วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

ททท.อุดรธานีเปิดแผนปี69 ทะเลบัวแดงกระหึ่มโลก ต่อยอด4เส้นทาง ดันรายได้อุดรขึ้นอันดับ3

 


ททท.อุดรธานีใส่เกียร์ลุยดันท่องเที่ยวไทยปี’69 กระหึ่มตลาดโลก
LISA Effectทะเลบัวแดงชุมชนโกยครึ่งล้าน/-รายได้อุดรผงาดที่ 3
ปี69ต่อยอดเที่ยว4เส้นทาง“พญานาค-ศาลปู่ย่า-ชุมชน-ผ้าโบราณ”
“ถ้ำนาคา”โมเดลสำรวจธรรมชาติวิถีท่องเที่ยวที่ยั่งยืนลดคาร์บอน
คิง เพาเวอร์ผนึกพันธมิตรขานรับโลกจัด"Pink Power&CharityDay"
FINAL CALLดีลดีที่คิงเพาเวอร์รางน้ำ&ภูเก็ตลด30%+เครดิตเงินคืน
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ชวนช้อปของหอมแบรนด์โลกลดรัว ๆ 30%
“LISA”นำเปิดหนังโฆษณาชุดใหม่บูม“เที่ยวเมืองไทย”Feel All 5ภาค
CEOกลุ่มบางจากใช้เวทีMIT-AITชี้“Energy Addition”วิถีพลังงานโลก
“คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง”ชวนลัดเลาะล่องกรุงเที่ยวฟิน 6 เส้นทาง
5 อาหารกินลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”ก่อนวัยอันควร
แนะอุตฯเที่ยวไทยปรับมือ3เสี่ยงภูมิศาสตร์/ศก.โลก-สภาพอากาศ
“สิงคโปร์แอร์”บินฤดูร้อน29 มี.ค-24ต.ค.69เพิ่มความถี่ 5 เส้นทาง

วันเสาร์ 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsaen 

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1BV6wfM9dq/

❤️ ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดศักราชใหม่ 2569 เที่ยวอีสาน 3 จังหวัด “อุดรธานี-หนองคาย-บึงกาฬ” กระหึ่มไทย “ทะเลบัวแดง” หนองหาน ได้พลัง “Lisa Effect” ปลุกกระแสโด่งดังทั่วโลก เที่ยวได้จนถึง ก.พ.69 ดันเศรษฐกิจชุมชนมั่งคั่งมีรายได้เสาร์-อาทิตย์ ครั้งละครึ่งล้าน เดินหน้าต่อยอดผนวกขายการท่องเที่ยว 4เส้นทาง “สายมูบูชาพญานาค/วัดดัง-สายศรัทธาไหว้ศาลปู่ย่าปีใหม่ตรุษจีน-สายธรรมชาติเที่ยว 4ชุมชน-สายศิลปะชมผ้าพื้นเมืองโบราณ” และสายรักษ์โลก ชวนไปสำรวจ “ถ้ำนาคา” บึงกาฬ ททท.เร่งทุกจุดขายต่อยอดรายได้จากปี’68 ทำสถิติ 1.4 หมื่นล้านบาท ติดอันดับ 3 ของอีสาน ❤️



นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี  เปิดเผยว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบทั้งอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ มีปัจจัยเชิงบวกสนับสนุนการท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้นรับศักราชใหม่ที่ดีรายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเติบโตคึกคัก จากไฮไลต์แหล่งท่องเที่ยวดังกระหึ่มระดับโลกอย่าง “ทะเลบัวแดง” อำเภอหนองหาน ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 15,000 ไร่ เริ่มบานกระจายในบางส่วนประมาณ 3,000 ไร่ มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 จากนั้น ททท.กับพันธมิตรได้เปิดเทศกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงเริ่มตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา และร่วมกับวิสาหกิจชุมชนปรับภูมิทัศน์ บริเวณท่าเรือ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย เป็นแรงส่งให้ช่วงมกราคม 2569 ดอกบัวบานเต็มที่สีสันสวยงามพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมากทุกสัปดาห์

โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการ “Amazing Thailand X LISA” สร้างพลัง “LISA Effect” สร้างการรับรู้มีกระแสดึงต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก อันดับ 1 ฝรั่งเศส อันดับ 2 เยอรมัน อันดับ 3 ญี่ปุ่น เปลี่ยนแปลงจากเดิมเคยเป็นจีน กับ สปป.ลาว ส่งผลดีอย่างชัดเจนกับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ จากสถิติช่วงเสาร์ที่ 24-25 มกราคม 2569 “เรือบริการนำเที่ยวทะเลบัวแดง” ต้องวิ่ง 400-500 เที่ยว/วัน เฉพาะ “รายได้” ที่ชาวบ้านทำอาชีพขับเรือได้รับช่วงวันเสาร์หรืออาทิตย์สูงถึง 400,000-500,000 บาท/วัน ยังไม่นับรวมในวัฏจักรการท่องเที่ยวกระจายสู่ ที่พัก อาหาร ร้านค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ต่อยอดความสำเร็จจากปี 2568 ขับเคลื่อนเต็มที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสร้างผลงานในทุกมิติครอบคลุม 3 ด้าน “จำนวนนักท่องเที่ยว-รายได้-อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OR :Occupacy Rate) ทำสถิติที่ดีในภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจำนวน “ผู้เยี่ยมเยือน” ติดอันดับ 2 ของภาคนี้ทำได้กว่า 5.1 ล้านคน-ครั้ง เป็นต่างชาติ “สร้างรายได้ 14,000 ล้านบาท อันดับ 3 สูงกว่าปีที่ผ่านมาทำไว้ 13,000 ล้านบาท

โดยได้รับอานิสงจากนักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน “สปป.ลาว” ด้วยระยะทางไม่ไกลจากเวียงจันทน์ บวกกับการเดินทางเข้าถึงกันง่ายสามารถใช้เที่ยวบินตรง เวียงจันทน์-อุดรธานี หรือรถไฟความเร็วสูง มาได้ถึงอุดรธานีได้ตลอด จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้เยี่ยมเยือนจาก สปป.ลาวมาพักผ่อน และใช้จ่ายเงินในอุดรธานี เติบโตมากขึ้นทุกปี

ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ปี 2569 หลังจากหมดฤดูท่องเที่ยวทะเลบัวแดงเดือนกุมภาพันธ์ นี้ ทาง ททท.อุดรธานี วางแผนใช้ศักยภาพในพื้นที่เพิ่มจุดขายการท่องเที่ยวมากขึ้น ไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องจากผู้เยี่ยมเยือนทั้งชาวไทยและต่างชาติอีก 3 เส้นทาง ประกอบด้วย

