน
เดือนกันยายน เหลือประมาณ 150,000-160,000
คน/วัน หลือ 985 เที่ยว/วัน
ปัจจัยที่
2 จะต้องเฝ้าระวังเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
สายการบินต่าง ๆ
จำเป็นจะต้องหาเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าเซฟโซนจากต้นทางมายังปลายทางที่สุวรรณภูมิ
พอเริ่มเข้าสู่ตารางบินฤดูหนาว
2569/70 เริ่มปลายเดือนตุลาคม 2569-ปลายมีนาคม 2570 หากสถานการณ์กลับสู่ปกติท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะรองรับผู้โดยสารเฉลี่ย
200,000 คน/วัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากช่วงสิงหาคม-กันยายน
ประมาณ 40,000-50,000 คน/วัน
ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาช่วงโลว์ซีซั่นซึ่งเหมาะสมที่สุดพิจารณาการทำข้อมูลเพิ่มสัญชาติหนังสือเดินทางชาวต่างชาติที่สามารถใช้กับเครื่องตรวจข้อมูลอัตโนมัติได้
เพื่อให้ทันเวลา
กับปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2569
เพราะหาก
สตม.กับกระทรวงการต่างประเทศระบุการเพิ่มสัญชาติใหม่ได้
ทางสุวรรณภูมิก็พร้อมบรรจุรายละเอียดลงในเครื่องตรวจอัตโนมัติเพื่อใช้งานจริงได้ทันที
สำหรับ
“เครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ” บริการผู้โดยสาร
กระจายเป็น 3 โซน ได้แก่ หัว-กลาง-ท้าย” สนามบิน ในฝั่ง “ผู้โดยสารขาเข้า”
มี 15 เครื่อง ทยอยเพิ่มแล้วอีก 16 เครื่อง
ปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งหมด 31 เครื่อง ทุกวันนี้
สตม.ยังต้องเน้น “มาตรฐานการคัดกรองขาเข้าเมือง” อย่างเข้มงวดตามระเบียบปฏิบัติ
“ฝั่งผู้โดยสารขาออก”
มีทั้งหมด 66 เครื่อง
สาเหตุที่มีจำนวนเครื่องมากกว่าขาเข้าเนื่องจากใช้เครื่องอัตโนมัติแทนตรวจด้วยมือจากเคาน์เตอร์พนักงาน
สตม.ซึ่งการคัดกรองด้านความมั่นคงตามมาตรฐานสากลทั่วโลกจะทำได้ง่ายกว่า
เพราะรู้ข้อมูลแต่ละคนตั้งแต่ตอนเดินทางเข้ามาแล้วว่าเป็นใครบ้าง จึงระบายผู้โดยสารได้รวดเร็ว
ขณะที่
“อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่
1” (Satellite
1) เปิดใหม่ให้บริการตั้งแต่กันยายน
2566 เป็นต้นมา ไม่ได้ออกแบบให้ “ตรวจคัดกรองข้อมูลผู้โดยสาร”
ทำขึ้นเพื่อรองรับเครื่องบินโดยมีหลุมจอดทั้งหมด 28 ลำ
เมื่อผู้โดยสารออกมาจากเครื่องบินแล้วจะต้องนั่งPM (Automated People
Mover) รถไฟฟ้าไร้คนขับมาตรวจหนังสือเดินทางรับสัมภาระที่อาคารผู้โดยสารหลังหลัก
ดังนั้นด้วยกายภาพการออกแบบอาคาร
SAT-1 ไม่ได้เอื้อให้สามารถตั้งเคาน์เตอร์หรืออุปกรณ์ตรวจข้อมูลผู้โดยสารได้
ต้องมารวมกันอยู่ตรงอาคารหลังแรกทุกเที่ยวบิน
แล้วตอนนี้ยังมีตัวแปรสำคัญคือ
“เที่ยวบินระหว่างประเทศ” (International Flight)
ลงจอดไม่ตรงเวลา ส่วนใหญ่จะมาถึงสุวรรณภูมิล่าช้ากว่าสล็อตการบินที่กำหนดไว้
เนื่องจากสายการบินต่าง ๆ ได้รับผลกระทบจาก “การสู้รบในตะวันออกกลาง”
การบริหารจัดการทั้งเที่ยวบินและผู้โดยสาร จึงต้องปรับตัวตามหน้างานจริง
ไม่สามารถวางแผนได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา
โดยเฉพาะมีกรณีบางช่วงเวลามีเครื่องบินขนาดใหญ่สุดแอร์บัส
A380 บรรทุกผู้โดยสารมาพร้อมเกือบ 500 คน/ลำ ลงจอดในเวลาใกล้เคียงกัน
เพราะเหตุต้องเลี่ยงเส้นทางบินช่วงเกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
เมื่อเครื่องขนาดใหญ่สุดมาลงไร่เรี่ยกันจึงทำให้ผู้โดยสารขาเข้าภายในสุวรรณภูมิหนาแน่นทันที
แตกต่างจากปกติทางสนามบินจะเฉลี่ยสล็อตให้กระจายตัวผู้โดยสารมากที่สุดในแต่ละช่วงเวลาของวันได้
ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
“ช่วงโลว์ซีซั่น” จะมีผู้โดยสารหนาแน่นในแต่ละวันช่วงบ่ายเป็นหลัก 13.30-15.00
น. “ช่วงไฮซีซั่น” จะหนาแน่นเช้า-บ่าย
ยกเว้นกรณีที่สายการบินมาถึงปลายทางล่าช้าอาจจะไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าจะเกิดความหนาแน่นช่วงใดบ้าง
ผอ.กิตติพงศ์
กล่าวว่า ช่วงไฮซีซั่นรับตารางบินใหม่ฤดูหนาวปลายเดือนตุลาคม 2569
เป็นต้นไป “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” จะเพิ่มบริการใหม่ ตรงบริเวณชั้น
4 ขาออกต่างประเทศ ช่วงประตู (GATE)
หมายเลข 90
“ติดตั้งเครื่องเอ็กซ์เรย์สแกนร่างกายแบบอัตโนมัติ” (Search Body Machine /
Automated X-ray) ระบบทันสมัยมากขึ้น
เมื่อเครื่องรุ่นใหม่เปิดใช้งานได้ทัน “คริสต์มาส 2569”
ต่อไปผู้โดยสารจะไม่ต้องนำแลปท็อปออกจากกระเป๋าผ่านสายพานเอ็กซเรย์อีกแล้ว
ส่วน
