วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ททท.ลั่นปี’69ตลาดระยะไกลโตเกินเป้า10.8ล้านคน6.97แสนล้าน ปี’70หวัง7.35แสนล้านไฮซีซั่นต.ค.-ธ.ค.นี้จองตั๋วบินมาไทยเพิ่ม 2 หลัก

 

จิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา ททท.

ททท.ลั่นปี’69ตลาดระยะไกลโตเกินเป้า10.8ล้านคน6.97แสนล้าน

ปี’70หวัง7.35แสนล้านสัญญาณดี“ยุโรป/อเมริกา/ตะวันออกกลาง”

ไฮซีซั่นต.ค.-ธ.ค.นี้จองตั๋วบินล่วงหน้ามาไทยทุกตลาดเพิ่ม 2 หลัก

WTM2026พ.ย.นี้ร่วมเทรดโลกโชว์มิติใหม่“Wellness+Sustainable”

คิงเพาเวอร์จัด“POWER RUN PresentedbyPOWER PASS17ต.ค.

แจกลิสต์ไอเทมช้อปคิงเพาเวอร์ไม่ต้องมีไฟลต์รับ LUCKY FANS

คิงเพาเวอร์ให้ทุกใบเสร็จช้อปมีค่าจากแบรนด์ดัง 12-18 ต.ค.69

ททท.ดึง LOT Air บิน“วอร์ซอ-กทม.”ครั้งแรก26ปีดันยุโรปโตแรง

บางจากผนึก3พันธมิตรท่องเที่ยวเชื่อมการบินยั่งยืนเร่งผลิตSAF

เที่ยวเมืองไทยสัมผัสมุมใหม่บนยอดสูงทั่วไทยได้บน 5 หอชมวิว

“6 ข้อแนะนำการกินอาหารเจ”ให้ได้ผลดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

คลัง/ท่องเที่ยว+AOTเก็บค่าธรรมเนียมนักเดินทางใหม่3รายการ

ก.ท่องเที่ยวได้แรงหนุนเก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ8,000ล้าน/ปี

 

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97  #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #KingPower  #TAT   #TATLonghaulMarket #บางจาก #เที่ยวเสน่ห์5ภาค5หอชมวิว

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1GbdUpL2b8/

ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลั่นปิดจ๊อบปี’69 นำตลาดระยะไกลเที่ยวไทยโตดีเกินคาด 10.8 ล้านคน เพิ่ม 1.92 % ปี’70 ลุยต่อให้เข้าเป้า 11.39 ล้านคน สร้างรายได้ 7.35 แสนล้านบาท ตอนนี้มีสัญญาณดีมาแล้วไฮซีซั่น ต.ค.-ธ.ค.นี้ ยอดจอง “ล่วงหน้าตั๋วบินมาไทย” พุ่งทุกตลาด “ยุโรปเหนือ” เพิ่ม 34% รัสเซีย คาซัคสถาน กลุ่มนอร์ดิก นำโด่ง “ยุโรปกลาง” โปแลนด์แรงสุด ๆ “อเมริกา-แคนาดา” โตด้วยเที่ยวบิน Connecting Flight 11 สำนักงานเร่งขยายโปรเจกต์ “The Link” จับคู่ ททท.ในประเทศกระจายตลาดไหลเข้าสู่เมืองน่าเที่ยว และรอสัมผัสมิติใหม่ WTM 2026 นำเอกชน 47 รายร่วมขาย 2 โปรดักซ์ฮ็อต “Wellness+Sustainable” Tourism ขานรับ Healing is The New Luxury ทำโพสต์ทัวร์บุกตลาดใหม่เยอรมัน 2 เมืองรอง “ดุสเซนดอร์ฟ-ฮัมบูร์ก”

 

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดระยะไกล (Long haul Market) ประกอบด้วย นักท่องเที่ยวจาก 4 ทวีปหลัก ได้แก่ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา ตั้งเป้าหมายปีงบประมาณ 2570 จะนำนักท่องเที่ยวมาไทยรวมทั้งสิ้น 11.39 ล้านคน คิดเป็น 33.6% ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด สร้างรายได้รวม  735,540 ล้านบาท คิดเป็น 44.7% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด จาก  “ยุโรป” 8.64 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% “อเมริกา”  1.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.5% ได้ปัจจัยหนุนจากเที่ยวบินเชื่อมต่อผนวกการทำตลาดเชิงรุกในมิดเวสต์ “ตะวันออกกลาง”  856,700 คน เพิ่มขึ้น 10% และ “แอฟริกา” 210,000 คน เพิ่มขึ้น 3%

ส่วนปีงบประมาณ 1 ตุลาคม 2568- 30 กันยายน 2569 สามารถทำได้ “เกินเป้าหมาย” ที่ตั้งไว้เล็กน้อย ฝ่าสถานการณ์ท้าทายสงครามอิหร่านกับสหรัฐช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ต้องปรับกลยุทธ์พอสมควร แต่พอปิดปีงบประมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยทั้งหมดลดลง 4.51% แต่ตลาดระยะไกลเติบโตกลับสามารถพยุงการท่องเที่ยวไทย (Resilient Long-Haul) เป็นบวก 1.92 % ตามข้อมูลดังนี้


-นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล 10,799,591 คน หรือประมาณ 10.80 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +1.92%  จำนวนรวมคิดเป็น 33.7% ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทยทั้งหมด โดยสามารถสร้างรายได้ราว 698,512 ล้านบาท

เป็นจำนวนนักท่องเที่ยวทำได้ 100.9% ของกรอบคาดการณ์แนวโน้ม หรือเทรนด์ที่ตั้งไว้เพียง 10,706,513 คน แยกเป็น

“ยุโรป”  เป็นฐานใหญ่ที่สุดของตลาดระยะไกล ทำได้ 8,271,996 คน เพิ่มขึ้น +2.69%   จากดาวรุ่งเติบโตโดดเด่นคือ “โปแลนด์”  เพิ่ม 18.47% และสวีเดน เพิ่ม 12.43%

“อเมริกา” รวมละตินอเมริกา เป็นพื้นที่มีโอกาสสูง ทำได้ 1,582,364 คน เพิ่มขึ้น 1.94%

“ตะวันออกกลาง” เป็นตลาดที่ต้องเร่งฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างรวดเร็ว ทำได้ 749,417 คน ลดลง 6.34% สถิติก่อนหน้านี้ มกราคม-มีนาคม มีนักท่องเที่ยวรวมเพียงแค่ 200,000 คน ลดลงเกือบ27 %ททท.ได้เร่งปรับแผนนำนักท่องเที่ยวกลับมาได้ดีมาก และ“แอฟริกา”  195,814 คน เพิ่มขึ้น 3.53%



          ช่วง “เข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว” พบการจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า (forward booking) เตรียมเดินทางมาไทย ระหว่างปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 ประกอบด้วย

1.“ยุโรปเหนือ” เพิ่มขึ้น 34 %  ได้แก่ “รัสเซีย” เติบโตดี จากสถานการณ์ที่จับสัญญาณได้ทั้งเรื่องคู่แข่ง เที่ยวบิน สายการบินที่มีข้อจำกัดเรื่องฝูงบิน แต่ไทยยังสามารถรักษาตลาดคุณภาพกลุ่มบน ททท.กำลังเร่งนำเสนอขายกลุ่ม Luxury กับ Wellness มากขึ้น  ส่วน “คาซัคสถาน” มีอัตราจองตั๋วบินล่วงหน้าสูงถึง 45% และ “กลุ่มประเทศนอร์ดิก” มีอัตราจองตั๋วบินเพิ่มทุกตลาดคือ เดนมาร์ก เพิ่ม 14% นอร์เวย์ส เพิ่ม 8% สวีเดน เพิ่ม 13% ฟินแลนด์ 29 %

            2.ยุโรปกลาง ถือว่าตลาดดาวรุ่งของไทยเนื่องจากมี “จำนวนเที่ยวบิน” มาไทย นำโดย “โปแลนด์” เป็นตลาดพิเศษเติบโตโดดเด่นมาก ช่วงมกราคม-กันยายน ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 11.9 % มีบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ กับเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter flight) มียอดจองตั๋วบินขยายตัวอย่างรวดเร็ว ล่าสุดทาง LOT Polist Airlines เปิดบินตรงแบบประจำ ไป-กลับ วอร์ซอ-กรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบินปฐมฤกษ์มาไทยอัตราบรรทุกสูงถึงกว่า 90 % เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ใช้เครื่องโบอิ้ง B787 ดรีมไลเนอร์ ขนาด 255 ที่นั่ง/ลำ (เปลี่ยนจากเดิมจะบินเป็นเช่าเหมาลำหรือบินตามฤดู) ช่วยเพิ่มโอกาสเพิ่มจำนวนที่นั่งเข้าออกเมืองไทยได้ตลอดทั้งปี

            “ตลาดนอร์ดิก” ซึ่งเติบโตสองหลัก เป็นผลมาจาก ททท.ทำการตลาดเชิงรุก ทุกประเทศ โดยเฉพาะ “โคเปนเฮเก้น” เดนมาร์ก ฮับทางการบินของยุโรปด้วย จะผลักดันนักท่องเที่ยวมายังไทยเพิ่มต่อเนื่องปีต่อไป



            รวมทั้งปี 2569 เป็นปีทองของตลาดยุโรป ททท.ได้รับงบประมาณกลางมาทำโครงการ Thailand Summer Blast ส่งเสริมการทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และเที่ยวบินประจำ สร้างแคมเปญเชื่อมโยงกับพันธมิตร เช่น นอร์ธแอตแลนติกแอร์เวย์ส สแกนนิเวียนแอร์ไลน์ส

            3.ตลาดอเมริกาเหนือ ประกอบด้วย “อเมริกา” ปีก่อนเติบโตกว่า 1 % และ “แคนาดา” เติบโต 3% จากเที่ยวบินมาไทย ซึ่งใช้เที่ยวบินเชื่อมต่อ (connecting flight) จากเกาหลี ไทเป (อีวีเอแอร์) และจีนบางเมือง หากสายการบินในตะวันออกกลาง กลับมาบินบริการตามปกติได้ เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ก็จะทำเที่ยวเชื่อมต่อในภูมิภาคตะวันออกกลางกับยุโรป อเมริกา เติบโตเพิ่มขึ้นมาได้

