วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

บพท.ปลุกพลังนักวิจัยต่อยอดชุดความรู้พลิกวิกฤตปุ๋ยแพง-ทั่วไทยลุยทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองลดนำเข้าแสนล้าน/ปี

บพท.ปลุกพลังนักวิจัยต่อยอดชุดความรู้พลิกวิกฤตปุ๋ยแพง

อีสาน-เหนือ-ใต้ลุยทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองลดนำเข้าแสนล้าน/ปี

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บพท #พลิกวิกฤตปุ๋ยแพง #ช่วยเกษตรกรทั่วไทย

บพท.รวมพลังคณาจารย์ นักวิจัย มหาลัยที่ได้ทุนทั่ว “อีสาน-เหนือ-ใต้” นำชุดความรู้ช่วยเกษตรกร หันทำปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ใช้เอง ลดพึ่งพานำเข้าปีละเกือบแสนล้าน พลิกวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทำ“ปุ๋ยราคาแพงและอาจขาดแคลน” สร้างโอกาสใหม่อนาคตภาคเกษตร ขานรับนโยบายรัฐบาลไทย


“ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา” ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า เป็นนิมิตรหมายที่ดี และน่ายินดีอย่างยิ่งเมื่อคณาจารย์ นักวิจัย ที่บพท.ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยกระตือรือร้นร่วมพัฒนาต่อยอดงานวิจัย ในช่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคการเกษตรของไทยได้รับผลกระทบหนักเรื่องปุ๋ยราคาแพงและอาจจะขาดแคลน ทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงได้นำเอาองค์ความรู้งานวิจัยไปรณรงค์ “ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุชีวมวล” ในพื้นที่ ทดแทนการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยเกษตรกรลดปัญหาเรื่องปุ๋ยรวมถึงสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ด้วย

โดยมีคาดหวังวิกฤตสงครามครั้งนี้ ได้พลิกวิกฤตสร้างโอกาสใหม่ที่ดีให้ภาคเกษตรไทยหันมาพึ่งพาตัวเอง  ลดการนำเข้าปุ๋ยปริมาณสูงถึงปีละ 5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าสูงปีละ 94,000 ล้านบาทลงได้ อนาคตจะเป็นประโยชน์คุณภาพชีวิตเกษตรกร ระบบเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโดยรวมของไทยทั้งประเทศ


ดร.นิสานาถ  แก้ววินัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ เปิดเผยว่า คณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) รวมพลังกันทำวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ พร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบเรื่อง “ปุ๋ยราคาแพงและอาจขาดแคลน” เพราะสงครามอ่าวเปอร์เชียในตะวันออกกลาง

ขณะนี้ บพท.กับสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) “รวพ.” ภายใต้กำกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต่างตระหนักดีถึงสงครามครั้งนี้มีผลกระทบกับเกษตรกรเรื่องการเพาะปลูกต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี ซึ่งมีความเสี่ยงจะต้องแบกรับ “ภาระค่าปุ๋ย” แพงขึ้น และ “เสี่ยงจะขาดแคลนปุ๋ย”  จึงได้ร่วมกันขยายผลองค์ความรู้งานวิจัยนำมาใช้ประโยชน์ “พัฒนาปุ๋ยชีวภาพ” จาก “วัสดุชีวมวลในพื้นที่” ส่งเสริมเกษตรกรทำปุ๋ยใช้เอง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ลดปัญหาปุ๋ยแพงและขาดแคลน

ล่าสุดมีเกษตรกรพื้นที่หลายกลุ่มลงมือทำแล้ว ได้แก่ กลุ่มยะวึก กลุ่มไทรงาม กลุ่มบุตาโสม กลุ่มบ้านศรีณรงค์ กลุ่มบ้านหัวนาคำ ด้วยการรณรงค์ถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีทำปุ๋ยใช้เองจากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ทำให้มีปุ๋ยใช้ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกเดือนพฤษภาคม นับจากวันพืชมงคล 2569 เป็นต้นไป