“Airport Ambassdors” น้อง ๆ พนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นตัวแทนสนามบินให้ข้อมูลข่าวสาร
อำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย คอยช่วยเหลือผู้โดยสารแนะนำการเช็คอินที่เครื่องอัตโนมัติ
หรือหากมาถึงสนามบินเร็ว ก็เช็คอินได้ทันทีโดยไม่ต้องสายการบินเปิดเคาน์เตอร์
รวมทั้งขอให้เพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่
สตม.ให้พร้อมและเพียงพอกับปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มมากขึ้นช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้
ผอ.กิตติพงศ์ กล่าวว่า
แนวโน้มจะมีปริมาณจราจรทางอากาศช่วงไฮซีซั่น ปลายตุลาคม 2569 นี้ จะมี
“สายการบินใหม่ ๆ” ทยอยเพิ่มเส้นทางบินมาไทย
สะท้อนถึงอุตสาหกรรมการบินยังคงเติบโตต่อเนื่อง แล้ว “สุวรรณภูมิ”
ก็เป็นประตูประเทศบานแรกคอยต้อนรับนักเดินทางทั่วโลก ทางผมพร้อมทีมงาน
รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่สนามบินนานาชาติพร้อมร่วมมือกัน เพื่อสร้างความประทับใจให้ทุกคน
แล้วก็ “ขอโทษ” ที่บางช่วงที่ทำให้ผู้โดยสารผ่านเข้าออกไม่ได้รับความสะดวก
ก็ขอน้อมรับคำแนะนำไปปรับปรุงให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-คิง
เพาเวอร์ชวนช้อปโซนใหม่“THAI FASHION” 6BRANDS
“คิง เพาเวอร์”
เปิดโซนใหม่สุดฮิป “THAI FASHION BRANDS” พื้นที่รวมคอลเลกชันเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรีจากแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย
ทั้ง MERGE, CUPPA, KNITCIRCLE,
LUNNÉ, GONGDID DESIGN, PINABLE และแบรนด์ไทยชั้นนำอื่นๆ
มีดีเอ็นเอและคาแรคเตอร์เฉพาะตัว โซนนี้เป็นสินค้าป้ายฟ้า
ไม่ต้องมีไฟลต์บิน ช้อปแล้วรับกลับได้เลย!
มีไอเทมซิกเนเจอร์ให้เลือกมิกซ์กันได้ง่าย ๆ แมทช์เข้ากับทุกลุคทุกสไตล์
นักช้อปสายแฟห้ามพลาด ชวนทุกคนมาสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ EVERYDAY LOOK ได้ทุกวัน ด้วยไอเทมไฮไลท์ของแต่ละแบรนด์
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
มาสนับสนุนและสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ EVERYDAY LOOK ที่
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 2 พร้อมช้อปโปรโมชั่น CASH
CARD พิเศษเฉพาะที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เพียงซื้อ CASH CARD
5,000 บาท รับ GIFT CARD เพิ่ม 2,000 บาท ใช้ช้อปรวมได้ 7,000 บาท หรือซื้อ CASH CARD 10,000 บาท รับ GIFT CARD เพิ่ม 4,500 บาท ใช้ช้อปรวมได้ 14,500 บาท
สำหรับแบรนด์ไทยสุดชิคในโซน “THAI FASHION BRANDS” แฟชั่นมาแรง 6
สไตล์ ดังนี้
● MERGE แบรนด์ยีนส์เก็บหุ่นทรงนาฬิกาทราย
ที่เข้าใจสรีระและความหลากหลาย ของทุกรูปร่างและเพศอย่างแท้จริง นำเสนอแคมเปญ “THAI
PRIDE MERGE RIDE” ที่นำผ้าขาวม้าจากชุมชนคูบัว จ.ราชบุรี
มาตีความใหม่ให้โมเดิร์น และคอลเลกชัน “THAI BOLD” ได้สีธงชาติไทยเป็นแรงบันดาลใจ
สะท้อนความมั่นใจ อัตลักษณ์ โมเดิร์นแบบไทย
● CUPPA เสื้อไหมพรมใส่ได้ทุกฤดูกาล
ดีไซน์เน้นความสบายสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน นำเสนอไอคอนิก 2 คอลเลกชัน ได้แก่
1.PAPER COLLECTION งานดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการพับกระดาษโอริกามิ
2.PIE COLLECTION ที่หยิบดีเทลน่ารักๆ
ของขนมอบมาดีไซน์เป็นเสื้อกั๊กและกระโปรงขอบหยักในโทนสีละมุน
● KNITCIRCLE แบรนด์สายยั่งยืนที่เปลี่ยนวัสดุรีไซเคิล
100% ให้กลายเป็นเสื้อผ้าไหมพรมเนื้อเบาใส่สบาย
โดดเด่นด้วยเทคนิคการไล่เฉดสีตามฤดูกาล แนะนำคอลเลกชั่น “LEAF COLLECTION” ไล่สีราวกับใบไม้เปลี่ยนสี และ “THE COASTAL KNITS - RESORT WEAR
EDIT 2025” ถ่ายทอดความงามของหมู่เกาะช่วงซัมเมอร์
ในคอลเลกชันมีไอเทมไฮไลท์ คือ SALT TOP, LAGOON VEST, LAGOON MAXI SKIRT และ LAGOON SCARF
● LUNNÉ กระเป๋าหนังลุคมินิมอล
หนังแท้คุณภาพสูงจากยุโรป รังสรรค์โดยช่างฝีมือไทย
ดีไซน์เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยฟังก์ชัน น้ำหนักเบาจุของได้เยอะ
ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ในราคาจับต้องได้ มีรุ่นซิกเนเจอร์อย่าง KITH BAG และ KLARA TOTE สะพายไหล่หรือครอสบอดี้ก็คอมพลีทลุคได้ปัง
มาพร้อมโทนสีคลาสสิกเหนือกาลเวลา
● GONGDID DESIGN แบรนด์เน้นความสบายและชวนให้คิดถึงความสุขรอบตัว
มาพร้อมคอลเลกชั่นฤดูร้อนปี 2026 “Dear Summer” สื่อถึงความอบอุ่นในความทรงจำวัยเด็ก
โดดเด่นด้วยเทคนิคการอัดพลีทอันเป็นภาพจำของแบรนด์
