ททท.อุดรธานีใส่เกียร์ลุยดันท่องเที่ยวไทยปี’69 กระหึ่มตลาดโลก
LISA Effectทะเลบัวแดงชุมชนโกยครึ่งล้าน/-รายได้อุดรผงาดที่ 3
ปี69ต่อยอดเที่ยว4เส้นทาง“พญานาค-ศาลปู่ย่า-ชุมชน-ผ้าโบราณ”
“ถ้ำนาคา”โมเดลสำรวจธรรมชาติวิถีท่องเที่ยวที่ยั่งยืนลดคาร์บอน
คิง เพาเวอร์ผนึกพันธมิตรขานรับโลกจัด"Pink Power&CharityDay"
FINAL CALLดีลดีที่คิงเพาเวอร์รางน้ำ&ภูเก็ตลด30%+เครดิตเงินคืน
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ชวนช้อปของหอมแบรนด์โลกลดรัว ๆ 30%
“LISA”นำเปิดหนังโฆษณาชุดใหม่บูม“เที่ยวเมืองไทย”Feel All 5ภาค
CEOกลุ่มบางจากใช้เวทีMIT-AITชี้“Energy Addition”วิถีพลังงานโลก
“คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง”ชวนลัดเลาะล่องกรุงเที่ยวฟิน 6 เส้นทาง
5 อาหารกินลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”ก่อนวัยอันควร
แนะอุตฯเที่ยวไทยปรับมือ3เสี่ยงภูมิศาสตร์/ศก.โลก-สภาพอากาศ
“สิงคโปร์แอร์”บินฤดูร้อน29 มี.ค-24ต.ค.69เพิ่มความถี่ 5 เส้นทาง
วันเสาร์ 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsaen
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1BV6wfM9dq/
❤️ ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดศักราชใหม่ 2569 เที่ยวอีสาน 3 จังหวัด “อุดรธานี-หนองคาย-บึงกาฬ” กระหึ่มไทย “ทะเลบัวแดง” หนองหาน ได้พลัง “Lisa Effect” ปลุกกระแสโด่งดังทั่วโลก เที่ยวได้จนถึง ก.พ.69 ดันเศรษฐกิจชุมชนมั่งคั่งมีรายได้เสาร์-อาทิตย์ ครั้งละครึ่งล้าน เดินหน้าต่อยอดผนวกขายการท่องเที่ยว 4เส้นทาง “สายมูบูชาพญานาค/วัดดัง-สายศรัทธาไหว้ศาลปู่ย่าปีใหม่ตรุษจีน-สายธรรมชาติเที่ยว 4ชุมชน-สายศิลปะชมผ้าพื้นเมืองโบราณ” และสายรักษ์โลก ชวนไปสำรวจ “ถ้ำนาคา” บึงกาฬ ททท.เร่งทุกจุดขายต่อยอดรายได้จากปี’68 ทำสถิติ 1.4 หมื่นล้านบาท ติดอันดับ 3 ของอีสาน ❤️
นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดเผยว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบทั้งอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ มีปัจจัยเชิงบวกสนับสนุนการท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้นรับศักราชใหม่ที่ดีรายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเติบโตคึกคัก จากไฮไลต์แหล่งท่องเที่ยวดังกระหึ่มระดับโลกอย่าง “ทะเลบัวแดง” อำเภอหนองหาน ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 15,000 ไร่ เริ่มบานกระจายในบางส่วนประมาณ 3,000 ไร่ มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 จากนั้น ททท.กับพันธมิตรได้เปิดเทศกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงเริ่มตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา และร่วมกับวิสาหกิจชุมชนปรับภูมิทัศน์ บริเวณท่าเรือ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย เป็นแรงส่งให้ช่วงมกราคม 2569 ดอกบัวบานเต็มที่สีสันสวยงามพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมากทุกสัปดาห์
โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการ “Amazing Thailand X LISA” สร้างพลัง “LISA Effect” สร้างการรับรู้มีกระแสดึงต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก อันดับ 1 ฝรั่งเศส อันดับ 2 เยอรมัน อันดับ 3 ญี่ปุ่น เปลี่ยนแปลงจากเดิมเคยเป็นจีน กับ สปป.ลาว ส่งผลดีอย่างชัดเจนกับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ จากสถิติช่วงเสาร์ที่ 24-25 มกราคม 2569 “เรือบริการนำเที่ยวทะเลบัวแดง” ต้องวิ่ง 400-500 เที่ยว/วัน เฉพาะ “รายได้” ที่ชาวบ้านทำอาชีพขับเรือได้รับช่วงวันเสาร์หรืออาทิตย์สูงถึง 400,000-500,000 บาท/วัน ยังไม่นับรวมในวัฏจักรการท่องเที่ยวกระจายสู่ ที่พัก อาหาร ร้านค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ต่อยอดความสำเร็จจากปี 2568 ขับเคลื่อนเต็มที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสร้างผลงานในทุกมิติครอบคลุม 3 ด้าน “จำนวนนักท่องเที่ยว-รายได้-อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OR :Occupacy Rate) ทำสถิติที่ดีในภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจำนวน “ผู้เยี่ยมเยือน” ติดอันดับ 2 ของภาคนี้ทำได้กว่า 5.1 ล้านคน-ครั้ง เป็นต่างชาติ “สร้างรายได้ 14,000 ล้านบาท อันดับ 3 สูงกว่าปีที่ผ่านมาทำไว้ 13,000 ล้านบาท
โดยได้รับอานิสงจากนักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน “สปป.ลาว” ด้วยระยะทางไม่ไกลจากเวียงจันทน์ บวกกับการเดินทางเข้าถึงกันง่ายสามารถใช้เที่ยวบินตรง เวียงจันทน์-อุดรธานี หรือรถไฟความเร็วสูง มาได้ถึงอุดรธานีได้ตลอด จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้เยี่ยมเยือนจาก สปป.ลาวมาพักผ่อน และใช้จ่ายเงินในอุดรธานี เติบโตมากขึ้นทุกปี
ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ปี 2569 หลังจากหมดฤดูท่องเที่ยวทะเลบัวแดงเดือนกุมภาพันธ์ นี้ ทาง ททท.อุดรธานี วางแผนใช้ศักยภาพในพื้นที่เพิ่มจุดขายการท่องเที่ยวมากขึ้น ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องจากผู้เยี่ยมเยือนทั้งชาวไทยและต่างชาติอีก 3 เส้นทาง ประกอบด้วย
🔶️● เส้นทางที่ 1 การท่องเที่ยวสายมูบูชาพญานาค และวัดสำคัญ โดยมีเชื่อมโยงการเดินทางตามรอยพญานาคได้ใน 3 จังหวัด อุดรธานี-หนองคาย-บึงกาฬ” ตัวอย่างล่าสุดมกราคมปีนี้ มีกลุ่มสตรีจากสมุทรปราการกว่า 800 คน มี 2 คณะใหญ่ คณะละ 400 คน ตั้งใจเดินทางมา “รำบวงสรวงพญานาค” ไหว้ขอพร ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของนักท่องเที่ยว ส่วนที่ จ.บึงกาฬ ได้จัดพิธีไหว้ “ศาลปู่อื้อลือ” บึงโขงหลง ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำมีคนมาร่วมจำนวนมาก จ.หนองคาย มี “หลวงพ่อพระใส” วัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง นักท่องเที่ยวเดินทางมากราบสักการะต่อเนื่อง ไฮไลต์คืองานประเพณี “สงกรานต์” เดือนเมษายน นี้ ทางวัดจะอัญเชิญหลวงพ่อพระใสองค์จำลองลงจากพระอุโบสถ ทำพิธีแห่รอบเมืองให้ประชาชนสรงน้ำและกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
🔶️● เส้นทางที่ 2 การท่องเที่ยวสายศรัทธา การท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ในอุดรธานีมีชุมชนคนไทยเชื้อสายจีน เชื้อสายเวียดนาม มี “ศาลเจ้าปู่-ย่า” ทุกปีช่วงเทศกาล “ตรุษจีน” จะจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ ต่อเนื่องตั้งแต่ “ปีใหม่” คนที่มีความเชื่อเรื่อง “ปีชง” จะเดินทางมากราบขอเสริมมงคล เสริมบารมี แก้ชง ด้วยฮวงจุ้ยซึ่งเชื่อกันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ด้านหน้าเป็นหนองน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขา ปี 2569 ยังมีความพิเศษ ได้สร้าง “มังกรเกล็ดขาว” ขึ้นด้านติดภูเขาด้วย เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ดึงดูดคน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ททท.อุดรธานีได้เชิญบริษัทท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมศาลเจ้าปู่-ย่า เพื่อจะได้ทำแพกเกจเสนอขายในตลาดทั้ง “การไหว้-การขอพร-เสริมบารมี” ต้อนรับตรุษจีนปี 2569
🔶️● เส้นทางที่ 3 การท่องเที่ยวชุมชน เป็นเสน่ห์ท้องถิ่นกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น
ชุมชนแรก “บ้านเชียง” อุดรธานี เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทยพรวน ททท.ร่วมมือกับศิลปินกลุ่มที่เรียกว่า “จุ้มบ้านเชียง” จัดเทศกาล Art and Crafe :ศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านต่อเนื่องมาแล้ว 2 ครั้ง สามารถเปลี่ยนแนวคิดนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่าง งานศิลปะชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยนำมาต่อยอดเป็นศิลปะร่วมสมัย มีกระแสตอบรับดี ดังนั้นในเดือนกันยายน 2569 เตรียมปักหมุดรอมาเที่ยวงาน “จุ้มบ้านเชียง อาร์ต แอนด์ คราฟท์” ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ทางการท่องเที่ยวเข้าไปด้วย
ชุมชนที่สอง “บ้านปะโค” ริมแม่น้ำโขง ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย มี “วังบัวแดง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอีกแห่ง
ชุมชนที่สาม “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” ตั้งอยู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ก่อตั้งโดยคุณ “ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ” ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดัง ได้แปลงโฉมบ้านไม้เก่าอายุกว่า 70 ปี ทำพิพิธภัณฑ์ทำชุมชนให้มีชีวิต ดึงคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศิลปะสีสันสวยงาม ภายใต้แนวคิด "Local สู่เลอค่า" จัดแสดงวิถีชีวิตชาวอีสาน ผสมผสานศิลปะร่วมสมัย มมีรางวัล Gourmand World Awards การันตี
ชุมชนที่ 4 “วิสาหกิจชุมชนนาคกี้” อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ได้สร้างประติมากรรมพญานาคน้อยและกระปุกออมสิน ทาง “พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม” รองเจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม ตำบลศรีวิไล เป็นผู้ออกแบบซอฟท์ เพาเวอร์ ด้วยแนวคิดร่วมสมัยพัฒนาชุมชน ส่งเสริมให้เด็กรักการออม สร้างรายได้เข้าสู่วิสาหกิจชุมชนวัดนาคกี้แห่งนี้
นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังวัดนาคกี้ จะได้ทำกิจกรรมร่วมทำซีเอสอาร์ ด้วยการวาดระบายสีผนังวัด แล้วก็บริจาคเงิน เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาเณรวัดนี้ด้วยเช่นกัน
