วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ททท.หารือฑูตใหม่อิสราเอล5เรื่องขานรับ“Value over Volume-Healing is the New Luxury”

ททท.หารือฑูตใหม่อิสราเอล5เรื่องรุกตลาดศักยภาพสูง

ขานรับ“Value over Volume-Healing is the New Luxury”

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #ตลาดท่องเที่ยวอิสราเอล  

ททท.ต้อนรับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยคนใหม่ ร่วมหารือท่องเที่ยว 5 เรื่อง “เพิ่มบินตรง-ร่วมโปรโมชั่น-จัดแฟมทริป-ปรับลดวีซ่า-บูมบิ๊กอีเวนต์” เพิ่มตลาดศักภาพสูงอิสราเอลเที่ยวไทยหนุน 2 จุดขาย “Value over Volume-Healing is the New Luxury”


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป ร่วมต้อนรับ H.E. Dr. Alona Fisher-Kamm เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และ Mr. Eli Sneh อัครราชทูต และหัวหน้าฝ่ายกงสุลประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแนะนำตัวในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างอิสราเอลและไทยร่วมกัน ชูแนวคิด “Value over Volume” ส่งเสริมนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพสูงตลาดอิสราเอลมาไทยในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึงช่วงครึ่งปีหลัง 2569

ทางสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และ ททท. ยินดีจะร่วมมือและผลักดันประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น




เรื่องที่ 1 ส่งเสริมให้เปิดบริการเที่ยวตรงจากอิสราเอลมาไทยมากขึ้น นอกเหนือจาก แอลอัล แอร์ไลน์ส (EL AL Airlines)และสายการบิน Arkia ที่ปัจจุบันให้บริการเส้นทางบินเข้ากรุงเทพฯ และภูเก็ต

เรื่องที่ 2 จะร่วมกันจัดกิจกรรมโปรโมชั่น (Joint Promotion) สร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน ให้ความสำคัญและความเข้าใจที่ดีร่วมกันต่อนักท่องเที่ยวอิสราเอล

เรื่องที่ 3 ทำประชาสัมพันธ์เรื่องมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าท่องเที่ยวที่จะมีการปรับเปลี่ยนระยะเวลาเหลือ 30 วัน 

เรื่องที่ 4 ททท. ได้เสนอร่วมกันจัดกิจกรรม Fam Trip ผลักดันการเดินทางกระจายตัวนักท่องเที่ยวอิสราเอลเลือกไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ และเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gems)

เรื่องที่ 5 เร่งประชาสัมพันธ์อีเวนต์ใหญ่ ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในไทย มุ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวอิสราเอลศักยภาพสูงมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวตามแนวคิด “Value over Volume” เช่น เทศกาลสงกรานต์ ลอยกระทง งาน Vijit Chao Phraya และเทศกาลดนตรี Tomorrowland 




ขณะนี้มีอิสราเอลมาเที่ยวเมืองไทยแล้วกว่า 179,518 คน ททท.คาดการณ์สิ้นปี 2569 จะมาไทยกว่า 442,530 คน เทียบกับช่วงเดียวกับปีที่ผ่านมาจะเพิ่มขึ้น 1.3 % หลังสถานการณ์การบินเริ่มปรับเข้าสู่สภาวะปกติ สร้างรายได้รวมกว่า 43,965 ล้านบาท เป็นกลุ่มตลาดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูง 99,350 บาท/คน/ทริป วันพักค้างเฉลี่ย 19.2 วัน นักเดิทางเป็นกลุ่มเดินทางอิสระ (FIT) 93 % และ Digital Nomad เป็นตลาดระยะไกลที่มองไทยเป็น Top of Mind Destination มีความอบอุ่น ปลอดภัย และเหมาะสม จะเลือกมาพักผ่อนเยียวยา สอดคล้องกับแคมเปญ “Healing is the New Luxury” ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของ ททท.

 

ต่างชาติเที่ยวไทยครึ่งหลังปี69เริ่มก.ค.ทะลุ16.2ล้านคน จับตา“อินเดีย”รองแชมป์แซงจีน

ต่างชาติเที่ยวไทยครึ่งหลังปี69เริ่มก.ค.ทะลุ16.2ล้านคน

จับตา“อินเดีย”รองแชมป์2.1ล้านคนทิ้งห่างจีนนิดเดียว


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ต่างชาติเที่ยวไทยครึ่งหลังปี69 #อินเดียมาแรง

ต่างชาติเที่ยวไทยเริ่มครึ่งปีหลัง69 ยอดทะลุ 16.21 ล้านคน รายได้ 7.82 แสนล้านบาท “อินเดีย” 2.1 ล้านคน รองแชมป์ ไล่ตามแชมป์อย่าง “จีน” มาติด ๆ 2.6 ล้านคน สัปดาห์หน้าหวังตลาดปิดเทอม จีน ยุโรป เลือกไทยเป็นจุดหมายหลัก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวเมืองไทยเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ระหว่าง 1 มกราคม – 4 กรกฎาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยยอดสะสม 16,210,890 คน เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนลดลง 3.11 % สร้างรายได้ 782,569 ล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเรียงตามลำดับ 5 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน 2,654,728 คน มาเลเซีย 2,109,956 คน อินเดีย 1,239,023 คน รัสเซีย (1,022,483 คน) เกาหลีใต้ 596,673 คน

ช่วงสัปดาห์ 28  มิถุนายน -4 กรกฎาคม 2569 การท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัว จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญหลายประเทศเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ของตลาดระยะใกล้ (Short haul) เช่น สาธารณรัฐประชาชน จีน ฮ่องกง และตลาดระยะไกล (Long haul) เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และอื่น ๆ จึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 533,697 คน โดย 5 อันดับแรก ยังคงเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน 83,492 คน มาเลเซีย 78,306 คน อินเดีย 32,657 คน ไต้หวัน 20,625 คน ออสเตรีย 20,498 คน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป วันที่ 5-11 กรกฎาคม 2569 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน และภูมิภาคยุโรป

 

 

บางจาก MOU สธ.นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วผลิต SAFเสริมสร้างสุขภาพสู่นวัตกรรมสีเขียว