🔶️● เส้นทางที่ 1 การท่องเที่ยวสายมูบูชาพญานาค และวัดสำคัญ โดยมีเชื่อมโยงการเดินทางตามรอยพญานาคได้ใน 3 จังหวัด อุดรธานี-หนองคาย-บึงกาฬ” ตัวอย่างล่าสุดมกราคมปีนี้ มีกลุ่มสตรีจากสมุทรปราการกว่า 800 คน มี 2 คณะใหญ่ คณะละ 400 คน ตั้งใจเดินทางมา “รำบวงสรวงพญานาค” ไหว้ขอพร ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของนักท่องเที่ยว ส่วนที่ จ.บึงกาฬ ได้จัดพิธีไหว้ “ศาลปู่อื้อลือ” บึงโขงหลง ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำมีคนมาร่วมจำนวนมาก จ.หนองคาย มี “หลวงพ่อพระใส” วัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง นักท่องเที่ยวเดินทางมากราบสักการะต่อเนื่อง ไฮไลต์คืองานประเพณี “สงกรานต์” เดือนเมษายน นี้ ทางวัดจะอัญเชิญหลวงพ่อพระใสองค์จำลองลงจากพระอุโบสถ ทำพิธีแห่รอบเมืองให้ประชาชนสรงน้ำและกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

🔶️● เส้นทางที่ 2 การท่องเที่ยวสายศรัทธา การท่องเที่ยวเชิงพหุวัฒนธรรม ในอุดรธานีมีชุมชนคนไทยเชื้อสายจีน เชื้อสายเวียดนาม มี “ศาลเจ้าปู่-ย่า” ทุกปีช่วงเทศกาล “ตรุษจีน” จะจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ ต่อเนื่องตั้งแต่ “ปีใหม่” คนที่มีความเชื่อเรื่อง “ปีชง” จะเดินทางมากราบขอเสริมมงคล เสริมบารมี แก้ชง ด้วยฮวงจุ้ยซึ่งเชื่อกันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ด้านหน้าเป็นหนองน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขา ปี 2569 ยังมีความพิเศษ ได้สร้าง “มังกรเกล็ดขาว” ขึ้นด้านติดภูเขาด้วย เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ดึงดูดคน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ททท.อุดรธานีได้เชิญบริษัทท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมศาลเจ้าปู่-ย่า เพื่อจะได้ทำแพกเกจเสนอขายในตลาดทั้ง “การไหว้-การขอพร-เสริมบารมี” ต้อนรับตรุษจีนปี 2569




🔶️● เส้นทางที่ 3 การท่องเที่ยวชุมชน เป็นเสน่ห์ท้องถิ่นกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น

ชุมชนแรก “บ้านเชียง” อุดรธานี เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทยพรวน ททท.ร่วมมือกับศิลปินกลุ่มที่เรียกว่า “จุ้มบ้านเชียง” จัดเทศกาล Art and Crafe :ศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านต่อเนื่องมาแล้ว 2 ครั้ง สามารถเปลี่ยนแนวคิดนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่าง งานศิลปะชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยนำมาต่อยอดเป็นศิลปะร่วมสมัย มีกระแสตอบรับดี ดังนั้นในเดือนกันยายน 2569 เตรียมปักหมุดรอมาเที่ยวงาน “จุ้มบ้านเชียง อาร์ต แอนด์ คราฟท์” ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ทางการท่องเที่ยวเข้าไปด้วย

ชุมชนที่สอง “บ้านปะโค” ริมแม่น้ำโขง ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย มี “วังบัวแดง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอีกแห่ง

ชุมชนที่สาม “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” ตั้งอยู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ก่อตั้งโดยคุณ “ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ” ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดัง ได้แปลงโฉมบ้านไม้เก่าอายุกว่า 70 ปี ทำพิพิธภัณฑ์ทำชุมชนให้มีชีวิต ดึงคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศิลปะสีสันสวยงาม ภายใต้แนวคิด "Local สู่เลอค่า" จัดแสดงวิถีชีวิตชาวอีสาน ผสมผสานศิลปะร่วมสมัย มมีรางวัล Gourmand World Awards การันตี


 

ชุมชนที่ 4 “วิสาหกิจชุมชนนาคกี้” อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ได้สร้างประติมากรรมพญานาคน้อยและกระปุกออมสิน ทาง “พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม” รองเจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม ตำบลศรีวิไล เป็นผู้ออกแบบซอฟท์ เพาเวอร์ ด้วยแนวคิดร่วมสมัยพัฒนาชุมชน ส่งเสริมให้เด็กรักการออม สร้างรายได้เข้าสู่วิสาหกิจชุมชนวัดนาคกี้แห่งนี้

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังวัดนาคกี้ จะได้ทำกิจกรรมร่วมทำซีเอสอาร์ ด้วยการวาดระบายสีผนังวัด แล้วก็บริจาคเงิน เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาเณรวัดนี้ด้วยเช่นกัน

🔶️● เส้นทางที่ 4 การท่องเที่ยวผ้าพื้นเมืองอีสาน “ผ้าโบราณบ้านโนนกรอก” ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีชื่อเสียงการย้อมสีผ้าพื้นเมืองด้วยสีธรรมชาติ “ดอกบัวแดง” เป็นสีธรรมชาติ เนื้อผ้านุ่ม ทอลายลายขิตงดงาม และการเลือกใช้สีจากบัวแดงตอบโจทย์อัตลักษณ์จังหวัดอุดรธานีอย่างแท้จริง

ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ททท.อุดรธานี ได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานเกี่ยวข้อง ตื่นตัวการนำเสนอ “การท่องเที่ยวถ้ำนาคา” ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ เป็นเส้นทางธรรมชาติระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเส้นทางการท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนหันมามีส่วนร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพด้วย

การท่องเที่ยวถ้ำนาคา ททท.ขอชื่นชมทางอุทยานแห่งชาติได้จัดระเบียบการท่องเที่ยวที่ดีมาก จะไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปเองตามลำพัง ทุกครั้งจะมี “มัคคุเทศก์” นำทางนักท่องเที่ยวทุกคนขึ้นไป คอยอำนวยความสะดวก อธิบายความสำคัญแต่ละจุด โดยจะกำหนดจุดแวะพักระหว่างทาง เพิ่มความสนุกสนานตลอดเส้นทาง แล้วภายในถ้ำมีประติมากรรมธรรมชาติของหินให้ได้จินตนาการ อย่าง หินคล้ายรูปหัวพญานาค เกร็ดงู หรือรูปลักษณ์ต่าง ๆ 

ผอ.กนกวรรณ กล่าวทิ้งทายว่า “อุดรธานี” ได้เปิด “ทะเลบัวแดง” ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ได้มาเยือนตลอดฤดูตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางอุณหภูมิของอากาศหน้าหนาวเย็นสบาย มีที่พักได้มาตรฐาน พร้อมอาหารถิ่นอร่อย ๆ ให้เลือกมากมาย แล้วยังเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยัง วัดป่าภูก้อน หรือ “วัดป่านาคำน้อย” ตอนนี้กำลังสร้างเจดีย์เปิดให้ร่วมบุญได้ หรือจะเที่ยวงานตรุษจีน เสริมบารมี และสักการะศาลหลักเมือง ท้าวเวศสุวรรณ ในเขตอำเภอเมือง เที่ยวอุดรธานีได้ครบสมปรารถนาทุกอย่าง

❤️ ฟังข่าวต้นชั่วโมง ❤️

🎀 ข่าวที่ 1-“คิง เพาเวอร์”ผนึกพันธมิตรขานรับโลกจัด"Pink Power&CharityDay"

