วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บางจากMOU รร.สวนกุหลาบหนุนเยาวชนรอบโรงกลั่น สร้างความเป็นเลิศกีฬาคู่การศึกษา

บางจากMOU รร.สวนกุหลาบหนุนเยาวชนรอบโรงกลั่น

สร้างความเป็นเลิศพัฒนาทักษะกีฬาควบคู่การศึกษา



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #โรงเรียนสวนกุหลาบ #ส่งเสริมเยาวชนเล่นกีฬา 

บางจากฯ MOU โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พัฒนาฟุตบอลเยาวชน ปูทางความเป็นเลิศด้านกีฬาควบคู่การศึกษา เยาวชนในพื้นที่รอบโรงกลั่นบางจากพระโขนง ทำต่อเนื่องมาแล้ว 18 ปี


         บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนและพัฒนาทีมฟุตบอลนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านกีฬาฟุตบอลควบคู่กับการศึกษา โดยมี นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายปฤษฎี ฉัตรวิสุตตา ผู้อำนวยการกีฬาฟุตบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นผู้ลงนามเมื่อเร็ว ๆ นี้

          เป็นความร่วมมือต่อยอดพัฒนาเยาวชนในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง ซึ่งบางจากฯ สนับสนุนผ่านสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจากมาต่อเนื่อง 18 ปี เพื่อให้เยาวชนที่มีความสามารถด้านฟุตบอลได้รับการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบควบคู่กับการศึกษา และสร้างเส้นทางให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองและศึกษาต่อในสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ



          นางกลอยตากล่าวว่า บางจากฯ เชื่อเรื่องการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืนคือการส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตรอบด้าน ทั้งด้านการเรียน การพัฒนาศักยภาพตามความถนัด และความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น กีฬา ศิลปะ ดนตรี หรือด้านอื่น ๆ ควบคู่กับการปลูกฝังความสามัคคีและวินัย สโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจากเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสนับสนุนลูกหลานในชุมชนรอบโรงกลั่นได้พัฒนาความสามารถกีฬาฟุตบอล มีความภาคภูมิใจที่วันนี้เยาวชนจากสโมสรจะได้มีเส้นทางเข้าศึกษาและร่วมทีมฟุตบอลของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาการเรียนและความสามารถที่ตนเองรักไปพร้อมกัน ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นจากสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก และหวังจะสามารถต่อยอดไปสู่บริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกันสนับสนุนเยาวชนพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของตนเองต่อไป



          ความร่วมมือนี้จะสนับสนุนนักกีฬาที่มีศักยภาพจากสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจากให้ได้รับการพิจารณาเข้าศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และร่วมทีมฟุตบอลนักเรียนของโรงเรียน ตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดร่วมกัน พร้อมแลกเปลี่ยนทรัพยากร ความรู้ เครือข่าย จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาควบคู่การศึกษา โดยกำหนดกรอบความร่วมมือเบื้องต้นเป็นเวลา 3 ปี

สำหรับการลงนามครั้งนี้ มีนายวิศิษฏ์ ภูมิภมร นายกสโมสร บมจ.บางจากฯ และนายสมปอง จังทองศิริ กรรมการบริหารโครงการพัฒนากีฬาฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ลงนามเป็นพยาน พร้อมผู้บริหารโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มูลนิธิสวนกุหลาบวิทยาลัย สมาคมผู้ปกครองและครูสวนกุหลาบวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทีมโค้ชสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก ผู้บริหารและพนักงานบางจากฯ ร่วมงานที่ อาคารบางจาก กรีน สเตเดียม



 

 

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ททท.หนุนAWCเปิดโรงแรมหรูแฟร์มองต์สุขุมวิทนำกรุงเทพฯสู่“มหานครลักชัวรี่ท่องเที่ยว-ไมซ์”ระดับโลก

 ททท.หนุนAWCเปิดโรงแรมหรูแฟร์มองต์กรุงเทพสุขุมวิท

นำกรุงเทพฯสู่“มหานครลักชัวรี่ท่องเที่ยว-ไมซ์”ระดับโลก


ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมพิธีเปิด “แฟร์มองต์ กรุงเทพ สุขุมวิท” 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #FairmontBangkokSukhumvit #BangkokWorldClassDestination

