วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน

“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF

น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน

บางจากกับการบินไทยนำร่องใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืนHEFA-SPK SAF สร้างน่านฟ้าโลว์คาร์บอน

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #Thaiairways #HefaSPK #SAF

กลุ่มบริษัทบางจากควงการบินไทยใช้บริการ HEFA-SPK SAF ผลิตในไทยครั้งแรก นำร่องกับเที่ยวบิน TG 409 ที่สุวรรณภูมิ ยกระดับ “น่านฟ้าไทยสู่ยั่งยืน” ผนึกแผนลดคาร์บอนการบินโลกเป็นศูนย์


            กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศร่วมสร้างก้าวสำคัญอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศเดินหน้าให้บริการ “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF ที่ผลิตครั้งแรกในประเทศไทยโดยกลุ่มบริษัทบางจาก นำร่องใช้กับเที่ยวบิน TG 409 เส้นทาง “กรุงเทพฯ–สิงคโปร์” จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ปลายทาง ทั้งสององค์กรไทยร่วมกันสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการบิน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ Net Zero

            HEFA-SPK SAF ที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF 100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง โดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตร/วัน นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบผลิตภายใต้ระบบที่ได้การรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC CORSIA และ ISCC EU


“นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมี SAF เป็นกลไกหลักช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้ SAF เริ่มทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณ 80 % ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม

ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำ HEFA-SPK SAF ที่ผลิตครั้งแรกในไทยมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก 

            นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารหลายประเทศในฐานะสมาชิก World Economic Forum แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือ SAF จะเติบโตได้เมื่อภาคเอกชนลงทุนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายภาครัฐชัดเจน ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ส่วนผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF ซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน



สำหรับประเทศไทย หากมีเป้าหมายและกรอบเวลานำมาใช้ชัดเจน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ช่วยส่งเสริมการใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น

ทางกลุ่มบริษัทบางจากจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศของ SAF อย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของไทย ตอบโจทย์ GDP เติบโตต่อเนื่อง สร้างการจ้างงานและความยั่งยืน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขยายโอกาสธุรกิจเติบโต ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

            “นายชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชนกล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย การได้ร่วมใช้ “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” ที่ผลิตในไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่เข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน

แผนงานการจัดส่ง HEFA-SPK SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT) ไปยังคลังน้ำมันอากาศยาน บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนเมืองไทย

 

AWCขอSCBปล่อยสินเชื่อยั่งยืน 40,500 ล้าน พลิกโฉมเวิ้งนครเกษม-เยาวราชแหล่งท่องเที่ยวโลก

 AWCผนึกพลัง SCB ปล่อยสินเชื่อยั่งยืน 40,500 ล้าน

พลิกโฉมเวิ้งนครเกษม-เยาวราชแหล่งท่องเที่ยวโลก

 



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AWC #SCB #สินเชื่อยั่งยืนSustainabilityLinkedLoan


AWC ลงนาม SCB ปล่อยสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan 40,500 ล้านบาท ลุยพัฒนา 2 โปรเจกต์ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” 10,500 ล้าน เปิดปี’72 ชูคุณค่าวัฒนธรรมไทย-จีนย่านไชน่าทาวน์ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมใช้อีก 30,000 ล้าน ปูพรมโปรเจกต์อนาคต นำไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวโลก

 



บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   ปล่อยสินเชื่อยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) วงเงินรวม 40,500 ล้านบาท ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led strategy พัฒนาพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินคุณภาพ AWC ในระยะยาว วางแผนใช้วงเงินสินเชื่อ 10,500 ล้านบาท พัฒนาโครงการ "เวิ้งนครเกษม เยาวราช" โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กใหญ่ที่สุดเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านเยาวราช เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีน เข้ากับประสบการณ์ระดับโลก ภายใต้แนวคิด "Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow" เดินหน้าสร้างคุณค่าใหม่ให้ชุมชน เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว

โครงการจะเป็นที่ตั้งของประสบการณ์ "Kung Fu Panda" จาก Universal Destinations & Experiences ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์และเรื่องราวของเยาวราช ส่งต่อเสน่ห์พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้สู่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC” กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนโครงการคุณภาพเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวยั่งยืน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน ส่งเสริมเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่ และร่วมสนับสนุนไทยสู่ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เงินทุนนี้จะนำไปพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ จุดยุทธศาสตร์สำคัญท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ผ่านการผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนเข้ากับประสบการณ์คุณภาพระดับนานาชาติ อย่าง 'Kung Fu Panda' ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่จะสร้างจุดหมายปลายทางเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ชุมชน และคนรุ่นต่อไป


