วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ททท.ปารีสร่วม World Pride Amsterdam 2026เปิด4กลยุทธ์ปูทางไทยเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030

ททท.ปารีสร่วม World Pride Amsterdam 2026เนเธอร์แลนด์

เปิด4กลยุทธ์ปูทางไทยเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030

ททท.สำนักงานปารีสนำทีมร่วมWorld Pride Amsterdam 2026 ที่เนเธอร์แลนด์ 3-6 ส.ค.69

 เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #World PrideAmsterdam2026

ททท.ปารีส นำทีมร่วม World Pride Amsterdam 2026 เดินหน้ารุกตลาด LGBTQIAN+ ทั่วโลก เปิด 4 กลยุทธ์ “สร้างเครือข่าย-เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย-ผนึกสื่อกระแสหลัก-บู๊สสื่อโซเชียล” ปูทางไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. สำนักงานปารีส ขับเคลื่อนกลยุทธ์นำไทยปักธงสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกด้านความหลากหลาย (Global Rainbow Destination) โดยเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงรุกในงาน “World Pride Amsterdam 2026” กรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เมื่อ 3–6 สิงหาคม 2569 สร้างการรับรู้ พันธมิตร และสนับสนุนกรุงเทพมหานครเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030

การเข้าร่วมงาน World Pride Amsterdam 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญตามแผนยุทธศาสตร์การตลาดททท. มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว LGBTQIAN+ จากทั่วโลกซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง ผ่านการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมทุกมิติทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟท์ พาวเวอร์ ทางวัฒนธรรม ความเป็นมิตรที่เปิดกว้างกับทุกคน


ททท.ได้รุกกตลาด World Pride Amsterdam 2026 โดยได้วางบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เปิด 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ :

กลยุทธ์ที่ 1 สร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ (B2B & B2G Networking) :

            วันที่ 3 สิงหาคม 2569 : ร่วมออกบูธในงาน Road to Bangkok World Pride 2030 ที่โรงแรม Pulitzer Hotel Amsterdam ต้อนรับพร้อมให้ข้อมูลการท่องเที่ยวแก่ผู้นำความคิดและผู้ร่วมงานระดับ VIP กว่า 200 คน

            วันที่ 4 สิงหาคม 2569 : จัดประชุมและ Networking Lunch ที่ร้านอาหารไทย สยาม โบว์เพื่อเชื่อมโยงคณะผู้แทนจากประเทศไทย ได้แก่ คณะ Bangkok Pride, สสปน. (TCEB), กระทรวง พัฒนาสังคม กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร และวุฒิสภา เข้ากับองค์กรระดับโลกอย่าง InterPride และ Asian Pride เพื่อขยายฐานสนับสนุนทางการเมืองและการท่องเที่ยว

กลยุทธ์ที่  2 การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง (B2C On-site Engagement) :

            วันที่ 4-5 สิงหาคม 2569 : ปักธง บูธประเทศไทย ในงาน Pride Village บริเวณ Museumplein แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางอัมสเตอร์ดัม

            วันที่ 5 สิงหาคม 2569 : ออกบูธให้ข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงลึก ที่ศูนย์ประชุม Beurs van Berlage เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและหมุดหมายการเดินทางใหม่ๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก


กลยุทธ์ที่ 3 การสื่อสารผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก (Earned Media Strategy):

 ประสานงานกับ WINQ Magazine สื่อ LGBTQIAN+ ชั้นนำของเนเธอร์แลนด์ สัมภาษณ์พิเศษทีม Bangkok Pride เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความพร้อม ความตั้งใจของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030 เผยแพร่สู่สายตาชาวตระกูล Pride ในยุโรป

            กลยุทธ์ที่ 4 บู๊สกระแสบนโลกออนไลน์ (Owned & Digital Media) :

            อัดแคมเปญประชาสัมพันธ์เข้มข้นผ่านช่องทางดิจิทัลของ ททท. สำนักงานปารีส ทั้ง Facebook ที่มีผู้ติดตามกว่า 30,000 คน และ Instagram ที่ผู้ติดตามกว่า 98,300 คน เพื่อสร้างการรับรู้และความเคลื่อนไหวเรียลไทม์ ตลอดช่วงเวลาการจัดงาน


ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ ย้ำว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังประชาคมโลกถึงความพร้อมของกรุงเทพฯ ในการเปิดบ้านต้อนรับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และปูทางสู่ชัยชนะในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030 ต่อไป

 

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บางจากโชว์ไตรมาส2ปี69SAFทำเงินแล้ว-รายได้การขายบริการพุ่ง1.83แสนล้าน-กำไร1.22หมื่นล้าน

บางจากโชว์ไตรมาส2ปี69 SAFธุรกิจน้องใหม่เริ่มทำรายได้

รายได้การขายบริการพุ่ง1.83แสนล้าน-กำไร1.22หมื่นล้าน

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #ไตรมาส2ปี69รายได้การขาย1แสน8หมื่นล้าน 

บางจากฯ ไตรมาส 2 ปี 2569 ชูน้ำมัน SAF” สร้างรายได้หนุนธุรกิจหลัก มีรายได้การขายและบริการทะลุ 183,553 ล้าน โตจากปีก่อน 29% กำไรโต 12,229 ล้านบาท โตจากไตรมาสก่อน 99 %

          กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานชีวภาพ กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจต้นน้ำ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก “มีรายได้” จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 29 % มี “EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 46 % มี “กำไร” ส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 99 % คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท พร้อมเปิดศักราชใหม่ของธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตด้วยการเริ่มผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ช่วงที่เหลือของปีตลาดพลังงานโลกมีแนวโน้มยังคงเผชิญความไม่แน่นอน 

          นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญ 1.การกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท 2.รับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 4,415 ล้านบาท รวมทั้งเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์ เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่าย 39 ล้านลิตร จาก ส่วนต่างราคา SAF-UCO อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในไตรมาสนี้และในระยะยาว ช่วงที่เหลือของปียังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกำไร เช่น ราคาพลังงานความผันผวน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

          กลุ่ม 1 ธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพมี EBITDA เพิ่มขึ้น ดังนี้

-“ธุรกิจโรงกลั่น” ได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

-ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ส่วนธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นและการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF 

-ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าลดลงตามฤดูกาล รวมถึงการรับรู้การขยายตัวของดาต้า เซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้โรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์เต็มที่

-ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น

            แม้ “สถานการณ์พลังงานโลก” ยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงควบคู่กับสร้างการเติบโตธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต “หน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกเมื่อพฤษภาคม 2569 เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SAF รวม 39 ล้านลิตร และได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ในระดับสูง จึงเริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF เป็นครั้งแรกด้วย

“ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก” เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศผ่านกลุ่มธุรกิจหลักประสานกันอย่างไร้รอยต่อตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงานผ่านศักยภาพโรงกลั่นทั้ง 2แห่ง ส่งผลให้ครึ่งแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 3,000 ล้านบาท

“บริษัทฯ”  โดยบริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) จะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง ช่วยต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและขยายธุรกิจในต่างประเทศ

“นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานแต่ละกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ดังนี้

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 144,177 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 17 % จากปีก่อน 45% มี EBITDA 17,186 ล้านบาท โผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจมีดังนี้

-ธุรกิจโรงกลั่น : มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท โดยรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (รวมการวัดมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชี) 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ลดจากไตรมาสก่อน จากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA 1,000 ล้านบาท จากการขายเชิงพาณิชย์หน่วยผลิต SAF

-ธุรกิจการตลาด : มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัว 1.26 บาท/ลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโลก แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงจากไตรมาสก่อน สิ้นไตรมาส 2 กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี มีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการ27.9% พร้อมเดินหน้าขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเมียมและน้ำมันดีเซล B20 รวมถึงธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง

-ธุรกิจพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยปรับตัวดีขึ้น จากตลอดไตรมาสได้คงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 ภายหลังเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF

กลุ่มที่ 2 ธุรกิจการค้าน้ำมัน : มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขยายตัว 20 % โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out-Out) มีกำไรและสัดส่วนธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงปรับเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจขนส่งทางเรือมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากธุรกรรม ไทม์ ชาเตอร์ ขยายโต การใช้โอกาสในตลาด Spot Charter และค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง การรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