ททท.หนุน AWC เปิดยิ่งใหญ่โรงแรมหรูแห่งแรกในไทย "Fairmont Bangkok Sukhumvit" แบรนด์ระดับตำนานกว่าศตวรรษ ยกชั้นกรุงเทพฯ สู่มหานครลักชัวรี่ระดับโลกด้านท่องเที่ยว อาหาร ไมซ์


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานร่วมพิธีเปิดและตัดริบบิ้นโรงแรม “แฟร์มองต์ กรุงเทพ สุขุมวิท”  (Fairmont Bangkok Sukhumvit) ภายใต้แนวคิด "Celebrating The First Bloom" พร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับ นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC” โดยมีคณะผู้บริหาร AWC และผู้บริหารเครือแฟร์มองต์ โฮเทลส์ และ รีสอร์ท ร่วมพิธีด้วย

“แฟร์มองต์/Fairmont เป็นหนึ่งในแบรนด์โรงแรมหรูระดับตำนานของโลกในเครือแอคคอร์มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ เป็นโรงแรมสัญลักษณ์ประจำเมืองสำคัญ (City Landmark) หลายแห่งทั่วโลก อย่าง ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ มอนติคาร์โล


“ประเทศไทย” นับเป็นการเปิดบริการครั้งแรกภายใต้ “แฟร์มองต์ กรุงเทพ สุขุมวิท” ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย

-“ห้องพัก” 416 ห้อง ได้ถ่ายทอดความงดงามของดอกไม้ไทยผ่านงานสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และประสบการณ์การเข้าพัก เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทยเข้ากับความร่วมสมัยของเมือง พร้อมนำเสนออัธยาศัยไมตรีแบบไทยในมาตรฐานระดับโลก

-พัฒนาสู่การเป็น Luxury Lifestyle and MICE Destination แห่งใหม่ ของกรุงเทพมหานคร ด้วยพื้นที่จัดประชุมและจัดเลี้ยงรวมกว่า 2,200 ตารางเมตร รวมถึงห้อง “เดอะ ซิกเนเจอร์ แกรนด์ บอลรูม” มีความสูงถึง 12 เมตร รองรับการจัดงานระดับนานาชาติ ควบคู่กับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์หลากหลาย ช่วยส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนการมุ่งสู่มาตรฐานอาคารสีเขียวภายใต้แนวคิด Circular Economy และ Sustainability

        

               ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท. ขอขอบคุณความร่วมมืออันดีเสมอ โดยพร้อมบูรณาการกับเอกชนอย่างใกล้ชิด มุ่งร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีควบคู่นำการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน และยกระดับไทยสู่การเป็นประเทศเวิลด์คลาสด้านการท่องเที่ยวและไมซ์ (World-Class Tourism



“คิง เพาเวอร์”เปิดครั้งแรก“THE PASSAGE OF COLLECTIONS” ช้อปด่วน 7แบรนด์โลก

“คิง เพาเวอร์”เปิดครั้งแรก“THE PASSAGE OF COLLECTIONS

รวม“แฟชั่น-เสื้อผ้า-กระเป๋า-เครื่องประดับ-รองเท้า”7แบรนด์โลก

 "THE PASSAGE OF COLLECTIONS"มัลติแบรนด์สโตร์เปิดครั้งแรก ที่ชั้น  “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ” 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #KingPower #ThePassageOfCollection

คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เปิดครั้งแรกมัลติแบรนด์สโตร์ “THE PASSAGE OF COLLECTIONS 7 แบรนด์โลก ชวนช้อปด่วน!! แฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ รองเท้า สวมใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ทุกสไตล์ได้ทุกวัน