เชื่อมั่นโมเดลนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเติบโตอย่างยั่งยืนดึงดุดนักเดินทางจากทั่วโลก และพลังพันธมิตรที่ร่วมวิสัยทัศน์ สร้างความแข็งแกร่งและคุณค่าอย่างแท้จริงสู่ประเทศและอุตสาหกรรม การจัดสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan ครั้งนี้คืออีกก้าวสำคัญของ Sustainable Growth-Led Strategy ในการพัฒนามาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งเป้าความยั่งยืนครบ 3 มิติ เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชุมชน สังคม และเพื่อการเติบโตสร้างงานและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“นายสารัชต์ รัตนาภรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่น  ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการที่มีความหมายต่อประเทศมาต่อเนื่อง การปล่อยสินเชื่อสีเขียววงเงินรวม 10,500 ล้านบาท ทำโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช กับสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการการดำเนินงานด้านความยั่งยืน วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการคุณภาพอื่น ๆ ในอนาคตของ AWC ทั่วประเทศ

การสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวครั้งนี้ นับเป็นพลังผลักดันให้โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสสีเขียวระดับโลก รวมถึงโครงการต่าง ๆ ในอนาคต ให้เป็นตัวอย่างความยั่งยืน ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจถึงทุกภาคส่วน ทั้งในไทยและระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับภาคธุรกิจ สะท้อนถึงศักยภาพยกระดับมาตรฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวระดับสากล ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้ประเทศ โดยได้สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารพร้อมเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน – Live Sustainably” เชื่อมั่นการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตให้ชุมชน และรักษาเอกลักษณ์ของประเทศเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป



ล่าสุดกลุ่ม SCBX ได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มธนาคารของไทย และอยู่ในกลุ่ม Top 10% ของ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ได้รับการประเมินระดับ Leadership Level ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้การจัดอันดับอยู่ใน A-List ของ CDP ต่อเนื่องปีที่ 2 สะท้อนบทบาทของธนาคารขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ภาคธุรกิจและประเทศในระยะยาว

ส่วนความสำเร็จการจัดหาเงินทุนครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินชั้นนำที่มีต่อศักยภาพทางธุรกิจ วิสัยทัศน์ ระยะยาว แนวทางการดำเนินธุรกิจของ AWC ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง ภายใต้กรอบแนวคิด 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity ควบคู่กับการรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม  



“เวิ้งนครเกษม เยาวราช” เป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กมีขนาดใหญ่ที่สุดของ AWC บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางเยาวราชกว่า 14 ไร่ หนึ่งในย่านเก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมย่านการค้าสำคัญมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18

AWC ออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญนำรูปแบบไลฟสไตล์ เพิ่มประสบการณ์ความสนุกผสานความร่วมสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีนอย่างกลมกลืน ประกอบด้วย

-โรงแรมลักชัวรีระดับโลก 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ และโรงแรมคิมป์ตัน แบงค็อก ไชน่าทาวน์

-พื้นที่ชอปปิ้งระดับพรีเมียม ศาลาจีนร่วมสมัย พื้นที่วัฒนธรรมสำหรับชุมชนและครอบครัว

-เตรียมพัฒนาพื้นที่ประสบการณ์ระดับโลกในธีม “Kung Fu Panda” ร่วมกับ Universal Destinations & Experiences โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเยาวราช เพื่อนำมรดกทางวัฒนธรรมพื้นที่ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าเยาวราชสู่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก ผ่านประสบการณ์ร่วมสมัยเชื่อมโยงวัฒนธรรม อดีต และอนาคตเข้าด้วยกัน


AWC กำหนดเปิดให้บริการโครงการเต็มรูปแบบภายในปี 2572 พร้อมทั้งมีแผนพัฒนารถราง (Tram) เชื่อมโยงประสบการณ์เดินทางภายในย่านเยาวราช ไชน่าทาวน์ใหญ่ที่สุดในโลก ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกสามารถสัมผัสเสน่ห์พื้นที่ได้อย่างสะดวกต่อเนื่อง โดยมี “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” เป็นศูนย์กลางการเดินทาง เชื่อมต่อการเดินทางทางสายน้ำผ่านคลองโอ่งอ่างและแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่องกับระบบรถไฟฟ้า MRT และพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่กว่า 800 คัน เพื่อยกระดับเชื่อมโยงการเดินทางย่านนี้ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมร่วมขับเคลื่อนไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