ผสานการปักลวดลายดอกไม้บนผ้าออร์แกนซาในโทนสีพาสเทลสุดหวาน
● PINABLE กระเป๋าฟังก์ชันล้ำ
ONE BAG, MANY WAYS
ตอบโจทย์แนวคิดแฟชั่นและฟังก์ชันต้องอยู่ร่วมกันได้
ด้วยกระเป๋าสีเอิร์ธโทนปรับทรงและสายสะพายได้หลากหลายสไตล์
อุปกรณ์เสริมถอดแยกใช้งานได้จริง รุ่นฮิตที่ต้องมีคือ POLLY TOTE ใส่แลปท็อปได้, BOUCLÉ ทรงสายเข็มขัดพันรอบ และ MOMO
กระเป๋าทรงเกี๊ยวสุดหรูที่ใส่ไอแพดได้
ข่าวที่ 2 -“คิง เพาเวอร์
มหานคร”เปิดคลาสโยคะ“Rise Above” 8ส.ค.
“คิง
เพาเวอร์ มหานคร”
แลนด์มาร์คท่องเที่ยวระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ
พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษเพื่อคนรักสุขภาพด้วยกิจกรรม "Rise
Above : Yoga, Sound Healing & Oracle Guidance" พร้อมจะพาทุกคนก้าวข้ามความวุ่นวายของเมืองใหญ่
สู่พื้นที่แห่งการฟื้นฟูพลังกายและจิตใจ บริเวณจุดชมวิวภายในอาคาร ชั้น 74 คิง
เพาเวอร์ มหานคร
พบกันวันเสาร์ที่
8 สิงหาคม 2569 เวลา 06.30
– 08.00 น. เริ่มลงทะเบียน 06.00 น. ราคาคนละ 1,200
บาท/คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ดื่มด่ำไปกับเช้าวันใหม่อันเงียบสงบผ่าน
3 ศาสตร์แห่งการบำบัด ได้แก่
● Gentle
Yoga Flow การฝึกโยคะที่เน้นการเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลเพื่อปลุกพลังในร่างกายกับครูเบญ
ครูสอนโยคะ ประสบการณ์กว่า 5 ปี และผู้เขียนหนังสือ “Yoga is Bananas-First
Step-ก้าวแรกที่มือใหม่ต้องรู้”
● Immersive
Sound Healing การบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากขันทิเบตที่จะช่วยปรับสมดุลและลดความเครียดสะสมอย่างล้ำลึก
● Oracle
Card Guidance ช่วงเวลาแห่งการตั้งเจตจำนงและการค้นหาคำตอบ
เพื่อรับแรงบันดาลใจและทิศทางในการเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วยความชัดเจน
กิจกรรม
"Rise Above" เปิดให้สำรองที่นั่งในราคา
1,200 บาท/คน
สามารถสัมผัสบรรยากาศยามเช้าเหนือเส้นขอบฟ้าใจกลางมหานคร
พร้อมเติมพลังบวกให้กับชีวิตไปด้วยกัน
สำรองที่นั่ง
และติดตามรายละเอียดเพิ่มทาง https://kingpowermahanakhon.co.th
ข่าวที่
3-Tech&Gadgetsอัพเดทที่คิงเพาเวอร์รางน้ำช้อปเลย6รายการ
“คิง เพาเวอร์ รางน้ำ”
ชวนอัปเดตอิเล็กทรอนิกส์ไอเทมน่าช้อป พร้อมให้นักช้อปสินค้าหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ
กับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ชวนมาเติมสีสันให้ทุกวันไม่มีเบื่อ
ที่ชั้น 2 โซน เทค และ แกดเจ็ทส์ มีบริการสินค้าป้ายฟ้า
ไม่มีไฟลต์บินก็มาเลือกซื้อได้ ช้อปแล้วนำกลับบ้านได้เลย มีให้เลือกยอดนิยม 6
รายการ
1.SONY
WH-1000XM6 WIRELESS NOISE CANCELLING HEADPHONES
2.SONY LINKBUDS
CLIP WIRELESS HEADPHONES
3.RINGCONN GEN
2AIR
4.BASEUS PICOGO
QI2 POWER BANK - 5000MAH 20W
5.BASEUS
ENERFILL FC31 POWER BANK - 1000MAH 45W
6.BASEUS PICOGO
POWER BANK - 1000MAH 45W
ข่าวที่ 4-ททท.LOIพันธมิตรท่องเที่ยวชั้นนำจีน5กลุ่มลุยร่วมมือ5ด้าน
นางสาวภัทรอนงค์
ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่า ในโอกาสนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี
เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ททท.ได้ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter
of Intent: LOI) ระหว่าง ททท.กับบริษัทพันธมิตรชั้นนำของจีน 5
บริษัท ได้แก่ 1.China Tourism Group (CTG) 2.Utour Group 3.China
Comfort Group 4.AMAP และ 5.TCP Red Bull เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน
เมื่อ 19 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง
การลงนาม
LOI ครั้งนี้ เน้นวัตถุประสงค์ 5 ด้านหลัก
ประกอบด้วย 1.ประชาสัมพันธ์แบรนด์ Amazing Thailand ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน 2.พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High Value Tourism) 3.ประยุกต์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีด้าน Smart Tourism
เดินหน้าทำการตลาดเชิงลึก 4.เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัย
ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มคุณภาพและพรีเมียม 5.ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล
ข่าวที่ 5-บางจากหนุนงานโครงการหลวง57ชวนช้อป3,000รายการ
มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และกลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
