วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บางจากโชว์พลังคว้า 3 รางวัล HR Exellence Awards2026

บางจากโชว์พลังคว้า 3 รางวัล HR Exellence Awards2026

องค์กรเป็นเลิสด้านบริหารการปฎิบัติงาน-พัฒนาบุคลากร


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #3รางวัลHRExellenceAwardsThailand2026

บางจากฯ คว้า 3 รางวัล HR Excellence Awards Thailand 2026 ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริหารผลการปฏิบัติงาน การพัฒนาบุคลากรในองค์กร พร้อมการเรียนรู้และพัฒนา อย่างเต็มประสิทธิภาพ


นางราตรีมณี ภาษีผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ พร้อมทีมผู้บริหารจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล ขึ้นรับ 3 รางวัลจากเวที HR Excellence Awards Thailand 2026 จัดขึ้นที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ จัดโดย Human Resources Online

บางจากได้รับ 2 รางวัลระดับ Gold ได้แก่ 1.Excellence in Performance Management Evolution 2.Excellence in In-House Talent Pipeline Strategy และอีก 1 รางวัลระดับ Silver ได้แก่ Excellence in Learning and Development  


            ความสำเร็จทั้ง 3 รางวัลนี้เกิดจากพนักงานทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกันสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดี เปิดรับโอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้องค์กรมีความพร้อมเติบโตและดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ และตอกย้ำว่าบริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน รวมทั้งสร้างผู้นำที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อยอดขีดความสามารถขององค์กรให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Bangchak 100X เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นหนึ่งเดียวไปพร้อมกัน



 

AOTลุยทำสัญญาร่วมทุน AOTGA2โครงการในสุวรรณภูมิ สัมปทานรายที่3“ภาคพื้น/คาโก้”25ปี-พร้อมเปิดบริการปี’70

AOTลุยทำสัญญาร่วมทุน AOTGA2โครงการในสุวรรณภูมิ

สัมปทานรายที่3“ภาคพื้น/คาโก้”25ปี-พร้อมเปิดบริการปี’70

“AOT”ทำสัญญาร่วมทุน “AOTGA” ทำ2 บิ๊กโปรเจกต์ “บริการภาคพื้นGSEทั้งหมด-คาร์โก้”

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AOT #AOTGA #สัมปทานในสุวรรณภูมิ

“AOT” เดินหน้าทำสัญญาร่วมทุน “AOTGA” รายที่ 3 ในสุวรรณภูมิ 2 บิ๊กโปรเจกต์ “บริการภาคพื้นGSEทั้งหมด-คาร์โก้” ตลอดสัมปทาน 25 ปี ขอเวลาเตรียมสร้างคลัง 23 เดือน พร้อมเปิดบริการปี’70 รองรับขนส่งสินค้าทางอากาศ โลจิสติกส์ไทยในอนาคตโต

 


บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” รายงานว่า AOT ได้ลงนามกับ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ “AOTGA” ตามสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในฐานะเป็นผู้ประกอบการรายที่ 3 ที่จะเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่

-โครงการที่ 1 ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น ให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Ground Support Equipment: GSE)

-โครงการที่ 2 ให้บริการคลังสินค้า (Cargo)

หลังจากนี้ไปทาง AOTGA จะเตรียมความพร้อมเรื่องบุคลากรและอุปกรณ์ เพื่อเข้าดำเนินโครงการ GSE คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ปี 2570 เป็นต้นไป ในส่วนโครงการคาร์โก้จะก่อสร้างคลังสินค้า และเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ คาดจะใช้เวลาประมาณ 23 เดือน มีระยะเวลาสัญญาตลอดโครงการรวม 25 ปี

ในสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าว AOT ได้กำหนดประสิทธิภาพการให้บริการเป็นตัวชี้วัดผลงาน (KPI) พร้อมกำหนดเงื่อนไขบทลงโทษและค่าปรับหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามระบุไว้ในสัญญา

ส่วนการลงนามมีตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ “นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT นายสิริวัฒน์ โตวชิรกุล ผู้จัดการใหญ่ AOTGA เป็นผู้ลงนามร่วมลงทุน นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด AOT พลเอก ศุภวัฒน์ เชิดธรรม ประธานกรรมการบริษัท AOTGA พร้อมผู้บริหารร่วมเป็นสักขีพยยานจากทั้ง 2 บริษัท


AOT ระบุการลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนทั้ง 2 โครงการนี้ ได้ดำเนินการตามมาตรา 36
แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 (พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ พ.ศ.2562) ตามที่บริษัท
AOTGA เป็นผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าดำเนินการ 2 โครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 กันยายน 2569 ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับและเพิ่มทางเลือกให้กับบริการสายการบิน เตรียมความพร้อมด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทำให้การให้บริการภายในท่าอากาศยานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงัก ตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และสามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ จากธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศจะขยายตัวอนาคตต่อไป


 


วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ททท.-รับไฟลต์“วอร์ซอ-กทม.”ครั้งแรกรอบ26ปีLOT Airlinesปี’69นำ2.5แสนคนดันศก.โต

ททท.-รับไฟลต์“วอร์ซอ-กทม.”ครั้งแรกรอบ26ปีLOT Airlines

ดึงยุโรปกลางเที่ยวไทยไฮซีซั่นปี’69นำ2.5แสนคนดันศก.โต

ททท.ต้อนรับไฟลต์ปฐมฤกษ์ “LOT Polist Airlines” เปิดบินตรง วอร์ซอ-กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #LOTPolishAirlines #ยุโรปกลางเที่ยวไทย

ททท.ต้อนรับไฟลต์แรกในรอบ 26 ปี “LOT Polist Airlines” เปิดบินตรงปฐมฤกษ์ “วอร์ซอ-กรุงเทพฯ” นำยุโรปกลางเที่ยวเมืองไทยไฮซีซั่นปี’69-70 เจาะกลุ่มคุณภาพ เพิ่มวันพัก สร้างเศรษฐกิจกระจายสู่เมืองท่องเที่ยวทั่วไทย ปีนี้หวัง 2.5 แสนคน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นำผู้บริหาร ททท.ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “LOT Polish Airlines” สายการบินแห่งชาติสาธารณรัฐโปแลนด์ เปิดบริการบินตรงแบบประจำครั้งแรกในรอบ 26 ปี เส้นทาง “วอร์ซอ-กรุงเทพฯ” เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตามตารางบินฤดูหนาวระหว่าง 7–25 ตุลาคม 2569 เริ่มต้น 3 เที่ยว/สัปดาห์ จากนั้นตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม นี้จนถึงเดือนมีนาคม 2570 จะเพิ่มเป็น 5 เที่ยว/สัปดาห์

ต้อนรับการเดินทางตลอดฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ช่วยเพิ่มที่นั่งเที่ยวบินใหม่จากยุโรปกลางมายังไทย พร้อมทั้งทำแฟมทริปกระตุ้นตลาดความร่วมมือกับพันธมิตรดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกำลังซื้อสูงเพิ่มวันพักนานขึ้น สนับสนุนกระจายการเดินทางและรายได้สู่จุดหมายท่องเที่ยวทั่วประเทศ สร้างศักยภาพไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก

 


            โดย ททท. ได้ผนึก LOT Polish Airlines และพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวในโปแลนด์ เปิดเส้นทางบินตรง วอร์ซอ–กรุงเทพฯ เที่ยวบิน LO65 ให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้ง B787-9 ดรีมไลเนอร์ รองรับ 252 ที่นั่ง/ลำ

ออกจากกรุงวอร์ซอ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 07.05 น. ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมง 20 นาที  

เส้นทางบินตรงนี้ยังสามารถช่วย “เปิดประตู” ให้นักท่องเที่ยวโปแลนด์และยุโรปกลางเดินทางสู่ไทยได้ง่ายขึ้น เสริมศักยภาพ กรุงเทพฯ ในฐานะฮับการเดินทางสู่อาเซียน ส่วนนักเดินทางจากไทยก็ใช้กรุงวอร์ซอเป็นประตูเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางในยุโรปและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกได้กว่า 100 แห่ง  ผ่านเครือข่ายของ LOT Polish Airlines ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น


“มิติเชิงเศรษฐกิจ” จะช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่งมาไทยช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี 2569 ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลเติบโต โดยมีระยะเวลาพำนักนาน และกระจายรายได้ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ โดยเฉพาะเส้นทางที่ชาวโปแลนด์นิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ เกาะสมุย และแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเมืองไทยนำเสนอเมืองและเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ กระจายการเดินทางและรายได้สู่พื้นที่ศักยภาพอื่นได้ทั่วไทย

“ตลาดโปแลนด์” มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–30 กันยายน 2569 มีจำนวน 164,807 คน เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับปีก่อน 12 % คาดภายในสิ้นปี 2569 คาดว่า จะเดินทางเป็นไปตามเป้าหมาย 250,000 คน ต่อจากปี 2568 เดินทางมาไทยแล้ว 237,570 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31.46 % สะท้อนถึงความต้องการเดินทางมาไทยยังคงแข็งแกร่ง และเป็นโอกาสสำคัญขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปกลาง

 


“ททท.สำนักงานกรุงปราก” สาธารณรัฐเชค ยังได้จัดแฟมทริปนำคณะผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากโปแลนด์ 6 ราย สื่อมวลชน 18 ราย และผู้บริหาร LOT Polish Airlines 6 ราย รวม 30 ราย เส้นทางกรุงเทพฯ–ระยอง–กรุงเทพฯ ระหว่าง 8–11 ตุลาคม 2569 เพื่อสัมผัสสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยในพื้นที่จริง พร้อมต่อยอดผลิตรายการนำเที่ยววางขายในตลาดโปแลนด์ สร้างกระแสการรับรู้ผ่านสื่อมวลชนไปยังนักท่องเที่ยวโดยตรง



รวมทั้งกระตุ้นความต้องการเดินทาง การจองและการใช้จ่ายจริงในไทย พร้อมร่วมกับสายการบิน บริษัทนำเที่ยว พันธมิตรในยุโรปกลางขยายตัวต่อเนื่อง  ผ่านกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขาย และนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อดึงดูดกำลังซื้อสูงและกลุ่มพำนักนาน ตอกย้ำไทยในฐานะ จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน

 

IATAฉลอง10ปีCOSIAโปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบินปลุกรัฐบาลทั่วโลกเสริมแกร่งลดปล่อยมลพิษ

IATAฉลอง10ปีCOSIAโปรเจกต์ลดชดเชยคาร์บอนการบิน

ปลุกทั่วโลกเสริมแกร่ง-ปี70-93ยอดซื้อขาย2.8แสนล้านยูโร

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #IATA #COSIA #ลดชดเชยปล่อยคาร์บอนการบินโลก

IATA เร่งขับเคลื่อนครบ 10 ปี “CORSIA” โปรเจกต์ชดเชยลดปล่อยคาร์บอนการบินระหว่างประเทศ กระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกเร่งตื่นตัวเสริมสร้างกรอบการทำงานระดับโลกด้นการปล่อยมลพิษการบินให้แกร่งขึ้นกว่าเดิม คาดปี70-93 การซื้อขายคาร์บอนการบินทั่วยุโรปพุ่ง 280,000 ล้านยูโร

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Assocition :IATA) ได้จัดงานฉลองครบ 10 ปี มติสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ได้จัดตั้ง “โครงการชดเชยและลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ” หรือ (CORSIA) ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เสริมสร้างรากฐานของก้าวสำคัญนี้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินของโลก

“CORSIA” ได้รับการอนุมัติในการประชุมสมัชชา ICAO เมื่อปี 2559 โดยได้จัดตั้ง “มาตรการเชิงตลาดระดับโลก” ครั้งแรกภาคอุตสาหกรรม และการต่อยอดที่สำคัญจากข้อตกลงปารีสเมื่อปีก่อนหน้านั้น

ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมใน CORSIA มากกว่า 130 ประเทศ และคาดภายในสิ้นปีนี้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 200 ล้านตัน จากนั้นปี 2570 เป็นต้นไป CORSIA จะครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 85% ตลอดระยะเวลาของโครงการ อาจจะระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้มากถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกำจัดคาร์บอนทั่วโลก

“มารี โอเวนส์ ธอมเซน” รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IATA  กล่าวว่าในฐานะ COSIA เป็นข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกฉบับแรกสำหรับภาคการบิน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่ดีที่สุด เรื่องวิธีแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก ข้อตกลงนี้รักษาความเท่าเทียมกันในการแข่งขันของภาคการบิน ขณะเดียวกันการจัดสรรเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ในโลกซึ่งนับวันยิ่งแตกแยกมากขึ้น คือเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังถึงสิ่งที่สามารถบรรลุได้เมื่อรัฐต่างๆ ร่วมมือกัน



“CORSIA” จึงเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล ทำให้กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากสุดของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในทางปฏิบัติด้วย  

การทบทวนเรื่องระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ครบ 10 ปี ตรงกับการทบทวนระบบ “ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งกำลังพิจารณาข้อเสนอที่จะขยาย EU ETS ไปยังจุดหมายปลายทางภายในรัศมีของยุโรป 5,000 กิโลเมตร โดยใช้แฟรงก์เฟิร์ตเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ และสร้างกลไกที่สามารถพัฒนาระบบ “การกำหนดราคาคาร์บอน” ที่เทียบเคียงได้กับประเทศที่สาม

“โทมัส เรย์นาเอิร์ต” รองประธานอาวุโสฝ่าย กิจการภายนอกของ IATA กล่าวว่า การทบทวนระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ CORSIA ในฐานะกรอบการทำงานระดับโลกสำหรับการบินระหว่างประเทศ ไม่ใช่ส่งเสริมระบบระดับภูมิภาคหรือทวิภาคีที่ซ้ำซ้อนกัน แต่ยุโรปจะประสบความสำเร็จมากขึ้นที่ได้ดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง โดยนำรายได้จากการบินไปใช้กับเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีเกิดใหม่ มากกว่าการเพิ่มต้นทุนคาร์บอนที่ไม่แก้ไขข้อจำกัดด้านพลังงานพื้นฐานของภาคส่วนนี้

ส่วนการขาดการประเมินผลกระทบจากการขยายขอบเขตของ EU ETS ทำให้ไม่เห็นภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศที่สาม การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการทำงานของ CORSIA แม้ IATA จะประเมินไว้แล้วก็ตาม แต่การขยายขอบเขตที่เสนอจะทำให้ต้นทุนการปฏิบัติตามระบบการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ช่วงปี 2570-2593เพิ่มขึ้น 40% เป็น 280,000 ล้านยูโร



เพื่อเร่งการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการบินพร้อมทั้งสนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่น และความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวของสหภาพยุโรป การทบทวนระบบ EU ETS ควรดำเนินการดังนี้ :

            1.เสริมความแข็งแกร่งให้ CORSIA :

-เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบังคับใช้ CORSIA อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเอกภาพสำหรับอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ โดยไม่ขยายขอบเขตของ “ระบบการซื้อขายสิทธิ์” ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ออกไปนอกอาณาเขตของประเทศ

-ยกเลิกกลไก "EU ETS as a Service" ที่เสนอไว้ ซึ่งจะส่งเสริมระบบกำหนดราคาคาร์บอนระดับภูมิภาคหรือทวิภาคีคู่ขนานไปพร้อมกับ CORSIA



2.สนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) โดย :

-เสริมสร้างกลไกการจ่ายเงินช่วยเหลือของกองทัพสิงคโปร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยให้การสนับสนุนที่มากขึ้นทันที ไม่ใช่รอตั้งแต่ปี 2029 เป็นต้นไป

-การยกเลิกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการผลิตและเงื่อนไขเพิ่มเติมที่จำกัดการสนับสนุนแนวทางการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สอดคล้องกับความยั่งยืน

3.เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของยุโรปโดย:

-จัดสรรรายได้จากระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ (ETS) ที่เกิดจากภาคการบินเพื่อใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีการบินเกิดใหม่

IATA ได้นำข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในการวิเคราะห์ฉบับปรับปรุงส่งต่อให้ผู้กำหนดนโยบายของยุโรปแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนการออกกฎหมาย” ที่กำลังดำเนินอยู่ เพื่อทบทวนระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ด้วย

 

 

บางจากนำนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยธุรกิจผลิตSAFร่วมขับเคลื่อนอุตฯพลังงานอนาคต

บางจากนำนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยธุรกิจผลิตSAF

แชร์มุมมองตลาดเชิงลึกแรงขับเคลื่อนอุตฯพลังงานอนาคต

บางจากฯ ต้อนรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #SAF #นักลงทุนสถาบันด้านพลังงาน

บางจากฯ ต้อนรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันเยี่ยมชมหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แชร์มุมมองเชิงลึกทิศทางตลาดและปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานอนาคต


            นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายอนุวัตร รุ่งเรืองรัตนากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกันต้อนรับคณะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เมื่อเร็ว ๆ นี้



พร้อมทั้งรับฟังบรรยายการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่น และกระบวนการผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลิตร/วัน ที่ได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ตลอดจนมาตรฐานและการรับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นถึงความพร้อมในการรองรับความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจโรงกลั่นและ SAF ของกลุ่มบริษัทบางจาก

            ทางผู้บริหารบางจากฯ ได้นำเสนอทิศทางธุรกิจและการต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ Bio Fuel ผ่านธุรกิจผลิต SAF ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญการขับเคลื่อนภาคการบินสู่การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ และร่วมแบ่งปันมุมมองร่วมกับคณะนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน


โดยมี Alvin Chew ผู้เชี่ยวชาญจาก Argus Media ให้เกียรติร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ พัฒนาการ และแนวโน้มตลาด SAF ทั้งระดับภูมิภาคและโลก ช่วยเติมเต็มภาพรวมของอุตสาหกรรมควบคู่กับข้อมูลการดำเนินธุรกิจของบางจาก สร้างความเข้าใจถึงทิศทางตลาดและโอกาสในอนาคตของธุรกิจ SAF

 

ททท.-Royal Caribbeanขยายตลาดเรือสำราญดันเศรษฐกิจโตเชื่อมสู่เมืองน่าเที่ยว

ททท.-Royal Caribbeanผนึกขยายตลาดเรือสำราญ

รุกทัวร์เศรษฐีกระจายเศรษฐกิจเชื่อมต่อเมืองน่าเที่ยว

ททท. หารือRoyal Caribbean Group 3 เรื่อง ดันไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวเรือสำราญ "Cruise Tourism" 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #RoyalCaribbean #CruiseTourism


ททท. ดึง Royal Caribbean Group ถกความร่วมือ 3 เรื่อง ผนึกดันไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวเรือสำราญ "Cruise Tourism" ปั๊มตลาดคุณภาพใช้เงินสูง หวังเชื่อมจุดขายเมืองท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นำคณะผู้บริหาร ททท. หารือร่วมกับผู้บริหาร Royal Caribbean Group ผู้ประกอบธุรกิจเรือสำราญชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับศักยภาพไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญตลาดนักท่องเที่ยวเรือสำราญ (Cruise Tourism) ในภูมิภาค พร้อมขยายโอกาสประเทศจาก “จุดจอดเรือ” สู่จุดหมายการเดินทาง การใช้จ่าย การกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยส

ททท.ร่วมหารือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนส่สนสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่




● ประเด็นที่ 1 ขยายตลาดท่องเที่ยวเรือสำราญคุณภาพสูง โดย ททท. กับรอยัล แคริเบี้ยน กรุ๊ป เตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านการตลาด มุ่งเพิ่มการเดินทางจากทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกล โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงจากอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย ด้วยการนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวของไทยให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเรือสำราญ

● ประเด็นที่ 2 เชื่อม Port of Call สู่ Destination สร้างรายได้มากกว่าการเป็นเพียงเมืองท่าจอดเรือ เรื่องนี้ ททท. มองโอกาสการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวจากเมืองท่าไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ภูเก็ต → พังงา–กระบี่ และ แหลมฉบัง → ระยอง–จันทบุรี เปลี่ยนการแวะจอดเรือให้เป็นโอกาสในการออกเดินทาง สัมผัสประสบการณ์ และเพิ่มการใช้จ่ายในพื้นที่

โดยพิจารณาจัด FAM Trip เพื่อให้พันธมิตรในอุตสาหกรรมเรือสำราญได้รู้จักสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ใหม่ ๆ ของไทยมากขึ้น

● ประเด็นที่ 3 ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนา อาคารผู้โดยสารเรือสำราญ (Cruise Terminal) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง มีระบบราง เชื่อมต่อระบบคมนาคมเข้าด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภารองรับเรือสำราญและผู้โดยสาร ตลอดจนสร้างประสบการณ์การเดินทางไร้รอยต่ออย่างสะดวก



ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ททท. ชู “Value over Volume” โดยไม่ได้มองเพียงจำนวนผู้เดินทาง แต่ให้ความสำคัญเรื่อง “มูลค่าที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง” ทั้งการเพิ่มค่าใช้จ่าย การสร้างประสบการณ์คุณภาพ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ด้วย

ปัจจุบันเรือสำราญ "Royal Caribbean Group" เข้าเทียบท่าในไทย3 แห่ง คือ 1.แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี 2.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.จังหวัดภูเก็ต โดยบริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ Royal Caribbean, Celebrity Cruises และ Silversea Cruises

ปี 2568 มีเรือสำราญกลุ่มนี้เข้าเทียบท่าในไทยรวม 181 เที่ยว นำผู้โดยสารมาไทยแล้วประมาณ 424,000 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายในประเทศประมาณ 2,120 ล้านบาท

ททท. มองการขยายตลาดนักท่องเที่ยวเรือสำราญไม่ใช่เพียงการนำผู้โดยสารเข้ามายังเมืองท่า แต่คือโอกาสสร้างนักเดินทางที่มีมูลค่าสูง (High-Value Journey) เชื่อมทะเลสู่เมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และเปลี่ยนทุก Port of Call ให้เป็นประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น“จาก Port of Call สู่ Value of Journey หรือทำ ให้ทุกการเทียบท่า สร้างโอกาสใหม่การท่องเที่ยวไทย

 

บางจากโชว์พลังคว้า 3 รางวัล HR Exellence Awards2026

บางจากโชว์พลังคว้า 3 รางวัล HR Exellence Awards2026 องค์กรเป็นเลิสด้านบริหารการปฎิบัติงาน-พัฒนาบุคลากร บางจากฯ คว้า 3 รางวัล HR Excell...