“รมว.สุรศักดิ์”ถกสุวรรณภูมิปรับบริการเวลารอคิวเข้าไทยชู“สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย”นำไทยจุดหมายท่องเที่ยวโลก

“รมว.สุรศักดิ์”ถกสุวรรณภูมิปรับบริการเวลารอคิวเข้าไทย

ชู“สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย”นำไทยจุดหมายท่องเที่ยวโลก

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยว นำทีมหารือสุวรรณภูมิ ลดคิวรอเน้นสะดวกรวดเร็วปลอดภัย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ #สะดวกรวดเร็วปลอดภัย

“สุรศักดิ์” นำทีมกระทรวงท่องเที่ยวฯ หารือสุวรรณภูมิ ปรับบริการมุ่งลดเวลารอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ย้ำทุกองค์กรกระชับความร่วมมือชูเป้าหมาย “สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย” ดึงทั่วโลกเชื่อมั่นภาพลักษณ์ไทยจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวโลก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นำทีมลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายหลังปริมาณผู้โดยสารทางอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทางรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเมืองไทย โดยเฉพาะการลดเวลารอคิวตรวจเอกสารหนังสือเดินทาง ควบคู่ยกระดับคุณภาพการให้บริการภายในสนามบิน สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ โดยต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของชาติ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ


นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการทำงานภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” พร้อมผลักดันมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มช่องทางตรวจอัตโนมัติ การบริหารจัดการกำลังพลให้สอดคล้องกับปริมาณเที่ยวบิน การเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจคนเข้าเมือง การบริหารจัดการพื้นที่รองรับผู้โดยสาร การอำนวยความสะดวกด้านการสัญจรภายในท่าอากาศยาน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานแบบบูรณาการ เพื่อลดเวลาการรอคิวและยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวที่ดี



การประชุมและลงพื้นที่มีผู้เข้าร่วมด้วยคือ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โฆษกกระทรวง นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ พลตำรวจตรี กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พลตำรวจตรี คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางยกระดับการให้บริการในทุกมิติ


ภายหลังการประชุม นายสุรศักดิ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามขั้นตอนให้บริการผู้โดยสาร “ขาเข้าระหว่างประเทศ” รับฟังปัญหาและข้อจำกัดจากการปฏิบัติงานจริง ตลอดจนหารือแนวทางปรับปรุงกระบวนการให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

นายสุรศักดิ์ ย้ำให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ลดระยะเวลาทุกกระบวนการ สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงเมืองไทย อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก และสนับสนุนไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก



การท่องเที่ยวสิงคโปร์MOUทราเวลโลก้าดัน 5 ตลาดโต "ไทย-อินโด-มาเลย์-เวียดนาม-ออสเตรเลีย”เฮเที่ยวสิงคโปร์

การท่องเที่ยวสิงคโปร์ต่อMOUทราเวลโลก้าดัน 5 ตลาดโต

"ไทย-อินโด-มาเลย์-เวียดนาม-ออสเตรเลีย”เฮเที่ยวสิงคโปร์


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #SingaporeTourismBoard #Traveloka  

การท่องเที่ยวสิงคโปร์ ต่ออายุ MOU ทราเวลโลก้า เดินหน้าใช้แพลตฟอร์มใหญ่ ปั๊มยอดนักท่องเที่ยวเพิ่ม 5 ตลาดใหญ่ “ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-เวียดนาม-ออสเตรเลีย” หลั่งไหลสู่สิงคโปร์


            การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board: STB) และทราเวลโลก้า (Traveloka) ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) ฉบับที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2562 เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเติบโตระยะต่อไป มุ่งส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลาดหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย โดยเฉพาะ “คนไทย” ยังคงเลือกสิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทราเวลโลก้าติด 1 ใน 10 ที่มียอดจองและการใช้จ่ายเติบโตเพิ่มขึ้น