บางจาก MOU สธ.นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วผลิต SAF

เสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างสุขภาพสู่นวัตกรรมสีเขียว


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว #SAFน้ำมันเครื่องบิน

บางจากฯ MOU กระทรวงสาธารณสุข ระดมนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วผลิต SAF หนุน Net Zero MOPH เพิ่มมูลค่าของเสีย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ผสานสุขภาพคนไทยสู่นวัตกรรมสีเขียว


            นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา Healthcare Leadership toward Net Zero MOPH และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กับภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขไทยสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ กับทาง “บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมในการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำและนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel-SAF) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero MOPH ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี


            นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจบางจาก คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานและสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปผลิต SAF เพิ่มมูลค่าของเสียภายในประเทศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วของหน่วยงานและสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผล กระทบด้านสุขภาพจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำ และการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างถูกวิธี เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero MOPH

นางกลอยตา ณ ถลาง กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจาก รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมบนเส้นทางคาร์บอนต่ำของภาคสาธารณสุขและภาคประชาสังคมผ่านการลงนามความร่วมมือนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานเรื่อง “สุขภาพของคนไทย” และ “นวัตกรรมสีเขียว” ซึ่งเป็นเรื่องที่กลุ่มบริษัทบางจากมีความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาคธุรกิจและองค์กรทั่วโลก ต่างมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เช่นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนหรือ SAF ซึ่งมีบทบาทสำคัญลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการบินสร้างระบบนิเวศเพื่อผลิต SAF 

ซึ่งกลุ่มบริษัทบางจาก ได้ริเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการความร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ “ไม่ทอดซ้ำ” ส่งเสริมสุขภาพประชาชน ก่อนต่อยอดสู่โครงการ “Fry to Fly เชิญชวนให้นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิต SAF บางจากเชื่อมั่นความร่วมมือตลอด 3 ปี พลังระหว่างภาคสาธารณสุขและบางจากฯ จะช่วยสร้างโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้จริง ช่วยปกป้องสุขภาพคนไทย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 


วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ททท.-TBO”ผนึกธุรกิจท่องเที่ยวบุกตลาดอินเดียเหนือปี’69 เพิ่มเส้นทางขายเมืองน่าเที่ยวไทย4ภาค

“ททท.-TBO”ผนึกธุรกิจท่องเที่ยวบุกตลาดอินเดียเหนือปี’69

เปิดเมืองรองอินเดียเพิ่มเส้นทางขายเมืองน่าเที่ยวไทย4ภาค

ททท.เดลี ร่วมกับ TBO แพลตฟอร์มออนไลน์เจาะตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเหนือมาไทย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #AmazingThailand #นักท่องเที่ยวอินเดีย

ททท. เปิดแนวรุกอินเดียเหนือเมืองเศรษฐกิจเทียร์ 2 ลุยจัด “Amazing Thailand Product Presentation2 เมือง “จ๊อดปูร์-จาลันดาร์” จับมือ TBO แพลตฟอร์มใหญ่เปิดขายออนไลน์เที่ยวเชื่อมโยงในไทย 4 ภาค กาญจนบุรี เขาใหญ่ เชียงราย เกาะช้าง เขาหลัก เกาะลันตา เจาะกลุ่มอัลตราลักชัวรี่ กลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่และเวดดิ้ง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานนิวเดลี จับมือ TBO แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ จัดงาน “Amazing Thailand Product Presentation” ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป รุกเจาะตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเหนือในพื้นที่เศรษฐกิจรอง (Tier 2)  ใน 2 เมืองใหญ่ คือ จ๊อดปูร์ (Jodhpur) รัฐราชสถาน และจาลันดาร์ (Jalandhar) รัฐปัญจาบ เชิญพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวแถวหน้าแต่ละเมืองกว่า 60 ราย เข้าร่วมอัพเดตเทรนด์และสินค้าการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของไทย  

ททท.เน้นจัดกิจกรรมนี้เพื่อเปิดมุมมองสินค้าและบริการการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของไทยให้ตลาดรู้จักมากขึ้น จากปัจจุบันนิยมเที่ยวเส้นทางหลัก กรุงเทพฯ และพัทยา เพื่อโปรโมทเพิ่มเส้นทางใหม่ในเมืองรองและจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์กระจาย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้  เช่น เชียงราย กาญจนบุรี เขาใหญ่ เกาะช้าง เขาหลัก และเกาะลันตา ควบคู่กลุ่มสินค้าเชิงประสบการณ์ที่เหมาะกับกลุ่มครอบครัว เช่น Topgolf บอลลูนลมร้อน ซาฟารีปาร์ค ทางเดินกระจก (Glass Skywalk) การกระโดดร่ม (Skydiving) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness) ระดับพรีเมียมภายใต้แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว Healing is the New Luxury


โดยมี TBO นำเสนอช่องทางการจองออนไลน์เชื่อมโยงบริษัทนำเที่ยวตลาดเมืองรองของอินเดีย สามารถจองแพ็กเกจ ตั๋วเครื่องบิน บริการสาธารณะ และกิจกรรม เข้ามายังไทยได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ททท.เดลี เปิดรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานพันธมิตรและบริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมงาน สะท้อนผลจากสถานการณ์ตะวันออกกลางทำให้ “ตลาดอินเดีย” ปรับแผนการเดินทางจากยุโรปมายังประเทศในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ขณะนี้มี “เที่ยวบินตรง” จากรัฐปัญจาบและรัฐราชสถานมาไทย เป็นปัจจัยบวกให้กลุ่มบริษัทนำเที่ยวในอินเดียเหนือเริ่มเสนอขายเชื่อมโยงเมืองหลักจากกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ไปยังเมืองรองเพิ่มขึ้นจะช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวอินเดียสู่ภูมิภาคต่างๆ ของไทยได้