กลุ่มบริษัท “คิง เพาเวอร์” เปิดตัวครั้งแรกมัลติแบรนด์สโตร์ "THE PASSAGE OF COLLECTIONS" ที่ชั้น 1  “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ”  นำเสนอพื้นที่เพื่อการช้อปแฟชั่นระดับพรีเมียมต้อนรับกลุ่มแฟนคลับคนไทย และนักท่องเที่ยวทั่วโลก ได้มาสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิงดีไซน์เชื่อมโยงอย่างกลมกลืนของโลกแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ เป็นการรวมตัวกันของแบรนด์ดังระดับตำนานและแบรนด์ฮิตในกระแส ด้วยไอเทมหลากสไตล์เติมลุคดีให้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเคย


THE PASSAGE OF COLLECTIONS คือพื้นที่แฟชั่นที่สวมใส่ได้จริงทุกวัน ออกแบบอย่างลงตัวกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยนิยามที่ไม่ได้วิ่งตามฤดูกาล ก้าวข้ามลักชัวรีแบบเดิม สู่การผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัยหลากหลายทั้งหรูหรา สตรีทแวร์ และ GENDERLESS FASHION สวมใส่สนุกหยิบมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้ทุกวัน

ด้วยคีย์สำคัญ EVERYTHING WEAR ของแบรนด์ระดับโลกทั้ง ALEXANDER MCQUEEN, COURRÈGES, JACQUEMUS, MARNI, MM6, THE ROW และ VIVIENNE WESTWOOD สะท้อนมุมมองใหม่ แสดงตัวตน รสนิยม นิยามสไตล์ของตัวเองได้อย่างอิสระ

ภายในบรรยากาศการดีไซน์ร้านโค้งมนด้วยกระจกใสรอบด้าน ผนังไม้โทนอบอุ่น ไฟสีทองไล่ระดับตามแนวเพดาน สร้างจังหวะสายตาให้ไล่ดูโลโก้แบรนด์ที่สลักไว้บนกระจก โดยมีแบรนด์ต่างๆ จัดเรียงมีจังหวะบนชั้นไม้ ทั้ง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ได้จัดวางแบบ CURATED ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในแกลเลอรี ทำให้ THE PASSAGE OF COLLECTIONS ไม่ได้เป็นเพียงโชว์รูมสินค้าแบรนด์เนม แต่เป็นพื้นที่ให้ลูกค้าเลือกชิ้นที  "ใช่กับตัวเอง” ไปใช้สวมใส่อย่างมีความสุข ไฮไลต์โดดเด่นแตกต่างกัน 7 แบรนด์ ดังนี้

 


ALEXANDER MCQUEEN แบรนด์แฟชั่นหรูจากอังกฤษ หลอมรวมความโรแมนติกอันมืดมนเข้ากับงานตัดเย็บชั้นสูงได้อย่างประณีต ทุกผลงานล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปะ ความดิบ เท่ แฝงความหมายเชิงปรัชญาไว้อย่างลึกซึ้ง โดยมีเอกลักษณ์ระดับไอคอนิคทั่วโลกรู้จักกันดีอย่าง "ลายหัวกะโหลก"

COURRÈGES ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปารีส โดย ANDRÉ และ COQUELINE COURRÈGES หนึ่งในแฟชั่นเฮาส์ระดับตำนานแห่งยุค 1960 ผู้จุดประกายกระแส SPACE AGE ร่วมปฏิวัติวงการแฟชั่นสตรีด้วยซิลูเอทล้ำยุค งานตัดเย็บรูปทรงเรขาคณิต สดใหม่ในแบบฉบับคนรุ่นใหม่ สะท้อนเสน่ห์ความลักชัวรีสแนวอาวองการ์ด คงกลิ่นอายความร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์สไตล์ RETRO-FUTURE

JACQUEMUS แบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส โดดเด่นสไตล์มินิมอลแฝงความสนุกสนาน ถ่ายทอดผ่านงานดีไซน์ซิลูเอทแบบไม่สมมาตร งานตัดเย็บนอกกรอบ ด้วยโทนสีอบอุ่นสะท้อนเสน่ห์มีชีวิตชีวาแบบเมดิเตอร์เรเนียน การันตีด้วยไอเทมซิกเนเจอร์อย่างกระเป๋าจิ๋ว LE CHIQUITO

