วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การบินไทยปี68กำไรสุทธิ30,940 ล้านบาท -ปี’69บินอัมสเตอร์ดัม-ก.ค.เพิ่มความถี่จีน&อินเดีย

การบินไทยปี68โชว์กำไรสุทธิอู้ฟู่ 30,940 ล้านบาท

ปี’69บินอัมสเตอร์ดัม-ก.ค.เพิ่มความถี่จีน&อินเดีย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #การบินไทย #ปี68กำไร3หมื่นล้าน

การบินไทยโชว์ธุรกิจปี’68 “กำไรสุทธิ” 30,940 ล้านบาท มี EBIDA 53,880 ล้านบาท ณ 31 ธ.ค.68 มีหนี้สินรวม 228,147 ล้านบาท ลุยเปิดบิน “กรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม” ก.ค.69 เพิ่มความถี่ จีน อินเดีย

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มี “กำไร” จากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการเกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT)  40,839 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 676 ล้านบาท มี EBITDA 53,880 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.09 บาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งขาดทุนต่อหุ้น 6.26 บาท


สำหรับ “รายได้” ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ทำได้ 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.2% จากการขนส่งผู้โดยสารเติบโต 0.5% มี “ค่าใช้จ่าย” ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 149,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% ตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่ง จำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ส่วน “ค่าน้ำมันเครื่องบิน” ลดลงตามราคาเฉลี่ย

ปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวรายได้ 782 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก “กำไร” ยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ และ “ขาดทุน” จากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ผลการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ ปรับปรุงประมาณการไมล์หมดอายุ และการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน TFRS 9  และมี “ต้นทุนทางการเงิน”ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) 13,154 ล้านบาท


ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 304,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% มีหนี้สินรวม 228,147 ล้านบาท ลดลง 7.6% ส่วนของผู้ถือหุ้น 75,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,323 ล้านบาท จากผลประกอบการมีกำไร บริษัทฯ มีเงินสด รวมตั๋วเงินฝาก เงินฝากประจำ และหุ้นกู้ ที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระมากกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน 123,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,571 ล้านบาท

            ปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 8.3% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปี 2567 เฉลี่ยเท่ากับ 78.8% “บริการขนส่งผู้โดยสาร”ทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.0% “บริการผลิตขนส่งสินค้า” (ADTK) สูงกว่าปีก่อน 9.7% ปริมาณการขนส่งสินค้า (RFTK) สูงกว่าปีก่อน 8.3% อัตราส่วนการขนส่งสินค้า (Freight Load Factor) เฉลี่ย 51.3%

            ปัจจุบันมีฝูงบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ แบบลำตัวกว้าง  59 ลำ และลำตัวแคบ 21 ลำ รวมแบบแอร์บัสรุ่นใหม่ A321neo อีก 1 ลำ ที่ใช้เครื่องยนต์ทันสมัยและส่งเสริมความยั่งยืน ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรองรับการใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF)

การบินไทยพร้อมให้บริการในตารางการบินฤดูร้อนปี 2569 ทั่วโลกสู่ 62 เส้นทาง รวมถึงเพิ่มจุดบินใหม่ “กรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม” ตั้งแต่กรกฎาคม 2569 พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางสาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย สนองความต้องการผู้โดยสารเดินทางเพิ่มขึ้น ทำให้ดำเนินธุรกิจอนาคตเกิดความยั่งยืน

 

บางจากฯ ร่วมสมาคมเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนแห่งเอเชีย ผนึกทั้งภูมิภาคใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืน SAF

บางจากฯ ร่วมสมาคมเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนแห่งเอเชีย

ผนึกกำลังขับเคลื่อนเอเชียใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืน SAF 

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #สมาคมASAFA #น้ำมันการบินยั่งยืน

 บางจากผ่านฉลุยสมาชิก “ASAFA” สมาคมเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนแห่งเอเชีย ผนึกกำลังเพิ่มการผลิตน้ำมันการบินยั่งยืนแบบครบวงจรในภูมิภาค นำไทยสู่จุดหมายหลักก้าวสู Net Zero ปี’93