นักเดินทางจาก “รัฐปัญจาบและรัฐราชสถาน” ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง แนวโน้มปี 2574 นักท่องเที่ยวตลาดนี้จะเติบโตถึง 51% นิยมเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวใหญ่และกลุ่มเพื่อน ชื่นชอบเลือกใช้บริการและที่พักระดับพรีเมี่ยม เดินทางเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะ จัดงานแต่งงานขนาดใหญ่ระดับ “อัลตรา ลักชัวรี่” ไทยจึงถือเป็นประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่คู่รักจากพื้นที่สองรัฐนี้เดินทางมาจัดงานแต่งงานสไตล์ Beach Destination Wedding ที่ภูเก็ต กระบี่ เขาหลัก(พังงา) ตอกย้ำศักยภาพของไทยคือจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองระดับเวิลด์คลาส ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางอินเดียได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูงในอนาคตได้ด้วย

 


ททท.ตะวันออกผนึกกูรูการตลาดจัด“Eastern Connect”ชูทัวร์หรูไร้รอยต่อ“ชลบุรี-ระยอง-จันท์-ตราด

ททท.ตะวันออกผนึกกูรูการตลาดจัดEastern Connect

บูมทัวร์หรูเส้นทางไร้รอยต่อ“ชลบุรี-ระยอง-จันท์-ตราด

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #EasternConnect #ValueOverVolumn

ททท.ภูมิภาคตะวันออกผนึกกูรูการตลาดจัด Eastern Connect : เปิดมุมมอง เชื่อมโอกาส” โหมขายการท่องเที่ยวหรู เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวไร้รอยต่อชายฝั่งทะเลตะวันออก 4 จังหวัด “ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี-ตราด” ผงาดเป็น One Destination

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิเผยว่า ททท.ได้จัดกิจกรรม Eastern Connect : เปิดมุมมอง เชื่อมโอกาส” โดยจับมือกูรูด้านการตลาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ จัดขึ้นโรงแรมโนโวเทล ระยอง สตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง  เพื่อยกระดับเมืองท่องเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันออกให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวลักชัวรี่ และมูลค่าสูง  ภายใต้แนวคิด ”Value over Volume“  สร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อในกลุ่มจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก




กิจกรรมนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด นักสร้างแบรนด์ ระดับประเทศ มาร่วมแชร์ประสบการณ์  มองเทรนด์ให้ขาด สร้างโอกาสให้ธุรกิจท่องเที่ยว” โดยมีคุณวัฒนา โชคสุวณิช ประธานสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจเรือสำราญไทย ช่วยเปิดมุมมอง Thailand Eastern Corridor Maritime Tourism Opportunities  ให้พื้นที่ฝั่งทะเลภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจการท่องเที่ยว  กว่า 40 ราย เช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหลักๆ องค์การบริหารส่วนจังหวัด  สนามบินอู่ตะเภา เมืองพัทยา  หอการค้า YEC มาร่วมพัฒนาสินค้าและบริการการท่องเที่ยว นำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด



รวมทั้งต่อยอดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันในจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เป็น “จุดหมายปลายทางเดียว” ในใจนักท่องเที่ยวหรือ One Destination ด้วยไฮไลต์เป็นหนึ่งในพื้นที่หลักสร้างกลไกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ สนับสนุนการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล



วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ชี้เป้าผ่าก.ท่องเที่ยวควบรวมวัฒนธรรมทำ2เรื่อง "ตั้งสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยว-แก้ซัพพลายเชน"

 

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศูภจี สุธรรมพันธ์)

”วีระศักดิ์ โควสุรัตน์”ชี้เป้าผ่าก.ท่องเที่ยวควบรวมวัฒนธรรม

ทำใหม่2เรื่องตั้งสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยว-แก้ซัพพลายเชน

เสนอนายกฯปลดล็อกททท.ใช้งบฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวได้

ลดแรงต้าน-ทอดเวลา-ยืดหยุ่น-ชมเชียร์-ใช้ไฮเทคโนโลยี

คิงเพาเวอร์ออนไลน์เปิด SPECIAL SALEช้อปลดจริง50%

คิงเพาเวอร์ซิตี้บูติกชูวันพุธสุดเซอร์ไพรส์ลดตลอดก.ค.69

ททท.-Flydubai”เพิ่มตลาดคุณภาพUAEโรดโชว์7-8 ก.ค.69

CEOนำผู้บริหารบางจากบินเปิด “Bangchak Hong Kong”

“หลงรักเลย”ชวนทุกสายสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย

5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ-คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง

สภาอุตฯท่องเที่ยวร่วมประชุมกต.นโยบายวีซ่าใหม่4เรื่อง

เวียดนามแอร์บินโฮจิมินห์-ภูเก็ตปี69เที่ยวไทย6.89แสนคน

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97  #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋  #KingPower  #TAT   #บางจาก  #หลงรักเลย

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...ฟังสดจากLink...https://www.facebook.com/share/v/1DJeYfMrfW/

ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดมุมมองเปลี่ยนประเทศไทย 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก “ผ่าตัดใหญ่” ควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ชงข้อมูล “รองนายกฯ ศุภจี” ตั้ง “สำนักเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ทำหน้ารวมฐานข้อมูลให้ตรงเป้า พร้อมจัดทัพ “ซัพพลายเชน” ปิดช่องโหว่ทุกหน่วยงานภาคสนามให้สอดรับกับการทำงานได้จริง ตั้งแต่สนามบินประตูเข้าประเทศไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ประเด็นที่ 2 “ชี้ช่องใช้งบท่องเที่ยว” ขออำนาจนายกรัฐมนตรี ปลดล็อกงบประมาณ คืนอำนาจให้ ททท.ของบพัฒนาปรับปรุงสินค้าท่องเที่ยวได้ เปิดทางขายประสบการณ์สร้างความประทับใจให้ตลาดโลก ย้ำการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องเน้น “ยืดหยุ่น” ลด “แรงต้าน” และเป็นกำลังใจให้กันรวมพลังสร้างจุดหมายใหม่ให้ท่องเที่ยวเดินถูกทาง

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า  ขณะนี้ร่างพระราชบัญกระทรวง ทบวง กรม กำลัง  กำลังจะดึงงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแยกกีฬาออกไป แล้วนำท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เป็นโอกาสดีในรอบ 20 ปี ที่จะนำการท่องเที่ยวไปช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมให้สามารถแสดงผลงานได้มากขึ้นทั้งเรื่องความเข้มข้น สนุก มีตลาด และความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะเจ้าของโบราณสถานก็จะสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้มากกว่าปกติตอนนี้มีเวทีเล่าได้ยาก แล้วการท่องเที่ยวเองก็ควรจะได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนมากกว่าจะนำออกไปเสียบรวมกันไว้เพียงอย่างเดียว แนวทางการผ่าตัดใหม่ ควรจะประกอบด้วย