🔶️● เส้นทางที่ 4 การท่องเที่ยวผ้าพื้นเมืองอีสาน “ผ้าโบราณบ้านโนนกรอก” ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีชื่อเสียงการย้อมสีผ้าพื้นเมืองด้วยสีธรรมชาติ “ดอกบัวแดง” เป็นสีธรรมชาติ เนื้อผ้านุ่ม ทอลายลายขิตงดงาม และการเลือกใช้สีจากบัวแดงตอบโจทย์อัตลักษณ์จังหวัดอุดรธานีอย่างแท้จริง
ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ททท.อุดรธานี ได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานเกี่ยวข้อง ตื่นตัวการนำเสนอ “การท่องเที่ยวถ้ำนาคา” ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ เป็นเส้นทางธรรมชาติระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเส้นทางการท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนหันมามีส่วนร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพด้วย
การท่องเที่ยวถ้ำนาคา ททท.ขอชื่นชมทางอุทยานแห่งชาติได้จัดระเบียบการท่องเที่ยวที่ดีมาก จะไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปเองตามลำพัง ทุกครั้งจะมี “มัคคุเทศก์” นำทางนักท่องเที่ยวทุกคนขึ้นไป คอยอำนวยความสะดวก อธิบายความสำคัญแต่ละจุด โดยจะกำหนดจุดแวะพักระหว่างทาง เพิ่มความสนุกสนานตลอดเส้นทาง แล้วภายในถ้ำมีประติมากรรมธรรมชาติของหินให้ได้จินตนาการ อย่าง หินคล้ายรูปหัวพญานาค เกร็ดงู หรือรูปลักษณ์ต่าง ๆ
ผอ.กนกวรรณ กล่าวทิ้งทายว่า “อุดรธานี” ได้เปิด “ทะเลบัวแดง” ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ได้มาเยือนตลอดฤดูตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางอุณหภูมิของอากาศหน้าหนาวเย็นสบาย มีที่พักได้มาตรฐาน พร้อมอาหารถิ่นอร่อย ๆ ให้เลือกมากมาย แล้วยังเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยัง วัดป่าภูก้อน หรือ “วัดป่านาคำน้อย” ตอนนี้กำลังสร้างเจดีย์เปิดให้ร่วมบุญได้ หรือจะเที่ยวงานตรุษจีน เสริมบารมี และสักการะศาลหลักเมือง ท้าวเวศสุวรรณ ในเขตอำเภอเมือง เที่ยวอุดรธานีได้ครบสมปรารถนาทุกอย่าง
❤️ ฟังข่าวต้นชั่วโมง ❤️
🎀 ข่าวที่ 1-“คิง เพาเวอร์”ผนึกพันธมิตรขานรับโลกจัด"Pink Power&CharityDay"
คิง เพาเวอร์ จัดงาน “Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope” ภายใต้แนวคิด “Think Global, Act Local” เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ VS Square คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยร่วมกับ The Moodie Davitt Report สื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมค้าปลีกเพื่อการเดินทาง (Travel Retail) และการบิน ผู้ริเริ่มแคมเปญระดมทุนระดับโลก #KickCancerThon และศูนย์เต้านมถันยรักษ์ รวมถึงมูลนิธิ ถันยรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี ร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และระดมทุนสนับสนุนการป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นภัยสุขภาพอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย
กิจกรรมร่วมแสดงพลังอุตสาหกรรม Travel Retail โลก ในวาระสำคัญเพื่อเปลี่ยนวิกฤตความเจ็บป่วยให้เป็นพลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดย คิง เพาเวอร์ มุ่งเน้นสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Early Detection) ให้บุคลากร ควบคู่สนับสนุนพันธกิจมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางมาตรฐานสากลด้านการตรวจวินิจฉัยเต้านมและงานวิจัยทางการแพทย์ของไทย
ไฮไลต์ภายในงานคือ “Health Forum และ Health Talk” ซึ่งได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เนื้อหาครอบคลุมมิติด้านการป้องกัน การดูแลรักษา และเรื่องสำคัญอย่าง การเข้าถึงระบบการรักษา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้แก่ผู้ร่วมงาน ตลอดจนโซนกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยั่งยืน
“อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า คิง เพาเวอร์ เชื่อในพลังขององค์กรไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของพนักงานทุกมิติ เมื่อบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะเป็นรากฐานให้องค์กรยั่งยืน งาน Pink Power & Charity Day จึงเป็นตัวอย่างการเชื่อมโยงนโยบายดูแลพนักงาน เชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
“นายแพทย์เฉลิมเดช กรรณวัฒน์” รังสีแพทย์ ประจำศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1 ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสุขภาพผู้หญิงไทย การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ควบคู่การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจ จึงเป็นกุญแจสำคัญใลดความสูญเสียจากโรคนี้ได้
งาน Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope ที่คิง เพาเวอร์ ร่วมทำเป็นกิจกรรมสะท้อนภารกิจสำคัญเรื่องความมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตบุคลากรควบคู่สังคม เป็นแรงขับเคลื่อนสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและสากลอย่างเป็นรูปธรรม
🎀 ข่าวที่ 2 - FINAL CALLดีลดีที่คิงเพาเวอร์รางน้ำ&ภูเก็ตลด30%+เครดิตเงินคืน
คิง เพาเวอร์ จัดมหกรรม “Final Call” ดีลดีปีใหม่วันสุดท้าย 31 มกราคม 2ถ79 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และภูเก็ต ช้อป บิวตี้ไอเทม น้ำหอม และเครื่องสำอาง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ + สมาชิก POWER PASS ลด ON-TOP 5%
● ช้อปแฟชั่น นาฬิกา และเครื่องประดับ (เฉพาะแบรนด์และสินค้าที่ร่วมรายการ) รับฟรีทันที! 3,000 บาท เมื่อช้อปครบ 20,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ
สินค้าแผนกแฟชั่น เครื่องประดับ และแว่นตา จำกัดการซื้อสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท/ใบเสร็จ (รับสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท) สินค้าแผนกนาฬิกา จำกัดการซื้อสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/ใบเสร็จ (รับสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)
● ช้อปผ่านบัตรเครดิต ที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% 1– 31 ม.ค. 2569
🎀 ข่าวที่ 3-คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ชวนช้อปของหอมแบรนด์โลกลดรัว ๆ 30%
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ จัดเต็ม วันนี้ 31 มกราคม 2569 ช้อปด่วน “EVERYDAY SCENT ESSENTIALS – หอมได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ” ต้องไอเทมจากแบรนด์ CHLOÉ , BURBERRY , BVLGARI , ELIZABETH ARDEN, GUERLAIN , LANCOME, DAVIDOFF, GIORGIO ARMANI, JEAN PAUL GAULTIER, PRADA, DIPTYQUE, MAISON MARGIELA และอื่นๆอีกมากมาย เข้าไปส่องไอเทมเด็ดก่อนใคร พร้อมรับดีลพิเศษได้ง่ายๆได้เลย กดช้อปและรับของที่สนามบิน
● ลดสูงสุด 30% ช้อปไม่มีขั่นต่ำ” โดยกดรับรหัส NEWJAN26
● พิเศษ! สมาชิกคิง เพาเวอร์ ออนไลน์ บัตร POWER PASS ลดเพิ่มทันที 5% กดรหัสส่วนลด PWPJAN26
มาร่วมฉลองทุกความสำเร็จด้วยที่สุดแห่งการช้อป รวมแบรนด์ระดับโลก ดีลพิเศษ ด้วยประสบการณ์เหนือระดับที่คุณคู่ควร ช้อปดิวตี้ ฟรี ออนไลน์ เท่านั้น สตาร์ทความคุ้ม แข่งกันช้อป แข่งกันลุ้น ดีลแรงมาไว ของโดนใจต้องรีบคว้า พร้อมรอรับของที่สนามบินขาออกประเทศ
เลือกช้อปสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการ พร้อมดูตามเงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้
🎀 ข่าวที่ 4-“LISA”เปิดหนังโฆษณาชุดใหม่บูม“เที่ยวเมืองไทย”Feel All 5ภาค
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เดินหน้าเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก”
โดย “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล”นักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ไทยมีชื่อเสียงระดับโลกมาถ่ายทอดเรื่องราวชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและค้นหากับหลากความรู้สึกจากการเที่ยวเมืองไทยทั้งความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่น ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) ที่ทรงคุณค่าและสร้างประสบการณ์อันประทับใจไม่รู้ลืม ครอบคลุมทั้งประเทศ 5 ภูมิภาค
ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้ “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador มาร่วมนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและความรู้สึกที่ได้รับเมื่อมาเยือนประเทศไทยทุกครั้ง แคมเปญนี้ตั้งเป้าหมาย “ยกระดับคุณภาพ” กระจายเงินรายได้กับจำนวนนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ ชวนคนไทยร่วมเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่น่าจดจำ
“Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เป็นภาพยนตร์ผลงานการสร้างสรรค์ที่ ททท. มุ่งถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยว Unseen รอนักท่องเที่ยวเข้ามาค้นหาประสบการณ์ด้วยตนเองในไทย เริ่มต้นเรื่องราวจากแรงบันดาลใจหยิบยกมุมมองถึงความต้องการของนัก่องเที่ยวพากันแสวงหาความรู้สึกต่าง ๆ เติมเต็มอารมณ์และจิตใจ จะทำให้กลับมามีชีวิตชีวา หรือ Feel Alive อีกครั้ง
ททท.มั่นใจประเทศไทยสามารถให้คำตอบและสร้างสีสันชีวิตให้นักท่องเที่ยวได้ ด้วยดินแดนแห่งความหลากหลาย สีสัน และพลังชีวิต พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้มาเยือนตั้งแต่ ความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่นจากรอยยิ้มและการต้อนรับ ความลึกลับที่น่าค้นหาจากสถานที่ใหม่ ๆ และความตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ Unseen ต่อจากนี้ไปทุกพื้นที่และทุกการเดินทางไทยพร้อมส่งมอบ “ความรู้สึก”การท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
“ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” ได้มาร่วมเชิญชวนพาทุกคนไปไปสัมผัส “ความรู้สึกในเมืองไทย” เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ “ลิซ่า” จะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ได้รับตลอดช่วงเวลาพักผ่อนและเติมเต็มพลังอยู่ในเมืองไทย ผ่านทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกจังหวะความงามของประเทศซึ่งไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือน
ผลงานชุดนี้มีดาราและนักแสดงชื่อดังร่วมเดินทางด้วยอย่าง วิน - เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กลัฟ - คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และบลู - พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ โดยได้ถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกัน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของเมืองไทย
“การเดินทาง” ค้นหาความพิเศษเริ่มต้นจาก “พิธีจุดผางประทีป” วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ความตระการตาเหนือจริงวิว “เจดีย์ลอยฟ้า” จังหวัดลำปาง ตื่นตากับทะเลหมอก “ภูลังกา” จังหวัดพะเยา ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวภาคอื่น ๆ ที่ได้สื่ออารมณ์เข้าถึงทุกภาคของไทย ล้วนมีสิ่งน่าค้นหา อย่าง “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” สัมผัสความสวยงามกับแสงแรกยามเช้าในกรุงเทพมหานคร “ทะเลบัวแดง” จังหวัดอุดรธานี หรือเสียงสายน้ำ “น้ำตกทีลอซู” จังหวัดตาก
ขณะที่แคมเปญ “Feel All The Feelings” มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวกระจายตัวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังเมืองรองน่าเที่ยว เพิ่มการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ “Value over Volume – ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างคุณค่าให้การเดินทาง”
รับชมภาพยนตร์โฆษณา “Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ผ่านช่องทางต่างๆ ของ Amazing Thailand
🎀 ข่าวที่ 5- CEOบางจากใช้เวทีMIT-AITชี้“Energy Addition”วิถีพลังงานโลก
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้รับเชิญร่วมเสวนาพิเศษ “Accelerating Energy Transition and Climate Action in Asia: Evidence-Based Policymaking, Strategic Foresight, and Energy-Climate Modeling” ในงาน Future of Energy Workshop จัดโดย MIT Management ASEAN Office ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ซึ่งได้นำเสนอถึงเรื่อง ระบบพลังงานโลกไม่ได้ทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงแบบตัดขาด หากดำเนินตามวิถีของ Energy Addition มาตลอด ตั้งแต่ชีวมวล ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จนถึงพลังงานหมุนเวียน เสริมเข้ามาต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม
ในส่วนของ “พลังงานหมุนเวียน” มีความสำคัญกับการลดความเข้มข้นของคาร์บอน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านความไม่สม่ำเสมอ รวมถึงแหล่งผลิตพลังงาน และพื้นที่ความต้องการใช้มักไม่อยู่ในที่เดียวกันหรือเวลาเดียวกัน ระบบพลังงานดังกล่าวจึงต้องพิจารณาทั้งแหล่งที่มา การขนส่ง การกักเก็บ โครงสร้างพื้นฐาน และความหนาแน่นของพลังงาน เป็นเหตุผลที่ทำให้ในระยะสั้นไม่สามารถนำพลังงานบางรูปแบบมาทดแทนกันได้โดยตรง
ปัจจุบัน โลกใช้น้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรล/วัน สะท้อนเรื่อง “วิถีพลังงานของโลก” ยังต้องอาศัยฐานพลังงานเดิมควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ต้องใช้เวลาขยายผล ดังนั้นการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่ยุติการใช้หรือกำจัดไฮโดรคาร์บอนทันที แต่คือการจัดการและลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี กลไกทางเศรษฐศาสตร์ หากเปรียบเทียบกับโควิด-19 เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการกำจัดคนไข้ แต่กำจัดไวรัสที่เป็นปัญหา
นายชัยวัฒน์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกลไกตลาดคาร์บอนในการเชื่อมระบบพลังงานเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ สิ่งสำคัญคือมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองที่เข้มแข็ง โปร่งใส และยอมรับได้ในระดับสากล เชื่อมโยงเข้ากับตลาดโลก การผลักดันมาตรฐานดังกล่าวผ่าน Carbon Markets Club สะท้อนความตั้งใจ