สมาคมเชื้อเพลิงการบินยั่งยืนแห่งเอเชีย (Asian Sustainable Aviation Fuel Association: ASAFA) ต้อนรับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทย ในฐานะสมาชิกระดับ Gold Member รายล่าสุดของสมาคม ด้วยประสบการณ์ด้านการกลั่นน้ำมันมากกว่า 4 ทศวรรษ และเป็นผู้บุกเบิกพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี

บางจากฯ ถือเป็นบริษัทฯ แนวหน้าในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนภาคการบิน ได้เปิดดำเนินการหน่วยผลิตเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) แบบครบวงจรแห่งแรกของเมืองไทย ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบ HEFA ด้วยความมุ่งมั่นสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนภาคการบินไทยและยุทธศาสตร์มุ่งสู่ Net Zero ในระดับภูมิภาค



นายฟาบริซ เอสปิโนซา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASAFA กล่าวว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นสมาชิก ASAFA ระดับ Gold Member เป็นหน่วยผลิต SAF ในกรุงเทพมหานคร ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีฐานะผู้ผลิต SAF เชิงพาณิชย์แบบ Neat SAF รายแรกของไทย เพราะบางจากฯ มีองค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งด้านการรวบรวมวัตถุดิบ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี HEFA การทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญขยายการใช้ SAF ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

          


        นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าร่วม ASAFA ด้วยความมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศ SAF ที่เข้มแข็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยประสบการณ์ด้านการกลั่นน้ำมัน เชื้อเพลิงชีวภาพ และการบริหารจัดการวัตถุดิบ บริษัทฯ พร้อมร่วมแบ่งปันองค์ความรู้เชิงปฏิบัติในการขยายการผลิต SAF ได้ในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐาน และความร่วมมือระดับภูมิภาค

บางจากได้ดำเนินงานแบบบูรณาการเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนา SAF เชิงพาณิชย์  โดยจัดทำโครงการ Fry to Fly  เพื่อรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากสถานีบริการกว่าทั่วประเทศ 2,000 แห่ง ซึ่งแนวทางการจัดหาวัตถุดิบจากชุมชนเช่นนี้ช่วยเสริมความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงยั่งยืนมีความน่าเชื่อถือทางการเงิน 

บริษัทได้เข้าร่วม ASAFA สอดคล้องกับความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ภายใต้แผน BCP NET ด้วยธุรกิจ SAF และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยเสริมการดำเนินงานด้านพลังงานสะอาด การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การขับเคลื่อนการคมนาคมคาร์บอนต่ำในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

30ปีสถาบันอาหารปั้น“NFI FoodNEXT Platform”ปี69ดันส่งออกอาหารพุ่ง1.5ล้านล้าน

30ปีสถาบันอาหารปั้น“NFI FoodNEXT Platform”สู่ทศวรรษใหม่

ชูนวัตกรรมเร็ว-ลดต้นทุนR&D-ปี69ส่งออกอาหารพุ่ง1.5ล้านล้าน

สถาบันอาหาร 30 ปี สู่ทศวรรษใหม่ด้วย"NFI FoodNEXT Platform”ปี69ดันส่งออกอาหารไทยพุ่ง1.5 ล้านล้าน

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #สถาบันอาหาร #NFIFoodNextPlatform  

30 ปี สถาบันอาหาร ลั่นพลิกสู่ทศวรรษใหม่ Next-Gen Accelerator ปั้น “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มอัจฉริยะช่วยดันนวัตกรรมเร็วขึ้น 30-40% ลดต้นทุนวิจัย R&D 20-50% นำอุตสาหกรรมอาหารไทยบุกตลาดโลก ปี’69 ดันส่งออกอาหารพุ่ง 1.55 ล้านล้านบาท



นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) เปิดเผยว่า ในโอกาส 30 ปีพร้อมสู่ก้าวใหม่ Next-Generation Food Accelerator ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเร่งพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้น 30–40% และลดต้นทุน R&D ลง 20–50% ด้วยการเปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแบบ End-to-End ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” มุ่งลดความซับซ้อนเข้าถึงบริการด้านนวัตกรรม เชื่อมโยงตั้งแต่ R&D ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงเชื่อมต่อแหล่งทุนอย่างครบวงจร