            ส่วนที่ 1 ผ่าตัดโดยทำโครงสร้างใหม่ตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เพราะปัจจุบันหลายกระทรวงมีหน่วยรับผิดชอบในแต่ละจังหวัด เช่น กระทรวงอุตสากรรม มีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจังหวัด กระทรวงการคลัง มีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจังหวัด

            ดังนั้นเมื่องานด้านท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงมาก การจ้างงาน รวมทั้งเป็นกิจกรรมและอุตสาหกรรมอนาคตซึ่งเป็นเครื่องมือหลักหารายได้เข้าประเทศ แต่เหตุใดจึงยังไม่มี “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่จะนำไปสู่การเปิดรับ “นักเศรษฐศาสตร์” เข้ามาปฏิบัติอย่างแม่นยำ โอนย้ายคนจากสำนักงานเศรษฐกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่สนใจมาทำ “ฐานข้อมูลท่องเที่ยว” สอดคล้องกับโลกยุคนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

จนถึงขณะนี้การท่องเที่ยวต้องไปอาศัยข้อมูลการเก็บสถิติจาก 2 แหล่งเท่านั้น

แหล่งที่ 1สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเก็บตามรูปแบบของหน่วยงานตนเองจัดทำเป็นสรุปตัวเลขทุก 3 เดือน แล้วก็นับทุกคนที่เดินทางต่างชาติเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง

แหล่งที่ 2 สถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตของเอกชน ซึ่งจัดเก็บจากยอดใช้จ่ายของนักเดินทาง ซึ่งยอมให้ใช้ข้อมูลร่วมกัน  ตัวอย่างล่าสุด อดีตผู้บริหาร ททท.เกษียณแล้วไปทำงานให้เอกชนใน Air Asia MOVE ในเครือของแอร์เอเชีย ซึ่งมีหน่วยจัดเก็บข้อมูลนักเดินทางขนาดใหญ่ ดึงมาทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง  ททท.กับ Air Asia Move เพื่อแชร์ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนักเดินทางดังกล่าว ในแต่ละมิติ ทั้งการจองเดินทาง พื้นที่เป้าหมาย การใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการวางแผนยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

ดังนั้นโครงสร้างควรมี “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เข้าไปทำหน้าที่แยกแยะฐานข้อมูลอย่างถูกต้อง เก็บข้อมูลอะไร มีวิธีเก็บอย่างไร เก็บจากที่ไหน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้งานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างถูกวิธี


ส่วนที่ 2 สร้างซัพพลายเชน ระบบการเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว พฤติกรรมของนักเดินทางในโลกยุคใหม่มุ่งสู่การหาประสบการณ์และมีความต้องการอย่างหลากหลายมิติ แต่ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ “คนทั่วโลกมาท่องเที่ยวแล้วประทับใจกับประสบการณ์” ความต้องการขั้นพื้นฐานมักต้องการความสะดวก สะอาด ปลอดภัย

เริ่มตั้งแต่ “ประตูเข้าประเทศ” คิวการตรวจเช็คหนังสือเดินทางที่สนามบินนานาชาติของไทย ทุกวันนี้ยังต้องรอนาน ที่ผ่านมาเห็นความพยายามแก้ปัญหามาหลายนี้ จนถึงล่าสุดได้ยกเลิกการกรอก ตม.6 เข้าประเทศบนกระดาษ แต่ให้กรอกล่วงหน้าทางออนไลน์ แต่จากประสบการณ์ตรงเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2569 ผมเดินทางกลับมาจากภูฎานถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประมาณเที่ยง เห็นคิวตรวจหนังสือเดินทางเข้าประเทศแน่นมาก และยาวเหยียดล้นพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นจากเดิมจะแน่นเฉพาะช่วงเวลาประมาณตี 4 ซึ่งมีผู้โดยสารเที่ยวบินจากยุโรปมาไทยมาถึงพร้อมกันจำนวนมาก แต่ปัจจุบันช่วงเที่ยงวันคิวก็ยังคงยาว แตกต่างจากท่าอากาศยานหลายแห่งอย่าง “ดูไบ” ได้บริหารจัดการ กระจายเคาน์เตอร์ ตม.ให้ผู้โดยสาร ใช้ได้ทุกจุด

เรื่องนี้ไม่ได้จะตำหนิ ตม.เพราะได้จัดสรรพื้นที่ในสนามบินเพียงเท่านี้ แล้วก็พยายามบริหารจัดการโดยนั่งหันหลังชนกันเพื่อเพิ่มพื้นที่แล้วแต่คิวตรวจหนังสือเดินทางก็ยังยาวอยู่ดี

ฉนั้น “การผ่าตัดโครงสร้างหลังควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม” แล้ว ต้องปิดช่องโหว่งานปฏิบัติภาคสนามได้ด้วย แล้วมีเจ้าภาพรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

จากประสบการณ์ที่ผม ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามา 3 สมัย 3 รัฐบาล แต่ไม่เคยมีอำนาจอยู่ในมือที่จะผ่าตัดปัญหาเหล่านี้ได้ ทุกครั้งเมื่อไปประชุมร่วมกับแต่ละหน่วยงานที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผู้บริหารก็จะพะงักหน้ารับแนวทางเพื่อเป็นการให้เกียรติเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้แก้ไขเพราะแต่ละหน่วยถือว่า สิ่งที่ขอให้คำนั้นไม่ใช่ KPI หรือตัวชี้วัดของหน่วยงานดังกล่าว และข้อตกลงกับ กพร.กับผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือนั้นเป็นอีกเรื่อง

ครั้งนี้ “คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวด้วย จะต้องเป็น “มือผ่าตัด” ส่วนผมในฐานะประธานที่ปรึกษาก็จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ส่วนรองนายกฯ ศุภจี มองเห็นอย่างไรก็จะไปเลือกผ่าหรือตัดหรือปรับเติมตรงส่วนใดได้ตามเหมาะสม

สำหรับวิธี “การผ่าตัด” โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงองค์กร จะต้อง ส่วนที่ 1 “ยืดหยุ่น” ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะเกิด ส่วนที่ 2 “แรงต้านเสมอ” จึงจะต้องหาวิธีบริหารแรงต้านให้พอรับกันได้ โดยเปลี่ยนทีละนิด ชมและเชียร์กันไป เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยทำโปรแกรมอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารความไม่คุ้นชินการการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรม สร้างความโน้มเอียงไปในจุดหมายเดียวกัน ส่วนที่ 3 เลาะระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระทรวงยุคใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการนำไปใช้จริง แล้วเกิดประโยชน์สูงสุด

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า ในประเด็น “การใช้งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปี 2570” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ขณะนี้ พระราชบัญญัติงบประมาณเหลืออีกไม่กี่วันก็จะต้องผ่านขั้นตอนวุฒิสภา นั่นหมายถึงซึ่งแก้ไขลำบากแล้วเพราะได้วางกรอบแนวทางการใช้ไว้เรียบร้อยแล้ว ในฐานะนักกฎหมายเมื่อจะต้องทำโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่แล้ว ก็ควรจะให้งานอำนาจโดยชอบตามกฎหมายกลับไปทำเหมือนปกตินั่นคือทำด้านท่องเที่ยวได้ครอบคลุมทุกเรื่อง

เนื่องจากเมื่อช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ช่วงรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร 1” ได้ปฏิรูประบบราชการโดยมีข้อตกลงบางอย่างในขณะนั้นทางรัฐมนตรีเกี่ยวข้องไปตกลงกับทาง “สำนักงานงบประมาณ” กระทรวงการคลัง ให้ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ใช้เงินงบประมาณได้เฉพาะ “การทำตลาดท่องเที่ยว” เท่านั้น จนกลายเป็นวัฒนธรรมนั้นมาจนถึงวันนี้ โดยไม่สามารถเสนอของบใช้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมได้ จากเหตุผลคือเมื่อ 20 ปีก่อนมีการสั่งด้วยวาจาไปยังกระทรวงการคลังให้ “งบพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว” ไปอยู่กับการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแทน

“ทางออก” เมื่อจะต้องขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมฉบับใหม่ ก็ควรจะปลดล็อกควบคู่กันไป โดยให้ทั้งงบประมาณ เวลา เพิ่มดังนี้


เรื่องที่ 1 หากจะเสนอให้ปลดล็อกเพื่อให้ ททท.เป็นหน่วยงานยื่นของบประมาณปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวได้ ก็ต้องให้ “นายกรัฐมนตรี” เป็นผู้ดำเนินการปลดล็อกคำสั่งเก่าไปยังสำนักงบประมาณ เพราะเป็นผู้นำสูงสุด ดังนั้นผมก็จะนำข้อมูลชุดนี้ไปนำเรียนรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลการท่องเที่ยวเพื่อไปบอกนายกรัฐมนตรีถึง พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ให้อำนาจ ททท.ทำเรื่องท่องเที่ยวได้ทุกอย่าง อย่าไปตัดนิ้ว แขน ขา แล้วปล่อยให้เค้าทำ แต่ก็อาจจะมีปัญหาใหม่นั่นคือ ปัจจุบัน ททท.มีแต่นักการตลาด คิดกลยุทธ์การตลาดได้ดีมาก ส่วนเรื่อง “พัฒนาการแหล่งท่องเที่ยว” เหตุการณ์ผ่านพ้นมานานเกิน 20 ปีแล้ว ทั้งสถาปนิก วิศวกร คนที่เคยทำงานเกษียณจาก ททท.ไปหมดแล้ว ขาดคนจะมารับช่วงต่อทำเรื่องดังกล่าวแล้ว

เรื่องที่  2 ตาม พรบ.ใหม่ ควรบรรจุโดยมีโครงสร้างบุคลากรด้านการพัฒนาท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับภารกิจจริงในภาคปฏิบัติ เพราะ ททท.ในฐานะองค์กรที่นำสินค้าต่าง ๆ ไปเสนอขายในตลาดโลก แล้วได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงแหล่งซึ่งเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้จึงไม่ตอบโจทย์การหาสินค้าคุณภาพไปเสนอขายได้ ซึ่งที่ผ่านมา 20 ปี ด้วยเหตุจาก “กีฬาสีทางการเมือง” จึงทำให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทำได้ยาก เพราะผมเองเป็นรัฐมนตรี 3 ครั้ง 3 นายกรัฐมนตรี รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี การเปลี่ยนแปลงที่เร็วและบ่อย ทำให้ปัญหาค้างคามานานถึง 2 ทศวรรษ



ดร.วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ปรับมุมมองเพราะประเทศไทยมีสถานการณ์ต้องรับมือใหญ่ ๆ คือ 1.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของการสู้รบเมื่อโลกมีประธานาธิบดีที่เปลี่ยนไปมา 2.สถานการณ์เอลนีโญ่ สภาพภูมิอากาศโลกแล้งร้นที่จะยาวต่อไปถึงปี 2570 ดังนั้นการกล่าวโทษกันจึงไม่เกิดประโยชน์ แต่ควรหันหน้ามา “ค้นหาสาเหตุ” ให้กำลังใจซึ่งกันกัน ร่วมมือหาวิธีลองผิดลองถูกกันใหม่ หลังจากประเทศไทยไม่ได้เริ่มทำเรื่องเหล่านี้มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกัน

ฟังข่าวต้นชั่วโมง



ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์ออนไลน์เปิด SPECIAL SALEช้อปลดจริง50%

SPECIAL ONLINE SALE เฉพาะที่คิง เพาเวอร์ ออนไลน์เท่านั้น ช้อป ดีลพิเศษรวมไอเทมฮิต ราคาสุดคุ้ม ช้อปครบ จบในคลิกเดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษมากกว่าที่เคยลดแบบง่ายมากสูงสุดถึง 50 %  

