บางจากรุกความมั่นคงวัตถุดิบผลิตน้ำมันการบินSAF
ผนึก มทร.อีสานชูหยีน้ำพืชพลังงานใหม่ Farm to Fly
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #SAF #FarmToFly
กลุ่มบริษัทบางจาก
รุกสร้างความมั่นคงวัตถุดิบ SAF รุกทำ “Farm
to Fly” ผนึก มทร.อีสาน เลือก “หยีน้ำ” พืชพลังงานใหม่พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตัวแทนกลุ่มบริษัท บางจาก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ
“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน” ที่วิทยาเขตขอนแก่น ประกาศร่วมกันทำโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก
หยีน้ำ (Pongamia) พืชพลังงานศักยภาพ
ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ผลิต SAF เชิงพาณิชย์ รุกขับเคลื่อนการวางรากฐาน
“วัตถุดิบพลังงานชีวภาพสำหรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (SAF) ในระยะยาว ต่อยอดบทบาทผู้นำผลิต Neat SAF 100%
รายแรกของประเทศ สู่การพัฒนาระบบนิเวศตลอดห่วงโซ่คุณค่า ช่วยต่อยอดแนวคิดโครงการ Fry
to Fly โดยพัฒนาวัตถุดิบจากของเสียสู่ภาคการเกษตร ภายใต้แนวคิด Farm
to Fly เพื่อสนับสนุนการผลิต SAF อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยมีนายคารม คำพิทูรย์
ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานพิธีลงนาม ร่วมกับ นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์
รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น
จำกัด (มหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย
พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นร่วมผู้ลงนาม
พร้อมสักขีพยานมีผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรมหาชน
“นายบัณฑิต
หรรษาไพบูลย์” รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืน
ความร่วมมือครั้งนี้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อต่อยอดจากความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันมาเรื่องพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน
(SAF) จากฐานงานวิจัยและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบชีวภาพในประเทศ
รองรับการผลิต SAF ระยะต่อไป
ลดการพึ่งพาวัตถุดิบประเภทเดียวจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของหลายประเทศ
เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ได้พัฒนาหยีน้ำเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพและเชื้อเพลิงแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
“รศ.ดร.
บัณฑิต กฤตาคม” รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม
และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) กล่าวว่า มทร. อีสาน
มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม
โครงการวิจัยการเพาะปลูกหยีน้ำในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านพืชพลังงาน
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน
และสร้างโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่ไม่แข่งขันกับพืชอาหาร
เพิ่มอัตราเร่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ
“นายคารม คำพิทูรย์”
ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า
จังหวัดขอนแก่นให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน
และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน
โดยโครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดและประเทศ
การนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มและระบบ IoT มาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สามารถขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชน สร้างรายได้ ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
และเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“หยีน้ำ” (Pongamia) เป็นพืชพลังงานไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ประมาณปีที่ 4 หลังปลูก
และให้ผลผลิตเต็มที่โดยทั่วไปในช่วงปีที่ 7-8 โดยเมล็ดหยีน้ำมีปริมาณน้ำมันเฉลี่ยราว 20-40% ของน้ำหนักเมล็ด มีงานศึกษาหลายแห่งประเมินว่า
ภายใต้การจัดการแปลงที่เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเมล็ดหยีน้ำประมาณ 1,300 กก./ไร่/ปี
คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 380 ลิตรต่อไร่ต่อปี
หยีน้ำไม่ใช่พืชอาหาร
สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น
พื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม ช่วยลดความเสี่ยงด้านการแข่งขันกับความมั่นคงทางอาหาร
มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISCC
(International Sustainability and Carbon Certification) สำหรับวัตถุดิบชีวภาพและพลังงานทดแทน
เป็นมาตรฐานรับรองความยั่งยืนระดับสากล ที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา
การใช้ที่ดินอย่างรับผิดชอบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต
เพื่อให้มั่นใจวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
สำหรับ
“การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังกล่าว
ยังสามารถต่อยอดสู่การพิจารณาพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ภายใต้กรอบมาตรฐานและกลไกที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกลุ่มบริษัทบางจาก
ในฐานะผู้นำการพัฒนาเชื้อเพลิงแห่งอนาคต
ที่เดินหน้าขยายฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม
เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทบางจากและประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net
Zero ภายในปี 2593





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น