            MOU ระหว่างการท่องเที่ยวสิงคโปร์ กับทราเวลโลก้าฉบับนี้ เน้นต่อยอดความร่วมมือที่มีมายาวนานเริ่มครั้งแรกปี 2562 ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ขยายไปถึงออสเตรเลีย ตลาดสำคัญของทั้งสององค์กรที่ได้ทำกิจกรรมดึงเอาจุดแข็งของสิงคโปร์เกาะศูนย์กลางชั้นนำด้านความบันเทิงสดมาใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักเดินทาง


ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันทำ ด้านหลัก ได้แก่

-การจัดแคมเปญการตลาดร่วมกันเพื่อส่งเสริมสิงคโปร์บนแพลตฟอร์มทราเวลโลก้า

-การนำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์ท่องเที่ยวเพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบสถานที่ และกิจกรรมที่น่าสนใจ

-การส่งเสริมการเดินทางผ่านอีเวนต์สำคัญที่สอดคล้องกับปฏิทินกิจกรรมของสิงคโปร์ตลอดทั้งปี

-การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางในรูปแบบข้อมูลภาพรวมที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เพื่อช่วยให้การท่องเที่ยวสิงคโปร์วางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในแต่ละตลาดต้นทาง ส่วน “ทราเวลโลก้า” จะนำฐานผู้ใช้งานครอบคลุมทั่วภูมิภาคและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมนักเดินทาง มาสนับสนุนการผลักดัน “สิงคโปร์” ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักเดินทางในแต่ละตลาดได้อย่างตรงใจ

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับแคมเปญการท่องเที่ยวสิงคโปร์ We Don’t Wait For Fun ซึ่งจะร่วมกนมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยว กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน 2.กลุ่มครอบครัวที่มีลูก เพื่อกระตุ้นให้หาโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่สิงคโปร์


“มลิสสา โอว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวว่า การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย และความแข็งแกร่งอันยาวนานกับทราเวลโลก้าซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางบวกกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้านการค้นหาและจองที่พักของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ทำให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ใช้จ่ายสูง และทำให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายความคุ้มค่าการกลับมาเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก

“อัลเบิร์ต” ผู้ร่วมก่อตั้งทราเวลโลก้า กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางชื่นชอบมากที่สุด จึงขอทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่ได้รับการไว้วางใจ ด้วยฐานผู้ใช้งาน ข้อมูลเชิงลึก ประสบการณ์การจองแบบครบวงจรในที่เดียว ช่วยให้การท่องเที่ยวสิงคโปร์บอกเล่าเรื่องราวไปยังนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากทำงานร่วมกันมานานกว่าครึ่งทศวรรษ การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ได้สร้างขึ้นร่วมกัน

พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 องค์กร ร่วมพัฒนาแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ โดยจะร่วมกันจัดทำโปรโมชั่นตามฤดูกาลสอดรับกับปฏิทินอีเวนต์ของสิงคโปร์ พร้อมศึกษาการนำข้อมูลเชิงลึกกับเทคโนโลยี AI มาสนับสนุนการสร้างสรรค์คอนเทนต์และนำเสนอเรื่องราวจุดหมายปลายทาง ภายใต้กรอบการกำกับดูแลข้อมูลตามมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัวที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้



 

ศูนย์สิริกิติ์ผนึกHYROXจัดมหกรรมแข่งขันฟิตเนสโลก ยกระดับ“กรุงเทพฯ/ไทย”สู่เมืองฟิตเนสภูมิภาคเอเชีย

ศูนย์สิริกิติ์ผนึกHYROXจัดมหกรรมแข่งขันฟิตเนสโลก

ยกระดับ“กรุงเทพฯ/ไทย”สู่เมืองฟิตเนสภูมิภาคเอเชีย


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #HYROX #ศูนย์สิริกิติ์ #การแข่งขันฟิตเนสระดับโลก

“ศูนย์ฯ สิริกิติ์” หนุน HYROX จัดการแข่งขันฟิตเนสระดับโลก 13-16 ส.ค.นี้ ดึงไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 22,000 คน ร่วมยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองการแข่งขันฟิตเนสภูมิภาคเอเชีย

แกรี่ วาน กรรมการผู้จัดการ HYROX เอเชียแปซิฟิก ได้นำการแข่งขันฟิตเนสระดับโลก HYROX เดินหน้าขยายตลาดเอเชียต่อเนื่องเตรียมจัดการแข่งขันครั้งสำคัญ BYD HYROX Bangkok” วันที่ 13–16 สิงหาคม 2569   ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดจะดึงทั้งไทยและต่างชาติทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 22,000 คน กับการแข่งขันใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชีย และเป็น “รายการที่ต้องมาให้ได้” บนปฏิทินการแข่งขันฟิตเนสระดับโลก