            4.ละตินอเมริกา เป็นการเดินทางแบบ Supper Longhaul แต่ ททท.ก็ให้ความสนใจมากคือ “เม็กซิโก” ปีก่อนเติบโตดีมาก ปีนี้มีผลกระทบจากเรื่องการทำวีซ่าทำให้ยอดลดลงบ้าง แนวโน้มจะสามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรผ่านโครงการอำนวยความสะดวกในการเดินทางหรือ Ease of Traveling ต่อเนื่องได้

            ปี 2570 ททท.ตั้งเป้าหมาย “กระจายตัวนักท่องเที่ยว” ตลาดระยะไกลไปยัง “เมืองน่าเที่ยวของไทย” ตามนโยบายแผนการตลาดประกาศเป็น “ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ : The Year of Transformation” นอกจากการกระจายตัวนักท่องเที่ยวลงในเชิงพื้นที่ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ภายใต้นโยบาย “HUB and HOOK” เมื่อนักท่องเที่ยวทั่วโลกตรงมา “เมืองหลัก” ด้วยเที่ยวบินแล้วก็ยังได้ผลักดันการเชื่อมโยงไปสู่ “เมืองรอง” วัดได้จากตัวเลขเมืองอื่น ๆ เริ่มมีต่างชาติเดินทางเพิ่มมากขึ้น

            ตัวอย่างเช่น “ภาคเหนือ” แต่เดิมจะรู้จักแค่ เชียงใหม่ เชียงราย ปัจจุบันขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงทั้ง ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ความแปลกใหม่ วัฒนธรรม ในพื้นที่มีความพิเศษแต่ละด้านที่ตอบโจทย์ความสนใจนักท่องเที่ยว (optimist) ไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนเที่ยวส่วนใหญ่ (mass)



            ปี 2570 ททท.จะหันมาเดินหน้าขายการท่องเที่ยว “ประสบการณ์” เต็มรูปแบบ ใน “เมืองน่าเที่ยว” จะนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ตรงกับความสนใจนักท่องเที่ยวได้ สอดคล้องกับแผนของ ททท.นำร่องด้วยโปรเจกต์ “THE LINK” ททท.ตลาดระยะไกลทั่วโลกมีทั้งหมด 11 สำนักงาน เตรียม LINK จุดขายให้เข้ากับจังหวัดน่าเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ

            เช่น ททท.สำนักงานสต็อกโฮล์ม สวีเดน ดูแลตลาดกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย กับ ททท.สำนักงานแฟรงฟเฟิร์ต เยอรมัน ดูแลกลุ่มดอยซ์ทั้งหมด ได้แก่ เยอรมัน ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ จะจับคู่กับ “นครศรีธรรมราช” นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวตรงกับความสนใจตลาดดังกล่าว หรือ ททท.สำนักงานปารีส ดูแลตลาดฝรั่งเศส รวมกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก) จะจับคู่กับ “อุบลราชธานี” คัดเลือกประสบการณ์ท่องเที่ยวโดยชู “การท่องเที่ยวแม่น้ำโขง” ในตลาดฝรั่งเศส รวมทั้ง ททท.สำนักงานอื่น ๆ ก็จะจับคู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งแต่ละจังหวัดจะต้องมีจัดเตรียมความพร้อมด้าน Eco System ไว้รองรับด้วย เพราะบางพื้นที่สามารถเสนอขายได้ทันที ส่วนพื้นที่ยังไม่พร้อมต้องมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไปพัฒนาให้ได้มาตรฐานเพื่อต้อนรับตลาดโลกต่อไป

นางจิระวดี กล่าวว่า ไฮไลต์ปลายปีนี้มีงานเทรดใหญ่ของโลก “World Travel Market :WTM 2026” ที่ ททท.จะเข้าร่วมพร้อมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ เอ็กเซล ลอนดอน สหราชอาณาจักร มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมด้วย 47 ราย ประกอบด้วย โรงแรม/รีสอร์ต 37 ราย บริษัทบริหารจัดการเส้นทางท่องเที่ยว (DMC) 8 ราย บริษัทจัดการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) 2 ราย

“ประเทศไทย” จะนำเสนอธีมในงาน WTM 2026 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sancturary for Personalize” ซึ่งตรงกับธีมใหญ่ในตลาดระยะไกลคือ Healing is The New Luxury ดังนั้น ททท.จึงเร่งผลักดันในหลายมิติโดยจะนำเสนอดีไซน์บูธประเทศไทย เพิ่ม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สร้างความแตกต่างแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยต่อสายตาชาวโลกซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง Wellness Tourism อย่างแท้จริง ต่อเนื่องจากที่ ททท.ได้ไปรับรางวัล Phuket Wellness Best Destination ที่แคนาดา โดยได้รับรางวัลจากเสียงโหวตให้ 2 ล้านคน 


ปี 2569 ททท.จะจัดทำ Post Tour WTM 2026 ให้ผู้ประกอบการไทย วันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2569 พื้นที่ตลาดเป้าหมายใหม่ในเมืองของเยอรมัน 2 เมือง ได้แก่ ดุสเซนดอร์ฟ กับ ฮัมบูร์ก