แถลงการจัด “งานโครงการหลวง 57” ภายใต้แนวคิด
“พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอดจากดอย สู่เมือง : The Blooming
Legacy of Royal Flora” จะจัดขึ้นวันที่ 1-12 สิงหาคม
2569 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง
ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานโครงการหลวง 57 องคมนตรี นำแถลงการจัดงานดังกล่าว ร่วมด้วย
ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท
เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม
รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์
ประธานฝ่ายสนับสนุนการจัดงานโครงการหลวง 57 พร้อมด้วยผู้บริหารขององค์กรที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
มูลนิธิโครงการหลวง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท
เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกันจัด งานโครงการหลวง
57 “ โดยมีผู้สนับสนุนนำโดย
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมืองไทยประกันชีวิต
ธนาคารกรุงไทย บริษัท ภัณฑ์ดีพลาสติก จำกัด และ Grab Holdings Inc. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชมพรรษา 4 รอบ
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ผู้ทรงสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง
“นางกลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
หนึ่งในองค์กรร่วมสนับสนุนการจัดงานโครงการหลวง กล่าวว่า บางจากให้การสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง
เป็นปีที่ 3 ร่วมสร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จของ
“งานโครงการหลวง” สู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งสนับสนุน
“บัตรเติมน้ำมันบางจาก” ให้มูลนิธิฯ นำไปใช้บริหารจัดการการเดินทางของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจในงาน
และการขนส่งผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ต่างๆ ของโครงการหลวงสู่พื้นที่จัดงาน
โดยได้ส่งมอบบัตรเติมน้ำมันบางจากให้แก่ พลโทสาธิต ศรีสุวรรณ
รองผู้อำนวยการ สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวง ผู้แทนผู้อำนวยการฯ และมอบ “สิทธิพิเศษ”
ให้ “สมาชิกบางจากกรีนไมลส์” ผ่านแอปพลิเคชั่นบางจาก
รับฟรีไอศกรีมอะโวคาโดสูตรออริจินอล หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมของโครงการหลวง รวม
300 สิทธิ์แรก บริเวณโซน The Royal Project Ice
Cream Parlour & Café
บางจากฯ เชิญชวนร่วมงานโครงการหลวง 57 “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง : The
Blooming Legacy of Royal Flora” ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
ร่วมสัมผัสเรื่องราวโครงการหลวงผ่านนิทรรศการและการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดพระราชปณิธานสู่ความยั่งยืน
ร่วมชื่นชมความงดงามของ “กุหลาบควีนสิริกิติ์” พบกับ “กุหลาบควีนสุทิดา”
กุหลาบ
สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุดจากผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “ควีนสุทิดา”
เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ
พร้อมลิ้มรสเมนูสร้างสรรค์จากวัตถุดิบโครงการหลวง
และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพกว่า 3,000 รายการ เช่น
มะเขือเทศเชอร์รี่ช็อกโกแลต เมล่อนไต้หวัน 101 เบบี้คอสแดง
แตงกวาเปรี้ยว เสาวรส MJ-01 ฝรั่งเขียวเนื้อแดง
บาล์มลาเวนเดอร์ โรส ไฮเดรทติ้ง มิสต์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เอเดลไวส์
ไฮเดรทติ้ง เอสเซนส์ สารสกัดจากดอกเอเดลไวส์ ราชินีแห่งดอกไม้เทือกเขาแอลป์
อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว
ข่าวที่
6- TCEB-3พันธมิตรดึง“IEEE ICRA 2030”โลกจัดในไทยปี’73
นางสาวจิตนันท์ เตชะศรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
(องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า “TCEB” ประกาศความสำเร็จของประเทศไทยที่คว้าสิทธิ์ครั้งแรกเจ้าภาพงาน
“The 2030 IEEE International Conference on
Robotics and Automation :IEEE ICRA 2030” โดยร่วมกับ 3 พันธมิตร คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล IEEE RAS (Robotics and Automation
Society) Thailand Chapter และ IEEE Thailand
Section ดึงงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติระดับโลกมาจัดในไทย
ทุกฝ่ายตั้งเป้าใช้เวทีนี้ขับเคลื่อนพัฒนาระบบออโตเมชั่นภาคธุรกิจไทย ดึงการลงทุนด้านโรโบติกส์ AI และออโตเมชั่น เข้าประเทศ ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งภูมิภาค”
(Advanced Manufacturing/Innovation Hub)
IEEE ICRA 2030 จะจัดวันที่ 13-17 มิถุนายน
2573 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ
นักวิจัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วมประมาณ 10,000 คน จากต่างประเทศ 8,000 คน และไทย 2,000 คน คาดจะสร้างรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจไทยกว่า 1,064.44 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 590.60 ล้านบาท จ้างงานราว 745 อัตรา
สร้างรายได้ภาษีให้ภาครัฐประมาณ 36.41 ล้านบาท
สำหรับงานใหญ่ที่สุดของโลกครั้งนี้ จะมาจัดขึ้นในไทยครั้งแรกโดยมี 3 หน่วยงาน กับสมาคมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ไทย
ร่วมเป็นเจ้าภาพวางตำแหน่งอุตสาหกรรมไมซ์ไทยของทีเส็บ ช่วงที่ไทยต้องเผชิญการแข่งขันทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
จึงต้องมีขีดความสามารถสร้างคุณค่าใหม่ (New Value Creation)
ดึงดูดการค้า การลงทุน ผนวกเข้ากับรัฐบาลมีวาระแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทีเส็บจะต้องทำให้งานที่ได้มานี้เป็นแพลตฟอร์มยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
(Strategic Economic Platform) ที่มีศักยภาพและขีดความสามารถดึงดูดความร่วมมือ
การค้า การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้ประเทศไทย งาน IEEE ICRA 2030 จะเป็นการรวมตัวร่วมมือของระหว่างนักวิจัยพัฒนาและนักลงทุนในสายเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นจากทั่วโลก
ซึ่งเป็นหนึ่งในงานระดับนานาชาติตอบโจทย์และสร้างหมุดหมายที่ทรงพลังการขับเคลื่อนงานไมซ์ให้เป็นแพลตฟอร์มยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ
“ความสำเร็จการจัดงาน” หรือ
“Event Success” นั้น จะต้องสร้างอิมแพ็คมูลค่าสูงระดับประเทศ
High Impact National Value และมรดก (Legacy) ขับเคลื่อนสู่การบูรณาการเศรษฐกิจและการเติบโตภาคอุตสาหกรรม โดยใช้ไมซ์เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
ตั้งแต่การลงทุน การผลิต การค้า การวิจัย การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
การพัฒนาผู้ประกอบการ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าสร้างรายได้ระยะสั้น
ส่วนงาน IEEE ICRA 2030 มีเนื้อหาสำคัญช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยในการใช้หุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นผลักดันไทยให้มีฐานแข็งแรงด้านอุตสาหกรรมยานยนต์
การแพทย์ อาหาร ก้าวสู่ “ศูนย์กลางการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งภูมิภาค”
รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กรรมการบริหารศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์
(BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า
งาน IEEE ICRA คือเวทีการออกแบบโมเดลเชื่อมโยงกัน
3 ฝ่าย คือ 1.สถาบันการศึกษา (นักวิชาการ/มหาวิทยาลัย) 2.ภาคอุตสาหกรรม (ธุรกิจ/เอกชน) 3.ภาครัฐ ร่วมมือกันขับเคลื่อนนวัตกรรม
พัฒนาเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาสังคม (Academia–Industry–Government) อย่างแท้จริง
นำภาคธุรกิจได้พบกับนักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี
และผู้ใช้งานจากทั่วโลกในเวทีเดียวในแต่ละปี
จึงเป็นงานที่ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์
ระบบอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ ชิป และซอฟต์แวร์เข้าร่วมสนับสนุน และสตาร์ทอัพได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่
IEEE ICRA จึงเป็นเวทีเปิดตัวและถ่ายทอดเทคโนโลยี
การจับคู่ความร่วมมือด้านวิจัยและธุรกิจ
สร้างโอกาสด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจึงสะท้อนความพร้อม ความน่าเชื่อถือ
และศักยภาพของไทยพร้อมเป็น Regional
Manufacturing Hub อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์
และระบบอัตโนมัติ ซึ่งใช้หุ่นยนต์มากที่สุด รวมทั้งรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนผลักดัน AI
โรโบติกส์ ออโตเมชั่น และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มีระบบนิเวศด้านวิจัยเข้มแข็ง
เช่น มหาวิทยาลัย Lab และศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ต่าง ๆ
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม IEEE
ICRA 2030 ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของประเทศพร้อมเป็นศูนย์กลางการจัดงานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ
แต่ยังสร้างโอกาสสำคัญยกระดับไทยจากศูนย์กลางภาคอุตสาหกรรมสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม เชื่อมโยงผ่านงานวิจัย
เทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทางอินฟอร์มาฯ เชื่อมั่นการประชุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลกครั้งนี้จะช่วยเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์
ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติในภาคการผลิต สร้างโอกาสความร่วมมือระหว่างภาครัฐ
เอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนจากทั่วโลก
ในฐานะผู้จัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ
พร้อมใช้แพลตฟอร์มนานาชาติและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก
สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การต่อยอดนวัตกรรม สร้างโอกาสทางธุรกิจ
ร่วมผลักดันไทยสู่เป็นศูนย์กลางด้าน Smart
Manufacturing, Robotics และ Automation อาเซียน
เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
นายมานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ส.อ.ท.) และประจำสำนักประธาน เปิดเผยว่า ไทยโดยทีเส็บได้ใช้โอกาสที่ดีดึงงาน
IEEE ICRA 2030 มาจัดในประเทศเพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านและการแข่งขันในเวทีโลก ส.อ.ท. จึงได้วางยุทธศาสตร์ 5I
โดยเฉพาะ Intelligent Industry เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัล
AI และหุ่นยนต์มาใช้ในภาคการผลิต ควบคู่การพัฒนาบุคลากรผ่านแนวคิด
RUN Concept (R: Reskill, U: Upskill, N: New Skill) งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับโลก การลงทุน
การถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลักดันไทยก้าวสู่การเป็นฐานนวัตกรรมด้าน AI โรโบติกส์ ออโตเมชั่น ของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ช่วงที่ 2
วันหยุดยาว ๆ วางแผนเที่ยวใกล้กรุง
ชวนกันไป “ตักบาตรดอกไม้” ประเพณีเดียวในโลกที่วัดพระบาท สระบุรี ชม “แห่เทียนทางน้ำลาดชะโด”
อำเภอผักไห่ และ “ดูโขนศิลปะไทย” ที่ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา
แล้วฟัง “5 ผักที่มีโปรตีนสูง” กินเป็นตัวช่วยเสริมกล้ามเนื้อแข็งแรง
เกาะติดข่าวเข้ม ๆ ข่าวแรก “นายกฯ อนุทิน” เปิดThailand-ChinaExpoชูแกร่ง
ไทย-จีน ข่าวที่สอง “AWCจับมือOCBC” ทำสัญญาสินเชื่อยั่งยืนกว่า
6,600 ล้านบาท
ท่องเที่ยว –เที่ยวใกล้กรุงตักบาตรดอกไม้-แห่เทียนทางน้ำ-ดูโขนไทย
ออกไปเติมบุญวันหยุดยาว
ๆ ต้อนรับแห่เทียนพรรษา เที่ยวใกล้กรุงฯ “สระบุรี”
ชวนตักบาตรดอกไม้หนึ่งเดียวในโลก 27-30
ก.ค.นี้ ส่วนเมืองเก่า “พระนครศรีอยุธยา” เปิดตลาดวิถีถิ่นลาดชะโด
อำเภอผักไห่ ให้ร่วมแห่เทียนทางน้ำ 29 ก.ค.หรือจะไปสัมผัส
“ศิลปะโขนไทย” ที่มีความพิเศษทำให้ “หนุมานยักษ์ขยับได้” ที่
อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน allaboutkhon ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด เช็คอินฟินได้เลย 3
พิกัด
● พิกัดที่ 1 ร่วมประเพณีหนึ่งเดียวในโลก
“ตักบาตรดอกไม้” เข้าพรรษาและถวายเทียนพระราชทาน ประจำปี 2569 สืบสานความดีงาม วันที่ 27 - 30 กรกฎาคม 2569
ที่ “วัดพระพุทธบาท”
ราชวรวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
วันที่
27 กรกฎาคม : ชมขบวนเทียนพรรษาพระราชทาน, ขบวนรถบุปผชาติ พร้อมร่วมพิธีเปิดงานฯ
พิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและพิธีล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์ (ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป)
วันที่
28 กรกฎาคม : ร่วมพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและพิธีล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์
(รอบเช้า เวลา 09.30 น. และรอบบ่าย เวลา 15.00 น.)
วันที่
29 - 30 กรกฎาคม : ร่วมพิธีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและพิธีล้างเท้าพระภิกษุสงฆ์
(รอบเช้า เวลา 09.00 น. และรอบบ่าย เวลา 15.00 น.)