ยกระดับตลาดคาร์บอนให้มีคุณภาพและเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนการออกแบบกลไกคาร์บอนจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทการพัฒนาและการเข้าถึงพลังงาน ทั้งโลกไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกัน
สำหรับงาน Future of Energy Workshop ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงานและนโยบายระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Prof. Yeh Shin-cheng อดีตรัฐมนตรี สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) Prof. Shobhakar Dhakal, IPCC Coordinating Lead และ Dr. Naveed Anwar, CEO, CSI Bangkok ดำเนินการเสวนาโดย Prof. Pai-Chi Li, President, AIT
ขณะที่ “นางกลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. บางจากฯ ก็ได้ร่วมเสวนาเมื่อ 27 มกราคม 2569 หัวข้อ “Game Changers for Energy Transition and Resilience” ในงาน Powering Southeast Asia Through 2050 ของ MIT Management Office ได้แลกเปลี่ยนมุมมองประเด็นต่าง ๆ เช่น “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมดได้ เนื่องจากแต่ละประเทศมีบริบทด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมที่แตกต่างกัน อีกทั้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคไฟฟ้า
ได้ยกตัวอย่างการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งมีบทบาทสำคัญลดคาร์บอนภาคการบิน ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ควบคู่กับกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการกำหนดสัดส่วนผสม (mandate) ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนและทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้จริง
นางกลอยตาย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่สามารถรอเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบได้ แต่ต้องอาศัยการลงมือทำ ควบคู่กับการเรียนรู้และการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายต่าง ๆ เช่น Carbon Markets Club แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน จึงจะสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
❤️ ช่วงที่ 2 วันนี้จะมาชวนเที่ยวในกรุงกับโครงการ “ลัดเลาะ ล่องกรุง :คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง” ช่วงที่มีงาน Bangkok Design Week 2026 ททท. กทม. และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดมุมใหม่ให้เที่ยวสโลว์ไลฟ์สบาย ๆ 6 เส้นทาง “ศาลพระเจ้าตากสิน-ตอกบ้านพานถม-คลองโอ่งอ่าง-ตรอกอาม่า-พลับพลาชัย-ย่านจักรวรรดิ” แล้วฟัง “5อาหาร “กินป้องกันเส้นเลือดสมองตีบแตกก่อนวัยอันควร พร้อมด้วยข่าวฮ็อต ข่าวแรก “ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ชี้เป้าท่องเที่ยวปรับวิธีบริหารรับมือ 3 ความเสี่ยง “ภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลก-สภาพอากาศ” ❤️
🎀 ท่องเที่ยว –“คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง”ชวนลัดเลาะล่องกรุงเที่ยว 6 เส้นทาง
ชวนไป “ลัดเลาะ ล่องกรุง” คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย ททท.ร่วมกับภาคีเครือข่ายพันธมิตร ชูอัตลักษณ์ วิถีคลองเมืองเก่า สู่ย่านสร้างสรรค์ระดับโลก ในเทศกาลงาน “ออกแบบกรุงเทพ 2569 : Bangkok Design Week 2026" โดยมี กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวรวม 6 เส้นทาง มุ่งรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพสองฝั่งคลองบางลำพู ซึมซับบรรยากาศเกาะรัตนโกสินทร์ เติมความรู้เรื่องความสำคัญจากอดีตสู่ปัจจุบันของคูคลอง สะพาน ป้อมปราการของพระนคร
รวมทั้งสามารถเดินเที่ยว “ย่านบางลำพู – บ้านพานถม” เรียนรู้วิถีชุมชนและย่านการค้าบางลำพูที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ เช่น งานปัก งานทำทองคำเปลว งานเครื่องถม และอื่น ๆ ต่อเนื่องไปถึงอีกหลากหลายแห่งคือ คลองโอ่งอ่าง-จักรวรรดิ ย่านพหุวัฒนธรรมเปี่ยมด้วยเสน่ห์ และย่านเก่าแก่แหล่งค้าสมุนไพรไทย-จีน
ททท.ได้จัดรอบเรือและกิจกรรมไว้บริการนำเที่ยวเส้นทาง “ลัดเลาะ ล่องกรุง” คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง ตลอดงาน Bangkok Design Week 2026 ระหว่าง 29 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวติดตาม “รอบเรือบริการ” ได้ทาง http://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program
● 3 ไฮไลต์เส้นทางปฐมฤกษ์ :
1.เริ่มต้น ที่พิพิธบางลำพู : เรียนรู้ประวัติศาสตร์ย่านการค้าเก่าแก่ของพระนคร เริ่มออกเดินทาง
2.ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ : ล่องเรือแท็กซี่ไฟฟ้าชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง เข้าสู่ย่านบ้านพานถมเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนสองฝั่งคลอง