กลุ่มที่ 3 ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ : มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) ปรับเพิ่มขึ้น 40 % ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้น 15 % จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในยุโรปอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี รวมทั้งรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) โดยหลักเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Hedging Gain) จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส

            OKEA บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และด้อยค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) จากการปรับลดราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส รวมทั้งได้ปรับประมาณการการผลิตปี 2569 เป็น 29–32 kboepd จากการเลื่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหลุม Garn West South ในแหล่ง Draugen ไปเป็นไตรมาส 3 ปี 2569 อนาคตประมาณการผลิตปี 2570 ปรับเพิ่มเป็น 39–43 kboepd จากการปรับเพิ่มประมาณการการผลิตของหลุม Talisker West ในแหล่ง Brage คาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครึ่งหลังปี 2570

กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน : มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Hamilton ได้ ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 45 % จากเดือนพฤษภาคมเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นด้วย

            “ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569  กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 25 % มี EBITDA 43,763 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับปีก่อน 100 % เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

            “จากความโดดเด่นและความแข็งแกร่ง” ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Fortune Southeast Asia 500 ปี 2569 อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET50 รอบการคำนวณระหว่าง 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตอกย้ำนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตและสร้างมูลค่าในระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก

            “ฐานะทางการเงิน” ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจาก มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,611 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีหนี้สินรวม 272,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นรวม 102,606   ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า

 

ททท.ย้ำความสำเร็จ 3 สนง.ในจีน“เซี่ยงไฮ้-เฉิงตู-ปักกิ่ง”ลุยขาย”เวลเนส-ทัวร์กีฬา-ซอฟท์พาวเวอร์”

ททท.ย้ำความสำเร็จ 3 สนง.ในจีน“เซี่ยงไฮ้-เฉิงตู-ปักกิ่ง”

ควงพันธมิตรลุยขาย”เวลเนส-ทัวร์กีฬา-ซอฟท์พาวเวอร์”


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #ตลาดท่องเที่ยวจีน  

สำเร็จ 3 สำนักงานในจีน “เซี่ยงไฮ้” ชูขายเวลเนส+เชิงประสบการณ์ จับมือ LANN Space กับ Tuniu.com เจาะฝั่งตะวันออก “เฉิงตู” ผนึก KOLs คอนเทนท์ครีเอเตอร์ บูมทัวร์กีฬา ขยายฝั่งตะวันตก “ปักกิ่ง” ปั้นจุดขายซอฟท์ พาวเวอร์ ไลฟ์สไตล์ รุกกลุ่มครอบครัวออนทัวร์หน้าร้อนปิดเทอม


นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. 3 สำนักงาน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ได้ขับเคลื่อนตลาดในสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเข้มข้นตลอดปี 2569 โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพในแต่ละภูมิภาค เน้นสร้างประสบการณ์ใหม่และกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวของไทย ผลงานแบ่งตามพื้นที่สำคัญหลักในจีนที่ได้วางกลยุทธ์ตอบโจทย์พฤติกรรมในแต่ละพื้นที่





“ภูมิภาคจีนตะวันออก” เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง มี ททท. สำนักงานเซี่ยงไฮ้ นำเสนอขายประเทศไทยโดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) เจาะกลุ่มพรีเมียม โดยได้ร่วมมือกับ 3 พันธมิตร ได้แก่

กลุ่มที่ 1 LANN Space หรือ LANNSPACE  พื้นที่ไฮไลต์ด้านทำสมาธิ ฝึกสติ และบำบัดจิตใจ (Mindfulness & Healing Space) ภายใต้แบรนด์ LANN ของจีน ซึ่งโดดเด่นด้านการผสานศาสตร์ผ่อนคลายเข้ากับแนวคิดสุขภาพองค์รวม (Holistic Wellness)