MARNI MERYLL ROGGE นำเอกลักษณ์ที่จดจำมาตีความหมายใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจจากเทือกเขา PREALPS ล้อมรอบมิลาน คอลเลคชันนี้ดึงความเท่สไตล์นักปีนเขามามิกซ์แอนด์แมตช์ตัดเย็บสุดประณีต กับไอเทมระดับฮิตอย่างรองเท้า FUSSBETT กระเป๋า TRUNK



MM6 แบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยที่โดดเด่นด้วยเสื้อผ้ามุมมองใหม่ผสานความคิดสร้างสรรค์ขี้เล่น ทลายกรอบเดิม ๆ ผ่านงานดีไซน์เชิงคอนเซ็ปต์ เทคนิคการใช้ผ้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในสไตล์ ALL-GENDER ที่ปลดล็อกตัวตนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

THE ROW แบรนด์แฟชั่นลักชัวรีสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งโดย MARY-KATE และ ASHLEY OLSEN โชว์ผลงานสไตล์ QUIET LUXURY ผ่านเสน่ห์เส้นสายและรูปทรงอันเรียบง่าย สงบ สุขุม ยึดมั่นในมาตรฐานงานช่างคุณภาพสูง มีไอเทมไอคอนิกอย่างกระเป๋า MARGAUX

VIVIENNE WESTWOOD แฟชั่นเฮาส์ระดับตำนาน ได้การยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกแฟชั่นสไตล์พังก์ยุค 1970 ผู้หลอมรวมจิตวิญญาณความคิดสร้างสรรค์เข้ากับงานดีไซน์ชั้นสูง ทุกผลงานล้วนสะท้อนจุดยืนอันกล้าคิดกล้าแสดงออก สร้างแรงขับเคลื่อนการปฏิวัติและเปลี่ยนผ่านวงการแฟชั่นอย่างโดดเด่นตลอดมา

 

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“กลุ่มดุสิตธานี”Q2/69พลิกทำกำไร291ล้านEBIDAโต550%ครึ่งปีหลังหวังโต3ธุรกิจ“โรงแรม-อาหาร-อสังหา”

“กลุ่มดุสิต”ยิ้มรับQ2/69พลิกทำกำไร291ล้านEBIDAโต550%

แนวโน้มครึ่งปีหลังหวังพึ่ง3ธุรกิจ “โรงแรม-อาหาร-อสังหา”

 


โครงการดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค กรุงเทพฯ โชว์ไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกทำกำไร291 ล้านบาท EBIDAโต550%

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #DUSITGroup #ไตรมาส2ทำกำไร  

กลุ่มดุสิตธานีไตรมาส 2 ปี’69 รายได้โต 113.8% พลิกขาดทุนเป็นกำไร 291 ล้าน ทำ EBITDA พุ่ง 550.4% นำธุรกิจทำกำไรจากโรงแรม ผนวกรับรู้รายได้โปรเจกต์ห้องชุด “เดอะ  เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” แนวโน้มครึ่งปีหลังหวังโตจาก 3 ธุรกิจ “โรงแรม-อาหาร-อสังหาริมทรัพย์”

บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ประกาศ ผลประกอบการธุรกิจในกลุ่ม“กลุ่มดุสิตธานี” ไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) และงวด 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ปี 2569 สามารถพลิกจากขาดทุนกลับมามี “กำไรสุทธิ” ไตรมาสสอง 97 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกรวม 347 ล้านบาท  โดยมีแรงสนับสนุนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล 2.รายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ การรับรู้รายได้ส่งมอบห้องชุดของโครงการ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” 3.EBIDA เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 550.4%

ทั้ง 3 ปัจจัย สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจ แล้วก็ยังคงติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้ยืดหยุ่น เน้นบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยผลประกอบการ เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน มีรายละเอียดดังนี้

“ไตรมาส 2 เมษายน-มิถุนายน 2569   มีรายได้รวม 3,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.8% มีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 291 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 550.4%

“ครึ่งปีแรกหรือ 6เดือน”  มกราคม-มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.5% กำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เทียบกับเมื่อ 6 เดือนปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 243 ล้านบาท ส่วน EBITDA ทำได้ 1,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156.1%

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 และช่วง 6 เดือนแรกปี 2569  นำธุรกิจมีผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง  สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและธุรกิจมีความยืดหยุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อันท้าทาย ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากครึ่งปีแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว แต่กลุ่มดุสิตธานียังสามารถรักษาโมเมนตัมให้เติบโตได้จาก 1.การบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล 2.การกระจายฐานลูกค้า 3.ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เติบโตดี

ส่วนไตรมาส 2 รายได้มีปัจจัยสนับสนุนหลักคือ 1.รับรู้รายได้จากการส่งมอบห้องชุดโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” 2.ควบคู่ธุรกิจโรงแรมเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงแรมที่บริษัทฯ ลงทุนเอง มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 21.5% จากทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น โดยมี “โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรก รายได้เติบโตได้น่าพอใจ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก จะส่งผลกระทบต่อกับโรงแรมในมัลดีฟส์ และโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รายได้ส่วนนี้ลดลง แต่พอร์ตโรงแรมในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังแข็งแกร่งเพียงพอจะชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง

สะท้อนถึงประสิทธิภาพการกระจายพอร์ตธุรกิจและความสามารถในการบริหารรายได้ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี ผนวกกับการบริหารต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินงานของ “โรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารบางพื้นที่”  บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ 2 ตลาด ได้แก่ 1.ต่างประเทศระยะใกล้ 2.ตลาดในประเทศ จะช่วยบรรเทาผลกระทบโดยรวมต่อธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมได้ในระดับหนึ่ง 

รวมทั้ง “กลุ่มดุสิตธานี” ยังคงเน้นมาตรการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถทำกำไรท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ท้าทาย โดยกำหนดกลยุทธ์ระยะยาวมุ่งกระจายความเสี่ยงทางไปสู่ 2 ธุรกิจคือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอาหาร มั่นใจจะช่วยเสริมความสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นผลการดำเนินงานในอนาคตได้

สำหรับตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท “ขยายธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรม” ไปยังตลาดใหม่ใน ซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้กลุ่มดุสิตธานีขับเคลื่อนธุรกิจต่อเนื่องดังนี้

-โรงแรมและวิลล่าภายใต้การบริหารจัดการรวม 290 แห่ง ใน 19 ประเทศ

-ธุรกิจเบเกอรี่ Bonjour Bakery มีสาขารวม 118 แห่ง หลังเปิดเพิ่มสุทธิ 7 สาขา

-โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัย “ดุสิต เรสซิเดนเซส” และ “ดุสิต พาร์คไซด์” การก่อสร้างคืบหน้าต่อเนื่อง มียอดขายแล้วประมาณ 97% ของพื้นที่ขาย และทยอยส่งมอบห้องพัก

-บริษัทประสบความสำเร็จออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 1,500 ล้านบาท นักลงทุนตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบริษัทและศักยภาพการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทนำเงินที่ได้รับไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

            “แนวโน้มธุรกิจปี 2569” บริษัทฯ ประมาณการเติบโต

1. รายได้รวม จะขยายตัว 5-8% (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบ โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค)   ทำ EBITDA ได้ 18-20% ของรายได้รวม 

2.ประมาณการรายได้และ EBITDA ธุรกิจโรงแรม อาหาร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้เท่าเดิม

3.ปรับลดเป้าหมายธุรกิจการศึกษามีรายได้เติบโตเพียง 5-7% ทำ EBITDA ประมาณ 8-10% จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้ความต้องการด้านการศึกษาชะลอตัวลงตามไปด้วย

 

ต่างชาติทัวร์ไทย7เดือนครึ่ง19.7ล้านคนรายได้ใกล้1ล้านล้าน 2สัปดาห์หลังส.ค.69ชะลอตัว

 

ต่างชาติทัวร์ไทย7เดือนครึ่ง19.7ล้านคนรายได้ใกล้1ล้านล้าน

2สัปดาห์หลังส.ค.69ปลายซัมเมอร์ “ตลาดใกล้-ไกล”ชะลอตัว


ต่างชาติเที่ยวไทย ม.ค.-15 ส.ค.69 แล้ว 19.75 ล้านคน ลด 2.91% รายได้ 957,618 ล้านบาท

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ต่างชาติเที่ยวไทย7เดือนครึ่งรายได้ใกล้1ล้านล้านบาท

ต่างชาติเที่ยวไทย 7 เดือนครึ่ง 1ม.ค.-15 ส.ค.69 แล้ว 19.75 ล้านคน ลด 2.91% รายได้ใกล้ 1 ล้านล้านบาท เปิดปัจจัยชะลอตัว “ตลาดใกล้” ลด 1.76 % จีน มาเลเซีย ใกล้หมดวันหยุด ญี่ปุ่นมีวันหยุด “ตลาดไกล” ยุโรปปลายซัมเมอร์ลด 7.76 %

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินผลสถานการณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม – 15 สิงหาคม 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย “จำนวน” สะสมรวมทั้งสิ้น 19,759,655 คน ลดลง 2.91% “สร้างรายได้” แล้ว 957,618 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน 3,330,481 คน มาเลเซีย 2,496,831คน อินเดีย 1,456,696 คน รัสเซีย 1,140,441คน และเกาหลีใต้ 729,367 คน

ส่วนภาพรวมสัปดาห์วันที่ 9-15 สิงหาคม 2569 ชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อน 612,643 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 24,126 คน หรือ 3.79 % คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 87,520 คน/วัน โดยมีปัจจัยสำคัญตามรายละเอียดดังนี้

“ตลาดระยะใกล้” (Short haul)  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 413,815 คน ลดลงร้อยละ 1.76 จากสัปดาห์ก่อน

“ปัจจัยที่ทำให้ชะลอตัว” ได้แก่ “จีน” เข้าสู่ช่วงปลายปิดภาคเรียนฤดูร้อน “มาเลเซีย” การเดินทางชะลอตัวเพราะสัปดาห์กำลังเข้าสู่ช่วงหยุดต่อเนื่องวัน Maulidur Rasul “ญี่ปุ่น” ขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 13.71 % โดยได้รับแรงสนับสนุนจากวันหยุด Yama no Hi และเทศกาลหยุดต่อเนื่อง Obon

“ตลาดระยะไกล” (Long haul) มีนักท่องเที่ยว 198,828 คน ลดลง 7.76 %

“ปัจจัยทำให้ชะลอตัว” โดยเฉพาะ “ยุโรป” เข้าสู่ช่วงปลายหยุดซัมเมอร์

“นักท่องเที่ยวต่างชาติ” สัปดาห์นี้ 9-15 สิงหาคม 2569 เปรียบเทียบการเติบโตกับสัปดาห์ก่อน เรียงตามลำดับสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

-สาธารณรัฐประชาชนจีน 123,410 คน ลดลง 4.02 %

-มาเลเซีย 60,049 คน ลดลง 5.05 %

-อินเดีย 41,047 คน เพิ่มขึ้น 4.67 %

-ญี่ปุ่น 30,666 คน เพิ่มขึ้น 13.71% 

-เกาหลีใต้ 25,858 คน เพิ่มขึ้น 5.78 %

สัปดาห์ถัดไประหว่าง 16-22 สิงหาคม 2569 คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากปีนี้เข้าสู่ช่วงท้ายวันหยุดภาคฤดูร้อน

“AOT”โชว์ 3 ไตรมาสปี’69กำไรพุ่งกว่า1.48หมื่นล้านบาท เร่งเพิ่มรายได้“พรีเมี่ยม-ดิวตี้ฟรี-หลุมจอด-พัฒนาที่ดิน”

AOT”โชว์ 3 ไตรมาสปี’69กำไรพุ่งกว่า1.48หมื่นล้านบาท

เร่งเพิ่มรายได้“พรีเมี่ยม-ดิวตี้ฟรี-หลุมจอด-พัฒนาที่ดิน”


บมจ.ท่าอากาศยานไทย "AOT" เปิดผลการดำเนินงาน9เดือนปี 2569 กำไรสุทธิ 14,822.33 ล้านบาท

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #AOT #3ไตรมาสปี69กำไร1หมื่น4พัน8ร้อยล้าน #หารายได้เพิ่ม4เรื่อง