โอกาสดี ๆ มีจำกัด รีบช้อปก่อนโปรหมด คัดสรรดีลคุณภาพจากแบรนด์ดัง ช้อปออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่า ของดีราคาพิเศษ รอคุณอยู่แค่ช่วงนี้เท่านั้น ช้อปและรอรับของ ได้ที่สนามบินขาออกนอกประเทศ หรือส่งตรงถึงบ้าน

ลดสูงสุด 50% โดยไม่ต้องมียอดซื้อขั้นต่ำไม่ต้องกรอกรหัสส่วนลด วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569

สินค้า Duty-Free สุดฮอต มีไฟลต์บินแล้วรีบเลย! รับสินค้าที่สนามบิน สินค้า Home Delivery ส่งฟรี! ทั่วประเทศ เมื่อช้อปครบ 899 บาท แบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 62,800 บาท รับเลย! ส่วนลด 800 บาท เมื่อสมัครสมาชิกออนไลน์  รับสิทธิ์การสมัครสมาชิก คิง เพาเวอร์ เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท (สุทธิ)


ข่าวที่ 2 -คิงเพาเวอร์ซิตี้บูติกชูวันพุธสุดเซอร์ไพรส์ลดตลอดก.ค.69

คิง เพาวอร์ ซิตี้ บูทีก เปิดวันพุธให้เป็นวันสุด SURPRISE แจกสนั่นแบบไม่พัก ช้อปแล้วอย่าทิ้งใบเสร็จ ตลอดกกรกฎาคม 2569 มือดีลุ้นรับของขวัญมูลค่าสูงสุด 3,000 บาท

วันพุธสุด SURPRISE! เพียงช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ  รับสิทธิ์เล่นตู้คีบ The Power Bag ลุ้นของขวัญจากบิวตี้แบรนด์ดัง มูลค่าสูงสุด 3,000 บาท แจก 40 สิทธิ์ / วัน)

-ไอเทมบิวตี้ ลดสนั่นเมือง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ ลดสูงสุด 40% เมื่อช้อปครบ 20,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ(เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ)

-แว่นกันแดด เครื่องหอม และสินค้าไทย ลดสนั่นเมือง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ พิเศษศุกร์-อาทิตย์ ช้อปแว่นกันแดด ลดเพิ่มทันทีอีก 10% เลือกสินค้าที่ร่วมรายการ วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569


ข่าวที่ 3-ททท.-Flydubai”เพิ่มตลาดคุณภาพUAEโรดโชว์7-8 ก.ค.69

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ต้อนรับสายการบิน flydubai ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ (Inaugural Flight) ดูไบ-กรุงเทพฯ เริ่มให้บริการ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลมีกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายเงินสูง แล้ว ททท.มุ่งร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์พร้อมต่อยอดส่งเสริมการขายต่อเนื่องโครงการ Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” วันที่ 7 กรกฎาคม  ที่ดูไบ และวันที่ 8 กรกฎาคม นี้ ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างโอกาสการขยายตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ดึงดูดกลุ่มนักเดินทางคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงเข้าไทย ตอกย้ำการเป็นประเทศจุดหมายปลายทางชั้นนำของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง

ตั้งแต่ 1 มกราคม-21 มิถุนายน 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางมาไทย 188,447 คน  ททท. จึงมุ่งขยายฐานตลาดตะวันออกกลางต่อเนื่อง โดยล่าสุดร่วมกับสายการบิน flydubai ส่งเสริมตลาด จากการเปิดเส้นทางบินใหม่จากท่าอากาศยานนานาชาติดูไบสู่ดอนเมือง เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 วันละ 1 เที่ยว และตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จะมีแผนเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง B737 MAX 

การเปิดเส้นทางบินใหม่นี้เพิ่มจำนวนที่นั่ง (Seat Capacity) เข้าไทยช่วงฤดูร้อน ระหว่างกรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 ได้มากถึงประมาณ 10,292 ที่นั่ง ช่วยกระตุ้นการเดินทาง รองรับนักท่องเที่ยวตลาดตะวันออกกลางเติบโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเปิดเส้นทางบินไปจนถึงก่อนเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวปลายปี 2569

ททท. จะต่อยอดโดยเตรียมนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โครงการ “Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 ที่ดูไบ และอาบูดาบี มุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างการท่องเที่ยวเติบโตในอนาคต

ภายในงานจะเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย 40 ราย พบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับผู้ประกอบการและบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ในพื้นที่ตลอดจนประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านบวก ตอกย้ำการท่องเที่ยวไทยมีความแข็งแกร่ง ตั้งเป้าจับคู่เจรจาธุรกิจ 2 เมือง ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 900 นัดหมาย

โดยไทยพร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มกระแสหลักในภูมิภาคนี้อย่างน้อย 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเดินทางเพื่อการพักผ่อน 2.กลุ่มครอบครัวชาวอาหรับ 3.กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ 4.กลุ่ม MICE  5.กลุ่มองค์กร

นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางโดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกำลังซื้อและนิยมเดินทางเที่ยวต่างประเทศปีละหลายครั้ง โดยไทยครองตำแหน่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม จากความพร้อมของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานสากล ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มคุณภาพได้ครบถ้วน

นักท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยเฉลี่ยกว่า 100,000 บาท/คน/ทริป มีวันพักเฉลี่ย 10-12 คืน นิยมเข้าพักโรงแรมระดับ 5 ดาวและรีสอร์ตหรู มักเดินทางเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (re-visit) สูงถึง 65 % สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและบริการของไทย อีกทั้งสามารถเดินทางได้ตลอดทั้งปี

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวชาว UAE กำลังเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วไปสู่การแสวงหาประสบการณ์เดินทางที่มีคุณค่าสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลยิ่งขึ้น นิยมกลุ่มสินค้าและบริการหลัก ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวลักชัวรี (Luxury Tourism) 2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Preventive Healthcare) 3.การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) 4.การท่องเที่ยวแบบแฟมิลี่ ฮอลิเดย์ส  5.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร 6.ชอปปิ้ง

กระจายการเดินทางไปตามเมืองน่าเที่ยวต่าง ๆ ที่มอบประสบการณ์ใหม่และแตกต่างจากจุดหมายปลายทางกระแสหลัก ส่วนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความยั่งยืน และการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเฉพาะบุคคลมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะพัฒนานำเสนอสินค้าและบริการตอบโจทย์ความต้องการตลาดคุณภาพทุกกลุ่มได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนในระยะยาว



ข่าวที่ 4-CEOนำผู้บริหารบางจากบินเปิด “Bangchak Hong Kong”

 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายหลังจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ ล่าสุดได้เดินทางไปฮ่องกงพร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เพื่อเริ่มต้นดำเนินงานในชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ที่สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน  ชูบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังปี 2566 เข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ประเทศไทย มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันผสานศักยภาพบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

 

ทางคณะผู้บริหารบางจากได้เยี่ยมชม 3 จุดหลัก ได้แก่ จุดที่ 1 สถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" ช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จุดที่ 2 คลังน้ำมัน Tsing Yi จุดที่ 3 สำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ พร้อมพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น

 

รวมทั้งได้แสดงความเชื่อมั่นเรื่องประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ขณะเดียวกันคณะผู้บริหารบางจากยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นทิศทางการดำเนินงานของ BHK

 

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่การเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่กลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจครอบคลุมท่วโลกกว่า 10 ประเทศ “Bangchak Hong Kong ได้เริ่มต้นอีกก้าวสำคัญเส้นทางการเติบโตที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ “รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว” เราเชื่อมั่นการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน


          ช่วงที่ 2 ความสุขหาได้ในทุกฤดูเมื่อมีโอกาสออกเดินทาง ชวนกันไป “หลงรักเลย” แล้วทุกสายจะสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย ทั้งธรรมชาติริมโขงเชียงคาน อาหารถิ่นเมนูดั้งเดิม ลองไปสักครั้งแล้วจะยิ่งเมืองเลย แล้วฟัง “5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ” เช็คด่วนคนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง ฟังข่าวดี ๆ ข่าวแรก “สภาอุตฯท่องเที่ยว” ร่วมประชุม กต.นโยบายวีซ่าใหม่ 4 เรื่อง ข่าวที่สอง

“เวียดนามแอร์ไลน์ส” เปิดแล้วบินตรง โฮจิมินห์-ภูเก็ต ช่วย ททท.ปี69ดึงเวียดนามทัวร์ไทย 6.89 แสนคน

 

ท่องเที่ยว –“หลงรักเลย”ชวนทุกสายสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย

 

ไม่ว่าฤดูไหน นักเดินทางสายฮีลก็มักจะ “หลงรักเลย” ในอ้อมกอดธรรมชาติ สัมผัสเสียงแมกไม้ มุมหลีกความวุ่นวายไปพักผ่อนอย่างสงบในเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิถีชีวิต เสน่ห์เรียบง่าย ฤดูไหน สายฮีลใจ สายคาเฟ่ สายแอคทีฟ สายกิน ทุกสายปักหมุดมาค้นพบความสุขได้ตลอดทั้งปี 365 วัน

 

พิกัดแรก : “ภูป่าเปาะ” อำเภอหนองหิน ชวนบรรดา “สายธรรมชาติฮีลใจ” มาลองนั่งรถอีแต๊ก ลัดเลาะเนินเขา ไต่ระดับขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ "ภูหอ" ภูเขารูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ เจ้าของฉายา "ฟูจิเมืองเลย" แดนอีสาน ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า และพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ายามเย็น ฮีลสุด ๆ ไปเลย

 

พิกัดที่ 2 With A View Hotel & Cafe ในอำเภอเชียงคาน เหมาะกับ “สายชิล & คาเฟ่” ได้ทอดเวลาภายในคาเฟ่และที่พักริมแม่น้ำโขงบนถนนคนเดินเชียงคาน ด้านหน้าติดถนนคนเดิน ด้านหลังติดริมแม่น้ำโขง

นั่งจิบเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ หรือรสที่ชื่นชอบ ไปพร้อม ๆ กับดื่มด่ำวิวสวยในบรรยากาศผ่อนคลาย ฟินเกินบรรยายจริง ๆ

 

พิกัดที่ 3 ถนนเลียบแม่น้ำโขง อำเภอเชียงคาน รอต้อนรับนักเดินทาง “สายแอคทีฟ” ได้มาเริ่มต้นความสนุกท่องเที่ยวเชิงกีฬาตามเส้นทางวิ่งและปั่นจักรยาน ได้ทุกวันตั้งแต่เริ่มต้นเช้าวันใหม่ ออกไปเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานรับโอโซนบริสุทธิ์ ท่ามกลางวิวแสงแรกของวันเหนือลำน้ำโขง

 

พิกัดที่ 4 ร้านอาหารในเมืองเลย ขอท้าให้ “สายกินฟินแบบอาหารถิ่นสุดแซ่บ” ทั่วทั้งจังหวัดเลย มีเมนูจัดเต็มไว้ให้ลิ้มลองอาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนรสชาติและวิถีชีวิตคนเมืองเลย ไม่ว่าจะเป็น "ส้มตำด๊องแด๊ง" เมนูสุขภาพอย่าง "เมี่ยงทูน"  หรือใครที่ชอบเมนูเส้น ซดน้ำซุปร้อน ๆ อย่าง "ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว" และ "ข้าวเปียกเส้น"

 

ททท.สำนักงานเลย ชวนทุกสายเช็คอินได้ทุกฤดู ชวนกันมาหลงรักเมืองเลยกับประสบการณ์ธรรมชาติริมโขง พร้อมอาหารถิ่นอร่อยทุกเมนู อิ่มท้อง อิ่มใจ อิ่มความสุข ไปด้วยกัน

 

สุขภาพ –5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ-คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง

 

โรคหัวใจ มักหมายถึง โรคหลอดเลือดหัวใจ” (atherosclerotic cardiovascular disease) ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น คนไทยเสียชีวิตอันดับต้น ๆ คิดเป็นประมาณ 12 % ของทั้งหมด

 

5 วิธีปรับพฤติกรรมดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

1.ควบคุมรักษาระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

2.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

 

3.รักษาระดับน้ำหนักตัวให้เหมาะสม

 