● พิกัดที่ 2 ร่วมบุญ "นาวาบุญวิถี ลาดชะโดภักดี
เทิดไท้องค์ราชัน"
แห่เทียนพรรษาทางน้ำลาดชะโด ครั้งที่ 15 ประจำปี 2569 วันที่ 29
กรกฎาคม นี้ เริ่มตั้งแต่ 8.00 น.
บริเวณตลาดลาดชะโด อำเภอผักไห่
นักท่องเที่ยวสัมผัสมนตร์เสน่ห์ขบวนเรือเทียนพรรษาล่องไปตามสายน้ำ
ท่ามกลางวิถีชุมชนริมคลองลาดชะโดที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม กับวิถีชีวิตผู้คน
ชม
“ขบวนเรือแห่เทียนพรรษาทางน้ำ” ตกแต่งสร้างสรรค์อย่างสวยงาม “สัมผัสวิถีชีวิต”
ริมสองฝั่งคลอง สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น “ร่วมทำบุญตักบาตรทางน้ำ” ช่วงเช้า
บริเวณท่าน้ำตลาดลาดชะโด ดื่มด่ำ“เส้นทางสายน้ำแห่งชีวิต” การยกยอ
ท้องทุ่งนาที่เขียวขจี “ชม ช็อป”
อาหารพื้นบ้าน ตลาดลาดชะโด และลิเกคณะ กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ
● พิกัดที่ 3 ชมโขนศิลปะการแสดงไทย ตื่นตากับความพิเศษ
“หนุมานยักษ์ขยับได้” เปิดให้ชมฟรีตั้งแต่วันนี้ - 29 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน allaboutkhon ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด
อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอไฮไลต์สุดตื่นตา “หนุมานยักษ์ขยับได้”
ประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถ่ายทอดรายละเอียดอันวิจิตรของตัวละครสำคัญจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์
ภายในนิทรรศการ
นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ “โขน” ตั้งแต่เบื้องหน้าไปจนถึงเบื้องหลัง
ทั้งการสร้างเครื่องแต่งกาย หัวโขน ฉาก
และงานช่างฝีมือที่สะท้อนภูมิปัญญาและความประณีตของศิลปวัฒนธรรมไทย
เหมาะกับทุกวัยเที่ยวพร้อมกันทั้งครอบครัว
พาเด็ก ๆ เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียน หรือแวะเก็บภาพสวย ๆ
ดูข้อมูลเพิ่มได้ที่อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน All about Khon
สุขภาพ –5ผักมีโปรตีนสูงกินเป็นตัวช่วยเสริมกล้ามเนื้อแข็งแรง
ผู้ที่อยากกินโปรตีนเข้าไปช่วยซ่อมแซมร่างกาย
และสร้างพลังกล้ามเนื้อ แต่ไม่อยากกินเนื้อสัตว์ ต้องการกินพืชผักแทน
นักโภชนาการมีผักมาแนะนำให้เลือกกินเพื่อช่วยเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร 5 ชนิด
1.ถั่วลันเตา : มีปริมาณโปรตีน ประมาณ 5 กรัม : ครองแชมป์ผักโปรตีนสูง
ย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ได้ดี จนถูกนำไปสกัดเป็น "Pea Protein" สำหรับคนแพ้นมวัวหรือชาววีแกน
-จุดเด่น
: จะมีไฟเบอร์สูงมาก
ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
2. เห็ดฟาง : ปริมาณโปรตีน
ประมาณ 3.8 กรัม : มีกรดอะมิโนจำเป็นค่อนข้างครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น
ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดสำหรับอาหารเจและมังสวิรัติ
-จุดเด่น
: มีสารช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงตับ และมีไขมันต่ำมาก
เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก
3.ตำลึง : ปริมาณโปรตีน ประมาณ
3.2 กรัม : ผักริมรั้วหาง่ายของไทยแต่โปรตีนสูงเกินคาด
ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีในราคาประหยัด
-จุดเด่น : เด่นมากเรื่องวิตามินเอและเบตาแคโรทีน
บำรุงสายตาได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
4.ปวยเล้ง ปริมาณโปรตีน ประมาณ 3.1 กรัม : เป็นผักใบเขียวที่ป๊อปปูลาร์ในหมู่คนเล่นกล้าม
(สมชื่อผักป๊อปอาย) เพราะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ
-จุดเด่น : มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงเลือดและกระดูก
แต่อาจต้องระวังในผู้ป่วยโรคเกาต์หรือนิ่วเพราะมีออกซาเลตสูง
5. บรอกโคลี ปริมาณโปรตีน ประมาณ 2.7 กรัม : แม้โปรตีนจะดูไม่สูงมาก
แต่เมื่อเทียบกับแคลอรีที่ต่ำมากแล้ว
ถือเป็นผักที่ให้สัดส่วนโปรตีนต่อแคลอรีที่คุ้มค่า
-จุดเด่น: โดดเด่นเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม
(ในปริมาณที่เท่ากัน) ช่วยบำรุงผิวพรรณและภูมิคุ้มกัน
แม้โปรตีนจากพืชจะมีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วนเท่าเนื้อสัตว์
แต่สามารถทดแทนได้ด้วยการ "กินผักให้หลากหลาย" ร่วมกับถั่ว ธัญพืช หรือเต้าหู้
เท่านี้ร่างกายก็ได้รับโปรตีนที่สมบูรณ์และลีนสุดๆ
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –“นายกฯ
อนุทิน”เปิดThailand-ChinaExpoชูแกร่งไทย-จีน
นายอนุทิน
ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงาน Thailand–China
Cooperation Expo 2026 พร้อมด้วย นายอู๋ จื้ออู่
อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย งานนี้จัดขึ้นระหว่าง 22–25 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญระดับมหภาค (Macro-level)
สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นและพลวัตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
“ก้าวข้าม” กรอบการค้าแบบเดิมสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ร่วมกันอย่างรอบด้าน
ภายใต้แนวคิดหลัก “Inventing the Future, Grow Together”
ตอกย้ำให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาคอาเซียน ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การลงทุน นวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) กล่าวว่า ในภาคการท่องเที่ยว ททท. ได้วางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ผ่านแนวคิด “Two-Way