ปัจจุบัน HYROX ดำเนินการในภูมิภาคต่าง ๆ กว่า 30 ประเทศ มุ่งจัดการแข่งขันรวมกว่า 100 รายการ ฤดูกาล 25/26 และมีผู้เข้าร่วมกว่า 1 ล้านคน ครอบคลุมทั้ง 5 ทวีป สะท้อนถึงการเติบโตระดับนานาชาติ ส่วนเอเชียแปซิฟิกถือเป็นหนึ่งในตลาดเติบโตเร็วที่สุด ปี 2569 จะจัดในหลายเมืองทั่วภูมิภาคจัดการแข่งขันรวม  17 รายการ

แกรี่ วาน กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็น HYROX  รายการใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชีย ถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโต ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงภูมิภาคเอเชียโดยรวม เพราะกรุงเทพฯ ถือเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญที่คึกคัก มีชีวิตชีวา  มีเสน่ห์การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับโลกได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญให้ปีนี้ HYROX ตัดสินใจกลับมาจัดการแข่งขันที่กรุงเทพฯ ครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดเมื่อมีนาคม BYD HYROX Bangkok มีผู้เข้าร่วมเกือบ 17,500 คน


HYROX  เติบโตอย่างรวดเร็วสะท้อนให้เห็นชัดเจนเมื่อจัดแข่งขันในกรุงเทพฯ ได้ขยายเวลาจัดงานจาก 3 วัน เป็น 4 วัน ตอกย้ำถึงมีคนต้องการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นทั้งผู้เข้าแข่งขัน และคอมมูนิตี้ฟิตเนสในเมืองไทย แล้วยังได้สร้างระบบนิเวศด้านฟิตเนส ที่แข็งแกร่งในไทย ร่วมกับพันธมิตรยิมทั่วประเทศกว่า 170 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯมากกว่า 100 แห่ง ได้สนับสนุนทั้งโปรแกรมการฝึกซ้อมและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเปิดสอนการฝึกซ้อม HYROX  อย่างเป็นทางการ ผลักดันให้ยิมพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้ด้านฟิตเนสได้เป็นอย่างดี

แกรี่ วาน ย้ำว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันครั้งนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เป็นสถานที่มีความสมบูรณ์แบบที่พร้อมสร้างความประทับใจในเดือนสิงหาคม นี้ จึงมุ่งมั่นจะยกระดับประสบการณ์ HYROX ในทุกการแข่งขันต่อเนื่องได้ร่วมงานกับสถานที่มีประวัติศาสตร์โดดเด่น และเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้จะช่วยให้ส่งมอบประสบการณ์ดังกล่าวได้เต็มรูปแบบ


สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า การจัดงาน HYROX ครั้งนี้คาดจะดึงดูดนักกีฬา และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก เข้ามาช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม ในฐานะสถานที่จัดงาน มุ่งมั่นจะเป็นแพลตฟอร์มจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ ที่รองรับกิจกรรมขนาดใหญ่และพร้อมเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนกีฬา กบไลฟ์สไตล์ที่กำลังเติบโตควบคู่กันไป

HYROX มีแผนขยายตัวต่อเนื่องในเอเชียแปซิฟิก วางตำแหน่งไทยเป็นเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาค พร้อมต่อยอดการแข่งขันสู่การสร้างประสบการณ์ฟิตเนสครั้งละหลายวัน แล้วก็ตรียมขยายสู่ตลาดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาตลาดเพิ่มในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงHYROX เติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชีย

อีกทั้ง HYROX ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการเยาวชน ภายใต้ HYROX Youngstars” มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านกีฬาตลาดกลุ่มเด็ก และเยาวชนอายุ 8–15 ปี โดย HYROX ได้ออกแบบให้เหมาะสมกับช่วงวัย วางรากฐานกีฬาเติบโตในระยะยาวต่อไป

ดูข้อมูลการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok เพิ่มที่  https://hyroxthailand.com/event/hyrox-bangkok-2/




“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน

“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน บางจากกับการบินไทยนำร่องใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืน HE...