คิง เพาเวอร์ จัดงาน “Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope” ภายใต้แนวคิด “Think Global, Act Local” เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่  VS Square คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยร่วมกับ The Moodie Davitt Report สื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมค้าปลีกเพื่อการเดินทาง (Travel Retail) และการบิน ผู้ริเริ่มแคมเปญระดมทุนระดับโลก #KickCancerThon และศูนย์เต้านมถันยรักษ์ รวมถึงมูลนิธิ ถันยรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี   ร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และระดมทุนสนับสนุนการป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นภัยสุขภาพอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย

กิจกรรมร่วมแสดงพลังอุตสาหกรรม Travel Retail โลก ในวาระสำคัญเพื่อเปลี่ยนวิกฤตความเจ็บป่วยให้เป็นพลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดย คิง เพาเวอร์ มุ่งเน้นสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Early Detection) ให้บุคลากร ควบคู่สนับสนุนพันธกิจมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางมาตรฐานสากลด้านการตรวจวินิจฉัยเต้านมและงานวิจัยทางการแพทย์ของไทย

ไฮไลต์ภายในงานคือ “Health Forum และ Health Talk” ซึ่งได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เนื้อหาครอบคลุมมิติด้านการป้องกัน การดูแลรักษา และเรื่องสำคัญอย่าง การเข้าถึงระบบการรักษา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้แก่ผู้ร่วมงาน ตลอดจนโซนกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยั่งยืน

“อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า คิง เพาเวอร์ เชื่อในพลังขององค์กรไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของพนักงานทุกมิติ เมื่อบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะเป็นรากฐานให้องค์กรยั่งยืน งาน Pink Power & Charity Day จึงเป็นตัวอย่างการเชื่อมโยงนโยบายดูแลพนักงาน เชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

“นายแพทย์เฉลิมเดช กรรณวัฒน์” รังสีแพทย์ ประจำศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1 ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสุขภาพผู้หญิงไทย การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ควบคู่การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจ จึงเป็นกุญแจสำคัญใลดความสูญเสียจากโรคนี้ได้

งาน Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope ที่คิง เพาเวอร์ ร่วมทำเป็นกิจกรรมสะท้อนภารกิจสำคัญเรื่องความมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตบุคลากรควบคู่สังคม เป็นแรงขับเคลื่อนสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและสากลอย่างเป็นรูปธรรม

🎀 ข่าวที่ 2 - FINAL CALLดีลดีที่คิงเพาเวอร์รางน้ำ&ภูเก็ตลด30%+เครดิตเงินคืน

คิง เพาเวอร์ จัดมหกรรม “Final Call” ดีลดีปีใหม่วันสุดท้าย 31 มกราคม 2ถ79 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และภูเก็ต ช้อป บิวตี้ไอเทม น้ำหอม และเครื่องสำอาง ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ  + สมาชิก POWER PASS ลด ON-TOP 5%

● ช้อปแฟชั่น นาฬิกา และเครื่องประดับ  (เฉพาะแบรนด์และสินค้าที่ร่วมรายการ) รับฟรีทันที! 3,000 บาท เมื่อช้อปครบ 20,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ

สินค้าแผนกแฟชั่น เครื่องประดับ และแว่นตา จำกัดการซื้อสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท/ใบเสร็จ (รับสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท) สินค้าแผนกนาฬิกา จำกัดการซื้อสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/ใบเสร็จ (รับสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)

● ช้อปผ่านบัตรเครดิต ที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% 1– 31 ม.ค. 2569

🎀 ข่าวที่ 3-คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ชวนช้อปของหอมแบรนด์โลกลดรัว ๆ 30%

คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ จัดเต็ม วันนี้ 31 มกราคม 2569 ช้อปด่วน “EVERYDAY SCENT ESSENTIALS – หอมได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ” ต้องไอเทมจากแบรนด์ CHLOÉ , BURBERRY , BVLGARI , ELIZABETH ARDEN, GUERLAIN , LANCOME, DAVIDOFF, GIORGIO ARMANI, JEAN PAUL GAULTIER, PRADA, DIPTYQUE, MAISON MARGIELA และอื่นๆอีกมากมาย เข้าไปส่องไอเทมเด็ดก่อนใคร พร้อมรับดีลพิเศษได้ง่ายๆได้เลย กดช้อปและรับของที่สนามบิน

● ลดสูงสุด 30% ช้อปไม่มีขั่นต่ำ” โดยกดรับรหัส NEWJAN26

● พิเศษ! สมาชิกคิง เพาเวอร์ ออนไลน์ บัตร POWER PASS ลดเพิ่มทันที 5% กดรหัสส่วนลด PWPJAN26

มาร่วมฉลองทุกความสำเร็จด้วยที่สุดแห่งการช้อป รวมแบรนด์ระดับโลก ดีลพิเศษ ด้วยประสบการณ์เหนือระดับที่คุณคู่ควร ช้อปดิวตี้ ฟรี ออนไลน์ เท่านั้น สตาร์ทความคุ้ม แข่งกันช้อป แข่งกันลุ้น ดีลแรงมาไว ของโดนใจต้องรีบคว้า พร้อมรอรับของที่สนามบินขาออกประเทศ

เลือกช้อปสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการ พร้อมดูตามเงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้



🎀 ข่าวที่ 4-“LISA”เปิดหนังโฆษณาชุดใหม่บูม“เที่ยวเมืองไทย”Feel All 5ภาค

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เดินหน้าเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก”  

โดย “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล”นักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ไทยมีชื่อเสียงระดับโลกมาถ่ายทอดเรื่องราวชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและค้นหากับหลากความรู้สึกจากการเที่ยวเมืองไทยทั้งความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่น ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) ที่ทรงคุณค่าและสร้างประสบการณ์อันประทับใจไม่รู้ลืม ครอบคลุมทั้งประเทศ 5 ภูมิภาค

ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้ “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador มาร่วมนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและความรู้สึกที่ได้รับเมื่อมาเยือนประเทศไทยทุกครั้ง แคมเปญนี้ตั้งเป้าหมาย “ยกระดับคุณภาพ” กระจายเงินรายได้กับจำนวนนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ ชวนคนไทยร่วมเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่น่าจดจำ

“Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เป็นภาพยนตร์ผลงานการสร้างสรรค์ที่ ททท.  มุ่งถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยว Unseen รอนักท่องเที่ยวเข้ามาค้นหาประสบการณ์ด้วยตนเองในไทย เริ่มต้นเรื่องราวจากแรงบันดาลใจหยิบยกมุมมองถึงความต้องการของนัก่องเที่ยวพากันแสวงหาความรู้สึกต่าง ๆ เติมเต็มอารมณ์และจิตใจ จะทำให้กลับมามีชีวิตชีวา หรือ Feel Alive อีกครั้ง

ททท.มั่นใจประเทศไทยสามารถให้คำตอบและสร้างสีสันชีวิตให้นักท่องเที่ยวได้ ด้วยดินแดนแห่งความหลากหลาย สีสัน และพลังชีวิต พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้มาเยือนตั้งแต่ ความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่นจากรอยยิ้มและการต้อนรับ ความลึกลับที่น่าค้นหาจากสถานที่ใหม่ ๆ และความตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ Unseen ต่อจากนี้ไปทุกพื้นที่และทุกการเดินทางไทยพร้อมส่งมอบ “ความรู้สึก”การท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

“ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” ได้มาร่วมเชิญชวนพาทุกคนไปไปสัมผัส “ความรู้สึกในเมืองไทย” เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ “ลิซ่า” จะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ได้รับตลอดช่วงเวลาพักผ่อนและเติมเต็มพลังอยู่ในเมืองไทย ผ่านทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกจังหวะความงามของประเทศซึ่งไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือน

ผลงานชุดนี้มีดาราและนักแสดงชื่อดังร่วมเดินทางด้วยอย่าง วิน - เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กลัฟ - คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และบลู - พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ โดยได้ถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกัน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของเมืองไทย

“การเดินทาง” ค้นหาความพิเศษเริ่มต้นจาก “พิธีจุดผางประทีป” วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ความตระการตาเหนือจริงวิว “เจดีย์ลอยฟ้า” จังหวัดลำปาง ตื่นตากับทะเลหมอก “ภูลังกา” จังหวัดพะเยา ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวภาคอื่น ๆ ที่ได้สื่ออารมณ์เข้าถึงทุกภาคของไทย ล้วนมีสิ่งน่าค้นหา อย่าง “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” สัมผัสความสวยงามกับแสงแรกยามเช้าในกรุงเทพมหานคร “ทะเลบัวแดง” จังหวัดอุดรธานี หรือเสียงสายน้ำ “น้ำตกทีลอซู” จังหวัดตาก

ขณะที่แคมเปญ “Feel All The Feelings” มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวกระจายตัวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังเมืองรองน่าเที่ยว เพิ่มการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ “Value over Volume – ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างคุณค่าให้การเดินทาง” 

รับชมภาพยนตร์โฆษณา “Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ผ่านช่องทางต่างๆ ของ Amazing Thailand

🎀 ข่าวที่ 5- CEOบางจากใช้เวทีMIT-AITชี้“Energy Addition”วิถีพลังงานโลก

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้รับเชิญร่วมเสวนาพิเศษ “Accelerating Energy Transition and Climate Action in Asia: Evidence-Based Policymaking, Strategic Foresight, and Energy-Climate Modeling” ในงาน Future of Energy Workshop จัดโดย MIT Management ASEAN Office ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)  ซึ่งได้นำเสนอถึงเรื่อง ระบบพลังงานโลกไม่ได้ทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงแบบตัดขาด หากดำเนินตามวิถีของ Energy Addition มาตลอด ตั้งแต่ชีวมวล ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จนถึงพลังงานหมุนเวียน เสริมเข้ามาต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม

ในส่วนของ “พลังงานหมุนเวียน” มีความสำคัญกับการลดความเข้มข้นของคาร์บอน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านความไม่สม่ำเสมอ รวมถึงแหล่งผลิตพลังงาน และพื้นที่ความต้องการใช้มักไม่อยู่ในที่เดียวกันหรือเวลาเดียวกัน ระบบพลังงานดังกล่าวจึงต้องพิจารณาทั้งแหล่งที่มา การขนส่ง การกักเก็บ โครงสร้างพื้นฐาน และความหนาแน่นของพลังงาน เป็นเหตุผลที่ทำให้ในระยะสั้นไม่สามารถนำพลังงานบางรูปแบบมาทดแทนกันได้โดยตรง

ปัจจุบัน โลกใช้น้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรล/วัน สะท้อนเรื่อง “วิถีพลังงานของโลก” ยังต้องอาศัยฐานพลังงานเดิมควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ต้องใช้เวลาขยายผล ดังนั้นการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่ยุติการใช้หรือกำจัดไฮโดรคาร์บอนทันที แต่คือการจัดการและลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี กลไกทางเศรษฐศาสตร์ หากเปรียบเทียบกับโควิด-19 เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการกำจัดคนไข้ แต่กำจัดไวรัสที่เป็นปัญหา

นายชัยวัฒน์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกลไกตลาดคาร์บอนในการเชื่อมระบบพลังงานเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ สิ่งสำคัญคือมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองที่เข้มแข็ง โปร่งใส และยอมรับได้ในระดับสากล เชื่อมโยงเข้ากับตลาดโลก การผลักดันมาตรฐานดังกล่าวผ่าน Carbon Markets Club สะท้อนความตั้งใจ
ยกระดับตลาดคาร์บอนให้มีคุณภาพและเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม  ส่วนการออกแบบกลไกคาร์บอนจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทการพัฒนาและการเข้าถึงพลังงาน ทั้งโลกไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกัน

สำหรับงาน Future of Energy Workshop ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงานและนโยบายระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Prof. Yeh Shin-cheng อดีตรัฐมนตรี สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) Prof. Shobhakar Dhakal, IPCC Coordinating Lead และ Dr. Naveed Anwar, CEO, CSI Bangkok ดำเนินการเสวนาโดย Prof. Pai-Chi Li, President, AIT

ขณะที่ “นางกลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. บางจากฯ ก็ได้ร่วมเสวนาเมื่อ 27 มกราคม 2569 หัวข้อ “Game Changers for Energy Transition and Resilience” ในงาน Powering Southeast Asia Through 2050 ของ MIT Management Office ได้แลกเปลี่ยนมุมมองประเด็นต่าง ๆ เช่น “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมดได้ เนื่องจากแต่ละประเทศมีบริบทด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมที่แตกต่างกัน อีกทั้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคไฟฟ้า

ได้ยกตัวอย่างการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งมีบทบาทสำคัญลดคาร์บอนภาคการบิน ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ควบคู่กับกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน  โดยเฉพาะมาตรการกำหนดสัดส่วนผสม (mandate) ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนและทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้จริง

นางกลอยตาย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่สามารถรอเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบได้ แต่ต้องอาศัยการลงมือทำ ควบคู่กับการเรียนรู้และการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายต่าง ๆ เช่น Carbon Markets Club แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน จึงจะสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

❤️ ช่วงที่ 2 วันนี้จะมาชวนเที่ยวในกรุงกับโครงการ “ลัดเลาะ ล่องกรุง :คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง” ช่วงที่มีงาน Bangkok Design Week 2026 ททท. กทม. และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดมุมใหม่ให้เที่ยวสโลว์ไลฟ์สบาย ๆ 6 เส้นทาง “ศาลพระเจ้าตากสิน-ตอกบ้านพานถม-คลองโอ่งอ่าง-ตรอกอาม่า-พลับพลาชัย-ย่านจักรวรรดิ” แล้วฟัง “5อาหาร “กินป้องกันเส้นเลือดสมองตีบแตกก่อนวัยอันควร พร้อมด้วยข่าวฮ็อต ข่าวแรก “ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ชี้เป้าท่องเที่ยวปรับวิธีบริหารรับมือ 3 ความเสี่ยง “ภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลก-สภาพอากาศ” ❤️

🎀 ท่องเที่ยว –“คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง”ชวนลัดเลาะล่องกรุงเที่ยว 6 เส้นทาง

