บางจากโชว์ไตรมาส2ปี69 SAFธุรกิจน้องใหม่เริ่มทำรายได้
รายได้การขายบริการพุ่ง1.83แสนล้าน-กำไร1.22หมื่นล้าน
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน
#gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #ไตรมาส2ปี69รายได้การขาย1แสน8หมื่นล้าน
บางจากฯ
ไตรมาส 2 ปี 2569 ชูน้ำมัน “SAF” สร้างรายได้หนุนธุรกิจหลัก
มีรายได้การขายและบริการทะลุ 183,553 ล้าน โตจากปีก่อน 29% กำไรโต 12,229 ล้านบาท โตจากไตรมาสก่อน 99 %
กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานชีวภาพ
กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจต้นน้ำ
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก “มีรายได้” จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 29 % มี “EBITDA” 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 46 % มี “กำไร” ส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 99 % คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท
พร้อมเปิดศักราชใหม่ของธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตด้วยการเริ่มผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
(SAF) ช่วงที่เหลือของปีตลาดพลังงานโลกมีแนวโน้มยังคงเผชิญความไม่แน่นอน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญ
1.การกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม
(Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน
ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil
Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท
2.รับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 4,415 ล้านบาท รวมทั้งเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์
เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่าย 39 ล้านลิตร จาก ส่วนต่างราคา SAF-UCO อยู่ในระดับสูง
ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในไตรมาสนี้และในระยะยาว
ช่วงที่เหลือของปียังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกำไร เช่น ราคาพลังงานความผันผวน
ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
กลุ่ม 1 ธุรกิจโรงกลั่น การตลาด
และพลังงานชีวภาพมี EBITDA เพิ่มขึ้น ดังนี้
-“ธุรกิจโรงกลั่น”
ได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวดีขึ้น
แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย
-ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น
ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง
ส่วนธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นและการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF
-ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าลดลงตามฤดูกาล
รวมถึงการรับรู้การขยายตัวของดาต้า เซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้โรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์เต็มที่
-ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
แม้ “สถานการณ์พลังงานโลก” ยังคงมีความไม่แน่นอน
บริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงควบคู่กับสร้างการเติบโตธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต “หน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน”
(Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกเมื่อพฤษภาคม 2569 เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SAF รวม 39 ล้านลิตร และได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว
(SAF-UCO Spread) ในระดับสูง จึงเริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF เป็นครั้งแรกด้วย
“ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก”
เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศผ่านกลุ่มธุรกิจหลักประสานกันอย่างไร้รอยต่อตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงานผ่านศักยภาพโรงกลั่นทั้ง 2แห่ง ส่งผลให้ครึ่งแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
(Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพดำเนินงาน
(Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 3,000 ล้านบาท
“บริษัทฯ”
โดยบริษัทย่อย Bangchak
Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron
Hong Kong Limited เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) จะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง ช่วยต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและขยายธุรกิจในต่างประเทศ
“นางสาวภัทร์ภูรี
ชินกุลกิจนิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน
และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานแต่ละกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ดังนี้
● กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น
การตลาด และพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 144,177 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 17 % จากปีก่อน
45% มี EBITDA 17,186 ล้านบาท
โผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจมีดังนี้
-ธุรกิจโรงกลั่น : มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท
โดยรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า
(รวมการวัดมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชี) 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
(เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ลดจากไตรมาสก่อน
จากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA 1,000 ล้านบาท จากการขายเชิงพาณิชย์หน่วยผลิต SAF
-ธุรกิจการตลาด
: มีรายได้ 123,847 ล้านบาท
และ EBITDA 2,831 ล้านบาท
โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัว 1.26 บาท/ลิตร
จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโลก
แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงจากไตรมาสก่อน
สิ้นไตรมาส 2 กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี มีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการ27.9% พร้อมเดินหน้าขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเมียมและน้ำมันดีเซล B20 รวมถึงธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง
-ธุรกิจพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท
โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยปรับตัวดีขึ้น
จากตลอดไตรมาสได้คงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 ภายหลังเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF
● กลุ่มที่
2 ธุรกิจการค้าน้ำมัน : มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA
784 ล้านบาท
จากปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขยายตัว 20 % โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out-Out) มีกำไรและสัดส่วนธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงปรับเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจขนส่งทางเรือมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากธุรกรรม ไทม์ ชาเตอร์ ขยายโต การใช้โอกาสในตลาด Spot Charter และค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง การรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
● กลุ่มที่
3 ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ : มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท
โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid
Price) ปรับเพิ่มขึ้น 40 % ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้น 15 %
จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในยุโรปอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี รวมทั้งรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาท
ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)
โดยหลักเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Hedging Gain) จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส
“OKEA” บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และด้อยค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)
จากการปรับลดราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส รวมทั้งได้ปรับประมาณการการผลิตปี 2569 เป็น 29–32 kboepd จากการเลื่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหลุม Garn
West South ในแหล่ง Draugen ไปเป็นไตรมาส 3 ปี 2569 อนาคตประมาณการผลิตปี 2570 ปรับเพิ่มเป็น 39–43 kboepd จากการปรับเพิ่มประมาณการการผลิตของหลุม Talisker
West ในแหล่ง Brage คาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครึ่งหลังปี 2570
● กลุ่มที่
4 ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน : มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA
1,065 ล้านบาท
โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ
ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Hamilton ได้ ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว
มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 45 % จากเดือนพฤษภาคมเข้าสู่ฤดูฝน
ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นด้วย
● “ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569” กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 25 % มี EBITDA
43,763 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ
(ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับปีก่อน 100 %
เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท
“จากความโดดเด่นและความแข็งแกร่ง” ในการดำเนินธุรกิจ
ทำให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Fortune Southeast Asia
500 ปี 2569 อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET50 รอบการคำนวณระหว่าง 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตอกย้ำนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตและสร้างมูลค่าในระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก
● “ฐานะทางการเงิน” ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจาก
มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,611 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีหนี้สินรวม 272,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นรวม 102,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท
และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า