กลุ่มที่ 2 Tuniu.com หนึ่งในแพลตฟอร์มตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ชั้นนำของจีน เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยในตลาดจีนตะวันออก ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” นำเสนอประสบการณ์สมาธิและการเจริญสติในพื้นที่ “สระบุรีและเขาใหญ่” ผ่านกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ เช่น การเดินป่า (Forest Bathing) และการฝึกหายใจ (Breathwork) โปรโมตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์, ดิจิทัล, KOLs (Key Opinion Leaders) ร่วมกันนำเสนอภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย

ขณะนี้ ททท.เซี่ยงไฮ้ ยังคงเดินหน้าสื่อสารแบรนด์ “Amazing Thailand, The Journey Your Heart Leads” เผยแพร่ผ่านวิดีโอประชาสัมพันธ์ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำในเซี่ยงไฮ้ 5 แห่งในนคร ฉายรวมกว่า 2,500 รอบ เพื่อเข้าถึง “กลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง” ช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของตลาดจีน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางและตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพ รวมถึงได้ทำประชาสัมพันธ์ขยายสู่มณฑลเจียงซู ผ่านรายการสดทางสถานีโทรทัศน์นานาชาติหนานจิง นำเสนอแนวคิด Experiential Tourism พร้อมแนะนำเมืองน่าเที่ยว เช่น ระยอง หัวหิน เข้าถึงฐานผู้ชมได้กว่า 5 ล้านคน



“ภูมิภาคจีนตะวันตก” ททท. สำนักงานเฉิงตู วางกลยุทธ์เจาะกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและปลุกพลังนักสร้างคอนเทนท์ (Content Creator)  ปั้นไทยสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงกีฬา ร่วมมือกับ “Zx-tour” บริษัทนำเที่ยวและชุมชนกีฬาของจีนที่โดดเด่นด้านการจัดนำเที่ยวเชิงกีฬา โดยเฉพาะทริปวิ่งมาราธอนและการแข่งขันวิ่งระดับโลก ร่วมกันจัดกิจกรรม Offline Sharing Session for Amazing Thailand Marathons” ที่เฉิงตู ดึงดูดนักวิ่งและผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายในมณฑลเสฉวนและฉงชิ่ง ควบคู่การทำประชาสัมพันธ์ปฏิทินการแข่งขันมาราธอนในเมืองน่าเที่ยว เช่น สุโขทัย กำแพงเพชร บุรีรัมย์ หัวหิน และสงขลา

รวมท้งได้นำคณะ KOLs กับ Content Creators จากจีนเข้าร่วมกิจกรรมแฟมทริปมายังจังหวัดเชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน กาแฟออร์แกนิก ธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวสายมู ก่อนต่อยอดทำประชาสัมพันธ์เชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่เชียงราย และสนับสนุนในอนาคตจะเปิดเส้นทางบินตรงจากจีนตะวันตกสู่เชียงใหม่และเชียงราย


“ภูมิภาคจีนทางตอนเหนือ” ททท. สำนักงานปักกิ่ง มุ่งเจาะตลาด “กลุ่มครอบครัว” ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เน้นกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนในพื้นที่มณฑลระดับรอง โดยจับมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่มณฑลจี๋หลิน จัดงาน “Cool Summer Breeze · Long-Lasting Friendship Between Jilin and Thailand” ที่เมืองฉางชุน นำเสนอวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทยครบวงจร ทั้งการจำลองเทศกาลสงกรานต์ ตลาดสินค้า ผลไม้ไทย เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง การแสดงนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 80,000 คน สอดคล้องกับจำนวนที่นั่งสายการบินบินตรงจากมณฑลจี๋หลินมายังไทยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 7 %

ททท.สำนักงานในจีนทั้ง 3 แห่ง สร้างความสำเร็จปี 2569 ชูจุดขายอย่างเป็นรูปธรรมทั้ง “จีนตะวันออก” ด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “จีนตะวันตก” การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและไลฟ์สไตล์ “จีนตอนเหนือ” เจาะตลาดครอบครัวผ่านซอฟต์พาวเวอร์

สะท้อนถึง ททท.ทั้ง 3 สำนักงานในจีน ได้ปรับตัวเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงแต่กระตุ้นการเดินทางภาพรวมเข้าประเทศ แต่ยังมุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ส่งต่อโอกาสทางการท่องเที่ยวลงสู่เมืองน่าเที่ยวต่าง ๆ อย่างทั่วถึงด้วย


            ขณะนี้สาธารณรัฐประชาชนจีน ยังคงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต่อเนื่อง สถิติการเดินทาง 1 มกราคม–5 สิงหาคม 2569 จีนมาเที่ยวเมืองไทยล้ว 3,149,889 คน สะท้อนให้เห็นชาวจีนฟื้นตัวเดินทางท่องเที่ยวและเกิดความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม

ททท. คาดการณ์ตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาไทยกว่า 5 ล้านคน ตอกย้ำถึงศักยภาพของจีนในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักของไทย ทั้งด้านปริมาณและมูลค่าการใช้จ่าย โดยมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การคมนาคม การค้าปลีก แหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

 


“บางจาก-อบก.”นำไทยยกระดับตลาดคาร์บอนสู่สากลมุ่งดึงเงินและการลงทุนได้

“บางจาก-อบก.”นำไทยยกระดับตลาดคาร์บอนสู่สากล

ยันหัวใจหลักไม่ใช่เน้นราคาต้อง“ดึงเงิน+การลงทุน”ได้

บางจากร่วมเวที อบก.หนุนหัวใจทำคาร์บอนเครดิตต้องเน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #อบก #หนุนคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดสากล

บางจากฯ ร่วมเวที อบก. เห็นพ้องหัวใจทำคาร์บอนเครดิตต้องมุ่ง “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” คือ พร้อมนำเอกชนยกระดับตลาดคาร์บอนไทย เชื่อมโยงอาเซียน ปูพรมโอกาสสู่ตลาดสากล ย้ำหลักใหญ่ต้องไม่เน้นราคาอย่างเดียวต้องดึงเงินและการลงทุนได้ด้วย



นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club ร่วมเสวนาในงานแถลงผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ “อบก.” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวเปิดงานและนำเสนอทิศทางตลาดคาร์บอนไทย ซึ่งกำลังเปลี่ยนจาก “การแข่งขันด้านราคาและปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ” สอดคล้องกับแนวโน้ม High-Integrity Carbon Credits ในตลาดโลก ส่วนผลสำรวจนำเสนอโดยนางอโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต อบก. และนายบุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด สะท้อนถึงภาคธุรกิจไทยตื่นตัวและมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม จึงยังมีช่องว่างระหว่างความสนใจกับการเข้าสู่ตลาดจริง เป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดต่อไป


นางกลอยตา ได้ร่วมเสวนา “ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนไทย และเปิดรับโอกาสใหม่สู่ตลาดสากล” ด้วยการรวบรวมมุมมองจากผู้มีบทบาทตลอดห่วงโซ่ตลาดคาร์บอน ทั้งผู้กำหนดมาตรฐาน ผู้ซื้อ ผู้พัฒนาโครงการ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขาย ผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ปวีณา พาณิชยพิเชฐ ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองคาร์บอนเครดิต อบก. นายสุรพล บุพโกสุม ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโซลูชันด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นางสาววุฒิอร พจน์อารีสกุล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และนายฉัตรเทพ จันทร์แย้ม Senior Policy Analyst, Global Green Growth Institute (GGGI) Thailand

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า Premium T-VER จะเป็นกลไกสำคัญยกระดับคาร์บอนเครดิตไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รองรับความต้องการเครดิตคุณภาพสูง และต่อยอดสู่มาตรฐานที่ได้การยอมรับร่วมกันในอาเซียน ซึ่ง “ประเทศไทย” ยังต้องเร่งพัฒนากระบวนการออกหนังสือรับรองการถ่ายโอนเครดิตระหว่างประเทศ เชื่อมโยงระบบทะเบียน ลดต้นทุนการพัฒนาและทวนสอบโครงการ รวมถึงลดช่องว่างระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เพื่อให้เกิดธุรกรรมข้ามพรมแดนที่น่าเชื่อถือ สนับสนุนบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของภูมิภาค


“นางกลอยตา” ได้แบ่งปันประสบการณ์ของบางจากฯ กล่าวถึงการใช้คาร์บอนเครดิตว่า ต้องยึดหลัก “Reduce First” ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรก่อน แล้วใช้เครดิตชดเชยเฉพาะส่วนที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมา บางจากฯ ได้นำคาร์บอนเครดิตมาใช้ชดเชยการปล่อยจากกิจกรรมทั้งในระดับบุคคลและการจัดงานคาร์บอนเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“การเลือกซื้อคาร์บอนเครดิต” จึงไม่ควรพิจารณาเพียง “ราคา” แต่ต้องคำนึงถึง “วัตถุประสงค์และคำกล่าวอ้าง” ในการใช้เครดิต ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบได้ การป้องกันการนับซ้ำ การยอมรับในตลาด ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

สำหรับ “องค์กร” ที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ ต้องเลือกเครดิตที่สอดคล้องกับข้อกำหนดและได้การยอมรับในตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่า Premium T-VER เป็นพื้นฐานสำคัญเครดิตคุณภาพสูงของไทย และการมีสิทธิใช้ภายใต้ CORSIA จะช่วยขยายการใช้ประโยชน์ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้แก่ผู้พัฒนาโครงการ

“กลุ่มบริษัทบางจาก” มีบทบาททั้งในฐานะผู้ซื้อ ผู้พัฒนาโครงการของกลุ่มบริษัท ผู้ร่วมพัฒนาโครงการกับพันธมิตร รวมทั้ง น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ยังสามารถแยกและถ่ายโอนคุณลักษณะลดการปล่อยผ่านระบบ Book and Claim เพื่อให้องค์กรนำไปใช้จัดการการปล่อย Scope 3 ได้ แม้ไม่ได้รับเชื้อเพลิงจากเที่ยวบินหรือสถานที่เดียวกันโดยตรง


ขณะเดียวกันยังร่วมพัฒนาตลาดคาร์บอนไทยผ่านคณะทำงานต่าง ๆ เช่น เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) ช่วยกระตุ้นการซื้อขายผ่าน Carbon Markets Club ต่อยอดสู่ ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ซึ่งเป็นความร่วมมือของเอกชนระดับภูมิภาคที่ช่วยเสริมการขับเคลื่อน High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ข้อริเริ่มที่ประเทศไทยเสนอผ่านกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดคาร์บอนอาเซียนให้มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกันได้ พร้อมเพิ่มโอกาสให้คาร์บอนเครดิตและโครงการลดการปล่อยของไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

            นางกลอยตาย้ำว่า “ภาพความสำเร็จ” ที่อยากเห็นภายในปี 2593 (ค.. 2030) ตลาดคาร์บอนไม่ควรวัดจาก “ปริมาณเครดิตที่ซื้อขาย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถ “ดึงดูดเงินทุนและการลงทุน” ทำให้โครงการที่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น เปิดโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเข้าถึงตลาด เชื่อมโยงเครดิตไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศ กระจายประโยชน์สู่เกษตรกร ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนทำให้ตลาดในอาเซียนเชื่อมถึงกันมากขึ้น

สำหรับ “Carbon Markets Club ได้เข้าร่วมกิจกรรม Business Matching ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานตลอดงาน เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้พัฒนาโครงการ สถาบันการเงิน และพันธมิตรทางธุรกิจ

 


ททท.ต้อนรับไฟลต์ปฐมฤกษ์TransNusa Airlines จาการ์ตา-กรุงเทพฯ ตลาดอินโดบินเพิ่มกว่า1.3แสนที่นั่ง/ปี

ททท.ต้อนรับไฟลต์แรกTransNusa Airlines จาการ์ตา-กรุงเทพฯ

เพิ่มกว่า1.3แสนที่นั่ง/ปี-5จังหวัดอู้ฟู่รับตลาดคุณภาพอินโดฯ

ททท.ต้อนรับไฟลต์ปฐมฤกษ์ TransNusa Airlines เปิดบินตรง จาการ์ตา-กรุงเทพฯ เริ่ม 6 ส.ค.69 รวม 1.3 แสนที่นั่ง/ปี


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #TransNusaAirlines #ตลาดคุณภาพอินโดนีเซีย


ททท.ต้อนรับไฟลต์ปฐมฤกษ์ใหม่  TransNusa Airlines เปิดบินตรง “จาการ์ตา-กรุงเทพฯ” เริ่มแล้ว 6 ส.ค.69 ดึงตลาดใกล้ทั่วอินโดนีเซียแห่เที่ยวไทย หลังมีที่นั่งบินเพิ่มกว่า 1.3 แสนที่/ปี 5 จังหวัด กรุงเทพฯ สงขลา ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี เตรียมรับกำลังซื้อคุณภาพมาแรง


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TransNusa Airlines ของอินโดนีเซีย เปิดเที่ยวบินตรง 8B381  จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)” ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 11.45 น. เดินหน้าส่งเสริมนักท่องเที่ยวคุณภาพร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายการบิน เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อำนวยความสะดวกการเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดบินครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ททท.กับ TransNusa Airlines ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและขยายเครือข่ายเส้นทางบินช่วงครึ่งปีหลัง 2569

เพื่อขยายเส้นทางเชื่อมโยงเข้าสู่พื้นที่เมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยวของไทย ทั้งสองฝ่ายมีแผนเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศจาก บาหลี-ภูเก็ต ช่วยเชื่อมโยงเส้นทางการเดินทางระหว่างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มทางเลือกการเดินทาง กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซียมาไทย นิยมเดินทางท่องเที่ยว 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่


สำหรับสายการบินทรานส์นุสา” มีแผนเปิดเที่ยวบินตรง เส้นทางจาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยใช้เครื่องบินแอร์บัส A320-200 ขนาด174 ที่นั่ง/ลำ บริการ 14 เที่ยว/สัปดาห์ ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์มีนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางมากรุงเทพฯ ด้วยอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เต็มเที่ยวบิน โดยเส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มที่นั่งมาไทยได้ประมาณ 2,500 ที่นั่ง/สัปดาห์ หรือกว่า 130,000 ที่นั่ง/ปี 

แล้วความร่วมมือระหว่าง ททท. กับสายการบินทรานส์นุสา ยังครอบคลุมการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เพื่อสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทย สนับสนุนการขยายเที่ยวบินระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่าในพิธีรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ได้รับเกียรติเข้าร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่นทั้ง ดาโต๊ะ เบอร์นาร์ด ฟรานซิส Datuk กรุ๊ปซีอีโอสายการบินทรานส์นุสา (TransNusa) นางประหนึ่งนุช บำเพ็ญสมัย ที่ปรึกษา 10 ทอท. รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. คณะผู้บริหาร ททท. พันธมิตรภาครัฐ เอกชนด้านการท่องเที่ยว  โดยได้ร่วมกันมอบของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในเที่ยวบินดังกล่าว

รวมถึงทาง Mr. Hari Prabowo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย และคณะผู้บริหารสายการบินเดินทางมาพร้อมด้วย เพื่อสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้มาเยือน สะท้อนความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี



สถิติตั้งแต่ 1 มกราคม2 สิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียมาไทยแล้ว 378,881 คน ซึ่งส่วนใหญ่เน้นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีระยะพำนักเฉลี่ย 6 วัน เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) 85 % นักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำ (Repeat Visitors)  53 % จุดหมายปลายทางยอดนิยมเรียงตามลำดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา ชลบุรี ภูเก็ต และกระบี่ มี “กิจกรรม” ที่สนใจ ได้แก่ รับประทานอาหารไทย ชมแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ เที่ยวชุมชน นวดสปา กิจกรรมชายหาด 

ททท. คาดการเปิดบินตรงจาการ์ตา–กรุงเทพฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซียมาไทยแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นประเทศจุดหมายปลายทางระยะใกล้ยอดนิยมของชาวอินโดนีเซีย และสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตดีต่อเนื่องต่อไป

 

ททท.ปารีสร่วม World Pride Amsterdam 2026เปิด4กลยุทธ์ปูทางไทยเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030

ททท.ปารีสร่วม World Pride Amsterdam 2026 เนเธอร์แลนด์ เปิด 4 กลยุทธ์ปูทางไทยเจ้าภาพ World Pride Bangkok 2030 ททท.สำนักงานปารีสนำทีมร่วม ...