3.เส้นทางเดินเท้าสร้างสรรค์ : เชื่อมต่อจากท่าเรือ SCG ลัดเลาะชมบรรยากาศริมคลอง สู่ย่านคลองโอ่งอ่าง-จักรวรรดิ ย่านพหุวัฒนธรรมเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังเรื่องราวเก่าแก่แหล่งค้าส่งสมุนไพรไทย-จีน
● 6 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ :
⛳️ จุดที่ 1 “ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน” แห่งเดียวในฝั่งพระนคร สร้างขึ้นจากความศรัทธาของผู้คนในย่านบางลำพู บรรยากาศสงบ เรียบง่าย ผู้คนแวะมาสักการะขอพรด้านความสำเร็จ และความก้าวหน้า
⛳️ จุดที่ 2 “ตอกบ้านพานถม” เป็นอีกมุมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนเก่าแก่เขตพระนครเชื่อมโยงผู้คนกับประวัติศาสตร์ไทยในย่านเมืองเก่า มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งช่างฝีมือทำเครื่องเงินดุลลาย” อันประณีต ทั้งพาน ขัน ภาชนะเงินหลายรูปแบบ มีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ปัจจุบันมีช่างสืบทองงานเหลือเพียงไม่กี่ครอบครัว ทุกวันนี้ตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้มีบ้านเรือนเก่าและวิถีชีวิตเรียบง่ายเป็นเสน่ห์ของชุมชนริมคลองบางลำพู เหมาะเดินเที่ยวชมบรรยากาศเมืองเก่าท่ามกลางกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของพระนคร
⛳️ จุดที่ 3 คลองโอ่งอ่าง แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางเมือง พร้อมถนนคนเดินริมคลอง ศิลปะสตรีทอาร์ต ร้านอาหาร บรรยากาศชิล ๆ เหมาะเดินเล่น ถ่ายภาพ สัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตสองฝั่งคลองผสมผสานกลิ่นอายอดีตเข้ากับความร่วมสมัยของกรุงเทพฯ
⛳️ จุดที่ 4 ตรอกอาม่า ตกแต่งด้วยโคมจีนและบรรยากาศชุมชนดั้งเดิม ท่ามกลางร้านค้ารายย่อย ของกินพื้นถิ่น ที่พักโดดเด่น “AMA Hostel” โฮสเทลบ้านจีนโบราณอายุกว่า 200 ปี เป็นจุดเช็คอินของคนรักประวัติศาสตร์และผู้ชื่นชอบสัมผัสวัฒนธรรมจีนกรุงเทพฯ แบบใกล้ชิดชุมชน
⛳️ จุดที่ 5 พลับพลาที่ประทับรับเสด็จรัชกาลที่ 5 วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร (เดิมชื่อวัดเชิงเลน) เป็นพลับพลาไม้สองชั้น ประดับลายแกะฉลุแบบเรือนขนมปังขิง (Gingerbread Style) เคยใช้เมื่อครั้งเสด็จถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค
ปัจจุบันย้ายเข้ามาในวัดและได้บูรณะยกพื้นเป็นอาคาร 3 ชั้น “ชั้นบนสุด” คือ พลับพลาเดิมที่เก็บวัตถุโบราณ เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ “ชั้น 2” เป็นห้องสมุดและพื้นที่จัดแสดง ตู้พระธรรมและตาลปัตรเก่าที่มีลวดลายสวยงาม “ชั้นล่าง” เป็นพื้นที่ถวายสังฆทานและร้านกาแฟ หอมปรุง บาย ใบห่อ คาเฟ่สมุนไพร ซ่อนตัวอยู่ในอาคารโบราณ
⛳️ จุดที่ 6 ย่านจักรวรรดิ ใกล้คลองโอ่งอ่าง ผสานเรื่องราวภูมิปัญญาสมุนไพรไทยผ่านเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมเวิร์กช็อป เปิดให้นักท่องเที่ยวให้เรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่าง ยาดม พิมเสนน้ำ และชาสมุนไพร ด้วยตัวเอง
🎀 สุขภาพ –5อาหารลดเสี่ยง“เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”ก่อนวัยอันควร
1.ปลา : เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ มีปริมาณไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ แนะนำให้กินปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือปลาที่หารับประทานได้ง่ายในไทย เช่น ปลาจะละเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาสวาย ปลาทู ปลาสลิด ปลาตะเพียน
2.โปรตีนจากพืช ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย
3.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : ควรหันมาเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีกากใยอาหารและคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี ผลไม้ไม่หวานจัด หลีกเลี่ยงบริโภคกลุ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาว อาหารที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง น้ำผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลล้วนๆ ไม่มีกากใย
4.ไขมันดี เลือกกิน เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดชา หลีกเลี่ยงกินอาหารมีไขมันอิ่มตัว จากสัตว์และพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ
5.อาหารจากธรรมชาติ -ควรเลือกบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งหลายขั้นตอน เช่น เลือกเนื้อสัตว์สด ๆ มาปรุงอาหารมากกว่ารับประทานไส้กรอก แฮม จะได้สารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่าแล้ว ในอาหารแปรรูปยังมีปริมาณโซเดียมมาก เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือด โรคไต และความดันโลหิตสูงได้
และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30 นาที - 1 ชั่วโมง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย จึงจะได้มาซึ่งสุขภาพดีไร้โรค และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้จริง
❤️ ฟังข่าวท้ายชั่วโมง ❤️
🎀 ข่าวแรก –แนะอุตฯเที่ยวไทยปรับมือ3ความเสี่ยงภูมิศาสตร์/ศก.โลก-สภาพอากาศ
ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวถึงหลักการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินกิจการการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการชาวเอเชียภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก ในงาน Thailand Tourism & MICE Next 2026 ของสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ร่วมกับพันธมิตร เปิดเวทีการจับคู่เจรจาธุรกิจการท่องเที่ยวและ MICE เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้สนใจจาก 25 ประเทศเข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน จึงได้นำเสนอให้เน้นการบริหารที่จะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยง 3 เรื่อง ดังนี้
1.ความมั่นคงและความตึงเครียดของภูมิศาสตร์และการเมือง
2.เศรษฐกิจโลกที่ผู้คนระมัดระว้งการใช้จ่ายมากขึ้น
3.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น
ดร.วีระศักดิ์ชี้ชวนให้ “ผู้ประกอบการท่องเที่ยว” หันมาใส่ใจเรื่องการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็ว แม่นยำ ยืนยันได้จริงเพื่อสร้าง "trust" ให้ลูกค้า เชื่อมั่นถึงธุรกิจของพวกเราจะได้รับการดูแลจากมืออาชีพ มีการใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนไปของข้อมูล อย่างการใช้AI ช่วยในการวิเคราะห์ประเมิน เปรียบทียบและตอบสนอง และการพัฒนาไปสู่ตลาดกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Niche) เช่น ผู้สูงอายุ นักผจญภัย สุขภาพ นักธุรกิจที่มองหาโอกาสใหม่ ๆ ตลาดการหวนคืนสู่ความสงบและการรักษาใจ และครอบครัวที่กำลังหนีร้อนไปหา Coolcation พื้นที่ที่ยังพอมีลมเย็นให้ผ่อนคลายจากไอแดดที่ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้ “เอเชีย” หันมาใส่ใจกับการส่งมอบ “ประสบการณ์และความมีอัตลักษณ์” ของเอเชียให้ลูกค้า มากกว่าจะทำเพียงการตลาดเพื่อหวังนับจำนวนผู้มาเยือนให้มีปริมาณมาก ๆ อย่างที่คุ้นเคยกันอยู่ จนนำไปสู่ความเสี่ยงและความไม่น่าประทับใจ แถมยังเพิ่มภาระทำให้ท้องถิ่นของตนเองยิ่งไม่ยั่งยืนด้วย
🎀 ข่าวที่สอง –“สิงคโปร์แอร์”บินฤดูร้อน29 มี.ค-24ต.ค.69เพิ่มความถี่5เส้นทาง
“สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” (SIA) ประกาศจะปรับความถี่เที่ยวบินและเพิ่มขีดความสามารถบางเส้นทางบินทั่วโลก เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีความต้องการเดินทางช่วง “ฤดูร้อน” แถบซีกโลกเหนือประจำปี 2569 เริ่มวันที่ 29 มีนาคม-24 ตุลาคม 2569 ไฮไลต์หลัก ๆ 5 เส้นทาง ดังนี้
● เส้นทางที่ 1 สิงคโปร์-กรุงเทพฯ เริ่ม 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มความถี่เที่ยวบินอีก 1 เที่ยว/วัน จะทำให้มีบริการมายังไทยรวมทั้งหมดเป็น 7 เที่ยว/วัน
● เส้นทางที่ 2 สิงคโปร์-ย่างกุ้ง เมียนมา เริ่ม 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 10 เที่ยว/สัปดาห์ จากปัจจุบัน 7 เที่ยว/สัปดาห์
● เส้นทางที่ 3 สิงคโปร์-สุราบายา อินโดนีเซีย เริ่ม 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 21 เที่ยว/สัปดาห์ จากปัจจุบัน19 เที่ยว/สัปดาห์
● เส้นทางที่ 4 สิงคโปร์-โคลอมโบ ศรีลังกา ระหว่าง 29 มีนาคม-30 เมษายน จะให้บริการ 10 เที่ยว/สัปดาห์ ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 2 เที่ยว/วัน หรือ 14 เที่ยว/สัปดาห์ จาก 10 เที่ยว/สัปดาห์
● เส้นทางที่ 5 สิงคโปร์-ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะนำเครื่องบินแอร์บัสซูเปอร์จัมโบ้ A380 มาบริการเป็นครั้งแรกตลอดตารางบินฤดูร้อนซีกโลกเหนือ เพื่อเพิ่มที่นั่งชั้นพรีเมี่ยมที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
“Mr Dai Haoyu” รองประธานอาวุโสฝ่ายวางแผนการตลาด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส กล่าวว่า สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้ทบทวนเครือข่ายเส้นทางบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันไป แล้วการปรับเปลี่ยนความถี่ในแต่ละเส้นทางบิน จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งได้ยกระดับการเชื่อมต่อเครือข่ายการบินในทุกตลาด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความต้องการการเดินทางสูง จึงหวังจะได้ต้อนรับลูกค้าบนเที่ยวบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์สพร้อมอบบริการระดับโลกให้ผู้โดยสารทุกคนประทับใจทุกทริปการเดินทาง
❤️ ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.❤️


