4.ออกกำลังกายให้เพียงพอ แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยความเหนื่อยปานกลางอย่างน้อย 150-300 นาที/สัปดาห์ หรือออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 75-150 นาที/สัปดาห์

 

5.งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงความเครียด

 

โรคหัวใจเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกคน ด้วยการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น การออกกำลังกายลดน้อยลง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลตัวเอง สังเกตอาการผิดปกติที่เข้าข่ายอาการโรคหลอดเลือดหัวใจ การตรวจสุขภาพ/ตรวจคัดกรองโรคหัวใจ จะช่วยให้สามารถป้องกันโรค วินิจฉัยโรคได้ในระยะต้นและให้การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดี

 

“ปัจจัยเสี่ยง” การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แบ่งได้ 2 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

 

1.ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ คือ “พันธุกรรม” ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เพศชายก่อนอายุ 55 ปี และเพศหญิงวัย 65 ปี “อายุ” ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น “เพศ” ผู้ชายเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง

 

2.ปัจจัยที่สามารถควบคุมหรือป้องกันได้ “พฤติกรรมการบริโภค” อาหารไขมันสูงและเค็ม /ภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง /ผู้ที่มีระดับไขมันแอลดีแอลสูงจะเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรค/โรคความดันโลหิตสูง/โรคเบาหวาน/การขาดการออกกำลังกาย /การสูบบุหรี่ /ความเครียด

 

“สัญญาณเตือน” โรคหัวใจ อาการแบบไหนควรพบแพทย์

 

1.อาการเจ็บแน่นหน้าอก 2.บีบเค้นแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักกดทับ 3.เจ็บหน้าอกร้าวไปกราม ขากรรไกร คอ แขน ไหล่ หลัง 4.เจ็บหน้าอกร่วมกับเหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น 5.เจ็บหน้าอกนานกว่า 20 นาที 6.เหนื่อยง่าย ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง 7.มีภาวะน้ำท่วมปอด บวม หัวใจล้มเหลว 8.ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ 8.เป็นลมหมดสติ

 

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

 

ข่าวแรก –สภาอุตฯท่องเที่ยวร่วมประชุมกต.นโยบายวีซ่าใหม่ 4 เรื่อง

 

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่าได้ มอบหมายนายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการ สทท.เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพิจารณาทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา ครั้งที่ 1/2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย

 

ประเด็นสำคัญที่มีการหารือที่จะต้องร่วมมือกันในระยะเร่งด่วน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) 2.การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ 3.การศึกษาแนวทางพัฒนานโยบายวีซ่าในระยะยาว4.การทบทวนโครงการ Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้พำนักระยะยาว

 

ทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้มาตรการ “ด้านวีซ่าและการเดินทาง” ของประเทศไทยมีความสมดุล ระหว่างการอำนวยความสะดวก การรักษาความมั่นคง และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ข่าวที่สอง เวียดนามแอร์บินโฮจิมินห์-ภูเก็ตปี69เที่ยวไทย 6.89แสนคน

 

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ร่วมกับเวียดนามแอร์ไลน์สขยายตลาดเวียดนามด้วยการเปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์ VN621 จากโฮจิมินห์สู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 17.50 น. โดยมี H.E. Mr. Pham Viet Hung เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย Mr. Ngo Tri Hung General Manager เวียดนาม ผู้บริหาร ททท. พันธมิตรภาครัฐเอกชนด้านการท่องเที่ยว ให้เกียรติต้อนรับ เริ่มตั้งแต่ 2 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป รวม 4 เที่ยว/สัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ เที่ยวบินปฐมฤกษ์ใช้ด้วยเครื่องแอร์บัส A321 นำผู้โดยสารมาภูเก็ต 152 คน ตลอดปี 2569 ตั้งเป้านำเวียดนามเที่ยวเมืองไทย 689,000 คน

 

ล่าสุด ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ วางกลยุทธ์เตรียมจัด Agent & Media FAM Trip วันที่ 7–11 กรกฎาคม 2569 นำผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว 16 ราย และสื่อมวลชนจากเวียดนาม 4 ราย รวม 20 ราย เดินทางมาทัศนศึกษาสำรวจสินค้าและบริการในภูเก็ต พร้อมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ของบริษัทนำเที่ยวเวียดนามกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ต สร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตและขยายโอกาสทางการตลาดต่อไป

 

ส่วนการเปิดบินตรง โฮจิมินห์–ภูเก็ต เป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไว้กับ Mr. Le Hong Ha ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียดนามแอร์ไลน์ส ร่วมกันส่งเสริมนักท่องเที่ยวสองประเทศเดินทางระหว่างกัน โดยเปิดเส้นทางบินใหม่ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะดีเหมาะสมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากเวียดนาม เนื่องจากช่วงมิถุนายน - สิงหาคม จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด ช่วยเพิ่มทางเลือกพร้อมรองรับความต้องการเดินทางอย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยมี “ภูเก็ต” เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวเวียดนามความนิยมมาเที่ยว

 

รวมทั้งยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากเวียดนามมาไทย ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศขยายตัวมากขึ้น พร้อมกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและเวียดนามควบคู่กันไปด้ว

 

ขณะนี้ ททท. นครโฮจิมินห์ ยังได้ทำประชาสัมพันธ์แคมเปญ “Thai Lan – Càng Hiu Càng Yêu” (ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ) สื่อสารภาพลักษณ์ของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย ทรงคุณค่า คุ้มค่า เปี่ยมด้วยความผูกพัน มุ่งนำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวมอบประสบการณ์ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเวียดนามในมิติต่าง ๆ และช่วงไตรมาสสุดท้าย จะร่วมมือกับพันธมิตรท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น Gotadi บริษัทผู้ประกอบการนำเที่ยวรายใหญ่ในเวียดนาม จัดส่งเสริมการขายแพ็กเกจร่วมงานวิ่งพร้อมท่องเที่ยวไทย

 

ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

 

 

ททท.หารือฑูตใหม่อิสราเอล5เรื่องขานรับ“Value over Volume-Healing is the New Luxury”

ททท.หารือฑูตใหม่อิสราเอล 5 เรื่องรุกตลาดศักยภาพสูง ขานรับ“ Value over Volume - Healing is the New Luxury”   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยส...