”วีระศักดิ์
โควสุรัตน์”ชี้เป้าผ่าก.ท่องเที่ยวควบรวมวัฒนธรรม
ทำใหม่2เรื่องตั้งสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยว-แก้ซัพพลายเชน
เสนอนายกฯปลดล็อกททท.ใช้งบฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวได้
ลดแรงต้าน-ทอดเวลา-ยืดหยุ่น-ชมเชียร์-ใช้ไฮเทคโนโลยี
คิงเพาเวอร์ออนไลน์เปิด
SPECIAL SALEช้อปลดจริง50%
คิงเพาเวอร์ซิตี้บูติกชูวันพุธสุดเซอร์ไพรส์ลดตลอดก.ค.69
ททท.-Flydubai”เพิ่มตลาดคุณภาพUAEโรดโชว์7-8 ก.ค.69
CEOนำผู้บริหารบางจากบินเปิด
“Bangchak Hong Kong”
“หลงรักเลย”ชวนทุกสายสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย
5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ-คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง
สภาอุตฯท่องเที่ยวร่วมประชุมกต.นโยบายวีซ่าใหม่4เรื่อง
เวียดนามแอร์บินโฮจิมินห์-ภูเก็ตปี69เที่ยวไทย6.89แสนคน
วันอาทิตย์ที่
5 กรกฎาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ
“รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน”
ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen
#gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #หลงรักเลย
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...ฟังสดจากLink...https://www.facebook.com/share/v/1DJeYfMrfW/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดมุมมองเปลี่ยนประเทศไทย 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก “ผ่าตัดใหญ่”
ควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ชงข้อมูล “รองนายกฯ ศุภจี” ตั้ง
“สำนักเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ทำหน้ารวมฐานข้อมูลให้ตรงเป้า พร้อมจัดทัพ
“ซัพพลายเชน” ปิดช่องโหว่ทุกหน่วยงานภาคสนามให้สอดรับกับการทำงานได้จริง ตั้งแต่สนามบินประตูเข้าประเทศไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น
ประเด็นที่ 2 “ชี้ช่องใช้งบท่องเที่ยว” ขออำนาจนายกรัฐมนตรี
ปลดล็อกงบประมาณ คืนอำนาจให้ ททท.ของบพัฒนาปรับปรุงสินค้าท่องเที่ยวได้
เปิดทางขายประสบการณ์สร้างความประทับใจให้ตลาดโลก
ย้ำการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องเน้น “ยืดหยุ่น” ลด “แรงต้าน”
และเป็นกำลังใจให้กันรวมพลังสร้างจุดหมายใหม่ให้ท่องเที่ยวเดินถูกทาง
ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญกระทรวง ทบวง กรม
กำลัง
กำลังจะดึงงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแยกกีฬาออกไป
แล้วนำท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เป็นโอกาสดีในรอบ 20 ปี ที่จะนำการท่องเที่ยวไปช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมให้สามารถแสดงผลงานได้มากขึ้นทั้งเรื่องความเข้มข้น
สนุก มีตลาด และความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล
ในฐานะเจ้าของโบราณสถานก็จะสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ
ได้มากกว่าปกติตอนนี้มีเวทีเล่าได้ยาก แล้วการท่องเที่ยวเองก็ควรจะได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนมากกว่าจะนำออกไปเสียบรวมกันไว้เพียงอย่างเดียว
แนวทางการผ่าตัดใหม่ ควรจะประกอบด้วย
ส่วนที่ 1 ผ่าตัดโดยทำโครงสร้างใหม่ตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เพราะปัจจุบันหลายกระทรวงมีหน่วยรับผิดชอบในแต่ละจังหวัด
เช่น กระทรวงอุตสากรรม มีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจังหวัด กระทรวงการคลัง
มีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจังหวัด
ดังนั้นเมื่องานด้านท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP) สูงมาก การจ้างงาน
รวมทั้งเป็นกิจกรรมและอุตสาหกรรมอนาคตซึ่งเป็นเครื่องมือหลักหารายได้เข้าประเทศ
แต่เหตุใดจึงยังไม่มี “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว”
เป็นโจทย์ที่จะนำไปสู่การเปิดรับ “นักเศรษฐศาสตร์” เข้ามาปฏิบัติอย่างแม่นยำ
โอนย้ายคนจากสำนักงานเศรษฐกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่สนใจมาทำ “ฐานข้อมูลท่องเที่ยว”
สอดคล้องกับโลกยุคนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
จนถึงขณะนี้การท่องเที่ยวต้องไปอาศัยข้อมูลการเก็บสถิติจาก
2 แหล่งเท่านั้น
แหล่งที่
1สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
ซึ่งเก็บตามรูปแบบของหน่วยงานตนเองจัดทำเป็นสรุปตัวเลขทุก 3 เดือน แล้วก็นับทุกคนที่เดินทางต่างชาติเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง
แหล่งที่
2 สถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตของเอกชน
ซึ่งจัดเก็บจากยอดใช้จ่ายของนักเดินทาง ซึ่งยอมให้ใช้ข้อมูลร่วมกัน ตัวอย่างล่าสุด อดีตผู้บริหาร
ททท.เกษียณแล้วไปทำงานให้เอกชนใน Air Asia MOVE ในเครือของแอร์เอเชีย
ซึ่งมีหน่วยจัดเก็บข้อมูลนักเดินทางขนาดใหญ่
ดึงมาทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ททท.กับ
Air Asia Move เพื่อแชร์ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนักเดินทางดังกล่าว
ในแต่ละมิติ ทั้งการจองเดินทาง พื้นที่เป้าหมาย การใช้จ่ายเงิน
ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการวางแผนยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย
ดังนั้นโครงสร้างควรมี “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” เข้าไปทำหน้าที่แยกแยะฐานข้อมูลอย่างถูกต้อง เก็บข้อมูลอะไร มีวิธีเก็บอย่างไร เก็บจากที่ไหน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้งานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างถูกวิธี
ส่วนที่
2 สร้างซัพพลายเชน ระบบการเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว
พฤติกรรมของนักเดินทางในโลกยุคใหม่มุ่งสู่การหาประสบการณ์และมีความต้องการอย่างหลากหลายมิติ
แต่ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ “คนทั่วโลกมาท่องเที่ยวแล้วประทับใจกับประสบการณ์”
ความต้องการขั้นพื้นฐานมักต้องการความสะดวก สะอาด ปลอดภัย
เริ่มตั้งแต่
“ประตูเข้าประเทศ” คิวการตรวจเช็คหนังสือเดินทางที่สนามบินนานาชาติของไทย
ทุกวันนี้ยังต้องรอนาน ที่ผ่านมาเห็นความพยายามแก้ปัญหามาหลายนี้
จนถึงล่าสุดได้ยกเลิกการกรอก ตม.6 เข้าประเทศบนกระดาษ
แต่ให้กรอกล่วงหน้าทางออนไลน์ แต่จากประสบการณ์ตรงเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2569
ผมเดินทางกลับมาจากภูฎานถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประมาณเที่ยง
เห็นคิวตรวจหนังสือเดินทางเข้าประเทศแน่นมาก และยาวเหยียดล้นพื้นที่
ซึ่งเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นจากเดิมจะแน่นเฉพาะช่วงเวลาประมาณตี 4 ซึ่งมีผู้โดยสารเที่ยวบินจากยุโรปมาไทยมาถึงพร้อมกันจำนวนมาก
แต่ปัจจุบันช่วงเที่ยงวันคิวก็ยังคงยาว แตกต่างจากท่าอากาศยานหลายแห่งอย่าง “ดูไบ”
ได้บริหารจัดการ กระจายเคาน์เตอร์ ตม.ให้ผู้โดยสาร ใช้ได้ทุกจุด
เรื่องนี้ไม่ได้จะตำหนิ
ตม.เพราะได้จัดสรรพื้นที่ในสนามบินเพียงเท่านี้
แล้วก็พยายามบริหารจัดการโดยนั่งหันหลังชนกันเพื่อเพิ่มพื้นที่แล้วแต่คิวตรวจหนังสือเดินทางก็ยังยาวอยู่ดี
ฉนั้น
“การผ่าตัดโครงสร้างหลังควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม” แล้ว
ต้องปิดช่องโหว่งานปฏิบัติภาคสนามได้ด้วย แล้วมีเจ้าภาพรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
จากประสบการณ์ที่ผม
ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามา 3 สมัย 3 รัฐบาล
แต่ไม่เคยมีอำนาจอยู่ในมือที่จะผ่าตัดปัญหาเหล่านี้ได้
ทุกครั้งเมื่อไปประชุมร่วมกับแต่ละหน่วยงานที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ
ผู้บริหารก็จะพะงักหน้ารับแนวทางเพื่อเป็นการให้เกียรติเท่านั้น
แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้แก้ไขเพราะแต่ละหน่วยถือว่า สิ่งที่ขอให้คำนั้นไม่ใช่ KPI
หรือตัวชี้วัดของหน่วยงานดังกล่าว และข้อตกลงกับ
กพร.กับผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือนั้นเป็นอีกเรื่อง
ครั้งนี้
“คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวด้วย จะต้องเป็น “มือผ่าตัด”
ส่วนผมในฐานะประธานที่ปรึกษาก็จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ส่วนรองนายกฯ ศุภจี
มองเห็นอย่างไรก็จะไปเลือกผ่าหรือตัดหรือปรับเติมตรงส่วนใดได้ตามเหมาะสม
สำหรับวิธี “การผ่าตัด” โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงองค์กร จะต้อง ส่วนที่ 1 “ยืดหยุ่น” ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะเกิด ส่วนที่ 2 “แรงต้านเสมอ” จึงจะต้องหาวิธีบริหารแรงต้านให้พอรับกันได้ โดยเปลี่ยนทีละนิด ชมและเชียร์กันไป เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งนำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยทำโปรแกรมอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารความไม่คุ้นชินการการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรม สร้างความโน้มเอียงไปในจุดหมายเดียวกัน ส่วนที่ 3 เลาะระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระทรวงยุคใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการนำไปใช้จริง แล้วเกิดประโยชน์สูงสุด
ดร.วีระศักดิ์
กล่าวว่า ในประเด็น “การใช้งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปี 2570” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ขณะนี้
พระราชบัญญัติงบประมาณเหลืออีกไม่กี่วันก็จะต้องผ่านขั้นตอนวุฒิสภา
นั่นหมายถึงซึ่งแก้ไขลำบากแล้วเพราะได้วางกรอบแนวทางการใช้ไว้เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะนักกฎหมายเมื่อจะต้องทำโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่แล้ว
ก็ควรจะให้งานอำนาจโดยชอบตามกฎหมายกลับไปทำเหมือนปกตินั่นคือทำด้านท่องเที่ยวได้ครอบคลุมทุกเรื่อง
เนื่องจากเมื่อช่วง
20 ปีที่ผ่านมา ช่วงรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร 1”
ได้ปฏิรูประบบราชการโดยมีข้อตกลงบางอย่างในขณะนั้นทางรัฐมนตรีเกี่ยวข้องไปตกลงกับทาง
“สำนักงานงบประมาณ” กระทรวงการคลัง ให้ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.)
ใช้เงินงบประมาณได้เฉพาะ “การทำตลาดท่องเที่ยว” เท่านั้น จนกลายเป็นวัฒนธรรมนั้นมาจนถึงวันนี้
โดยไม่สามารถเสนอของบใช้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมได้ จากเหตุผลคือเมื่อ 20
ปีก่อนมีการสั่งด้วยวาจาไปยังกระทรวงการคลังให้
“งบพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว” ไปอยู่กับการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแทน
“ทางออก”
เมื่อจะต้องขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมฉบับใหม่
ก็ควรจะปลดล็อกควบคู่กันไป โดยให้ทั้งงบประมาณ เวลา เพิ่มดังนี้
เรื่องที่
1 หากจะเสนอให้ปลดล็อกเพื่อให้
ททท.เป็นหน่วยงานยื่นของบประมาณปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวได้ ก็ต้องให้
“นายกรัฐมนตรี” เป็นผู้ดำเนินการปลดล็อกคำสั่งเก่าไปยังสำนักงบประมาณ
เพราะเป็นผู้นำสูงสุด
ดังนั้นผมก็จะนำข้อมูลชุดนี้ไปนำเรียนรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลการท่องเที่ยวเพื่อไปบอกนายกรัฐมนตรีถึง
พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ให้อำนาจ
ททท.ทำเรื่องท่องเที่ยวได้ทุกอย่าง อย่าไปตัดนิ้ว แขน ขา แล้วปล่อยให้เค้าทำ
แต่ก็อาจจะมีปัญหาใหม่นั่นคือ ปัจจุบัน ททท.มีแต่นักการตลาด
คิดกลยุทธ์การตลาดได้ดีมาก ส่วนเรื่อง “พัฒนาการแหล่งท่องเที่ยว”
เหตุการณ์ผ่านพ้นมานานเกิน 20 ปีแล้ว ทั้งสถาปนิก วิศวกร
คนที่เคยทำงานเกษียณจาก ททท.ไปหมดแล้ว ขาดคนจะมารับช่วงต่อทำเรื่องดังกล่าวแล้ว
เรื่องที่
2 ตาม พรบ.ใหม่
ควรบรรจุโดยมีโครงสร้างบุคลากรด้านการพัฒนาท่องเที่ยว
ให้สอดคล้องกับภารกิจจริงในภาคปฏิบัติ เพราะ ททท.ในฐานะองค์กรที่นำสินค้าต่าง ๆ
ไปเสนอขายในตลาดโลก
แล้วได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงแหล่งซึ่งเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว
แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้จึงไม่ตอบโจทย์การหาสินค้าคุณภาพไปเสนอขายได้
ซึ่งที่ผ่านมา 20 ปี ด้วยเหตุจาก “กีฬาสีทางการเมือง”
จึงทำให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทำได้ยาก เพราะผมเองเป็นรัฐมนตรี 3 ครั้ง 3 นายกรัฐมนตรี รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 2
ปี การเปลี่ยนแปลงที่เร็วและบ่อย ทำให้ปัญหาค้างคามานานถึง 2
ทศวรรษ
ดร.วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ปรับมุมมองเพราะประเทศไทยมีสถานการณ์ต้องรับมือใหญ่ ๆ คือ 1.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของการสู้รบเมื่อโลกมีประธานาธิบดีที่เปลี่ยนไปมา 2.สถานการณ์เอลนีโญ่ สภาพภูมิอากาศโลกแล้งร้นที่จะยาวต่อไปถึงปี 2570 ดังนั้นการกล่าวโทษกันจึงไม่เกิดประโยชน์ แต่ควรหันหน้ามา “ค้นหาสาเหตุ” ให้กำลังใจซึ่งกันกัน ร่วมมือหาวิธีลองผิดลองถูกกันใหม่ หลังจากประเทศไทยไม่ได้เริ่มทำเรื่องเหล่านี้มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกัน
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์ออนไลน์เปิด SPECIAL SALEช้อปลดจริง50%
SPECIAL ONLINE SALE เฉพาะที่คิง เพาเวอร์ ออนไลน์เท่านั้น ช้อป ดีลพิเศษรวมไอเทมฮิต ราคาสุดคุ้ม ช้อปครบ จบในคลิกเดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษมากกว่าที่เคยลดแบบง่ายมากสูงสุดถึง 50 %
โอกาสดี ๆ มีจำกัด รีบช้อปก่อนโปรหมด คัดสรรดีลคุณภาพจากแบรนด์ดัง ช้อปออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่า ของดีราคาพิเศษ รอคุณอยู่แค่ช่วงนี้เท่านั้น ช้อปและรอรับของ ได้ที่สนามบินขาออกนอกประเทศ หรือส่งตรงถึงบ้าน
ลดสูงสุด 50% โดยไม่ต้องมียอดซื้อขั้นต่ำไม่ต้องกรอกรหัสส่วนลด วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569
● สินค้า Duty-Free สุดฮอต มีไฟลต์บินแล้วรีบเลย! รับสินค้าที่สนามบิน ● สินค้า Home Delivery ส่งฟรี! ทั่วประเทศ เมื่อช้อปครบ 899 บาท ● แบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน ● รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 62,800 บาท ● รับเลย! ส่วนลด 800 บาท เมื่อสมัครสมาชิกออนไลน์ ● รับสิทธิ์การสมัครสมาชิก คิง เพาเวอร์ เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท (สุทธิ)
ข่าวที่ 2 -คิงเพาเวอร์ซิตี้บูติกชูวันพุธสุดเซอร์ไพรส์ลดตลอดก.ค.69
คิง เพาวอร์ ซิตี้ บูทีก เปิดวันพุธให้เป็นวันสุด SURPRISE แจกสนั่นแบบไม่พัก ช้อปแล้วอย่าทิ้งใบเสร็จ ตลอดกกรกฎาคม 2569 มือดีลุ้นรับของขวัญมูลค่าสูงสุด 3,000 บาท
วันพุธสุด SURPRISE! เพียงช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ รับสิทธิ์เล่นตู้คีบ The Power Bag ลุ้นของขวัญจากบิวตี้แบรนด์ดัง มูลค่าสูงสุด 3,000 บาท แจก 40 สิทธิ์ / วัน)
-ไอเทมบิวตี้ ลดสนั่นเมือง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ ลดสูงสุด 40% เมื่อช้อปครบ 20,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ(เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ)
-แว่นกันแดด เครื่องหอม และสินค้าไทย ลดสนั่นเมือง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ พิเศษศุกร์-อาทิตย์ ช้อปแว่นกันแดด ลดเพิ่มทันทีอีก 10% เลือกสินค้าที่ร่วมรายการ วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่ 3-ททท.-Flydubai”เพิ่มตลาดคุณภาพUAEโรดโชว์7-8 ก.ค.69
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ต้อนรับสายการบิน “flydubai” ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ (Inaugural Flight) ดูไบ-กรุงเทพฯ เริ่มให้บริการ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE” เป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลมีกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายเงินสูง แล้ว ททท.มุ่งร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์พร้อมต่อยอดส่งเสริมการขายต่อเนื่องโครงการ “Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ดูไบ และวันที่ 8 กรกฎาคม นี้ ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างโอกาสการขยายตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ดึงดูดกลุ่มนักเดินทางคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงเข้าไทย ตอกย้ำการเป็นประเทศจุดหมายปลายทางชั้นนำของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง
ตั้งแต่ 1 มกราคม-21 มิถุนายน 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางมาไทย 188,447 คน ททท. จึงมุ่งขยายฐานตลาดตะวันออกกลางต่อเนื่อง โดยล่าสุดร่วมกับสายการบิน flydubai ส่งเสริมตลาด จากการเปิดเส้นทางบินใหม่จากท่าอากาศยานนานาชาติดูไบสู่ดอนเมือง เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 วันละ 1 เที่ยว และตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จะมีแผนเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง B737 MAX
การเปิดเส้นทางบินใหม่นี้เพิ่มจำนวนที่นั่ง (Seat Capacity) เข้าไทยช่วงฤดูร้อน ระหว่างกรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 ได้มากถึงประมาณ 10,292 ที่นั่ง ช่วยกระตุ้นการเดินทาง รองรับนักท่องเที่ยวตลาดตะวันออกกลางเติบโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเปิดเส้นทางบินไปจนถึงก่อนเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวปลายปี 2569
ททท. จะต่อยอดโดยเตรียมนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โครงการ “Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 ที่ดูไบ และอาบูดาบี มุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างการท่องเที่ยวเติบโตในอนาคต
ภายในงานจะเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย 40 ราย พบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับผู้ประกอบการและบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ในพื้นที่ตลอดจนประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านบวก ตอกย้ำการท่องเที่ยวไทยมีความแข็งแกร่ง ตั้งเป้าจับคู่เจรจาธุรกิจ 2 เมือง ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 900 นัดหมาย
โดยไทยพร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวใหม่
ๆ ที่มีศักยภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มกระแสหลักในภูมิภาคนี้อย่างน้อย
5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเดินทางเพื่อการพักผ่อน 2.กลุ่มครอบครัวชาวอาหรับ 3.กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ
4.กลุ่ม MICE 5.กลุ่มองค์กร
นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางโดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกำลังซื้อและนิยมเดินทางเที่ยวต่างประเทศปีละหลายครั้ง โดยไทยครองตำแหน่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม จากความพร้อมของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานสากล ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มคุณภาพได้ครบถ้วน
นักท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยเฉลี่ยกว่า 100,000 บาท/คน/ทริป มีวันพักเฉลี่ย 10-12 คืน นิยมเข้าพักโรงแรมระดับ 5 ดาวและรีสอร์ตหรู มักเดินทางเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (re-visit) สูงถึง 65 % สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและบริการของไทย อีกทั้งสามารถเดินทางได้ตลอดทั้งปี
ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวชาว UAE กำลังเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วไปสู่การแสวงหาประสบการณ์เดินทางที่มีคุณค่าสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลยิ่งขึ้น นิยมกลุ่มสินค้าและบริการหลัก ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวลักชัวรี (Luxury Tourism) 2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Preventive Healthcare) 3.การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) 4.การท่องเที่ยวแบบแฟมิลี่ ฮอลิเดย์ส 5.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร 6.ชอปปิ้ง
กระจายการเดินทางไปตามเมืองน่าเที่ยวต่าง
ๆ ที่มอบประสบการณ์ใหม่และแตกต่างจากจุดหมายปลายทางกระแสหลัก ส่วนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
ความยั่งยืน และการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเฉพาะบุคคลมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะพัฒนานำเสนอสินค้าและบริการตอบโจทย์ความต้องการตลาดคุณภาพทุกกลุ่มได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวที่ 4-CEOนำผู้บริหารบางจากบินเปิด “Bangchak Hong Kong”
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายหลังจัดตั้ง Bangchak
Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ ล่าสุดได้เดินทางไปฮ่องกงพร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก
เพื่อเริ่มต้นดำเนินงานในชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong
Kong ที่สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน ชูบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together,
to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังปี 2566
เข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ประเทศไทย มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันผสานศักยภาพบุคลากร
ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค
ทางคณะผู้บริหารบางจากได้เยี่ยมชม 3 จุดหลัก ได้แก่ จุดที่ 1 สถานีบริการน้ำมัน BHK
Tsing Yi ได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by
Bangchak" ช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า
เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จุดที่ 2
คลังน้ำมัน Tsing Yi จุดที่ 3
สำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน
เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ
พร้อมพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น
รวมทั้งได้แสดงความเชื่อมั่นเรื่องประสบการณ์
ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันคณะผู้บริหารบางจากยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน
หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
เพื่อยืนยันความต่อเนื่องการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นทิศทางการดำเนินงานของ BHK
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า
การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร
แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่การเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ
สู่กลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจครอบคลุมท่วโลกกว่า 10 ประเทศ “Bangchak Hong Kong” ได้เริ่มต้นอีกก้าวสำคัญเส้นทางการเติบโตที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก
โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ “รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว”
เราเชื่อมั่นการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน
ช่วงที่ 2 ความสุขหาได้ในทุกฤดูเมื่อมีโอกาสออกเดินทาง ชวนกันไป “หลงรักเลย”
แล้วทุกสายจะสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย ทั้งธรรมชาติริมโขงเชียงคาน
อาหารถิ่นเมนูดั้งเดิม ลองไปสักครั้งแล้วจะยิ่งเมืองเลย แล้วฟัง “5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ”
เช็คด่วนคนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง ฟังข่าวดี ๆ ข่าวแรก “สภาอุตฯท่องเที่ยว”
ร่วมประชุม กต.นโยบายวีซ่าใหม่ 4 เรื่อง ข่าวที่สอง
“เวียดนามแอร์ไลน์ส” เปิดแล้วบินตรง โฮจิมินห์-ภูเก็ต
ช่วย ททท.ปี69ดึงเวียดนามทัวร์ไทย 6.89 แสนคน
ท่องเที่ยว –“หลงรักเลย”ชวนทุกสายสุขทันทีที่ได้ท่องเที่ยวจังหวัดเลย
ไม่ว่าฤดูไหน นักเดินทางสายฮีลก็มักจะ
“หลงรักเลย” ในอ้อมกอดธรรมชาติ สัมผัสเสียงแมกไม้
มุมหลีกความวุ่นวายไปพักผ่อนอย่างสงบในเมืองเล็ก ๆ
ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิถีชีวิต เสน่ห์เรียบง่าย ฤดูไหน สายฮีลใจ สายคาเฟ่
สายแอคทีฟ สายกิน ทุกสายปักหมุดมาค้นพบความสุขได้ตลอดทั้งปี 365 วัน
พิกัดแรก : “ภูป่าเปาะ”
อำเภอหนองหิน ชวนบรรดา
“สายธรรมชาติฮีลใจ” มาลองนั่งรถอีแต๊ก ลัดเลาะเนินเขา
ไต่ระดับขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ "ภูหอ" ภูเขารูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ
เจ้าของฉายา "ฟูจิเมืองเลย" แดนอีสาน ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า
และพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ายามเย็น ฮีลสุด ๆ ไปเลย
พิกัดที่ 2 With A View Hotel & Cafe ในอำเภอเชียงคาน
เหมาะกับ “สายชิล & คาเฟ่”
ได้ทอดเวลาภายในคาเฟ่และที่พักริมแม่น้ำโขงบนถนนคนเดินเชียงคาน
ด้านหน้าติดถนนคนเดิน ด้านหลังติดริมแม่น้ำโขง
นั่งจิบเครื่องดื่มซิกเนเจอร์
หรือรสที่ชื่นชอบ ไปพร้อม ๆ กับดื่มด่ำวิวสวยในบรรยากาศผ่อนคลาย ฟินเกินบรรยายจริง
ๆ
พิกัดที่ 3 ถนนเลียบแม่น้ำโขง อำเภอเชียงคาน รอต้อนรับนักเดินทาง “สายแอคทีฟ”
ได้มาเริ่มต้นความสนุกท่องเที่ยวเชิงกีฬาตามเส้นทางวิ่งและปั่นจักรยาน ได้ทุกวันตั้งแต่เริ่มต้นเช้าวันใหม่
ออกไปเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานรับโอโซนบริสุทธิ์ ท่ามกลางวิวแสงแรกของวันเหนือลำน้ำโขง
พิกัดที่ 4 ร้านอาหารในเมืองเลย ขอท้าให้ “สายกินฟินแบบอาหารถิ่นสุดแซ่บ”
ทั่วทั้งจังหวัดเลย มีเมนูจัดเต็มไว้ให้ลิ้มลองอาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนรสชาติและวิถีชีวิตคนเมืองเลย
ไม่ว่าจะเป็น "ส้มตำด๊องแด๊ง" เมนูสุขภาพอย่าง "เมี่ยงทูน" หรือใครที่ชอบเมนูเส้น ซดน้ำซุปร้อน ๆ อย่าง
"ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว" และ "ข้าวเปียกเส้น"
ททท.สำนักงานเลย
ชวนทุกสายเช็คอินได้ทุกฤดู ชวนกันมาหลงรักเมืองเลยกับประสบการณ์ธรรมชาติริมโขง
พร้อมอาหารถิ่นอร่อยทุกเมนู อิ่มท้อง อิ่มใจ อิ่มความสุข ไปด้วยกัน
สุขภาพ –5วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ-คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยง
โรคหัวใจ
มักหมายถึง “โรคหลอดเลือดหัวใจ” (atherosclerotic
cardiovascular disease) ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
คนไทยเสียชีวิตอันดับต้น ๆ คิดเป็นประมาณ 12 % ของทั้งหมด
5 วิธีปรับพฤติกรรมดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
1.ควบคุมรักษาระดับไขมันในเลือด
ความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
2.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
และอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
3.รักษาระดับน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
4.ออกกำลังกายให้เพียงพอ
แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยความเหนื่อยปานกลางอย่างน้อย 150-300 นาที/สัปดาห์ หรือออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 75-150 นาที/สัปดาห์
5.งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงความเครียด
โรคหัวใจเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกคน
ด้วยการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น
น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น การออกกำลังกายลดน้อยลง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลตัวเอง
สังเกตอาการผิดปกติที่เข้าข่ายอาการโรคหลอดเลือดหัวใจ
การตรวจสุขภาพ/ตรวจคัดกรองโรคหัวใจ จะช่วยให้สามารถป้องกันโรค
วินิจฉัยโรคได้ในระยะต้นและให้การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดี
“ปัจจัยเสี่ยง”
การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แบ่งได้ 2 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
1.ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ คือ
“พันธุกรรม” ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
เพศชายก่อนอายุ 55 ปี และเพศหญิงวัย 65 ปี “อายุ” ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น “เพศ” ผู้ชายเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง
2.ปัจจัยที่สามารถควบคุมหรือป้องกันได้ “พฤติกรรมการบริโภค”
อาหารไขมันสูงและเค็ม /ภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง /ผู้ที่มีระดับไขมันแอลดีแอลสูงจะเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรค/โรคความดันโลหิตสูง/โรคเบาหวาน/การขาดการออกกำลังกาย
/การสูบบุหรี่ /ความเครียด
“สัญญาณเตือน”
โรคหัวใจ อาการแบบไหนควรพบแพทย์
1.อาการเจ็บแน่นหน้าอก 2.บีบเค้นแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักกดทับ
3.เจ็บหน้าอกร้าวไปกราม ขากรรไกร คอ แขน ไหล่ หลัง 4.เจ็บหน้าอกร่วมกับเหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น 5.เจ็บหน้าอกนานกว่า
20 นาที 6.เหนื่อยง่าย
ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง 7.มีภาวะน้ำท่วมปอด บวม
หัวใจล้มเหลว 8.ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ 8.เป็นลมหมดสติ
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก
–สภาอุตฯท่องเที่ยวร่วมประชุมกต.นโยบายวีซ่าใหม่ 4 เรื่อง
นายชัย อรุณานนท์ชัย
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่าได้
มอบหมายนายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการ สทท.เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพิจารณาทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา
ครั้งที่ 1/2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์
รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย
ประเด็นสำคัญที่มีการหารือที่จะต้องร่วมมือกันในระยะเร่งด่วน
4 เรื่อง ได้แก่ 1.การทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา
(Visa Exemption) 2.การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ
3.การศึกษาแนวทางพัฒนานโยบายวีซ่าในระยะยาว4.การทบทวนโครงการ
Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ
นักลงทุน และผู้พำนักระยะยาว
ทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
พร้อมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้มาตรการ “ด้านวีซ่าและการเดินทาง”
ของประเทศไทยมีความสมดุล ระหว่างการอำนวยความสะดวก การรักษาความมั่นคง
และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ข่าวที่สอง
–เวียดนามแอร์บินโฮจิมินห์-ภูเก็ตปี69เที่ยวไทย 6.89แสนคน
นางสาวภัทรอนงค์
ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ร่วมกับเวียดนามแอร์ไลน์สขยายตลาดเวียดนามด้วยการเปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์
VN621 จากโฮจิมินห์สู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 17.50
น. โดยมี H.E.
Mr. Pham Viet Hung เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย
Mr.
Ngo Tri Hung General Manager เวียดนาม ผู้บริหาร ททท.
พันธมิตรภาครัฐเอกชนด้านการท่องเที่ยว ให้เกียรติต้อนรับ เริ่มตั้งแต่ 2 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป รวม 4 เที่ยว/สัปดาห์
ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ เที่ยวบินปฐมฤกษ์ใช้ด้วยเครื่องแอร์บัส
A321 นำผู้โดยสารมาภูเก็ต 152 คน ตลอดปี
2569 ตั้งเป้านำเวียดนามเที่ยวเมืองไทย 689,000
คน
ล่าสุด ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ วางกลยุทธ์เตรียมจัด Agent & Media FAM
Trip วันที่ 7–11 กรกฎาคม 2569 นำผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว 16 ราย และสื่อมวลชนจากเวียดนาม
4 ราย รวม 20 ราย เดินทางมาทัศนศึกษาสำรวจสินค้าและบริการในภูเก็ต
พร้อมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ของบริษัทนำเที่ยวเวียดนามกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ต
สร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตและขยายโอกาสทางการตลาดต่อไป
ส่วนการเปิดบินตรง
โฮจิมินห์–ภูเก็ต เป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 28
พฤษภาคม 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ผู้ว่าการ ททท. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไว้กับ Mr. Le Hong Ha ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียดนามแอร์ไลน์ส
ร่วมกันส่งเสริมนักท่องเที่ยวสองประเทศเดินทางระหว่างกัน โดยเปิดเส้นทางบินใหม่ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะดีเหมาะสมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากเวียดนาม
เนื่องจากช่วงมิถุนายน - สิงหาคม จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด
ช่วยเพิ่มทางเลือกพร้อมรองรับความต้องการเดินทางอย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยมี “ภูเก็ต”
เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวเวียดนามความนิยมมาเที่ยว
รวมทั้งยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากเวียดนามมาไทย
ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศขยายตัวมากขึ้น
พร้อมกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 50 ปี
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและเวียดนามควบคู่กันไปด้ว
ขณะนี้
ททท. นครโฮจิมินห์ ยังได้ทำประชาสัมพันธ์แคมเปญ “Thai Lan –
Càng Hiểu
Càng Yêu” (ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ) สื่อสารภาพลักษณ์ของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย
ทรงคุณค่า คุ้มค่า เปี่ยมด้วยความผูกพัน มุ่งนำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวมอบประสบการณ์ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเวียดนามในมิติต่าง
ๆ และช่วงไตรมาสสุดท้าย จะร่วมมือกับพันธมิตรท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น Gotadi
บริษัทผู้ประกอบการนำเที่ยวรายใหญ่ในเวียดนาม
จัดส่งเสริมการขายแพ็กเกจร่วมงานวิ่งพร้อมท่องเที่ยวไทย
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น