ตลอดที่ผ่านมา 3 ทศวรรษ สถาบันอาหารทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับตั้งแต่ SMEs รายเล็กไปจนถึงผู้ส่งออกขนาดใหญ่ พร้อมตอบ “โจทย์จริง” ของอุตสาหกรรม ด้วยองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีแยกส่วน มีระบบเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เดินหน้าไปด้วยกันแบบครบวงจร ซึ่งความเข้าใจเชิงลึกนี้จะต่อยอดเป็นรากฐาน NFI FoodNEXT Platform ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนานวัตกรรม “เข้าถึงได้จริง ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว” ทำให้ผู้ประกอบการมียอดขายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ



สถาบันอาหารคาดการณ์ปี 2569 มูลค่าการส่งออกมีโอกาสทะยานสูงถึง 1.55 ล้านล้านบาท เติบโต 2.6% จากแรงหนุนทางโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ยุโรปตะวันออก กลุ่ม CIS เอเชียใต้ และแอฟริกา แต่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายของยุคที่มาตรฐานความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าภาคบังคับ (Green Compliance) แต่ก็ยังโอกาสเปิดกว้างในตลาดดาวรุ่งอย่าง Personalized & Precision Nutrition ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ตลาดสูงวัย (Silver Economy) ในจีนและญี่ปุ่น กับ “ฮาลาล โฟกัส” ในอาเซียนและตะวันออกกลาง

จึงเดินหน้าตอบโจทย์เกมการแข่งขันใหม่เน้น “ยกระดับความพร้อม” ผู้ประกอบการผ่านการตั้งแต่ระบบต้นน้ำคือการวางระบบอาหารปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ (Food Safety&Traceability) สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากลให้ตลาดโลกยอมรับ โดยมี NFI FoodNEXT Platform เป็นแกนกลางเชื่อมต่อทุกภาคส่วน สู่ 3 เป้าหมายหลัก คือ Speed to Market เร่งนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงให้ทันความต้องการโลกประสิทธิภาพและการต้นทุน R&D ด้วยเครือข่ายโรงงานต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้ทุกอย่างเดินเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริง




ปี 2569 ทางสถาบันอาหารได้วางเป็นปีแห่ง “จุดเปลี่ยนสู่ทศวรรษใหม่” ขยับจากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนทางเทคนิค ไปสู่ “Integrated Food Innovation Incubator : ศูนย์บ่มเพาะและเร่งการเติบโตนวัตกรรมอาหารแบบบูรณาการ” เชื่อมต่อทั้งวงจรเป็นระบบเดียวกน คือการวิจัย มาตรฐาน กฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ ตลาด และเงินทุน เพื่อผลักดันประเทศเป็น “National Food Innovation Platform :ศูนย์กลางบริการครบวงจรภาคอุตสาหกรรมอาหาร” เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาหารไทยในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 3 แกน ได้แก่

1.การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและอาหารมูลค่าสูง (High-Value Creation)

2.การยกระดับความเชื่อมั่นและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (Global Trust & Compliance)

3.การผลักดันแบรนด์อาหารไทยสู่ระดับโลก (Thai Brand Excellence & Globalization)




ขณะที่ “NFI FoodNEXT Platform” ปี 2569 จะวางเป็นโครงการหลักเพื่อ “ปิดช่องว่าง” ระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์ ผ่าน One-Stop Food Innovation Ecosystem หรือระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจรให้บริการเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว เชื่อมส่วนสำคัญด้วย 5 กลไก ได้แก่ 1.การวิจัยและพัฒนา.ผลิตภัณฑ์ 2.การวางระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ 3.โรงงานผลิตนำร่อง 4.การเข้าถึงตลาดในและต่างประเทศ 5.การเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน 

“ผลลัพธ์” คาดหวังให้ผู้ประกอบการใช้แพลตฟอร์มพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้น 30–40% ควบคู่ลดต้นทุนการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ได้อีก  20–50% สร้างความได้เปรียบสำคัญเชิงแข่งขันเคลื่อนไหวสู่อนาคตในตลาดอย่างรวดเร็ว



ส่วน “วิธีการทำงาน” ของแพลตฟอร์มนี้อยู่บนฐานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เช่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย TED Fund สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และ SME Bank สะท้อนแนวร่วมที่พร้อมหนุนยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารไทยเดินหน้าได้จริง

 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

TCEBไทยเจ้าภาพประชุมยา/เภสัชนานาชาติ3งานปี69-70 World Congress“IPSF-FAPA-AASP”นำไทยสู่"เมดิคัลฮับ"

TCEBไทยเจ้าภาพประชุมยา/เภสัชนานาชาติ3งานปี69-70

 World CongressIPSF-FAPA-AASP”นำไทยสู่"เมดิคัลฮับ"

TCEB สนับสนุนไทยเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติเภสัช 3 งานปี 2569-2570

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TCEB #ประชุมยาและเภสัชนานาชาติ #IPSF2026 #FAPA2026 #AASP2027

TCEB หนุนไทยเจ้าภาพประชุมนานาชาติอุตสาหกรรมเภสัชและยาปี’69-70 ครั้งแรกจัดได้ครบวงจร การศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมล้ำ ๆ 3 งาน IPSF World Congress- FAPA Congress- AASP 2027” ดันไทยสู่เป้าหมาย “เมดิคัล ฮับ”



          ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บนำไมซ์สนับสนุนไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ 3 งาน ระหว่างปี 2569–2570 จะมีเภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนในไทยและทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 3,200 คน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 151 ล้านบาท ตอกย้ำเรื่องบุคลากรสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมผลักดันไทยก้าวสู่เมดิคัล ฮับ

ด้วย “เนื้อหา” ตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร/องค์กร ในห่วงโซ่ครั้งแรกของอุตสาหกรรมเภสัชศาสตร์สามารถทำได้ครบวงจร ซึ่งไทยสามารถใช้เวทีดังกล่าวพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ การทำวิชาชีพเภสัชกรรม เปิดโอกาสให้นานาชาติได้เรียนรู้ศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรไทยพร้อมต่อยอดพัฒนาวิชาชีพนี้ ตอกย้ำจุดยืนภารกิจของทีเส็บพร้อมจะงานไมซ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ



ทีเส็บ” ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention & Exhibition Hub) ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ มุ่งมั่นผลักดันนโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ :Medical Hub” การดึงงานประชุมด้านเภสัชศาสตร์เข้ามาจัดได้ต่อเนื่องเป็นหลักฐานตอกย้ำขีดความสามารถทางวิชาการด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม รวมถึงความพร้อมของไทยด้านไมซ์ในระดับสากล

ขณที่ “อุตสาหกรรมยา” เป็นหนึ่งในหลักประกันความมั่นคงทางสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของประเทศทั้งในภาวะปกติและวิกฤต ยิ่งช่วงไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย มีหลักประกันด้านสุขภาพและความเสี่ยงของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ องค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมจะกลไกเรื่องปลอดภัยด้านสุขภาพ ประชาชนเข้าถึงได้และภาพรวมการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

       ส่วน ความสำเร็จ” ในการดึงงานมาจัดที่เมืองไทยได้ด้วย 2 ปัจจัย คือ 1.พลังความแข็งแกร่งของบุคลากรสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับวิชาชีพผ่านเวทีประชุมระหว่างประเทศ 2.ทีเส็บได้รับความร่วมมือด้วยดีจากบุคลากรของไทยทั้ง 3 องค์กรของไทย 3.ระบบนิเวศไมซ์ไทยมีความเข้มแข็งทำให้นานาชาติเชื่อมั่นและใจเลือกมาจัดประชุมนานาชาติเภสัชศาสตร์ทั้ง 3 งาน ได้แก่

งานแรก  : The 71st International Pharmaceutical Students' Federation (IPSF) World Congress 2026 วันที่ 29 กรกฎาคม–11 สิงหาคม 2569 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดจะมีผู้เข้าร่วม600 คน เป็นต่างชาติ 500 คน คนไทย 100 คน สร้างรายได้ 33 ล้านบาท

โดยจะเปิดให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขระดับนานาชาติ ซึ่งไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2554 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา

            นางสาวมัญชรี แสงเมือง-สะกอลละโวล ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ ปี 2568-2569 กล่าวว่า ในนามสหพันธ์ฯ International Pharmaceutical Students' Federation รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดงาน IPSF World Congress ปี 2569 สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของคนรุ่นใหม่วงการเภสัชศาสตร์ไทยในเวทีนานาชาติ ได้การยอมรับจากกว่า 100 ประเทศ เป็นพื้นที่ให้แสดงบทบาทไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการเรียนรู้และความร่วมมือด้านเภสัชกรรมและสุขภาพ” ระดับโลก จึงเชื่อมั่นการประชุมครั้งนี้จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขับเคลื่อนอนาคตวิชาชีพเภสัชกรรมให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

นายกฤตภาส มาณะศิลป์ ประธานโครงการ The 71st IPSF World Congress 2026 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไทยได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน 71st IPSF World Congress 2026 นับเป็นหมุดหมายสะท้อนความสำเร็จด้านการศึกษา วิชาการ และสาธารณสุขระดับนานาชาติ เกิดจากหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมจะใช้เวทีนี้พัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนานาชาติ ยกระดับบทบาททางวิชาการของไทยบนเวทีโลก

งานที่ 2 The 31st Congress of the Federation of Asian Pharmaceutical Association (FAPA Congress 2026) หรือการประชุมสหพันธ์เภสัชกรรมสมาคมแห่งเอเชีย ครั้งที่ 31 จัดวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไทยเป็นเจ้าภาพมาแล้ว 6 ครั้ง คาดผู้เข้าร่วม ครอบคลุมทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบวิชาชีพ หน่วยงานกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมยา และภาคการศึกษ กว่า 2,000 คน เป็นต่างชาติ 1,500 คน และไทย 500 คน สร้างรายได้เข้าประเทศ 99 ล้านบาท  


ศาสตราจารย์ ดร. ภก. พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานจัดงาน FAPA Congress 2026 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กล่าวว่า ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ ครั้งที่ 6 เป็นประเทศสมาชิกที่ทำสถิติสูงสุด สะท้อนเรื่องบุคลากรเภสัชกรรมไทยมีศักยภาพและความพร้อมระดับนานาชาติ จัดภายใต้แนวคิด “Pharmacists in Action across Asia” มุ่งใช้นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ยกระดับความปลอดภัยด้านการดูแลสุขภาพ ควบคู่ผลักดันสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล คาดจะมีผู้เข้าร่วมจาก 25 ประเทศ เป็นกลุ่มเชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน จะเป็นรากฐานพัฒนาศักยภาพวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย

งานที่ 3 Asian Association of Schools of Pharmacy Conference 2027 (AASP 2027) จัดทุก ปี จะจัดวันที่ 1–2 กรกฎาคม 2570 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ คาดจะผู้เข้าร่วม 600 คน เป็นต่างชาติ 300 คน ไทย 200 คน ผู้ร่วมแสดงสินค้า 100 คน สร้างรายได้ 19.8 ล้านบาท

AASP 2027 กลับมาไทยครั้งนี้ในรอบ 22 ปี ครั้งแรกจัดที่กรุงเทพฯ ในปี 2548 เป็นงานส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย แลกเปลี่ยนแนวคิดจัดการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย


ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร. ภก. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานการจัดงาน AASP 2027 กล่าวว่า “คณะเภสัชศาสตร์ ยินดีที่ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพงาน AASP 2027 Conference ครั้งที่ 13 ย้ำถึงศักยภาพไทยด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมทางเภสัชกรรม โดยได้เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดจัดการศึกษา องค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันมาตรฐานการดูแลสุขภาพของไทยเทียบเท่าสากล ภายใต้แนวคิด 3Cs: Community, Collaborate, Contribute มุ่งมั่นสนับสนุนพัฒนางานวิจัยตอบโจทย์ประชาชน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา จึงเชิญชวนมาร่วมกันขับเคลื่อนเภสัชศาสตร์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนสร้างความสำเร็จไปด้วยกัน

 

ททท.นำเอกชนรุกขายอินเดียงานใหญ่สุดSATTE2026 จับคู่ธุรกิจ5พันนัดหมายเจาะ9กลุ่ม-ปี69หวังแสนล้าน

ททท.นำเอกชนรุกขายอินเดียงานใหญ่สุดSATTE2026

จับคู่ธุรกิจ5พันนัดหมายเจาะ9กลุ่ม-ปี69หวังแสนล้าน

 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #SATTE2026 #อินเดียเที่ยวไทยแสนล้าน

ททท. ร่วมมหกรรมขายใหญ่สุด “SATTE 2026” เริ่มแล้ว 25-27 ก.พ.นี้ ที่กรุงเดลี อินเดีย นำเอกชนไทย 53 ราย จับคู่ธุรกิจ 5,000 นัดหมาย รุกเจาะ “ตลาดพักผ่อน+ไฮเอนด์” 9 กลุ่ม พาเหรดสินค้าครบทุกเซกเมนต์โชว์พลัง หวังปี69 กวาดรายได้เฉียดแสนล้าน

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.นำผู้ประกอบการไทย 53 ราย เข้าร่วมมหกรรมใหญ่ SATTE 2026 :South Asia Travel and Tourism Exchange ระหว่าง  25-27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คอนเว็นชั่น เซ็นเตอร์ Yashobhoomi กรุงนิวเดลี อินเดีย  รุกเจาะตลาดศักยภาพด้วยแคมเปญ “Healing is the New Luxury” ควบคู่การจับคู่เจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าอินเดีย ชูจุดขายสินค้าบริการท่องเที่ยวเวลเนส คาดจะทำได้ถึง 5,000 นัดหมาย ส่งเสริมปี 2569 สร้างรายได้เข้าไทย 97,860 ล้านบาท จากในงานมีคูหาจัดแสดงสินค้าท่องเที่ยวกว่า 1,400 คูหา คาดจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 35,000 คน ไทยมุ่งเจาะตลาดใหญ่ 2 ประเภท 9 กลุ่ม ได้แก่


ประเภทที่ 1 นักท่องเที่ยวเดินทางพักผ่อน (Leisure)  4 กลุ่มหลัก คือ ครอบครัว มิลเลนเนียล ผู้สูงวัย (Active Senior) กลุ่มสตรี

ประเภทที่ 2 นักท่องเที่ยวศักยภาพต่าง ๆ 5 กลุ่ม เช่น กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) กลุ่มจัดแต่งงานและเฉลิมฉลอง (Wedding &amp ; Celebrations) กลุ่มท่องเที่ยวหรูหรา (Luxury) และกลุ่มกีฬากอล์ฟ

“กลยุทธ์” เน้นจับมือกับพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวและสายการบินเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยว จัดทำ โปรโมชั่นโครงการพิเศษให้กลุ่มอินเซ็นทีฟ เวดดิ้ง Incentive และ จัดแต่งงานและเฉลิมฉลอง เลือกเดินทางมาจัดงานในไทยมากขึ้น ช่วยเพิ่มระยะเวลาพักและค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวทำให้รายได้ท่องเที่ยวปี 2569 จากตลาดอินเดียได้ตามเป้า 97,860 ล้านบาท


“พิธีเปิดคูหาประเทศไทย” ในงาน SATTE 2026 เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รับเกียรติจาก นางสาวชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูตไทย กรุงนิวเดลี เป็นประธาน พร้อมด้วย นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.และนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท. เข้าร่วมด้วย

“คูหาประเทศไทย” ขนาด 312 ตารางเมตร ออกแบบภายใต้แนวคิด Palette of Wellness, Your Ultimate Healuxe นำเสนอแคมเปญการตลาดใหม่ “Healing is the New Luxury”ถ่ายทอดแนวคิดว่าการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันมุ่งเติมเต็มสุขภาวะกายใจผ่านประสบการณ์ที่มี “ความหมาย” สร้างความสงบ ผ่อนคลายและแรงบันดาลใจ



“เปิดเจรจาธุรกิจ” ภายในคูหาประเทศไทยมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย 53 ราย จากโรงแรมและที่พัก 21 ราย บริษัทนำเที่ยว 18 ราย แหล่งท่องเที่ยว 11 ราย และ 3 สายการบิน ได้แก่ ไทยแอร์เอเชีย ไทยเวียตเจ็ทแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ รวมทั้งมีสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย หน่วยงานจากประเทศไทยร่วมเปิดคูหาด้วย

ททท.ใช้โอกาสนี้นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย จัดแสดงผลิตภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวจุดหมายปลายทางที่มีรางวัล Thailand Tourism Awards การันตี จัดกิจกรรมสาธิตช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจผ่านโสตสัมผัสต่าง ๆ เช่น บาล์มน้ำมันนวดผ่อนคลายที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นสร้างสรรค์เฉพาะจุดหมายปลายทางในไทย สาธิตการนวดผ่อนคลาย โดยนักบำบัดจากสปาชั้นนำในไทย



รวมทั้งจัด Amazing Thailand Media Briefing เปิดให้สื่อมวลชนต่างชาติที่เข้าร่วมงานนี้ โดย ททท.ได้นำเสนอสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย กับเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาด “Unforgettable Experience:

Healing is the New Luxury” มุ่งส่งเสริมไทยเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งการฟื้นฟูกายใจ” ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่แสวงหาความสมดุล ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

ผนวกสินค้าที่นักท่องเที่ยวอินเดียควรมาสัมผัสในย่าน ลิตเติ้ลอินเดีย ร้านอาหารมิชลิน Gaggan หรือเทศกาลทางวัฒนธรรม เช่น เทศกาลดิวาลี เทศกาลโฮลี สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผสานไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น ย่านทรงวาด Em District สุขุมวิท และจุดหมายปลายทางเชิงสุขภาพ เช่น อายุรเวท, โปรแกรม Longevity, สถานประกอบการที่ดูแลสุขภาพองค์รวมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ และเมืองน่าเที่ยว อาทิ กาญจนบุรี นครราชสีมา (เขาใหญ่) และเชียงราย เป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว Repeat Visitors



รวมทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางตลาดอินเดียตลอดทั้งปีด้วยเทศกาลและอีเวนต์ต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง ยี่เป็ง เทศกาลแห่ดาว Moto GP วิจิตรเจ้าพระยา อีเวนต์และการประชุมระดับโลก ได้แก่ Tomorrowland 2026, Global Sustainable Tourism Conference 2026, InterPride Conference 2026, the Global Wellness Summit 2026 และ IMF-World Bank Group Annual Meetings

“อินเดีย” เป็นตลาดที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตสูงต่อเนื่องจากปี 2568 มาไทย 2.49 ล้านคน เติบโตจากปีก่อน 16.8 % มีปัจจัยหนุนจาก “สายการบิน” เพิ่มจำนวนที่นั่งโดยสารระหว่างไทยและอินเดียตั้งแต่ปี 2567 ได้เพิ่มเที่วบิน เส้นทางบินใหม่ ปรับขนาดเครื่องบินลำใหญ่ขึ้น ผนวกกับอินเดียด้ยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวอินเดียจึงเติบโตต่อเนื่อง

ตั้งแต่ 1 มกราคม – 23 กุมภาพันธ์ 2569 นักท่องเที่ยวอินเดียเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 382,768 คน เพิ่มจากช่วงเดียวกันกับปีก่อนกว่า 17 % ด้วยอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่และกลุ่มชนชั้นกลางมีกำลังซื้อสูง จึงสามารถขยายสู่เมืองรองได้อย่าง ปูเน่ อาห์เมดาบัด อัมริตสาร์ และลัคเนา รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นตลาดกลุ่มศักยภาพ ประชาสัมพันธ์ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ Amazing Thailand ด้วยสินค้าบริการและกิจกรรมท่องเที่ยวต่อเนื่องหลากหลาย การทำรายได้ปีนี้น่าจะเติบโตดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

การบินไทยปี68กำไรสุทธิ30,940 ล้านบาท -ปี’69บินอัมสเตอร์ดัม-ก.ค.เพิ่มความถี่จีน&อินเดีย

การบินไทยปี 68 โชว์กำไรสุทธิอู้ฟู่ 30,940 ล้านบาท ปี ’69 บินอัมสเตอร์ดัม-ก.ค.เพิ่มความถี่จีน & อินเดีย การบินไทยปี 2568 ทำกำไรสุทธิ 30...