TCEB รุกตลาดไมซ์ไทยไมซ์โลกครึ่งปีหลัง69ชูหมัดเด็ด3โปรเจกต์
Mazimice Thailand 3มิติ-เปิดNet Zero Academy-แอปใหม่JerGan
แนะไมซ์ไทยพลิกโฉมธุรกิจรับเทรนด์ทั่วโลกทำคาร์บอนเป็นศูนย์
คิงเพาเวอร์ชู“MAHANAKHON SPECTRUM OF PRIDE”ตลอดมิ.ย.
รร.พูลแมน คิง เพาเวอร์ 7
มิ.ย.นี้เปิดซันเดย์บรันซ์วันเดียว 3 ห้อง
ททท.MOUเวียดนามแอร์ไลน์สดึงเวียดนามเที่ยวไทย
1 ล้านคน/ปี
บางจากเคลียร์ปม BCPG ลงทุนโปร่งใสคลังน้ำเพชรบุรี
9 พันล้าน
เที่ยวสระบุรีฮีลใจใกล้กรุงปิดสวิตดิจิทัลเติมพลังสโลว์ไลฟ์2วัน1คืน
หัวเราะวันละนิด ทั้งดีต่อใจ
แถมพิชิตความดันและโรคหัวใจได้
นายกฯอนุทินต้อนรับผู้นำเวียดนาม-ขยายท่องเที่ยว 2 ประเทศ
ททท.ดันไทยผงาดสู่“The World’s Safe Space”รับPride Month
วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวสระบุรี #TheSoulResort
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/18cwY5o1FE/
ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
(องค์การมหาชน) “TCEB” นำทีเส็บครึ่งปีหลัง
2569 พลิกวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ขยายโอกาสใหม่ 3 บิ๊กโปรเจกต์ใช้เวทีโลก IMEX FrankFurt 2026 เปิดโปรเจกต์แรก
“Maximize Thailand”
นำเสนอไทยพร้อมรับตลาดครบ 3 มิติ “โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยง/infrastructure &Connectivities-ประสบการณ์ที่มากกว่า-พลังเศรษฐกิจเชิงบวก”
โปรเจกต์ที่ 2 “Net Zero Academy”ลุย MOU กับเครือข่ายอินเตอร์ JMIC อบรมบุคลากรไทยก้าวสู่คาร์บอนเป็นศูนย์ โปรเจกต์ที่ 3 เปิดดิจิทัลแพลตฟอร์ม
"เจอกัน :Jergan” โชว์การขับเคลื่อนไมซ์ด้วยข้อมูล DATA
Driven เริ่ม มิ.ย.นี้ ชี้เป้าผู้ประกอบการเร่งปรับจุดขายรับเทรนด์โลกเข้าร่วมทำทุกอีเวนต์สู่คาร์บอนเป็นศูนย์
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
(องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า สถานการณ์แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)
ของไทยในเวทีโลก จะมีงานต่าง ๆ ทยอยมาจัดในไทยต่อเนื่อง
ทั้งประชุมและเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Meeting Incentive :MI)
ไฮไลต์ 2 งานใหญ่ ได้แก่ 1.การประชุมระดับโลก
2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings วันที่ 12–18
ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใหญ่สุดในรอบ 35 ปี 2. Gastech 2026 วันที่ 14 - 17 กันยายน
2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ
ผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน เป็นมหกรรมงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านพลังงานระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ล่าสุดทางผู้จัดยืนยันจะมีผู้บริหารเข้ามาเพิ่มประมาณ 30 ประเทศ
ช่วงพฤษภาคมนี้ TCEB เพิ่งเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (incentive) แอมเวย์ระดับผู้นำตลาดหรูหราจากจีนรวมทั้งหมดกว่า 15,000 คน ส่วนงานอื่น ๆ เกี่ยวกับการประชุมขนาดใหญ่ (convention) ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ สมาคมการแพทย์
รวมทั้งใน “วิกฤต” ก็มี “โอกาส”
เกิดขึ้น เป็นปรากฎการณ์จากงาน Money20/20 Asia เมื่อ 21-23 เมษายน 2569 ศูนย์รวมผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ
สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน การชำระเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัลแถวหน้าของเอเชียแปซิฟิกมารวมตัวกันเกินคาดทำสถิติเพิ่มขึ้นจากเดิม
30%
ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตลาดมาจากตะวันออกกลางซึ่งไม่สามารถจัดงานในพื้นที่ได้
ทำให้เกิดภาพความสำเร็จของไมซ์ในไทยทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนนานาชาติหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ล่าสุดสนับสนุนการจัดบิ๊กอีเวนต์งาน THAIFEX –
Anuga Asia 2026 เมื่อ 26 - 30 พฤษภาคม 2569 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์
ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค ฮอลล์ 5-12 เมืองทองธานี มหกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารรายการใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชีย
จะเน้นเจรจาธุรกิจช่วง 26 - 29 พฤษภาคม 10.00
- 18.00 น. และ 30 พฤษภาคม เปิดประชาชนทั่วไปเข้าได้ด้วย 10.00 - 20.00 น.
ทางเจอร์ราด บู๊ส ซีอีโอ เมสเซโคโลญ (Koelnmesse) บริษัทแม่ในเยอรมนีหนึ่งในผู้จัดงาน THAIFEX
ยืนยันว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกโดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ
จากวิกฤตตะวันออกกลางและพลังงาน ส่วนทางทีเส็บได้นำ Thailand Global
Ambassador
นำร้านอาหารที่เข้ารอบจากการแข่งขันที่มีแฟนคลับกับนักวรีวิวร้านอาหารเข้าร่วมกว่า
10 ภัตตาคาร เพื่อแนะนำวัตถุดิบอาหารไทยชนิดต่าง ๆ
ซึ่งมีนวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถดึงดูดความสนใจคู่ค้าได้จำนวนมาก
“อุตสาหกรรมไมซ์ของไทย”
ช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2569 ตลาด “อินเดีย” ลดลงมากกว่า 30
% จากปัจจัยราคาพลังงานทำให้ตั๋วโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น
ผนวกกับแอร์ไลน์ โดยภาพรวมเพิ่มจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 3-4 % จากผู้เข้าร่วมประชุมองค์กร (Corporate)
การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (MI) ขณะที่การประชุมนานาชาติขนาดใหญ่หรือ Convention
งานจะกระจุกตัวช่วงไตรมาส 1 ยังทรงตัว โดยไม่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์การสู้รบ
แต่ละงานยืนยันมาไทยต่อไปจะเริ่มจัดอีกครั้งช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้
งาน Trade Show ปี 2569 ตลาดระยะไกล (Longhaul) ได้รับผลกระทบบ้างจากไม่มีเที่ยวบิน ราคาตั๋วโดยสารแพง
และมีงานบางประเภทต้องนำอุปกรณ์ขนาดใหญ่มาจัดแสดงตามปกติจะขนส่งทางเรือเดินทางไม่ได้
ทางผู้จัดแสดงสินค้าปรับกลยุทธ์โดยเปลี่ยนมาใช้ตัวแทนในภูมิภาคเอเชีย
และจัดงานแบบไฮบริดในสถานที่จริงและออนไลน์ควบคู่กันไป
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า
ล่าสุดทีเส็บนำผู้ประกอบการไมซ์ไทยเข้าร่วม “IMEX Frankfurt
2026” ในพาวิลเลี่ยนประเทศไทย มีพัทยา กับภูเก็ต
ร่วมด้วย ในงานประชุมนานาชาติรายการใหญ่สุดของโลก จัดเมื่อ 19-21 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าเมสเซ่ แฟรงเฟิร์ต เยอรมัน ตัวแทนผู้ซื้อ (buyers) ส่วนใหญ่มาจากยุโรป และบางส่วนจากเอเชีย อเมริกา โดยนำเสนอผ่านบูธดีไซน์นวัตกรรมใหม่
“พาวิลเลี่ยนประเทศไทย”
มีตัวแทนธุรกิจโรงแรม สถานที่จัดประชุม ตัวแทนบริหารจัดการเดินทาง (DMC :Destination Management Company)
ตลอดการจับคู่เจรจาธุรกิจทุกกลุ่มได้ลูกค้าไมซ์ระดับผู้นำ (Lead) จากทั่วโลก พร้อมทั้งได้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของบูธนานาชาตินำ
“ดิจิทัล+AI” เข้ามาใช้ดึงดูดคนเข้าชม
เติมด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ (Experience)
ทางพาวิลเลี่ยนประเทศไทยใช้กลยุทธ์การดึงดูดคู่ค้าด้วยนวัตกรรมเชิงสีสันด้านอาหาร
(Gastronomy)
เป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์เสิร์ฟตลอดเวลา
ชูอุตลักษณ์เฉพาะอย่างโดดเด่น
สามารถสร้างความสนใจกับกลุ่มตัวแทนผู้ซื้อทั่วโลกระดับผู้นำได้เป็นอย่างดี
ทั้งจากองค์กรจัดการประชุม (Corporate Meeting ) จัดการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) จัดงานแสดงสินค้า
(Exhibition) และจัดการประชุมนานาชาติ (Convention) เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
โดย “ทีเส็บ” ได้ใช้งาน “IMEX Frankfurt
2026” เปิดตัว 2 โปรเจกต์ใหญ่ ได้แก่
โปรเจ็กที่ 1 Maximize
Thailand ขานรับและตอบโจทย์ “เทรนด์นักเดินทางไมซ์รุ่นใหม่” ทั่วโลก
ซึ่งมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ต้องการความคุ้มค่าเชิงประสบการณ์มากกว่าเดิม
เมื่อมาร่วมงานแล้วต้องเป็นงานที่มีความหมายสูงนอกเหนือจากผลตอบแทนการลงทุน (Return on
investment) แล้ว ยังสามารถเพิ่มผลตอบแทนเชิงประสบการณ์ (Ruturn
on Experience) ผนวกด้วยในจุดหมายปลายที่มาร่วมงานไมซ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะขอพักอยู่ต่อตามพื้นที่ที่สนใจ
เชื่อมต่อไปยัง ชุมชน ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ (attraction) เพื่อใช้จ่ายเงินสร้างคุณภาพชีวิตหลังมางานแล้วต้องได้ทั้งธุรกิจดี ๆ
การเรียนรู้ ซึมซับธรรมชาติ อัตลักษณ์อาหารถิ่น วิถีชีวิต
ทีเส็บได้ดีไซน์โปรเจ็กต์ Maximize
Thailand ให้มีอิมแพ็กสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผ่านการเข้าร่วมงานไมซ์ ใน
3 มิติ ประกอบด้วย
มิติที่ 1 โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยง
(infrastructure &Connectivities) นักเดินทางไมซ์นานาชาติต้องการความมั่นใจในการเดินทางสะดวกสบาย ไม่ยุ่งยาก
เพื่อเข้าถึงงานได้อย่างรวดเร็ว
มิติที่ 2 การสร้างประสบการณ์ได้มากกว่า (More Experience)
ทีเส็บทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วนทั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
องค์การบริหารเพื่อการพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (อพท.)
ศูนย์ประชุมนานาชาติ เพื่อให้เห็นจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละแห่ง
มิติที่ 3 สร้างพลังเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย
(Impact) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหนือไปกว่าการสร้างความยั่งยืนแล้ว (Sustainability) เห็นได้จากตลอดการจัดงาน “IMEX Frankfurt 2026”
ประเทศแถบยุโรปทั้งหมดก้าวเข้าสู่เส้นทาง Net Zero Carbon หรือการทำงานไมซ์ไม่มีคาร์บอนออกไซด์
(CO2) หรือเป็นศูนย์ทั้งหมดแล้ว ซึ่งทำมากกว่าลดปล่อย CO2
ทุกพาวิลเลี่ยนของแต่ละประเทศขึ้นป้ายชัดเจนประกาศให้ความสำคัญกับการจัดไมซ์ทุกงานในโลก
ทีเส็บเองก็เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมไมซ์เข้าถึงการทำงานไมซ์ก้าวสู่
Net Zero
Carbon มากขึ้น ทั้งกลุ่มเจ้าของโครงการสถานที่จัดไมซ์ โรงแรม
สามารถวัดคาร์บอน ฟรุตปริ๊นท์ จากการจัดงานได้ แล้วชดเชยด้วยการลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยร่วมกับพันธมิตรหลากหลายกลุ่ม เป็นภาพรวมทำให้การขาย
“ไมซ์ไทยในตลาดโลก” มีความชัดเจนมากขึ้น
โปรเจกต์ที่ 2 ทีเส็บเตรียมเปิด Net Zero Academy ขึ้นในไทย
โดยได้ลงนามข้อตกลงความเข้าใจเบื้องต้น (MOU) กับ “JMIC
: Joint Meetings Industry Council” สภาหรือองค์กรสมาคมหลักๆ
ในอุตสาหกรรมไมซ์ งานอีเวนต์ การประชุมระดับโลก มารวมตัวกันขับเคลื่อนธุรกิจไมซ์ในระดับสากล
ซึ่งในเอเชียยังมีไต้หวันอีก 1 ประเทศ
“Net Zero
Academy” เป็นหลักสูตรอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
(Net Zero
Emission) ในเมืองไทยมีสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรชั้นนำ ร่วมมือกันจัดทำขึ้น
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและบุคลากรไทยปรับตัวรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ทีเส็บเดินหน้าเปิดตัวใหม่ในประเทศ
ที่จะสร้างพลังการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ด้วยบริการใหม่
โครงการที่ 3 Application "เจอกัน"
(Jergan) ซึ่งทำร่วมกับหลายสมาคม
เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มออกแบบมาให้เป็นคอมมูนิตี้เพื่อสร้างการเข้าถึงให้ทุกกลุ่มประสบการณ์ที่ดี
สามารถสร้างเครือข่ายให้กลุ่มนักเดินทางไมซ์ (MICE) ผู้จัดงาน
และผู้เข้าร่วมงานใช้บริการได้ในทุกภูมิภาคของไทย
นำร่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร
และปริมณฑล ใช้ฐานจาก MICE Connect รวบรวมข้อมูลชุมชน ผู้ให้บริการ โรงแรม
ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร สถานที่ใหม่ ๆ ต่อยอดไปถึงการเดินทางอย่างสะดวกสบาย
เมื่อต้องการไปตามสถานที่ต่าง ๆ เมื่อคลิกเข้ามายังแอปพลิเคชั่น “เจอกัน”
ก็จะมีบริการเรียกรถสาธารณะ เช่น Grab, Lineman หรืออื่น ๆ
พร้อม “สิทธิประโยชน์พิเศษ/Privillage”
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ให้เข้าถึงพื้นที่และชุมชนเครือข่ายมากขึ้น
หวังผลใช้แอปพลิเคชั่น “เจอกัน”
เป็นเครื่องมือต่อยอดกลยุทธ์ “การขับเคลื่อนข้อมูล :DATA Driven”
ที่ผู้จัดงาน และผู้เข้าร่วมงาน มีความพึงพอใจ ได้เข้าถึง “เสน่ห์ไทย” ทั้งการ
เรียนรู้ ประสบการณ์ วัฒนธรรม แบบไทย ผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว
จากป็อบอัพของแอปพลิเคชั่นที่ปรากฎขึ้นมาทุกครั้ง
แล้วก็จะได้นำข้อมูลที่เกิดการใช้งาน กลุ่มที่ 1 ผู้บริการ จะรู้ถึงพฤติกรรม จุดหมายปลายทาง และความนิยมสถานที่ใช้งาน กลุ่มที่
2 ผู้จัดงาน จะสามารถแท็กงานที่สนใจเป็นพิเศษ
เพื่อนำไปต่อยอดทำการตลาด แบ่งเซกเมนต์ในแต่ละอุตสาหกรรมตอบโจทย์ได้ทุกงาน
ล่าสุดได้ไปเชื่อมโยงเรียบร้อยแล้วกับผู้เข้าร่วมงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings วันที่ 12–18
ตุลาคม 2569
ดร.ศุภวรรณ กล่าวปิดท้ายว่า
อยากเตือนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยเรื่อง
การสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าจับต้องได้จริง
เพราะประเทศกำลังอยู่ในช่วงที่จะต้องร่วมมือกัน
“สร้างความเชื่อมั่น/เชื่อถือในระบบเศรษฐกิจ” (Trusted Economy)
ทั่วโลกเลือกนำงานมาจัดด้วยความไว้วางใจ ปี 2568 ไทยเผชิญเรื่องความไม่เชื่อมั่นด้านปลอดภัยทำให้ตลาดไมซ์หลักอย่าง
สาธารณรัฐประชาชนจีน ลดลงมาก ดังนั้นไทยต้องทำเรื่อง Trusted อย่างเข้มข้น ควบคู่กับลงมือทำจริงจังแทนการพูดเพียงอย่างเดียวอีก 2
เรื่อง คือ “ความยั่งยืน/Sustainable กับ
“ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์/Net Zero Carbon”
จะต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เกณฑ์สากล
เมื่อทีเส็บเป็นองค์กรเร่งสร้างมาตรฐานแล้ว เจ้าของสถานที่ ผู้ประกอบการ จะต้องขยายผลให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยการยกระดับให้มี “ใบรับรองมาตรฐานประกอบการ” โดยมีหน่วยงานสากลรับรองอย่างถูกต้อง เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป คู่ค้าทั่วโลกต่างก็เรียกหาใบรับรองดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากยุโรป สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ซึ่งทุกประเทศสอบถามถึงสถานที่จัดไมซ์ทุกแห่งที่ใดมีมาตรฐาน Net Zero Carbon มาก ขณะนี้ทีเส็บได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) “TGO” เป็นหน่วยงานออกใบรับรองให้กับผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถเข้าเกณฑ์ครบตามมาตรฐานดังกล่าว
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่
1-คิงเพาเวอร์บูม“MAHANAKHON
SPECTRUM OF PRIDE”ตลอดมิ.ย.
คิง เพาเวอร์ มหานคร แลนด์มาร์กไอคอนิกดับระดับโลกใจกลางกรุงเทพมหานคร ประกาศจุดยืนในการเป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียมและโอบรับความหลากหลายอย่างสร้างสรรค์ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “MAHANAKHON SPECTRUM OF PRIDE” ต้อนรับ PRIDE MONTH สนับสนุนทุกความหลากหลาย พร้อมเป็นเวิลด์ เช็คอิน แลนด์มาร์กของชาว Pride จากทั่วโลก ทุกปสัปดาห์พร้อมจัดเต็ม 3 กิจกรรมไฮไลต์ให้ชาวไพรด์และนักท่องเที่ยวได้ฉลองความเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
แคมเปญปี 2569 ฉีกกรอบการฉลอง Pride Month แบบเดิม ๆ ด้วยการนำเสนอผ่านความภาคภูมิใจ 3 มิติ(3 Pillars of Pride) ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่ง พลังกาย พลังใจ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันมีความหมาย ดังนี้
UNITE THE SPECTRUM – Mahanakhon Aerobic วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 : คิง เพาเวอร์ มหานคร
เปิดพื้นที่สีรุ้งลอยฟ้าชวนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมฟรี โดยมาร่วมขยับร่างกายและปลดปล่อยพลังงานบวกกับกิจกรรมแอโรบิกสุดมันส์
เนรมิตคอมมูนิตี้สเปซเหนือน่านฟ้าที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมาทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวเองได้อย่างอิสระ
EMPOWER THE SPECTRUM – Physique 57
Bangkok และ Formalab วันเสาร์ที่ 6 และวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 : ตอกย้ำการเป็นจุดหมายแห่ง “Memorable Experience Space” บนจุดชมวิวแลนด์มาร์กสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มอบประสบการณ์การดูแลตัวเอง และดีไซน์การออกกำลังกายระดับพรีเมียมเหนือน่านฟ้า
เสริมสร้างความมั่นใจ พลังกาย และพลังใจที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
PATCH THE SPECTRUM – Slow Dating by Cupid Calling วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 : ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ปลอดภัยและโอบรับความหลากหลาย ชวนมาถักทอความสัมพันธ์ในจังหวะให้ช้าลงเพื่อความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้ชาวไพรด์ได้เปิดใจ ค้นหามิตรภาพ และความรักที่แท้จริงผ่านกิจกรรมเดทแบบละเมียดละไม ร่วมกับ Cupid Calling ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกทางความรักและการผูกสัมพันธ์ ท่ามกลางทัศนียภาพกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งเฉลิมฉลองพลังแห่งความเท่าเทียม
ปลดปล่อยสเปคตรัมในตัวคุณให้เจิดจรัสเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ไปกับ “MAHANAKHON SPECTRUM OF PRIDE” ได้ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร
ข่าวที่ 2 -รร.พูลแมน คิง เพาเวอร์จัดซันเดย์บรันซ์วันเดียวรวม3ห้อง7
มิ.ย.นี้
“โรงแรมพูลแมน
คิง เพาเวอร์” ยกระดับซันเดย์บรันช์ “Sunday Brunch just got mor indulgent” สู่ประสบการณ์สุดพรีเมียมกับ KIWAMI Brunch Special Edition ที่รวมความอร่อยจาก 3 ห้องอาหารระดับไอคอนิกไว้ในมื้อเดียว
ทั้ง
Tenko Omakase, LEOKA Teppanyaki และ Cuisine
Unplugged วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 12.00 – 15.00 น.
ถ่ายทอดเสน่ห์อาหารญี่ปุ่นและนานาชาติในบรรยากาศซันเดย์ปาร์ตี้ยามบ่ายสุดมีชีวิตชีวา
พร้อมฟรีโฟลวเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม ด้วยแพ็กเกจพิเศษ Early
Bird
●
KIWAMI Brunch Classic – 2,490 บาทสุทธิ/คน (จาก 2,990) รวมฟรีโฟลวซอฟต์ดริงก์
●
KIWAMI Brunch Social – 3,490 บาทสุทธิ/ท่าน (จาก 3,990) รวมฟรีโฟลวไวน์ สปิริต ค็อกเทล และสาเก
●
KIWAMI Brunch Champagne – 3,990 บาทสุทธิ/ท่าน (จาก 4,490) รวมฟรีโฟลวแชมเปญ พรีเมียมสาเก ไวน์ สปิริต และค็อกเทล
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
สำรองที่นั่งล่วงหน้า Early Bird ถึง 4 มิถุนายน 2569
เท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-680-9999 | Line:
@PullmanBangkok
ข่าวที่
3-ททท.MOUเวียดนามแอร์ไลน์สดึงเวียดนามเที่ยวไทย1ล้านคน/ปี
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าผู้บริหารไทย 3 องค์กรหลัก ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)
กับ Mr. Le Hong Ha ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
และผู้อำนวยการใหญ่ เวียดนาม แอร์ไลน์ส สายการบินแห่งชาติเวียดนาม เร่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
เชื่อมโยงเพิ่มการเดินทางทางอากาศและจำนวนนักท่องเที่ยว ด้วยการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างเมืองสำคัญของ
2 ประเทศ ทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ โดย ททท.
จะผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว
ตัวแทนที่ร่วมลงนามใน
MOU ครั้งนี้ นำโดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ผู้ว่าการ ททท. นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” นายภูมิพิพัฒ มีสำราญ
อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (Thai Travel Agents Association - TTAA) และซีอีโอ เวียดนามแอร์ไลน์ส
ผู้ว่าฯ
ฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท. จับมือกับเวียดนาม แอร์ไลน์ส ผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–เวียดนาม
ยกระดับการเชื่อมโยงทางอากาศและขับเคลื่อนการทำตลาดร่วม เดินหน้าเปิดเส้นทางบินใหม่
เพิ่มเที่ยวบิน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบครบวงจร ผลักดันไทยให้เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเวียดนามและต่างชาติ
โดยมีความเชื่อมั่นความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียนเติบโตได้เป็นอย่างดี
โดยต่อยอดจุดแข็งของไทยด้านเครือข่ายการบินและสินค้า-กิจกรรมระดับนานาชาติ
นำร่องจากการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ โฮจิมินห์-ภูเก็ต 4 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่ม 2 กรกฎาคม
2569 เป็นต้นไป ททท. ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวเวียดนามมาไทยเพิ่มเป็น
1 ล้านคน/ปี จากปัจจุบัน 750,000–900,000 คน/ปี เพื่อสร้างรายได้และเสริมความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างสองประเทศไปพร้อม
ๆ กัน
ระหว่าง
1 มกราคม – 25 พฤษภาคม 2569
มีนักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาไทยแล้วกว่า 219,986 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฤดูท่องเที่ยวช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน
พฤษภาคม–กรกฎาคม นี้ ช่วยกระตุ้นกลุ่มครอบครัวเข้ามามากขึ้น และไทยมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยวเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเวียดนามรุ่นใหม่ต่อเนื่อง
เช่น อีเวนต์นานาชาติ คอนเสิร์ต เทศกาลต่าง ๆ ทางด้านผู้ประกอบการเวียดนามได้ปรับกลยุทธ์ร่วมกับสายการบินทำแพ็กเกจแบบเหมาจ่ายอย่างคุ้มค่า
ส่งผลให้ตลอดฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ไทยมีนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเข้ามาเพิ่มและสามารถรักษาตลาดเติบโตได้เป็นอย่างดี
ข่าวที่ 4-บางจากเคลียร์ปมBCPGลงทุนโปร่งใสคลังน้ำเพชรบุรี9พันล้าน
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง
ๆ เกี่ยวกับ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) เข้าลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 และประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย
โครงสร้างธุรกรรม กระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น
ผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท
บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร
อธิบายถึงมีข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม
การประเมินมูลค่า หลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ
จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สาธารณะเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องดังนี้
จากการที่ “โรงกลั่น” น้ำมันบางจากพระโขนง
(“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน
และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน
และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ส่วนการจัดเก็บน้ำมันและการ “บริหารซัพพลายเชน”
ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ
จึงได้ศึกษาทางเลือกการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์
และรองรับการเติบโตของธุรกิจ ตามลำดับเหตุการณ์ 28 ปี คือ
● ช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ “FSU
WYOMING” เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น
มีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรล/วัน มีความจุประมาณ 400
ล้านลิตร
● ต่อมาปี 2543 บริษัทฯ
ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมันที่อำเภอศรีราชา 2 แห่ง เพื่อรองรับเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรล/วัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ ซึ่งใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ
16 ปี
ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น
รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรล/วัน บริษัทฯ ได้ “ศึกษาทางเลือก” ด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มต่อเนื่อง
ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม
● ช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU
BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน
ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม
● ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ
ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบในหลายพื้นที่
ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี
การขยายคลังในจังหวัดระยอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก
รวมทั้งการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง
โดยเปรียบเทียบด้านต้นทุน
ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ รองรับกำลังการกลั่นและความต้องการด้านซัพพลายเชนของกลุ่มบางจากที่เพิ่มขึ้น
จากการศึกษา “ทางเลือกต่าง ๆ”
โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งจำนวนถังจัดเก็บเพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บเพิ่มจากประมาณ 500
เป็นประมาณ 720 ล้านลิตร
ระบบท่อส่งน้ำมันเพิ่มจาก 3 เป็น 5 ท่อ
ท่าเทียบเรือเพิ่มจาก 2 เป็น 6 จุด
ขณะเดียวกันยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการของกลุ่มบางจากด้านซัพพลายเชนที่เพิ่มขึ้นช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น
ขณะที่ “BCPG” อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการ
“คลังน้ำมันเพชรบุรี” จึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนของกลุ่มบริษัทบางจากที่สอดคล้องกับทิศทางรวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์
● “การพิจารณา” การลงทุนนั้น “BCPG” ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted
Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน
ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง
รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 50 % และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ
มูลค่าการลงทุน 9,000 ล้านบาท อยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว
● สำหรับ “ธุรกรรม” ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ BCPG ได้พิจารณารายละเอียด
โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ การประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนถึงขั้นสุดท้ายที่คณะกรรมการ
BCPG ตัดสินใจลงทุน
● ปี 2565 “ราคาซื้อขาย” แตกต่างจากราคาที่เคยกล่าวถึงเมื่อปี
2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา
ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ ถังเก็บน้ำมัน
ศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
● “ธุรกรรมนี้” จึงเป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย
จำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา
เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ
ดังนั้นการจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน
และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG
เนื่องจากตามหลักบัญชี
เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดย
“จำแนก” ทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตน และสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี
● “ผลการวิเคราะห์” แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ
1,900 ล้านบาท
สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต
เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ “ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมด”
เท่ากับมูลค่าการลงทุน
วันนี้กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า
การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน
โปร่งใส ผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ
ส่วนข้อสังเกตบางประเด็นช่วงที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่ง “อาจเกิดจากข้อมูล” ที่ไม่ครบถ้วน
และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ
กลุ่มบริษัทบางจาก
ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส
การกำกับดูแลกิจการที่ดีการดำเนินธุรกิจมาตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม
ช่วงที่ 2 วันไหน ๆ ก็เที่ยวเมืองไทยได้ตลอดเวลา สัปดาห์นี้มีโมเดล “เที่ยวสระบุรี”
มาแนะนำทริป ฮีลใจใกล้กรุงปิดสวิตดิจิทัลเติมพลังสโลว์ไลฟ์ 2 วัน 1 คืน แล้วฟัง “หัวเราะวันละนิด”
ดีต่อใจ แถมพิชิตความดันและโรคหัวใจได้ และข่าวฮ็อต ข่าวแรก “นายกฯอนุทิน” ต้อนรับผู้นำเวียดนาม-ขยายท่องเที่ยว
2 ประเทศ ข่าวที่สอง “ททท.ดันไทย” ผงาดเป็น “The World’s Safe Space”รับPride Month มิ.ย.69
ท่องเที่ยว –เที่ยวสระบุรีฮีลใจใกล้กรุงเติมพลังสโลว์ไลฟ์
2
วัน 1คืน
เปิดพิกัดเลือกเที่ยวในวันสบาย ๆ กับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”
(ททท.) แนะนำวางแผนทริป “สระบุรี” 2 วัน 1 คืน ที่ให้จังหวะของแต่ละคนได้หยุดพัก
ปล่อยวางจากโลกดิจิทัลที่วุ่นวาย ปิดโหมดการติดโซเชียลในชีวิตลงสัก 48 ชั่วโมง
วันที่ 1 : เริ่มต้นที่ จิตตัง Jittang Restaurant & Café ชวนมาลิ้มรสอาหารไทยฟิวชั่นจากวัตถุดิบออร์แกนิก
ที่ปลูกด้วยแนวคิดเพอร์มาคัลเจอร์ วัฒนธรรมแห่งการกินเพื่อสุขภาพ
แล้วมุ่งหน้าสู่ที่พัก “เดอะ โซล
รีสอร์ท” เตรียมตัวให้พร้อมเข้าสู่โปรแกรม “ดิจิทัล ดีท็อกซ์” เพื่อปรับสมดุลกายและใจ
ร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิ เพิ่มการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ก่อนปั่นจักรยานรับพลังจากธรรมชาติบริสุทธิ์
วันที่ 2 : ตื่นเช้ามาโยคะยืดเหยียดร่างกาย
ก่อนเข้าสู่ทรีตเมนต์บำบัด
ที่ออกแบบมาเพื่อบรรเทาความล้าจากการทำงานหนักหรือการใช้เทคโนโลยีแบบโอเวอร์โหลดลง
จากนั้นเดินทางไป วัดถ้ำพระโพธิสัตว์
รื่นรมย์ไปกับความสงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติ และแวะ “กายะ มัทฉะ/Gaya Matcha” นั่งทอดอารมณ์จิบมัทฉะคุณภาพในบรรยากาศอบอุ่นเรียบง่าย
เต็มพลังจนเต็มแล้วก็เดินทางกลับบ้าน พร้อมทำงานในวันต่อไป
ไฮไลต์ : • สัมผัสประสบการณ์ “ดิจิทัล ดีท็อกซ์” ท่ามกลางธรรมชาติสงบที่ “เดอะ โซล
รีสอร์ท” • ลิ้มรสอาหารเพื่อสุขภาพจากวัตถุดิบออร์แกนิกที่
จิตตัง เรสโตรองต์ แอนด์ คาเฟ่า • ดื่มด่ำช่วงเวลาสบาย ๆ
พร้อมจิบมัทฉะคุณภาพในบรรยากาศเรียบง่ายที่ กายะ มัทฉะ
เป็นการพักผ่อนสโลว์ไลฟ์เรียบง่าย 1 ใน 5 เส้นทางของ Central Rhythm ที่จะพาทุกคนไปค้นพบจังหวะชีวิตใหม่
ๆ ในภาคกลาง
สุขภาพ –หัวเราะวันละนิด ทั้งดีต่อใจ แถมพิชิตความดันและโรคหัวใจได้
ชวนมา
“หัวเราะ” กันเถอะ! เพราะการหัวเราะ ไม่เพียงช่วยให้คุณมีความสุข
แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและร่างกายให้แข็งแรงด้วย มีการวิจัยพบว่า “การหัวเราะเป็นประจำ”
ช่วยลดความดันโลหิต และฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด)เปรียบได้กับการ
"ออกกำลังกายแบบเบาๆ" ที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดเต็มที่
ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ที่สำคัญการหัวเราะยังช่วยกระตุ้นปอดและระบบหายใจ
โดยแทบไม่ต้องออกแรงเลย
●ประโยชน์ดีๆ
ของการหัวเราะ
1. กระตุ้นปอดและหัวใจให้แข็งแรง : เสียงหัวเราะเหมือนการออกกำลังกายให้ปอด
ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดเชื้อโรคสะสมในระบบทางเดินหายใจ ลดเสี่ยงโรคต่างๆ เช่น
ไข้หวัด โรคปอด หอบหืด ไซนัส และลดนอนกรนได้ด้วย
2. กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด :
ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้เต็มที่
ส่งผลดีต่อการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย ป้องกันอาการเจ็บหน้าอก
ลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว
3. ส่งเสริมระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย : ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และระบบย่อยอาหาร
ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยเผาผลาญไขมันหน้าท้อง กระตุ้นกล้ามเนื้อในช่องท้อง
4. เพิ่มฮอร์โมนสุขและคุณภาพการนอนหลับ : เมื่อเรายิ้มหรือหัวเราะ
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนความสุขอย่างเอ็นโดรฟิน เป็นสารความสุข
ช่วยทำให้รู้สึกมองโลกในแง่ดีขึ้น สบายใจมากขึ้น ลดความเครียดและวิตกกังวล
ช่วยให้นอนหลับได้สนิท และอาจส่งผลดีต่อสมองและความทรงจำอีกด้วย
5. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและเสริมฮอร์โมน : ช่วยให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานได้ปกติ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยป้องกันโรคเบาหวาน กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า เสริมสร้างอารมณ์รัก และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
● เทคนิคเพิ่มเสียงหัวเราะในชีวิตประจำวัน
- ดูคลิปตลกหรือภาพยนตร์ที่สร้างเสียงหัวเราะ ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด
แล้วยังเติมพลังบวกให้จิตใจแบบง่ายๆ
- ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวที่มองโลกในแง่ดี
การใช้เวลาพูดคุยกับคนใกล้ชิด โดยเฉพาะกับคนที่มองโลกในแง่ดี
มักจะสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ลองเล่าเรื่องราวสนุกๆ
หรือเรื่องขำขันจากชีวิตประจำวันให้กันฟัง
เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และเพิ่มความสุขไปในตัวด้วย
- ลองฝึกโยคะหัวเราะ (Laughter Yoga) เป็นการฝึกหัวเราะอย่างตั้งใจ
โดยใช้เทคนิคการหายใจร่วมด้วย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
พร้อมทั้งเพิ่มออกซิเจนให้กับสมอง ลองเข้าคลาสหรือดูวิดีโอสอนโยคะหัวเราะกันดูนะคะ
รับรองว่าได้ทั้งสุขภาพและเสียงหัวเราะแน่นอน
- หัดมองสิ่งรอบตัวในมุมตลกหรือแง่ดี บางครั้งสถานการณ์ต่างๆ
ในชีวิตประจำวันก็มีมุมขำๆ ที่เราอาจมองข้ามไป
ลองเปลี่ยนมุมมองและเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ด้วยความสนุกสนาน คุณอาจจะเจอเรื่องราวฮาๆ
จากเรื่องธรรมดาได้ไม่ยาก
"เสียงหัวเราะ"
สามารถส่งเสริมสุขภาพคนเราได้มากแค่ไหน
เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนความสุขในสมอง
ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงต่างๆ
และเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย
มาเริ่มสร้างเสียงหัวเราะให้กับตัวเองในทุกๆ วัน
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –นายกฯอนุทินต้อนรับผู้นำเวียดนาม-ขยายท่องเที่ยว2ประเทศ
นายอนุทิน
ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับและกล่าวปาฐกถาพิเศษ
ในโอกาสการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พลเอกพิเศษ โต เลิม
เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ในงาน “Thailand – Vietnam Business Forum 2026”
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
ที่โรงแรม เดอะ ริทซ์ คาร์ตัน กรุงเทพฯ รัฐบาลจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม
“นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
มีโอกาสภายในงานนี้ร่วมพิธีแลกเปลี่ยน (MOU) ระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจของเวียดนาม
จากการที่ ททท. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of
Understanding: MOU) กับสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ส
ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงทางอากาศระหว่างทั้ง 2
ประเทศ
กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือของไทยกับเวียดนามทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
อันจะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจภูมิภาคนี้เติบโตอย่างแน่นแฟ้นและยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเช่นกัน
ข่าวที่สอง –ททท.ดันไทยผงาดสู่“The World’s Safe Space”รับPride Month
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมเวที Bangkok Pride Forum 2026
เมื่อเย็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น G SIAM
CENTER เวทีสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลากหลายตัวตนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์
สะท้อนพลังของความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจ
โดยผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้อย่างปลอดภัยและภาคภูมิใจ
ชูแนวคิด Healing is the New Luxury x Sapphic Power เชื่อมโยง
Pride, Wellness, Lifestyle และเสน่ห์ไทย สู่การพัฒนา Sapphic
Tourism และ Women-Friendly Travel Hub ของภูมิภาค
จากแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคา
ไปสู่ด้าน “ความรู้สึก” นักท่องเที่ยวต้องการประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย
ได้การยอมรับ เป็นอิสระ มีความสุขกับตัวตนของตนเอง เป็นหัวใจของ Luxury
of Feelings และแนวคิด Healing is the New Luxury ของซึ่งไทยมีจุดแข็งจาก DNA ของความอ่อนโยน
น้ำใจไมตรี การต้อนรับที่อบอุ่น และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย
สิ่งเหล่านี้คือ “เสน่ห์ไทย” ที่ต่อยอดเป็นพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวหญิงและกลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลก
ททท.
จึงชูแนวคิด Sapphic Tourism เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์
ครีเอเตอร์ คอนเทนต์ และอีเวนต์ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Women-Friendly
Travel Hub ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความมั่นใจ
และประสบการณ์การเดินทางที่เข้าใจความหลากหลาย
สร้างอัตลักษณ์ให้เมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ในมิติ Urban Creative
เชียงใหม่ในมิติ Healing & Art พัทยาในมิติ
Entertainment & Nightlife สมุยในมิติ Wellness
Island และภูเก็ตในมิติ Luxury Beach Destination เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างภาพจำใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย
ททท. เชื่อมั่นว่า Pride จะเป็นโอกาสสำคัญสื่อสารว่าไทยพร้อมเปิดรับทุกความรัก ทุกตัวตน และทุกความรู้สึก พร้อมเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีความหมาย สะท้อนบทบาทของ ททท. ในการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางคุณภาพ ที่ใช้ความหลากหลาย ความปลอดภัย และเสน่ห์ไทย เป็น
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.