“ททท.คาดหวัง” ความสำเร็จจากการเข้าร่วม WTM 2026 ซึ่งเป็นงานแรกของปีงบประมาณ 2570 ปิดปีปฎิทิน 2569 ด้วย รวมทั้งการต้อนรับวินเทอร์การท่องเที่ยวไฮซีซั่น จึงมุ่งขยายการรับรู้สินค้าท่องเที่ยวใหม่ให้โลกได้รับรู้มากขึ้น โดยจะเปิดตัว  “2 โปรดักซ์”คู่กัน และทำ “ธีมประชาสัมพันธ์” ส่งเสริมการขายท่องเที่ยวไทยปี 2570 ชูธง 1.Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 2.Sustainable Tourism การท่องเที่ยวยั่งยืน”  ซึ่งทำได้ดีมาตลอด ปีนี้จะยกระดับการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยเข้าไปอยู่ในเวที “สัมมนา” WTM 2026 โดยร่วมกับ Wanderlust สื่อรายใหญ่ของอังกฤษ ช่วยทำประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยวไทยที่ยั่งยืนให้โลกได้รับรู้

WTM 2026 จะเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนการตลาด ททท.ปี 2570 ให้เป็นไปตามแนวโน้มเป้าหมายที่ตั้งไว้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวม 33.87 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.7%  สร้างรายได้1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น +5.6% โดยจะมาจาก “ตลาดระยะไกล”  11.39 ล้านคน สร้างรายได้รวม  735,540 ล้านบาท คิดเป็น 44.7% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์จัด“POWER RUN PresentedbyPOWER PASS 17 ต.ค.

คิง เพาเวอร์ จัดมหกรรม “POWER RUN Presented by POWER PASS” งานวิ่งสุด FUN ที่จะบูสต์พลังให้กับเหล่านักวิ่งตัวท็อป วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ออกสตาร์ทที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เวลา  05:30 น.​

เตรียมพบกับกิจกรรม Lucky Draw ที่มีของรางวัลมากมายจาก คิง เพาเวอร์ และพาร์ทเนอร์โดยคุณจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมไปทันที แบบฟรีๆ แค่สมัครเป็นสมาชิก POWER PASS สมัครฟรี สมัครรอไว้ได้เลย ที่เว็บไซต์ POWERPASS.KINGPOWER.COM

กิจกรรมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น อย่าพลาดที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมงานวิ่งของเรา เพื่อมาร่วมกิจกรรมสุด FUN อื่นๆ อีกมากมายในงาน มาด่วนเปิดลงทะเบียนในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่ 08:00 น. สิทธิ์เข้าร่วมมีจำนวนจำกัด

ข่าวที่ 2 -แจกลิสต์ไอเทมช้อปคิงเพาเวอร์ไม่ต้องมีไฟลต์รับ LUCKY FANS

คิง เพาเวอร์ แจกลิสต์ไอเทม ร่วมกิจกรรม ‘LUCKY FANS’ ไม่ต้องมีไฟลต์ก็ซื้อได้ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 : “เพิร์ธ – แซนต้า และโดเมียร์” เวลา 18.00 น. เปิดให้ร่วมสนุกเป็น 1 ใน 50 LUCKY FANS เพียงเป็นสมาชิก POWER PASS และช้อปสินค้าภายใน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ทุก 800 บาท = 1 สิทธิ์ร่วมสนุก (ไม่จำกัดจำนวนในการส่งสิทธิ์)

สิทธิพิเศษสำหรับ LUCKY FANS

-ลำดับที่ 1 - 20 รับสิทธิ์ถ่ายโพลารอยด์กับศิลปิน พร้อมลายเซ็น (3:1)

-ลำดับที่ 21 - 50 รับสิทธิ์ถ่ายรูป PHOTO GROUP (3:5)

ข่าวที่ 3-คิงเพาเวอร์ให้ทุกใบเสร็จมีค่าจากแบรนด์ดัง 12-18 ต.ค.69

ทุกใบเสร็จมีค่า! เอามาล่าของรางวัลจากแบรนด์ดัง 7 วันเท่านั้น! ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 กับกิจกรรม ช้อปติดสปีด ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

1.กิจกรรม WARM UP LEVEL เกมนักแข่งมือใหม่ เพียงสถานะสมาชิก POWER PASS

-ลุ้นรับ! คูปองส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท (1สิทธิ์/ท่าน/วัน) รับฟรี! น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง 1 ขวด

2.กิจกรรม Lv.1 เกมนักแข่งติดปีก เมื่อมียอดซื้อสะสม 10,000 บาทขึ้นไป/วัน ลุ้นรับ! CARAT สูงสุด 800 CARAT

3.กิจกรรม Lv.2 เกมนักวิ่งสายซิ่ง ยอดซื้อสะสม 50,000 บาทขึ้นไป/วัน  50 สิทธิ์/วัน) ลุ้นรับ Grand Prize จากแบรนด์ดัง! รับฟรี! TOP VOUCHER 1 เซ็ต (1สิทธิ์/ท่าน/วัน/ตลอดรายการ)

4.กิจกรรม Lv.3 เกมนักวิ่งสายซิ่ง มียอดซื้อสะสม 100,000 บาทขึ้นไป/วัน  30 สิทธิ์/วัน) ลุ้นรับ Grand Prize จากแบรนด์ดัง! ฟรี! ULTRA TOP VOUCHER 1 เซ็ต ฟรี! BOARDING PASS เข้า THE ATLAS CLUB 1 ครั้ง ฟรี! คูปองเข้าร่วม BRAND EXCLUSIVE 1 ครั้ง (1สิทธิ์/ท่าน/วัน/ตลอดรายการ)

แลกได้ใหญ่ แลกได้เยอะ! ทุก CARAT มีค่า เอามาแลก! ได้ดังนี้

“400 CARAT” แลกรับ น้ำผลไม้สกัดเย็น 1 ขวดหรือแลกรับ Lucky BIB NUMBER ร่วมเป็น 1 ใน 10 ผู้โชคดี หรือลุ้นรับ 10,000 ROP MILES หรือ รางวัลพิเศษจากแบรนด์ดัง

“2,000 CARAT” แลกรับ สิทธิ์เล่นกิจกรรม POWER SURPRIZE ผู้ที่ทำคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกในแต่ละวัน ลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 256,000 บาท ได้ 3 รางวัล/คน/วัน

ข่าวที่ 4-ททท.ดึงLOT Airบิน“วอร์ซอ-กทม.”ครั้งแรก26ปีดันยุโรปโตแรง

 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นำผู้บริหาร ททท.ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “LOT Polish Airlines” สายการบินแห่งชาติสาธารณรัฐโปแลนด์ เปิดบริการบินตรงแบบประจำครั้งแรกในรอบ 26 ปี เส้นทาง “วอร์ซอ-กรุงเทพฯ” เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตามตารางบินฤดูหนาวระหว่าง 7–25 ตุลาคม 2569 เริ่มต้น 3 เที่ยว/สัปดาห์ จากนั้นตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม นี้จนถึงเดือนมีนาคม 2570 จะเพิ่มเป็น 5 เที่ยว/สัปดาห์

 

เพื่อต้อนรับการเดินทางตลอดฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ช่วยเพิ่มที่นั่งเที่ยวบินใหม่จากยุโรปกลางมายังไทย พร้อมทั้งทำแฟมทริปกระตุ้นตลาดความร่วมมือกับพันธมิตรดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกำลังซื้อสูงเพิ่มวันพักนานขึ้น สนับสนุนกระจายการเดินทางและรายได้สู่จุดหมายท่องเที่ยวทั่วประเทศ สร้างศักยภาพไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก

 

โดย ททท. ได้ผนึก LOT Polish Airlines และพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวในโปแลนด์ เปิดเส้นทางบินตรง วอร์ซอ–กรุงเทพฯ เที่ยวบิน LO65 ให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้ง B787-9 ดรีมไลเนอร์ รองรับ 252 ที่นั่ง/ลำ

ออกจากกรุงวอร์ซอ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 07.05 น. ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมง 20 นาที   

เส้นทางบินตรงนี้ยังสามารถช่วย “เปิดประตู” ให้นักท่องเที่ยวโปแลนด์และยุโรปกลางเดินทางสู่ไทยได้ง่ายขึ้น เสริมศักยภาพ กรุงเทพฯ ในฐานะฮับการเดินทางสู่อาเซียน ส่วนนักเดินทางจากไทยก็ใช้กรุงวอร์ซอเป็นประตูเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางในยุโรปและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกได้กว่า 100 แห่ง  ผ่านเครือข่ายของ LOT Polish Airlines ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

“มิติเชิงเศรษฐกิจ” จะช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่งมาไทยช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี 2569 ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลเติบโต โดยมีระยะเวลาพำนักนาน และกระจายรายได้ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ โดยเฉพาะเส้นทางที่ชาวโปแลนด์นิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ เกาะสมุย และแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเมืองไทยนำเสนอเมืองและเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ กระจายการเดินทางและรายได้สู่พื้นที่ศักยภาพอื่นได้ทั่วไทย

“ตลาดโปแลนด์” มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–30 กันยายน 2569 มีจำนวน 164,807 คน เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับปีก่อน 12 % คาดภายในสิ้นปี 2569 คาดว่า จะเดินทางเป็นไปตามเป้าหมาย 250,000 คน ต่อจากปี 2568 เดินทางมาไทยแล้ว 237,570 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31.46 % สะท้อนถึงความต้องการเดินทางมาไทยยังคงแข็งแกร่ง และเป็นโอกาสสำคัญขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปกลาง

“ททท.สำนักงานกรุงปราก” สาธารณรัฐเชค ยังได้จัดแฟมทริปนำคณะผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากโปแลนด์ 6 ราย สื่อมวลชน 18 ราย และผู้บริหาร LOT Polish Airlines 6 ราย รวม 30 ราย เส้นทางกรุงเทพฯ–ระยอง–กรุงเทพฯ ระหว่าง 8–11 ตุลาคม 2569 เพื่อสัมผัสสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยในพื้นที่จริง พร้อมต่อยอดผลิตรายการนำเที่ยววางขายในตลาดโปแลนด์ สร้างกระแสการรับรู้ผ่านสื่อมวลชนไปยังนักท่องเที่ยวโดยตรง

รวมทั้งกระตุ้นความต้องการเดินทาง การจองและการใช้จ่ายจริงในไทย พร้อมร่วมกับสายการบิน บริษัทนำเที่ยว พันธมิตรในยุโรปกลางขยายตัวต่อเนื่อง  ผ่านกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขาย และนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อดึงดูดกำลังซื้อสูงและกลุ่มพำนักนาน ตอกย้ำไทยในฐานะ จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน



ข่าวที่ 5-บางจากผนึก3พันธมิตรท่องเที่ยวเชื่อมการบินยั่งยืนเร่งผลิตSAF

 

            บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ผ่านโครงการ Fry to Fly ร่วม 3 พันธมิตร นำโดยกรมการท่องเที่ยวและองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ “อพท.” กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเอกชน 2 องค์กร คือ สมาคมโรงแรมไทย กับสมาคมภัตตาคารไทย เดินหน้าส่งเสริมการรวบรวมจากธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อดูแลสุขภาพผู้บริโภค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

“นางกลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุมพลบดี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับนางสาววรธีรา สุวรรณศร รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. นายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกและประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อม สมาคมโรงแรมไทย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมงาน

 

นางกลอยตากล่าวว่า ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความยั่งยืน การท่องเที่ยวและธุรกิจบริการมีส่วนสำคัญในการร่วมผลักดันผ่านหลากหลายช่องทาง โดยมีคำตอบเรื่องพลังงานคาร์บอนต่ำด้วย การบินที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือที่ไกลกว่าสนามบิน ดังนั้นโรงแรมและภัตตาคารจึงมีบทบาทสำคัญรวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเข้าสู่การผลิต SAF ผ่านโครงการ Fry to Fly ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเข้ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบิน เปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ควบคู่กับการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ดึงหน่วยงานและผู้เข้าร่วมโครงการช่วยกันดูแลทั้งสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

 

กลุ่มบริษัทบางจากมีประสบการณ์นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพกว่า 2 ทศวรรษ เริ่มจากการผลิตไบโอดีเซลสำหรับรถยนต์ และต่อยอดสู่การผลิต SAF ด้วยกระบวนการ HEFA-SPK ตามมาตรฐานสากล เชื่อมโยงการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากการเดินทางบนท้องถนนสู่การบิน ภายในงานจึงได้จัดแสดงข้อมูลโครงการ Fry to Fly และ Farm to Fly นำเสนอแนวทางการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและวัตถุดิบจากภาคเกษตรมาผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย

 

“นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องทำตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก อาหาร ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพราะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาแหล่งท่องเที่ยว แต่หมายถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของทั้งระบบ

 

โครงการความร่วมมือกันใน Fry to Fly ของบางจาก เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว กลับเข้าสู่ระบบการผลิตและสร้างคุณค่าใหม่ เชื่อมโยงจากโรงแรมและร้านอาหารไปสู่ภาคการบิน สร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

 

การเชื่อมโยง “การท่องเที่ยว–อาหาร–บริการ–พลังงาน–การบิน” เข้าด้วยกัน ถือเป็นความร่วมมือผลักภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตเคียงข้างการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบการท่องเที่ยวเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

           

“นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร” ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อพท. มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเรื่องบูรณาการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเข้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตามวัตถุประสงค์หลักมุ่งสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 3 ด้าน ประกอบด้วย

 

ด้านที่ 1 สุขภาพและความปลอดภัย : สร้างมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารให้กับนักท่องเที่ยวโดยรณรงค์ให้ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่พิเศษ เลิกใช้น้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

ด้านที่ 2 สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ : ป้องกันการทิ้งน้ำมันใช้แล้วลงสู่แหล่งน้ำหรือดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

ด้านที่ 3 เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จากการนำน้ำมันเก่ามาแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแทนการทิ้งเปล่า

 

          ช่วงที่ 2 เมืองไทยมีเสน่ห์ให้ชวนไปสัมผัส มุมใหม่ ๆ บนยอดสูงทั่วไทย เมื่อไปในพื้นที่ 5 ภาค ลองเลือกเช็คอินได้ที่ “5 หอชมวิว” แล้วฟังด่วน “6 ข้อแนะนำการกินอาหารเจ” ให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เกาะติดข่าวฮ็อต ข่าวแรก   “ก.คลัง-ท่องเที่ยว+AOT” เดินหน้าเก็บค่าธรรมเนียมนักเดินทางใหม่3รายการ ข่าวที่สอง “ก.ท่องเที่ยว” ได้แรงหนุนเก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ8,000ล้าน/ปี

 

 

ท่องเที่ยว –เที่ยวเมืองไทยสัมผัสมุมใหม่บนยอดสูงทั่วไทยได้บน 5 หอชมวิว

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คัดสถานที่ท่องเที่ยวเผชิญความสูง ชมวิวพาโนรามาเมืองทั่วไทย ใน5 หอชมวิว สัมเสน่ห์ของแต่ละเมืองจากมุมใหม่ ๆ

 

● พิกัดที่ 1 หอคอยบรรหาร-แจ่มใส จ.สุพรรณบุรี แลนด์มาร์กใจกลางเมืองสุพรรณบุรีชวนขึ้นไปเปิดมุมมองใหม่จากหอคอยภายในสวนเฉลิมภัทรราชินี พร้อมชมทิวทัศน์ของเมืองสุพรรณบุรี ได้ทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.30 น. หยุดวันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

● พิกัดที่ 2 หอชมเมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ขึ้นไปเปิดมุมมองบนยอดเขาคีรีวงศ์ชมทิวทัศน์เมืองนครสวรรค์และบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมสูง มาได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-16.30 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-17.00 น.

 

● พิกัดที่ 3 หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด หอชมเมืองที่ได้แรงบันดาลใจจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ประเภทเครื่องเป่า ตัวอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมจุดชมวิวและสกายวอล์กพื้นกระจกใส มองเห็นเมืองร้อยเอ็ดและบึงพลาญชัยแบบพาโนรามา เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

 

● พิกัดที่ 4 หอคอยพัทยาปาร์ค จ.ชลบุรี เปลี่ยนบรรยากาศมาชมวิวชายฝั่งทะเลจากมุมสูงบนจุดชมวิวชั้น 55 ของพัทยาปาร์คทาวเวอร์ ทอดสายตามองเมืองพัทยา อ่าวจอมเทียน และแนวชายฝั่งที่ทอดยาวไปจนจรดเส้นขอบฟ้าเปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

 

● พิกัดที่ 5 หอชมฟ้า Bota Sky Tower จ.นครศรีธรรมราช เดินเล่นเหนือเรือนยอดไม้ ก่อนขึ้นสู่หอชมฟ้าท่ามกลางพื้นที่สีเขียวของอุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชมวิวรอบมหาวิทยาลัย และแนวเทือกเขาหลวง อีกหนึ่งมุมสุดปังของเมืองคอน เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

 

สุขภาพ –6 ข้อแนะนำการกินอาหารเจให้ได้ผลดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 

เข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจแล้ว 10-19 ตุลาคม 2569 จึงขอนำหลักการเลือกและกินอาหารเจให้สุขภาพดี มาให้นำไปลองใช้ปฏิบัติกันแบบง่าย ๆ ได้ประโยชน์ 6 เรื่อง 6 ข้อแนะนำ ดังนี้

 

1.เลือกโปรตีนจากพืชคุณภาพ: เน้นทานเต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืชต่างๆ เพื่อทดแทนโปรตีน

 

2.ระวังเนื้อสัตว์จำแลง (Plant-based meat): อาหารแปรรูปกลุ่มนี้มักผ่านกระบวนการสูง มีโซเดียมและไขมันผสมอยู่มาก ควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ

 

3.คุมรสชาติ "ลด หวาน มัน เค็ม": เลี่ยงอาหารผัดหรือทอดที่ใช้น้ำมันเยอะ เน้นการปรุงแบบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ลวก หรือยำ เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)

 

4.จัดสัดส่วนจานอาหาร (2:1:1): ใช้หลักผักครึ่งจาน ข้าวหรือแป้งไม่ขัดสี (เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีท) หนึ่งในสี่จาน และโปรตีนทางเลือก  1 ใน 4 จาน

 

5.เพิ่มผักและผลไม้สดหลากสี : ทานผัก 5 สี และเลือกผลไม้หวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง หรือแก้วมังกร เพื่อให้ได้วิตามินและใยอาหาร

 

6.ระวังการขาดสารอาหาร : ช่วงกินเจอาจขาดวิตามินบี 12 และธาตุเหล็กได้ง่าย ควรทานพืชผักใบเขียวเข้ม ถั่วลิสง หรือดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม

 

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน และอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ควบคู่กันไปด้วย

 

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

 

ข่าวแรก –คลัง/ท่องเที่ยว+AOTลุยเก็บค่าธรรมเนียมนักเดินทางใหม่3รายการ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง กำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บค่าธรรม “การเดินทาง” จากนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเข้าออกประเทศไทยเพิ่มใหม่ในช่วงปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป อีก 3 รายการ ประกอบด้วย

 

รายการที่ 1 จัดเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสารใช้บริการสนามบิน (PSC :Passenger Service Charge) โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เก็บจากนักเดินทางต่างประเทศ (Outbound) 1,120 บาท/คน/ครั้ง เริ่มจัดเก็บแล้วตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา

 

รายการที่ 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังทำประชาพิจารณ์กับภาครัฐและเอกชนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทย (Inbound) 450 บาท/คน/ครั้ง จะเริ่มประมาณปี 2570 เป็นต้นไป

 

รายการที่ 3 กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เตรียมจัดเก็บ “ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” (Exit Fee) อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันนี้-29 ตุลาคม 2569 เพื่อนำไปประกอบในร่างกฎหมาย ขณะนี้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ ตามขั้นตอนเมื่อร่างกฎหมายผ่านการเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะใช้จริงเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน เริ่มต้นเฟสที่ 1 ประกอบด้วย

 

1.อัตราภาษี : เสนอจัดเก็บเฉพาะผู้ใช้การเดินทางทางอากาศ 1,000 บาท/คน/ครั้ง กำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท/ครั้ง แต่จะยกเว้นชั่วคราวกับผู้เดินทางทางบกและทางน้ำ

 

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี: ครอบคลุมผู้เดินทางออกนอกประเทศไทยทุกสัญชาติ (ทั้งคนไทยและต่างชาติ)

 

3.วิธีชำระเงิน สายการบินหรือตัวแทนขายตั๋วโดยสารจะทำหน้าที่จัดเก็บเงิน โดยนำไปรวมไปกับค่าตั๋วเครื่องบิน

 

ข่าวที่สอง –ก.ท่องเที่ยวได้แรงหนุนเก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ8,000ล้าน/ปี

 

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานที่ประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร C เพื่อรับฟังความเห็นจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ต่อเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ที่สิ้นสุดไปเมื่อ 28 กันยายน 2569 โดยมีผู้เห็นด้วยกับร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 80.50 % ทางกระทรวงจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนไปพิจารณากำหนดแนวทาง 1.การจัดเก็บค่าธรรมเนียม 2.การจัดทำประกันภัยเพื่อลดภาระค่ารักษาของรัฐ 3.นำรายได้ไปจัดสรรเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านกองทุนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

 

โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมหารือ ร่วมกับตัวแทนภาครัฐอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาคเอกชนอย่าง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าจีน กลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ คิง เพาเวอร์ แพลทินัม กรุ๊ป สมาคมโรงแรมไทย สายการบินนานาชาติ และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และอื่น ๆ

 

รมว.สุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่มกราคม-กันยายน 2569 มีต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้วกว่า 22 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท เน้นเรื่องการรักษาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของคนเดินทางและคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว ผลการรับฟังครั้งนี้จะช่วยให้กระทรวงสามารถออกแบบนโยบาย “สร้างรายได้ภาคการท่องเที่ยว” รวมทั้งการจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว และบรรเทาภาระสถานพยาบาล ลดภาระภาษีประชาชน พร้อมนำรายได้ไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนอย่างทั่วถึง

 

● “ร่างประกาศฯ” ได้เสนอจัดเก็บ 450 บาทต่อคน เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่าน “ช่องทางอากาศ” เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ โดยจะชะลอทางบก – ทางน้ำ ไว้ 1 ปี รายได้จะนำเข้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” ประกอบด้วย

 

ส่วนที่ 1 จะนำไปจัดหา “ประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว” ผู้ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความคุ้มครอง

 

ส่วนที่ 2 จะนำไปใช้ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว

 

● “รายได้” หลังหักค่าจัดเก็บและค่าประกันภัย คาดจะมีเม็ดเงินอย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย

 

● “ข้อเสนอแนะ” ที่ได้รับจากหารือครั้งนี้คือ การจัดเก็บจะเป็นประโยชน์กับเงินกองทุนควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรให้ทั่วถึง พร้อมข้อเสนอการกำหนดหลักเกณฑ์และการเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินต้องตรวจสอบได้

 

ขณะที่ “ผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์” เมื่อ 24 สิงหาคม – 28 กันยายน 2569 มีผู้ร่วมแสดงความเห็น 5,954 คน มีถึง 80.50 % เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ และอีก 78.30 % เห็นด้วยกับอัตรา 450 บาท/คน

 

“มีประเด็นที่ยังเห็นต่าง” คือการเก็บอัตราเท่ากันทั้ง ทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ

 

● “วิธีจัดเก็บ” ส่วนใหญ่ 36.26% เห็นด้วยกับช่องทางการจัดเก็บผ่านตั๋วโดยสารเครื่องบิน เพื่อลดขั้นตอนและความล่าช้าตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง

 

จากข้อมูลเปรียบเทียบระบุกว่า 80 ประเทศ ได้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างกัน ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บาหลี (อินโดนีเซีย) ขณะที่ “ประเทศไทย” มีเป้าหมายให้ผู้มาเยือนร่วมสมทบค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการดูแลแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดการพึ่งพาภาษีคนไทยเพียงทางเดียว

 

“ประกันภัย” ภายใต้มาตรการนี้ มุ่งคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ชำระค่าธรรมเนียม กระทรวงฯ จึงเน้นออกแบบประกันภัย ที่สถานพยาบาลตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง เพื่อลดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้และภาระภาษีประชาชน พร้อมตรวจสอบปีฐานกับขอบเขตตัวเลขกับหน่วยงานสาธารณสุข

 

● “ข้อเสนอจากภาคเอกชน” 1.ขอให้กำหนดอัตราที่ไม่กระทบการตัดสินใจเดินทาง 2.จัดเก็บโดยไม่เพิ่มความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง 3.พิจารณาข้อยกเว้นผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนประจำ 4.สื่อสารสิทธิและเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัด แม้ประเมินกรณีนักท่องเที่ยวกว่า 80 % โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกามีประกันเดินทางอยู่แล้ว ภาคเอกชนยังขอให้เปิดเผยรายรับ การเบิกจ่าย ค่าประกันภัย ผลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ข้อเสนอทั้งหมดนี้ทางกองทุนจึงขอรับไปพิจารณากลไกกำกับดูแลให้ตรวจสอบได้

 

● “ผลสรุป” การหารือจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะนำผลการประมวลข้อเสนอจากเวทีหารือร่วมรับฟังทางออนไลน์ มาประกอบด้วย เพื่อให้ร่างประกาศฯ มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ

 

รวมทั้งจะต้องหารือกับสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องวิธีการจัดเก็บ การกำหนดข้อยกเว้น แนวทางการจัดหาประกันภัย และการใช้จ่ายเงินกองทุนต่อไป

 

ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

 

ททท.ลั่นปี’69ตลาดระยะไกลโตเกินเป้า10.8ล้านคน6.97แสนล้าน ปี’70หวัง7.35แสนล้านไฮซีซั่นต.ค.-ธ.ค.นี้จองตั๋วบินมาไทยเพิ่ม 2 หลัก

  จิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา ททท. ททท.ลั่นปี ’69 ตลาดระยะไกลโตเกินเป้า 10.8 ล้านคน 6.97 แสนล้า...