Tourism” โดยมองไกลกว่าการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ
แต่มุ่งเน้น “สร้างความสมดุล” การเดินทางแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
ควบคู่การยกระดับคุณภาพสินค้า บริการ การสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่นในระยะยาว
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากการจัดงานนี้จะเป็นไปตามข้อตกลง
MOU ระดับมหภาคแล้ว ยังลงลึกถึง “การแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก”
ผ่านกิจกรรมหลัก 5 โซน ตอบโจทย์โครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานยุคใหม่
ได้แก่
● ด้านที่
1 การลงทุนและธุรกิจ : ผ่าน Exhibition และ Consultation Zones ช่วยอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคให้แก่ผู้ประกอบการ
(Ease of Doing Business)
● ด้านที่
2 ทุนมนุษย์และการจ้างงาน : ผ่าน Education Fair มอบทุนการศึกษากว่า
900 ทุน และ Job Fair ตำแหน่งงานระดับอินเตอร์กว่า
3,000 อัตรา
เป็นการเตรียมความพร้อมให้คนไทยก้าวทันโลกธุรกิจยุคใหม่
โดยภาพรวมการจัดงานครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนประเทศไทยอย่างชัดเจนในการใช้
"การทูตเชิงเศรษฐกิจ" (Economic Diplomacy) และ
"พลังการท่องเที่ยว" เป็นเครื่องมือหลักเชื่อมโยงภูมิภาค
สร้างความเชื่อมั่น
นำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน
ททท.และทุกฝ่าย
ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน นักเรียน ผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมงานและสร้างโอกาสใหม่
ๆ ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 22–25 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์
2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ข่าวที่สอง –AWCจับมือOCBCทำสัญญาสินเชื่อยั่งยืนกว่า 6,600 ล้านบาท
บริษัท
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ประกาศความร่วมมือด้านการเงินครั้งแรกกับ
“โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด :OCBC หนึ่งในธนาคารชั้นนำของสิงคโปร์
ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยร่วมลงนามในสัญญาสินเชื่อยั่งยืน Sustainability-Linked Loan วงเงินรวม 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,600 ล้านบาท
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริหารเงินทุน
สนับสนุนการเติบโตระยะยาวของบริษัท และการลงทุนในโครงการคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง
AWC และ OCBC จะสนับสนุน AWC
เดินหน้ากลยุทธ์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงาน
และจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ โดยบริษัทฯ
ยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
ด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
ควบคู่กับการเดินหน้าลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยา
“นางวัลลภา
ไตรโสรัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท
เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “AWC ขอบคุณ OCBC
ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและวิสัยทัศน์ร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เริ่มต้นความร่วมมือกับหนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของโลก
เพื่อร่วมสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
และต่อยอดโอกาสการเติบโตในระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
AWC เชื่อมั่นว่าความสำเร็จของธุรกิจต้องเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม
ภายใต้พันธกิจสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า (Building Better Future) และกรอบการดำเนินงาน 3BETTERs ได้แก่ Better
Planet, Better People และ Better Prosperity เราจึงมุ่งพัฒนาโครงการและจุดหมายปลายทางที่สร้างคุณค่าให้แก่คุณภาพชีวิตของผู้คน
สนับสนุนศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
และพร้อมจะเดินหน้าร่วมกับ OCBC เพื่อผลักดันโครงการใหม่ ๆ
ที่จะเปิดโอกาสการลงทุน ขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ
และส่งต่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป"
“นางสาวอีเลน
แลม” ผู้บริหารสูงสุด (กรรมการผู้จัดการใหญ่)
กลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (OCBC) กล่าวว่า “OCBC ยินดีที่ได้เริ่มต้นความร่วมมือด้านการเงินผ่านการจัดสินเชื่อยั่งยืน (Sustainability-Linked
Loan) ครั้งแรก กับ AWC เชื่อมโยงเป้าหมายด้านความยั่งยืน
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันส่งเสริมพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าในระยะยาว OCBC
เชื่อมั่นประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง
โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานแข็งแกร่งในอาเซียน
พร้อมสนับสนุนองค์กรที่มีบทบาทสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่าน โซลูชันด้าน Sustainable Finance และหวังว่าจะได้ต่อยอดความร่วมมือกับ AWC เพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตของบริษัทในระยะอื่น
ๆ ต่อไป"
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.