ชวนไป “ลัดเลาะ ล่องกรุง” คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย ททท.ร่วมกับภาคีเครือข่ายพันธมิตร ชูอัตลักษณ์ วิถีคลองเมืองเก่า สู่ย่านสร้างสรรค์ระดับโลก ในเทศกาลงาน “ออกแบบกรุงเทพ 2569 : Bangkok Design Week 2026" โดยมี กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวรวม 6 เส้นทาง มุ่งรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพสองฝั่งคลองบางลำพู ซึมซับบรรยากาศเกาะรัตนโกสินทร์ เติมความรู้เรื่องความสำคัญจากอดีตสู่ปัจจุบันของคูคลอง สะพาน ป้อมปราการของพระนคร

รวมทั้งสามารถเดินเที่ยว “ย่านบางลำพู – บ้านพานถม” เรียนรู้วิถีชุมชนและย่านการค้าบางลำพูที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ  เช่น งานปัก งานทำทองคำเปลว งานเครื่องถม และอื่น ๆ  ต่อเนื่องไปถึงอีกหลากหลายแห่งคือ คลองโอ่งอ่าง-จักรวรรดิ ย่านพหุวัฒนธรรมเปี่ยมด้วยเสน่ห์ และย่านเก่าแก่แหล่งค้าสมุนไพรไทย-จีน

ททท.ได้จัดรอบเรือและกิจกรรมไว้บริการนำเที่ยวเส้นทาง “ลัดเลาะ ล่องกรุง” คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง ตลอดงาน Bangkok Design Week 2026 ระหว่าง 29 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวติดตาม “รอบเรือบริการ” ได้ทาง http://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program

● 3 ไฮไลต์เส้นทางปฐมฤกษ์ :

1.เริ่มต้น ที่พิพิธบางลำพู : เรียนรู้ประวัติศาสตร์ย่านการค้าเก่าแก่ของพระนคร เริ่มออกเดินทาง

2.ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ : ล่องเรือแท็กซี่ไฟฟ้าชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง เข้าสู่ย่านบ้านพานถมเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนสองฝั่งคลอง

3.เส้นทางเดินเท้าสร้างสรรค์ : เชื่อมต่อจากท่าเรือ SCG ลัดเลาะชมบรรยากาศริมคลอง สู่ย่านคลองโอ่งอ่าง-จักรวรรดิ ย่านพหุวัฒนธรรมเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังเรื่องราวเก่าแก่แหล่งค้าส่งสมุนไพรไทย-จีน

● 6 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ :

⛳️ จุดที่  1 “ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน” แห่งเดียวในฝั่งพระนคร สร้างขึ้นจากความศรัทธาของผู้คนในย่านบางลำพู บรรยากาศสงบ เรียบง่าย ผู้คนแวะมาสักการะขอพรด้านความสำเร็จ และความก้าวหน้า

⛳️ จุดที่ 2 “ตอกบ้านพานถม” เป็นอีกมุมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนเก่าแก่เขตพระนครเชื่อมโยงผู้คนกับประวัติศาสตร์ไทยในย่านเมืองเก่า มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งช่างฝีมือทำเครื่องเงินดุลลาย” อันประณีต ทั้งพาน ขัน ภาชนะเงินหลายรูปแบบ มีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ปัจจุบันมีช่างสืบทองงานเหลือเพียงไม่กี่ครอบครัว ทุกวันนี้ตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้มีบ้านเรือนเก่าและวิถีชีวิตเรียบง่ายเป็นเสน่ห์ของชุมชนริมคลองบางลำพู เหมาะเดินเที่ยวชมบรรยากาศเมืองเก่าท่ามกลางกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของพระนคร

⛳️ จุดที่ 3 คลองโอ่งอ่าง แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางเมือง พร้อมถนนคนเดินริมคลอง ศิลปะสตรีทอาร์ต ร้านอาหาร บรรยากาศชิล ๆ เหมาะเดินเล่น ถ่ายภาพ สัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตสองฝั่งคลองผสมผสานกลิ่นอายอดีตเข้ากับความร่วมสมัยของกรุงเทพฯ

⛳️ จุดที่ 4 ตรอกอาม่า ตกแต่งด้วยโคมจีนและบรรยากาศชุมชนดั้งเดิม ท่ามกลางร้านค้ารายย่อย ของกินพื้นถิ่น ที่พักโดดเด่น “AMA Hostel” โฮสเทลบ้านจีนโบราณอายุกว่า 200 ปี เป็นจุดเช็คอินของคนรักประวัติศาสตร์และผู้ชื่นชอบสัมผัสวัฒนธรรมจีนกรุงเทพฯ แบบใกล้ชิดชุมชน

⛳️ จุดที่ 5 พลับพลาที่ประทับรับเสด็จรัชกาลที่ 5 วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร (เดิมชื่อวัดเชิงเลน) เป็นพลับพลาไม้สองชั้น ประดับลายแกะฉลุแบบเรือนขนมปังขิง (Gingerbread Style) เคยใช้เมื่อครั้งเสด็จถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค

ปัจจุบันย้ายเข้ามาในวัดและได้บูรณะยกพื้นเป็นอาคาร 3 ชั้น “ชั้นบนสุด” คือ พลับพลาเดิมที่เก็บวัตถุโบราณ เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ “ชั้น 2” เป็นห้องสมุดและพื้นที่จัดแสดง ตู้พระธรรมและตาลปัตรเก่าที่มีลวดลายสวยงาม  “ชั้นล่าง” เป็นพื้นที่ถวายสังฆทานและร้านกาแฟ หอมปรุง บาย ใบห่อ คาเฟ่สมุนไพร ซ่อนตัวอยู่ในอาคารโบราณ

⛳️ จุดที่ 6 ย่านจักรวรรดิ ใกล้คลองโอ่งอ่าง ผสานเรื่องราวภูมิปัญญาสมุนไพรไทยผ่านเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมเวิร์กช็อป เปิดให้นักท่องเที่ยวให้เรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่าง ยาดม พิมเสนน้ำ และชาสมุนไพร ด้วยตัวเอง

🎀 สุขภาพ –5อาหารลดเสี่ยง“เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”ก่อนวัยอันควร

1.ปลา : เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ มีปริมาณไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ แนะนำให้กินปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือปลาที่หารับประทานได้ง่ายในไทย เช่น ปลาจะละเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาสวาย ปลาทู ปลาสลิด ปลาตะเพียน

2.โปรตีนจากพืช ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย

3.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : ควรหันมาเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีกากใยอาหารและคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี ผลไม้ไม่หวานจัด หลีกเลี่ยงบริโภคกลุ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาว อาหารที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง น้ำผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลล้วนๆ ไม่มีกากใย

4.ไขมันดี เลือกกิน เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดชา หลีกเลี่ยงกินอาหารมีไขมันอิ่มตัว จากสัตว์และพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ

5.อาหารจากธรรมชาติ -ควรเลือกบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งหลายขั้นตอน เช่น เลือกเนื้อสัตว์สด ๆ มาปรุงอาหารมากกว่ารับประทานไส้กรอก แฮม จะได้สารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่าแล้ว ในอาหารแปรรูปยังมีปริมาณโซเดียมมาก เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือด โรคไต และความดันโลหิตสูงได้

และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30 นาที - 1 ชั่วโมง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย จึงจะได้มาซึ่งสุขภาพดีไร้โรค และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้จริง

❤️ ฟังข่าวท้ายชั่วโมง ❤️

🎀 ข่าวแรก –แนะอุตฯเที่ยวไทยปรับมือ3ความเสี่ยงภูมิศาสตร์/ศก.โลก-สภาพอากาศ

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวถึงหลักการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินกิจการการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการชาวเอเชียภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก ในงาน Thailand Tourism & MICE Next 2026 ของสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ร่วมกับพันธมิตร เปิดเวทีการจับคู่เจรจาธุรกิจการท่องเที่ยวและ MICE เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้สนใจจาก 25 ประเทศเข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน จึงได้นำเสนอให้เน้นการบริหารที่จะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยง 3 เรื่อง ดังนี้

1.ความมั่นคงและความตึงเครียดของภูมิศาสตร์และการเมือง
2.เศรษฐกิจโลกที่ผู้คนระมัดระว้งการใช้จ่ายมากขึ้น
3.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วมากขึ้น

ดร.วีระศักดิ์ชี้ชวนให้ “ผู้ประกอบการท่องเที่ยว” หันมาใส่ใจเรื่องการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็ว แม่นยำ ยืนยันได้จริงเพื่อสร้าง "trust" ให้ลูกค้า เชื่อมั่นถึงธุรกิจของพวกเราจะได้รับการดูแลจากมืออาชีพ มีการใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนไปของข้อมูล อย่างการใช้AI ช่วยในการวิเคราะห์ประเมิน เปรียบทียบและตอบสนอง และการพัฒนาไปสู่ตลาดกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Niche) เช่น ผู้สูงอายุ นักผจญภัย สุขภาพ นักธุรกิจที่มองหาโอกาสใหม่ ๆ ตลาดการหวนคืนสู่ความสงบและการรักษาใจ และครอบครัวที่กำลังหนีร้อนไปหา Coolcation พื้นที่ที่ยังพอมีลมเย็นให้ผ่อนคลายจากไอแดดที่ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้ “เอเชีย” หันมาใส่ใจกับการส่งมอบ “ประสบการณ์และความมีอัตลักษณ์” ของเอเชียให้ลูกค้า มากกว่าจะทำเพียงการตลาดเพื่อหวังนับจำนวนผู้มาเยือนให้มีปริมาณมาก ๆ อย่างที่คุ้นเคยกันอยู่ จนนำไปสู่ความเสี่ยงและความไม่น่าประทับใจ แถมยังเพิ่มภาระทำให้ท้องถิ่นของตนเองยิ่งไม่ยั่งยืนด้วย

🎀 ข่าวที่สอง –“สิงคโปร์แอร์”บินฤดูร้อน29 มี.ค-24ต.ค.69เพิ่มความถี่5เส้นทาง

“สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” (SIA) ประกาศจะปรับความถี่เที่ยวบินและเพิ่มขีดความสามารถบางเส้นทางบินทั่วโลก เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีความต้องการเดินทางช่วง “ฤดูร้อน” แถบซีกโลกเหนือประจำปี 2569 เริ่มวันที่ 29 มีนาคม-24 ตุลาคม 2569 ไฮไลต์หลัก ๆ 5 เส้นทาง ดังนี้

● เส้นทางที่ 1 สิงคโปร์-กรุงเทพฯ เริ่ม 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มความถี่เที่ยวบินอีก 1 เที่ยว/วัน จะทำให้มีบริการมายังไทยรวมทั้งหมดเป็น 7 เที่ยว/วัน

● เส้นทางที่ 2 สิงคโปร์-ย่างกุ้ง เมียนมา เริ่ม 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 10 เที่ยว/สัปดาห์ จากปัจจุบัน 7 เที่ยว/สัปดาห์

● เส้นทางที่ 3 สิงคโปร์-สุราบายา อินโดนีเซีย เริ่ม 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 21 เที่ยว/สัปดาห์ จากปัจจุบัน19 เที่ยว/สัปดาห์

● เส้นทางที่ 4 สิงคโปร์-โคลอมโบ ศรีลังกา ระหว่าง 29 มีนาคม-30 เมษายน จะให้บริการ 10 เที่ยว/สัปดาห์ ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 2 เที่ยว/วัน หรือ 14 เที่ยว/สัปดาห์ จาก 10 เที่ยว/สัปดาห์

● เส้นทางที่ 5 สิงคโปร์-ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะนำเครื่องบินแอร์บัสซูเปอร์จัมโบ้ A380 มาบริการเป็นครั้งแรกตลอดตารางบินฤดูร้อนซีกโลกเหนือ เพื่อเพิ่มที่นั่งชั้นพรีเมี่ยมที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น

“Mr Dai Haoyu” รองประธานอาวุโสฝ่ายวางแผนการตลาด สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส กล่าวว่า สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ได้ทบทวนเครือข่ายเส้นทางบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันไป แล้วการปรับเปลี่ยนความถี่ในแต่ละเส้นทางบิน จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งได้ยกระดับการเชื่อมต่อเครือข่ายการบินในทุกตลาด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความต้องการการเดินทางสูง จึงหวังจะได้ต้อนรับลูกค้าบนเที่ยวบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์สพร้อมอบบริการระดับโลกให้ผู้โดยสารทุกคนประทับใจทุกทริปการเดินทาง

❤️ ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.❤️




การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วิทยุการบินเปิดATFAS 2.0เวอร์ชั่นใหม่เคลียร์น่านฟ้า ช่วยแอร์ไลน์ปลดล็อกบินวน-ลดน้ำมัน-การบินยั่งยืน

วิทยุการบินเปิดATFAS 2.0เวอร์ชั่นใหม่เคลียร์น่านฟ้า

ช่วยแอร์ไลน์ปลดล็อกบินวน-ลดน้ำมัน-การบินยั่งยืน

 


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #วิทยุการบิน #ATFAS2 

วิทยุการบินเปิดตัว ATFAS 2.0 ระบบจัดการจราจรทางอากาศรื่นไหล ลดปัญหาบินวนรอเครื่องลง ช่วยแอร์ไลน์ลดต้นทุนน้ำมัน ลดคาร์บอน ดันไทยสู่การบินสีเขียวที่ยั่งยืน

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า  วิทยุการบินได้พัฒนาระบบสนับสนุนการจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management : ATFM) เวอร์ชันใหม่ ATFAS 2.0 มุ่งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพ “การใช้ห้วงอากาศ” ลดความแออัดและการบินวนรอ ช่วยสายการบินลดต้นทุนเชื้อเพลิง พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย สู่แนวทาง Green Aviation และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

โดยได้เดินหน้าให้บริการระบบสนับสนุนการจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ หรือ ATFM ครอบคลุมทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 ตามที่ได้รวบรวมสถิติผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน พบว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบิน แต่ละด้านดังนี้



“การลดต้นทุนและด้านสิ่งแวดล้อม”  โดยสามารถช่วยสายการบินประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่า 60 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,900 ล้านบาท

ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 189 ล้านกิโลกรัม ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Green ATM ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านการจัดการจราจรทางอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค

 ทางวิทยุการบินฯ ได้พัฒนาระบบ ATFM ที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยทดลองใช้งานระบบ Air Traffic Flow Advisory System เวอร์ชัน 2.0 (ATFAS 2.0) ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศเพื่อประมวลผลข้อมูลการบินแบบ Real-time ให้มีความแม่นยำสูง ช่วยบริหารจัดการความหนาแน่นปัจจุบันในพื้นที่สนามบินและน่านฟ้าให้สอดคล้องกับสภาพจราจรทางอากาศจริง ช่วยลดภาระการประสานงานปรับเปลี่ยนเวลาเครื่องขึ้นระหว่างสายการบินกับศูนย์บริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศกรุงเทพฯ ได้เฉลี่ยถึง 2,000 ครั้ง/เดือน

ภารกิจนี้ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถการบริหารจัดการข้อมูล สู่เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์การบินได้แม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งการช่วยเพิ่มความคล่องตัวการบริหารจราจรทางอากาศ การสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารน่านฟ้า ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนให้สายการบิน สอดคล้องกับนโยบายของวิทยุการบินฯ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบินต่อเนื่อง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการบินสีเขียว (Green Aviation) อย่างยั่งยืน

บางจากรุกความมั่นคงวัตถุดิบผลิตน้ำมันการบินSAFจับมือมทร.อีสานชูหยีน้ำพืชพลังงานใหม่ Farm to Fly

บางจากรุกความมั่นคงวัตถุดิบผลิตน้ำมันการบินSAF

ผนึก มทร.อีสานชูหยีน้ำพืชพลังงานใหม่ Farm to Fly


เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #SAF #FarmToFly

กลุ่มบริษัทบางจาก รุกสร้างความมั่นคงวัตถุดิบ SAF รุกทำ “Farm to Fly” ผนึก มทร.อีสาน เลือก “หยีน้ำ” พืชพลังงานใหม่พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

            บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตัวแทนกลุ่มบริษัท บางจาก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน” ที่วิทยาเขตขอนแก่น ประกาศร่วมกันทำโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก หยีน้ำ (Pongamia) พืชพลังงานศักยภาพ ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ผลิต SAF เชิงพาณิชย์ รุกขับเคลื่อนการวางรากฐาน “วัตถุดิบพลังงานชีวภาพสำหรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (SAF) ในระยะยาว ต่อยอดบทบาทผู้นำผลิต Neat SAF 100% รายแรกของประเทศ สู่การพัฒนาระบบนิเวศตลอดห่วงโซ่คุณค่า ช่วยต่อยอดแนวคิดโครงการ Fry to Fly โดยพัฒนาวัตถุดิบจากของเสียสู่ภาคการเกษตร ภายใต้แนวคิด Farm to Fly เพื่อสนับสนุนการผลิต SAF อย่างยั่งยืนในระยะยาว


            โดยมีนายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานพิธีลงนาม ร่วมกับ นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นร่วมผู้ลงนาม พร้อมสักขีพยานมีผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรมหาชน

“นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์” รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจบางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อต่อยอดจากความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันมาเรื่องพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากฐานงานวิจัยและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบชีวภาพในประเทศ รองรับการผลิต SAF ระยะต่อไป ลดการพึ่งพาวัตถุดิบประเภทเดียวจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของหลายประเทศ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ได้พัฒนาหยีน้ำเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพและเชื้อเพลิงแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม


“รศ.ดร. บัณฑิต กฤตาคม” รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทรอีสานกล่าวว่า มทรอีสาน มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม โครงการวิจัยการเพาะปลูกหยีน้ำในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านพืชพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และสร้างโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่ไม่แข่งขันกับพืชอาหาร เพิ่มอัตราเร่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

 “นายคารม คำพิทูรย์” ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน โดยโครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดและประเทศ การนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มและระบบ IoT มาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชน สร้างรายได้ ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน



            “หยีน้ำ” (Pongamia) เป็นพืชพลังงานไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ประมาณปีที่ 4 หลังปลูก และให้ผลผลิตเต็มที่โดยทั่วไปในช่วงปีที่ 7-8 โดยเมล็ดหยีน้ำมีปริมาณน้ำมันเฉลี่ยราว 20-40% ของน้ำหนักเมล็ด มีงานศึกษาหลายแห่งประเมินว่า ภายใต้การจัดการแปลงที่เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเมล็ดหยีน้ำประมาณ 1,300 กก./ไร่/ปี คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 380 ลิตรต่อไร่ต่อปี

หยีน้ำไม่ใช่พืชอาหาร สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น พื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม ช่วยลดความเสี่ยงด้านการแข่งขันกับความมั่นคงทางอาหาร มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) สำหรับวัตถุดิบชีวภาพและพลังงานทดแทน เป็นมาตรฐานรับรองความยั่งยืนระดับสากล ที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา การใช้ที่ดินอย่างรับผิดชอบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้มั่นใจวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก



สำหรับ “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังกล่าว ยังสามารถต่อยอดสู่การพิจารณาพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต ภายใต้กรอบมาตรฐานและกลไกที่เกี่ยวข้อง

            ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกลุ่มบริษัทบางจาก ในฐานะผู้นำการพัฒนาเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ที่เดินหน้าขยายฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว ร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทบางจากและประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

“คิง เพาเวอร์”ผนึกพันธมิตรจัด "Pink Power & Charity Day"ดูแลแบ่งปันพนักงานยั่งยืน

“คิง เพาเวอร์”ผนึกพันธมิตรจัด "Pink Power & Charity Day"

หนุน#KickCancerThonชูองค์กรแบ่งปันดูแลพนักงานที่ยั่งยืน

 

คิงเพาเวอร์ร่วมกับพันธมิตรจัด PinkPowerandCharityDay ขานรับวาระโลก #KickCancerThon

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #KingPower #PinkPowerandCharityDay #KickCancerThon

คิง เพาเวอร์ ผนึกพันธมิตร ขานรับวาระโลก #KickCancerThon จัด "Pink Power & Charity Day"

หนุนโมเดลดูแลสุขภาวะพนักงาน สู่การแบ่งปันที่ยั่งยืน


            คิง เพาเวอร์ จัดงาน “Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope ภายใต้แนวคิด “Think Global, Act Local” เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่  VS Square คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยร่วมกับ The Moodie Davitt Report สื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมค้าปลีกเพื่อการเดินทาง (Travel Retail) และการบิน ผู้ริเริ่มแคมเปญระดมทุนระดับโลก #KickCancerThon และศูนย์เต้านมถันยรักษ์ รวมถึงมูลนิธิ ถันยรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี   ร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และระดมทุนสนับสนุนการป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นภัยสุขภาพอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย


            เป็นกิจกรรมร่วมแสดงพลังอุตสาหกรรม Travel Retail โลก ในวาระสำคัญเพื่อเปลี่ยนวิกฤตความเจ็บป่วยให้เป็นพลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดย คิง เพาเวอร์ มุ่งเน้นสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Early Detection) ให้บุคลากร ควบคู่สนับสนุนพันธกิจมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางมาตรฐานสากลด้านการตรวจวินิจฉัยเต้านมและงานวิจัยทางการแพทย์ของไทย


ไฮไลต์ภายในงานคือ Health Forum และ Health Talk ซึ่งได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เนื้อหาครอบคลุมมิติด้านการป้องกัน การดูแลรักษา และเรื่องสำคัญอย่าง การเข้าถึงระบบการรักษา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้แก่ผู้ร่วมงาน ตลอดจนโซนกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยั่งยืน

            “อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า คิง เพาเวอร์ เชื่อในพลังขององค์กรไม่ได้วัดจากความสำเร็จทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของพนักงานทุกมิติ เมื่อบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะเป็นรากฐานให้องค์กรยั่งยืน งาน Pink Power & Charity Day จึงเป็นตัวอย่างการเชื่อมโยงนโยบายดูแลพนักงาน เชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม


            “นายแพทย์เฉลิมเดช กรรณวัฒน์” รังสีแพทย์ ประจำศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1 ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามสุขภาพผู้หญิงไทย การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ควบคู่การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจ จึงเป็นกุญแจสำคัญใลดความสูญเสียจากโรคนี้ได้

            งาน Pink Power & Charity Day: United for Pink Hope ที่คิง เพาเวอร์ ร่วมทำเป็นกิจกรรมสะท้อนภารกิจสำคัญเรื่องความมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตบุคลากรควบคู่สังคม เป็นแรงขับเคลื่อนสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและสากลอย่างเป็นรูปธรรม

 


LISA นำเปิดหนังโฆษณาชุดใหม่“เที่ยวเมืองไทย”5ภาค ททท.ชู“Feel All The Feelings”กระจายรายได้สู่เมืองรอง

“ลิซ่า” นำเปิดหนังโฆษณาชุดใหม่ “เที่ยวเมืองไทย” 5ภาค

ททท.ชู“Feel All The Feelings”กระจายรายได้สู่เมืองรอง

LISA นำเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #LISA #ลลิษามโนบาล #FeelAllTheFeelings #AmazingThailandAmBassador

ททท.ควง “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” Amazing Thailand Ambassador ลุยเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ “Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ร่วมค้นหาเสน่ห์ไทยไม่มีชาติใดเหมือนครบ 5 ภาค ปลุกกระแสเที่ยวกระจายรายได้ และการเดินทางเมืองหลักสู่เมืองรอง

 


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เดินหน้าเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก”  โดย “ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล”นักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ไทยมีชื่อเสียงระดับโลกมาถ่ายทอดเรื่องราวชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและค้นหากับหลากความรู้สึกจากการเที่ยวเมืองไทยทั้งความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่น ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) ที่ทรงคุณค่าและสร้างประสบการณ์อันประทับใจไม่รู้ลืม ครอบคลุมทั้งประเทศ 5 ภูมิภาค


ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้ ลิซ่า - ลลิษา มโนบาลในฐานะ Amazing Thailand Ambassador มาร่วมนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและความรู้สึกที่ได้รับเมื่อมาเยือนประเทศไทยทุกครั้ง แคมเปญนี้ตั้งเป้าหมาย “ยกระดับคุณภาพ” กระจายเงินรายได้กับจำนวนนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ ชวนคนไทยร่วมเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” เส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่น่าจดจำ


Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เป็นภาพยนตร์ผลงานการสร้างสรรค์ที่ ททท.  มุ่งถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยว Unseen รอนักท่องเที่ยวเข้ามาค้นหาประสบการณ์ด้วยตนเองในไทย เริ่มต้นเรื่องราวจากแรงบันดาลใจหยิบยกมุมมองถึงความต้องการของนัก่องเที่ยวพากันแสวงหาความรู้สึกต่าง ๆ เติมเต็มอารมณ์และจิตใจ จะทำให้กลับมามีชีวิตชีวา หรือ Feel Alive อีกครั้ง

ททท.มั่นใจประเทศไทยสามารถให้คำตอบและสร้างสีสันชีวิตให้นักท่องเที่ยวได้ ด้วยดินแดนแห่งความหลากหลาย สีสัน และพลังชีวิต พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้มาเยือนตั้งแต่ ความสุข ความสงบ ความตื่นเต้น ความท้าทาย ความอบอุ่นจากรอยยิ้มและการต้อนรับ ความลึกลับที่น่าค้นหาจากสถานที่ใหม่ ๆ และความตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ Unseen ต่อจากนี้ไปทุกพื้นที่และทุกการเดินทางไทยพร้อมส่งมอบ ความรู้สึกการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล” ได้มาร่วมเชิญชวนพาทุกคนไปไปสัมผัส “ความรู้สึกในเมืองไทย” เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ลิซ่า จะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ได้รับตลอดช่วงเวลาพักผ่อนและเติมเต็มพลังอยู่ในเมืองไทย ผ่านทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกจังหวะความงามของประเทศซึ่งไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือน


ผลงานชุดนี้มีดาราและนักแสดงชื่อดังร่วมเดินทางด้วยอย่าง วิน - เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กลัฟ - คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และบลู - พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ โดยได้ถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกัน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของเมืองไทย


 “การเดินทาง” ค้นหาความพิเศษเริ่มต้นจาก “พิธีจุดผางประทีป” วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
ความตระการตาเหนือจริงวิว “เจดีย์ลอยฟ้า” จังหวัดลำปาง ตื่นตากับทะเลหมอก “ภูลังกา” จังหวัดพะเยา ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวภาคอื่น ๆ ที่ได้สื่ออารมณ์เข้าถึงทุกภาคของไทย ล้วนมีสิ่งน่าค้นหา อย่าง “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” สัมผัสความสวยงามกับแสงแรกยามเช้าในกรุงเทพมหานคร “ทะเลบัวแดง” จังหวัดอุดรธานี หรือเสียงสายน้ำ “น้ำตกทีลอซู” จังหวัดตาก


ขณะที่แคมเปญ Feel All The Feelings มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวกระจายตัวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังเมืองรองน่าเที่ยว เพิ่มการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ “Value over Volume – ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างคุณค่าให้การเดินทาง”  

รับชมภาพยนตร์โฆษณา Feel All The Feelings - เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก ผ่านช่องทางต่างๆ ของ Amazing Thailand

Youtube: https://youtu.be/wDMv1KujSGc

X (@go2thailand): https://x.com/go2Thailand/status/2016506122568671348?s=20

Facebook: https://web.facebook.com/share/v/14RnwfmwTTW/

Instagram: https://www.instagram.com/reel/DUDnoOziPCp/?utm_source=ig_web_copy_link&igsh=MzRlODBiNWFlZA==

TikTok: https://www.tiktok.com/@amazingthailand/video/7600405546558131476

 





ดุสิตเกียวโตคว้า2รางวัล“Forbes Travel Guide Star Awards” 4ดาวโรงแรม&เทวารัณย์เวลเนส

ดุสิตเกียวโตคว้า 2 รางวัล“ Forbes Travel Guide Star Awards ” 4 ดาวโรงแรม & เทวารัณย์เวลเนส-จ่อเปิดใหม่ดุสิตคอลเลคชั่น   โรงแรมดุสิตเ...