“ผศ.ดร.ชัญญรินทร์ สมพร”  รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กล่าวว่า คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง เตรียมรับมือปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน เพราะค่าปุ๋ยมีสัดส่วนสูงถึง 40-60% ของต้นทุนการผลิตทางการเกษตร

คณะวิจัยได้นำชุดความรู้จากงานวิจัยวิธีที่เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ได้เอง ไปถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายนำมูลวัว มูลหมู มูลไก่ ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป นำไปหมักกับน้ำเชื้อจุลินทรีย์ผสมกับแกลบ แล้วเกษตรกรยังทำน้ำเชื้อจุลินทรีย์เองได้ โดยนำเศษผักไปหมักช่วยให้พึ่งพาตัวเองเรื่องปุ๋ยได้มากขึ้น

“ผศ.ดร.กัมปนาท เภสัชชา” อาจารย์และนักวิจัยคณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า คณะนักวิจัยได้พัฒนาชุดความรู้จากงานวิจัยไปช่วลดภาระปัญหาปุ๋ยกับอาหารสัตว์ราคาแพง โดยได้คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ เลี้ยงโค เน้นใช้มันสำปะหลัง รำข้าว ที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้แทนวัตถุดิบลดพึ่งพาการนำเข้าควบคู่การรวบรวมมูลโคไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

“ผศ.ดร.ณรงค์ คชภัคดี” รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และอาจารย์สาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า นำงานวิจัยมาขยายผลทำปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกร นำใบกระถินไปหมักกับนมเปรี้ยว กากน้ำตาล จนได้ปุ๋ยชีวภาพที่มีสารอาหารและแร่ธาตุจำเป็นของพืชครบถ้วน ปุ๋ยสูตรนี้ใช้แล้วได้ผลทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วลายเสือ ลำใย และผัก

ทั้ง รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ ผศ.ดร.ณัฏฐากร  วรอัฐสิน และผศ.ดร.เอกนรินทร์  เรืองรักษ์  อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า คณาจารย์และนักวิจัยมหาลัยสงขลานครินทร์ มีชุดความรู้จากงานวิจัยทำปุ๋ยอินทรีย์หลายสูตรที่จะทดแทนพึ่งพาปุ๋ยเคมี

โดยเฉพาะการใช้ต้นปาล์มน้ำมันไปหมักกับมูลไก่ หรือนำมูลแพะไปหมักกับใบปาล์มน้ำมัน หรือนำเศษวัสดุจากทะเล อย่างเศษปลา แกนปลาหมึก เปลือกกุ้ง เปลือกหอย เปลือกปู ไปหมักร่วมกับน้ำต้มปลา และน้ำจุลินทรีย์ ทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีทดแทนปุ๋ยเคมี ลดความเดือดร้อนจากราคาแพงและขาดแคลนช่วงสงครามตอนนี้ได้



“ผศ.ดร.ปริศนา วงค์ล้อม” อาจารย์คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ได้เร่งรัดพัฒนาสารปรับปรุงดิน ช่วยเหลือเกษตรกรและตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยนำมูลค้างคาวจากถ้ำเขากลาง จ.พัทลุง มาใช้เป็นวัตถุดิบ เกิดเป็นปุ๋ยซึ่งมีปริมาณมากเป็นตัน  มูลค้างคาวมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พืชต้องการสูงมาก สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้อย่างดี

“ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี” คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ใช้ความรู้จากงานวิจัยอีกชุดหนึ่งช่วยเหลือเกษตรกรเช่นกัน โดยนำสาหร่ายหางกระรอก วัชพืชน้ำ ไปหมักกับมูลโคเป็นปุ๋ยหมักจากสาหร่ายหางกระรอก

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การบินไทย-LH Bankเปิดตัวเงินฝากสีเขียว500 ล้านร่วมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำก้าวสู่ ESG

การบินไทย- LH Bank เปิดตัวเงินฝากสีเขียว 500 ล้าน โดดร่วมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนำธุรกิจการบินสู่ ESG   การบินไทยลงนามกับ LH Bank เปิดตัว ...