AOT โชว์ผลงานไตรมาส3/69 กำไร 14,812 ล้านบาท เพิ่ม 3.86 % เดินหน้าหารายได้เพิ่ม 4 เรื่อง “เพิ่มบริการพรีเมี่ยม-กลับมาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า-เพิ่มหลุมจอดเครื่องบิน-เปิดพื้นที่ให้เอกชนธุรกิจโลจิสติกส์/คลังสินค้า” นำไทยฮับการบินดันเศรษฐกิจชาติโตตามเป้าหมาย

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก หรือ 3 ไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 -มิถุนายน 2569) เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนของท่าอากาศยาน AOT ทั้ง 6 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีปริมาณการจราจรทางอากาศ “จำนวนเที่ยวบินรวม” 605,838 เที่ยว เพิ่มขึ้น0.61 % แบ่งเป็น  เที่ยวบินระหว่างประเทศ 340,118 เที่ยว และภายในประเทศ 265,720 เที่ยว  มี “จำนวนผู้โดยสารรวม”  99.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.84 % แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 60.24 ล้านคน และภายในประเทศ 38.79 ล้านคน

มี “กำไรสุทธิ”  14,812.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 549.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.86 % มี “รายได้รวม” ทั้งสิ้น 50,205 ล้านบาท ลดลง 1.39 %  มาจาก “รายได้” การขายหรือการให้บริการลดลง 707.73 ล้านบาท หรือ 1.39 % จากการลดลงของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 1,404.29 ล้านบาท หรือ 5.56 % ส่วนรายได้เกี่ยวกับกิจการการบินเพิ่มขึ้น 696.56 ล้านบาท หรือ 2.72% “ค่าใช้จ่ายรวม” ลดลง 815.44 ล้านบาท หรือ 2.55 %


นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT มีแผนเดินหน้าสร้างรายได้เพิ่มจาก 4 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 ประสิทธิภาพการให้บริการควบคู่ “การเพิ่มรายได้” ด้วยวิธีพิจารณาเพิ่มบริการแบบ Premium Service ซึ่งเป็นบริการช่องทางพิเศษที่ท่าอากาศยานชั้นนำทั่วโลก เป็นทางเลือกและความสะดวกรวดเร็วให้ผู้โดยสาร ช่วยบริหารจัดการและลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร


เรื่องที่ 2 อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้จะกลับมา “เปิดให้บริการร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้า” เพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ

เรื่องที่ 3 จะเพิ่มแนวทางเพื่อการบริหารจัดการหลุมจอดอากาศยานให้สามารถรองรับเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้น

 เรื่องที่ 4 AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานจะเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว ขณะนี้มีรายได้เพิ่มจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ เช่น การให้เช่าที่ดินแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเติม โดยนำร่องแปลงถนนวัดศรีวารีน้อยใกล้สุวรรณภูมิ 723 ไร่


ขณะนี้มีเอกชนสนใจลงทุน 3-4 ราย เป็นกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ด้านการขนส่งสินค้าและบริหารจัดการคลังสินค้าที่มีศักยภาพเชื่อมต่อระบบการขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงคาดว่าหากเปิดให้บริการจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการส่งออก และนำเข้าสินค้าทางอากาศเหลือเพียง 3 ชั่วโมง 

นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT มุ่งพัฒนาต่อเนื่องเพื่อมอบประสบการณ์เดินทางที่ดีเยี่ยมในระดับสากล ครอบคลุมทั้งความสะดวก ปลอดภัย ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้โดยสาร ตอกย้ำความเป็นผู้นำการบริหารท่าอากาศยาน ไปพร้อมกับการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub) ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเติบโต สอดคล้องตามเป้าหมายในระยะยาว

 


บางจากMOU รร.สวนกุหลาบหนุนเยาวชนรอบโรงกลั่น สร้างความเป็นเลิศกีฬาคู่การศึกษา

บางจาก MOU รร.สวนกุหลาบหนุนเยาวชนรอบโรงกลั่น สร้างความเป็นเลิศพัฒนาทักษะกีฬาควบคู่การศึกษา เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #...