TCEBเปิดแผนประมูลงานไมซ์โลกปี70-73 มาไทย4งานใหม่
ตั้งเป้าชิง “COP33-SXSW-3E Robotics 2030-World Pride”
เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วไทยมุ่งสู่
Net Zero Events
เปิดแพลตฟอร์มSustainabilityดึงต่างจังหวัดตื่นลดคาร์บอน
คิงเพาเวอร์จัดกิฟท์เซ็ตวันแม่ชุด“พรีเมี่ยม-JOURNAL Soft”
คิงพาเวอร์ออนไลน์อัพคอลเลคสินค้าใหม่ช้อปดีลดสูงสุด30%
POWER PASS รวม
5 ของฟรี!ให้ร่วมสนุกหลายแบรนด์ดัง
ททท.-Private
Luxury Eventsดึงงานโลก“Ultra 2027”มาไทย
“บางจากดึงบินไทย”ใช้น้ำมันโลว์คาร์บอนHEFA-SPK SAF
TCEBแนะอุตฯไมซ์จัดอีเวนต์เน้นมาตรฐานปลอดภัย6เรื่อง
ทัวร์เขาใหญ่กรีนซีซั่นเล่นน้ำลำตะคอง-ปั่นจักรยานชุมชน
6 ผักช่วยลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี
“ศุภจี”ถกตั้งกระทรวงใหม่“วัฒนธรรม+ท่องเที่ยว”ใช้สิ้นปี’69
“AWC”ทุ่ม2เมกะโปรเจกต์“เคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา”
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวเขาใหญ่
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! ดร.ศุภวรรณ
ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เร่งไมซ์ชิงประมูลสิทธิ์งานระดับโลกใหม่ ๆ เลือกมาจัดในไทยเพิ่ม ปี70-73 ไฮไลต์ 4 งาน “CPP33 ปี’71-SXSWเทศกาลนานาชาติ-3E Robotics 2030-World Pride 2030” งานที่ได้สิทธิ์มาแล้วทยอยจัดต่อเนื่อง
7 อีเวนต์โลก จับมืออาเซียนต่อยอดใช้มาตรฐาน AMVS ล่าสุด ASEM ไว้วางใจให้รับผิดชอบภารกิจด้านมาตรฐานการจัดประชุมยั่งยืน
และพร้อมผนึก อบก.ลุยกระตุ้นทั่วไทยหันจัดงานตามคอนเซ็ปต์ “Net Zero Events” ลดคาร์บอนเป็นศูนย์
งานไมซ์ของทีเส็บเองตั้งเป้า 3 ปีหน้าลดให้ได้ 20,000
ตันคาร์บอนเทียบเท่า ล่าสุดเปิดแพลตฟอร์ม Sustainability ให้เอกชนไมซ์ใช้บริการได้ทุกเรื่อง เร่งรณรงค์ไมซ์ต่างจังหวัด นำร่อง 10
เมืองไมซ์ ตื่นตัวเตรียมพร้อมสู่คาร์บอนเป็นศูนย์
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บในฐานะ National Bidder หรือหน่วยงานหลักของประเทศในการประมูลสิทธิ์ (Bidding) เพื่อดึงงานประชุม งานแสดงสินค้า เมกะอีเวนต์นานาชาติเข้ามาจัด ตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2569 เป็นต้นไป กำลังร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ประมูลสิทธิ์เมกะอีเวนต์โลกเลือกมาจัดในไทยเพิ่มอีก 4 งาน ได้แก่
งานแรก : COP ครั้งที่ 33 ปี 2571 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่หมุนเวียนจัดตามประเทศต่าง ๆ ทุกปี ขณะนี้ทีเส็บกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ
ความท้าทาย : เป็นขนาดใหญ่ของ UN มีรัฐมนตรีทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ ซึ่งตระหนักถึงการสภาพแวดล้อมโลก ช่วงเตรียมการณ์ 2 ปีพอรับมือได้ระดับใด
งานที่ 2 : South by Southwest หรือ “SXSW” จัดเทศกาลและงานประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ โดยได้รวมเข้ามาไว้ด้วยกันทั้งงานความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี ดนตรี ภาพยนตร์ เดิมจัดประจำที่อเมริกา เมื่อ 2 ปีก่อนโคลนนิ่งมาจัดที่ออสเตรเลีย ไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก จึงน่าจะดึงมาจัดในไทยได้ในครั้งต่อไป
งานที่ 3 : 3E Robotics 2030 ทีเส็บร่วมกับกระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพ จะร่วมกันดึงงานประชุมนานาชาติขนาดใหญ่ระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์แนวคิด Empower, Experience และ Emotion เลือกมาจัดในไทยปี 2573 จะมีผู้เข้าร่วมจำนวนกว่า 10,000 คน
ความท้าทาย : จะต้องมีเอกชนผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรโบติกร่วมทีมไปด้วย
ปัจจุบันไทยเป็นประเทศสมาชิกอยู่
ก็จะต้องพึ่งพาสมาชิกยกมือเพื่อโหวตลงคะแนนเลือกประเทศเจ้าภาพอีก 4 ปีหน้า
งานที่ 4 : World Pride 2030 กรุงเทพมหานคร กำลังประมูลสิทธิ์แข่งกับบาร์เซโลน่า แต่ไทยมีแต้มต่อเพราะปี 2569 ภูเก็ตจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Inter Pride 2026 ซึ่งเป็นผู้ลิขสิทธิ์งาน World Pride
ความท้าทาย : ทั้งบาร์เซโลนา และกรุงเทพมหานคร
ต้องขับเคี่ยวกันหนัก เพราะทั้ง 2 เมือง
ต่างก็มีจุดเด่นเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกเหมือนกัน
ซึ่งได้รับความสนใจจากตลาดยุโรป
จึงต้องทำแคมเปญรณรงค์ให้เข้มข้นเพื่อสร้างจูงใจสมาชิกกว่า 500 ราย จะต้องใช้เวที Inter Pride ภูเก็ต
เป็นเวทีชี้ชะตาด้วย
สำหรับ “ปฏิทินงานไมซ์นานาชาติที่ประมูลได้สิทธิ์” เรียบร้อยแล้ว กำลังทยอยมาจัดในไทยหลากหลายงานเริ่มตั้งแต่กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป อีกอย่างน้อย 7 งาน
งานแรก : งาน Grand Halal Bangkok 2026 วันที่ 15 - 17 กรกฎาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ฮาลาลครบวงจร ทั้งอาหาร ท่องเที่ยว แฟชั่น ระดับนานาชาติมารวมตัวกัน
งานที่ 2 : International Dragon Award (IDA) งานประชุมประจำปีของรางวัล (Incentive) ระดับโลกของธุรกิจประกันภัยและการเงิน วันที่ 7-10 สิงหาคม 2569 จะมีนักเดินทางจากจีนและฮ่องกงมาร่วมงานกว่า 10,000 คน
งานที่ 3 : Gastech 2026 วันที่ 14 - 17 กันยายน 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคพลังงาน และเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก
งานที่ 4 :
IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 การประชุมประจำปีกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
วันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
กระทรวงการคลังและ ธนาคารแห่งประเทศไทยของไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพ
งานที่ 5 : Global Wellness Summit 2026 งานประชุมทางด้านเวลเนส ฉลองครบรอบ 20 ปี จัดวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ที่โรงแรมอังซานา ลากูน่า ภูเก็ต
งานที่ 6 : Global Summit of Women 2027การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก ที่กรุงเทพมหานคร ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดปี 2570 จะมีตัวแทนผู้หญิงแถวหน้าของโลกเดินทางมาร่วมงานนี้กว่า 1,000 คน
งานที่ 7 : The 2030 IEEE International Conference on Robotics and Automation (IEEE ICRA 2030) ปี 2570 จะจัดขึ้นครั้งแรกในไทย เป็นงานประชุมวิชาการด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้แทนอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกมาไทยกว่า 10,000 ราย พร้อมจะเป็น New Engine of Growth ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตมหาศาล ช่วงจัดงานจะทำรายได้ราว 1,064.44 ล้านบาท
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า ทีเส็บ กำลังเดินหน้า “มาตรฐาน MICE” ระดับประเทศและอาเซียน ได้แก่ Thailand MICE Venue Standard :TMVS กับ ASEAN MICE Venue Standard : AMVS มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไมซ์ของไทยเป็นมืออาชีพโดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพทำเรื่อง “MICE Professional Events :ความเป็นมืออาชีพการจัดงานอีเวนต์” ตอนนี้มอบหมายจากอาเซียนดำเนินการมาตรฐานดังกล่าว
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 การประชุมที่สิงคโปร์“ทีเส็บ”ได้รับความไว้วางใจจากเวทีการประชุมเอเชีย-ยุโรป (ASEM :Asia-Europe Meeting) ให้ดูแลด้าน Sustainsibility Sustainability Event Management การบริหารจัดการประชุมและกิจกรรมระหว่างประเทศในกรอบเอเชีย-ยุโรปให้มีความยั่งยืน มุ่งเน้นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน
“ทีเส็บ” จะนำมาตรฐาน AVMS ที่ได้การรับรองและยอมรับจากสมาชิกอาเซียนสนับสนุนประเทศไทยที่เป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งจะมารวมตัวกันเดือนสิงหาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา
รวมทั้งทีเส็บยังให้ความสำคัญกับเรื่อง“คาร์บอน ฟุตปริ๊นท์” รณรงค์ทุกฝ่ายสร้างความตระหนักลดการปล่อยคาร์บอนร่วมกันจึงได้สนับสนุนแอปพลิเคชั่น Zero Carbon App เพื่อให้ผู้จัดงานสามารถนำไปใช้คำนวณปริมาณการลดคาร์บอนได้ในแต่ละงาน รวมทั้งร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือมีชื่อย่อว่า อบก./TGO ส่งเสริมการทำ Net Zero Events ใช้เครื่องมือมาคำนวณคาร์บอน ควบคู่การซื้อคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่า โครงการชุมชน ทำความเข้าใจกับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
“ทีเส็บ” มีนโยบายพยายามจะทำให้ทุกงานที่เข้าไปสนับสนุนทั้ง งานประชุม การแสดงสินค้า งานเฟสติวัลต่าง ๆ รวมถึงงานที่ทีเส็บจัดเอง ก็ตั้งเป้าทำทุกงานเป็นลดคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วยการซื้อคาร์บอน เครดิต เป็นส่วนสำคัญที่จะต้องรณรงค์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เตรียมความพร้อมที่ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมกับทั่วโลกที่ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ Net Zero 2050
จึงได้เร่งรณรงค์เปิดแอปพลิเคชั่นให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไมซ์เข้าร่วมได้ทุกช่องทางอยู่ในแพลตฟอร์ม “MICE Sustainability Hub” เป็น 1 ใน Index ของทีเส็บ มีทั้งการอบรม การขอใบรับรอง วิธีวัดการแพร่กระจายคาร์บอน (carbon emission) การจัดแต่ละงาน มีรายชื่อ (list) คาร์บอน เครดิต เอเย่นต์ ให้บริการบริษัทที่จัดงานต่าง ๆ แล้วต้องการซื้อเครดิตเพื่อนำไปชดเชยขณะนี้ทีเส็บได้จัด “อบรม” จำนวนมากทั้งออนไลน์ การออกใบรับรองลดคาร์บอน จะรวมอยู่แพลตฟอร์มดังกล่าว
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า หลังเข้าร่วมงาน IMEX Frankfurt 2026 ที่แฟรงเฟิร์ต เยอรมัน งานไมซ์รายการใหญ่สุดประกาศทำ Carbon Net Zero Acedamy ทีเส็บเองได้ร่วมเปิดตัวโครงการ Net Zero Event Academy ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่ความยั่งยืน ซึ่งทางสหภาพยุโรปตื่นตัวมากโดยมีเวทีกลางคือ Events Industry Council (EIC) ผู้กำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืนการจัดหลักสูตรร่วมกับทางทีเส็บด้วย
โดยทีมีแผนสำคัญจะทำต่อเนื่อง Net Zero ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้การจัดงานไมซ์ต่าง ๆ เข้าสู่มาตรฐานการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ปี 2569 ให้ได้ 250 งาน สามารถลดปริมาณได้ 2,000 ตันคาร์บอนเทียบเท่า จากปี 2568 ทำได้แล้ว 1,500 ตันคาร์บอนเทียบเท่า และอีก 3 ปีหน้า จะลดให้ได้กว่า 20,000 ตันคาร์บอนเทียบเท่า เพื่อนำมาชดเชยการซื้อคาร์บอนทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์ ชดเชยโดยการปลูกป่า แล้วก็จะทำงานร่วมกับ อบก.มากขึ้นทั้ง 1.การใช้เครื่องมือ 2.อบรมบุคลากร รณรงค์ให้จัดงานภายใต้คอนเซ็ปต์คาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)
ขานรับเทรนด์ตลาดทั่วโลกซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง
ๆ ที่จะนำงานไมซ์มาจัดในไทย อันดับแรก
จะสอบก่อนถึงนโยบายการสร้างความยั่งยืนในมิติใดบ้าง เช่น การสนับสนุนชุมชน
สถานที่จัดประชุมต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้ให้บริการทั้งโลจิสติกส์
ออร์แกไนเซอร์ ทุกงานมุ่งสู่ถนน Net Zero พร้อมทั้งขอตรวจเช็คการได้มาตรฐานใบรับรองสากล
จึงทำให้ทีเส็บต้องกลับมากระตุ้นภาคธุรกิจของไทย ซึ่งกรุงเทพมหานครทำได้ค่อนข้างดี
แต่ “ต่างจังหวัด” ต้องกระตุ้นอย่างจริงจังนำร่องจากเมือง ไมซ์ ซิตี้ ก่อน 10
จังหวัด ที่จะทำให้เมืองต่าง ๆ รับงานนานาชาติ ภายใต้มาตรฐานสากล
อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า
ขอฝากผู้ประกอบการไมซ์ทุกภาคีเครือข่าย ทุกระดับ
ปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้านานาชาติ
ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการลดคาร์บอนเป็นศูนย์
แล้วคนรุ่นใหม่ก็เข้ามาเป็นเจ้าของงานและเป็นลูกค้า
ซึ่งไม่ได้มองเพียงแค่ความสำเร็จ แต่จะคำนึงถึงการประสบการณ์เข้าร่วมงาน
เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้เรียกหาแหล่งท่องเที่ยว
แต่ต้องการให้ผู้ให้บริการผลิตโปรแกรเกี่ยวกับ
เวลเนสเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งซิกเนเจอร์และ DNA ฐานราก
นั่นคือเน้นมากกว่าผลตอบแทนความคุ้มค่าด้านการลงทุน จากค่าเข้างานและเสียเวลามาร่วมงาน
(Return on Investment)
แต่กำลังก้าวสู่มิติใหม่เน้นความคุ้มค่าด้านประสบการณ์เข้าร่วมงานไมซ์ (Return
on Experience) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์ชวนช้อปกิฟท์เซ็ตวันแม่“พรีเมี่ยม- JOURNAL Soft”
คิง เพาเวอร์
จัดของขวัญให้เซอร์ไพรส์คุณแม่ด้วย Gift
Set สุดพิเศษ 2 สไตล์ 2 ราคา
คัดสรรสินค้าคุณภาพมาให้ส่งต่อความรัก ความห่วงใย และความทรงจำดี ๆ ในวันแม่
เซ็ตแรก “Premium Basket for Mom” ราคา 2,799 บาท
ในเซ็ตนี้จะมี กระเป๋า JIM THOMSON Elephant Amour Elwood Canvas น้ำหอม Donna Chang Wild Rose EDP 30 ml และ PHUTAWAN
Reed Diffuser กลิ่น Sakura
ซื้อได้ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ช่องทาง
Chat to Shop แอปพลิเคชัน GrabMart, LINE MAN "KING POWER"
เซ็ตที่ 2 “JOURNAL Soft
Embrace Duo” ราคา 999 บาท ในเซ็ตนี้จะมี Body Mist 50 ml. บอดี้ออยล์
และครีมกันแดด 50 มล.เลือกได้ 2 กลิ่นสุดพิเศษ First Love และ The Legacy
ซื้อได้คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, คิง เพาเวอร์ ซิตี
บูทีค, ช่องทาง Chat to Shop และ www.kingpower.com
แอปพลิเคชัน, GrabMart, LINE MAN "KING
POWER"
-เปิดรับสั่งจองล่วงหน้า
วันนี้– 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทาง CHAT
TO SHOP
-เริ่มจัดจำหน่ายทุกช่องทาง
1 – 12 สิงหาคม 2569 สอบถามได้ที่ Call
Center : 02-677-8899
ข่าวที่ 2 -คิงพาเวอร์ออนไลน์อัพคอลเลคสินค้าใหม่ช้อปดีมีลดสูงสุด30%
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์
อัพเดทสินค้าใหม่ต้อนรับเดือนกรกฎาคม นี้ ด้วย New Arrival for
JULY 2026
กับคอลเลคชั่นใหม่มาแรง! พร้อมเสิร์ฟความสดใหม่ พบกับไอเทมสุดฮอตที่ใครๆ
ก็ต้องมี รีบมาช้อปก่อนใคร อยู่ที่ไหนก็ช้อปได้สะดวกสบาย วันนี้ -31 กรกฎาคม 2569
สินค้าเข้าใหม่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ทั้งน้ำหอม เครื่องสำอาง สกินแคร์ แว่นตา นาฬิกาและอื่นๆ อย่ารอช้า
ต้องรีบกดก่อนของขาดตลาด และรอรับสินค้าง่ายๆได้ที่สนามบินขาออกนอกประเทศ
หรือส่งตรงถึงบ้าน
1.ช้อปออนไลน์
สินค้าส่งบ้าน ลดสูงสุด 20% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ด้วยรหัสส่วนลด 20HMJUL
ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 8,000 บาท ด้วยรหัสส่วนลด 30JUL26
ข่าวที่ 3-POWER PASS รวม 5 ของฟรี!ให้ร่วมสนุกหลายแบรนด์ดัง
POWER
PASS แจกคูปองฟรีเพียบ เพียงทำแบบทดสอบ HAPPY POWER คุณซื้อความสุขแบบไหน? สั้น ๆ 2 นาที เท่านี้ก็ได้สิทธิ์จุ่่มรับของรางวัลจากหลายแบรนด์ดัง ฟรี! ไม่ต่ำกว่า
5 รายการ ดังนี้
1.GAGA
ส่วนลดเครื่องดื่ม 50 บาท 2. iQIYI
Standard VIP 1 เดือน 3. LINE MAN VIP
6 เดือน
4.POWER PASS คูปองส่วนลดมูลค่า
200 บาท เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการ ที่ คิง เพาเวอร์
รางน้ำ ภูเก็ต และ คิง เพาเวอร์ ซิตี บูทีก 5.Swensen's ส่วนลด
50 บาท
ของรางวัลมีจำนวนจำกัด
รีบมาเล่นกัน! ตลอดแคมเปญร่วมเลือกรับได้เพียง
1 รางวัล
ข่าวที่ 4-ททท.-Private Luxury Eventsดึงงานโลก“Ultra
2027”มาไทย
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
เปิดเผยว่า ได้เป็นประธาน ร่วมหารือกับผู้บริหาร บริษัท Private
Luxury Events (PLE) จำกัด โดยมีผู้บริหาร ททท.ร่วมด้วยนำโดย นางจิระวดี
คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
รวมถึงผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
และผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Longhaul Market)
เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
การหารือครั้งนี้
ททท.เน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือและศึกษาความเป็นไปได้นำงาน “Ultra
2027” มาจัดในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมีโอกาสได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ซื้อระดับอัลตร้า
ลักชัวรี่จากทั่วโลก รวมทั้งจะส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยเป็นประเทศจุดหมายปลายทางคุณภาพสูงที่พร้อมมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล
ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ดังกล่าวได้
ททท.
พร้อมยกระดับไทยก้าวสู่จุดหมายปลายทางตลาดระดับ Ultra-Luxury ที่มอบมากกว่าความหรูหรา ด้วยประสบการณ์ที่มีความหมายและสัมผัสได้ทั้งกายและใจ
สอดคล้องกับแคมเปญตลาด Healing is the New Luxury
สำหรับ
“Private Luxury Events” เป็นผู้จัดกิจกรรมธุรกิจแบบเฉพาะกลุ่มสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับ
“อัลตร้า ลักชัวรี่” เชื่อมโยงนักออกแบบการเดินทาง และผู้ซื้อระดับชั้นนำของโลก
เข้ากับโรงแรม รีสอร์ต แหล่งท่องเที่ยวจุดหมายปลายทาง
และผู้ให้บริการประสบการณ์ระดับพิเศษ
ผ่านงานประชุมและกิจกรรมสร้างเครือข่ายเปิดให้เข้าร่วมเฉพาะผู้ได้รับเชิญ (Invitation
Only) ซึ่งเป็นตลาดกลุ่มเฉพาะคุณภาพสูงเดินทางกระจายไปตามประเทศต่าง
ๆ จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะได้ร่วมมือกับดังกล่าว
ข่าวที่ 5-“บางจากดึงบินไทย”ใช้น้ำมันโลว์คาร์บอนHEFA-SPK
SAF
กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท
การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศร่วมสร้างก้าวสำคัญอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศเดินหน้าให้บริการ
“น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF” ที่ผลิตครั้งแรกในประเทศไทยโดยกลุ่มบริษัทบางจาก
นำร่องใช้กับเที่ยวบิน TG 409 เส้นทาง “กรุงเทพฯ–สิงคโปร์”
จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ปลายทาง ทั้งสององค์กรไทยร่วมกันสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการบิน
และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ Net
Zero
“HEFA-SPK SAF” ที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF
100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย
ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง โดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด
เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตร/วัน นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบผลิตภายใต้ระบบที่ได้การรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC
CORSIA และ ISCC EU
“นายชัยวัฒน์
โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมี SAF เป็นกลไกหลักช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้ SAF เริ่มทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณ
80 % ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม
ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำ HEFA-SPK
SAF ที่ผลิตครั้งแรกในไทยมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ
สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารหลายประเทศในฐานะสมาชิก World
Economic Forum แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน
แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือ SAF จะเติบโตได้เมื่อภาคเอกชนลงทุนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายภาครัฐชัดเจน
ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ส่วนผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ
ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF ซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย
หากมีเป้าหมายและกรอบเวลานำมาใช้ชัดเจน
จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ช่วยส่งเสริมการใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น
ทางกลุ่มบริษัทบางจากจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศของ SAF อย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของไทย
ตอบโจทย์ GDP เติบโตต่อเนื่อง สร้างการจ้างงานและความยั่งยืน
เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขยายโอกาสธุรกิจเติบโต
ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
“นายชาย
เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน
ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย
การได้ร่วมใช้ “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” ที่ผลิตในไทยครั้งนี้
สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่เข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน
แผนงานการจัดส่ง HEFA-SPK
SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ
นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT) ไปยังคลังน้ำมันอากาศยาน บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด
(มหาชน) (BAFS) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป
ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน
ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนเมืองไทย
ข่าวที่
6-TCEBแนะอุตฯไมซ์จัดอีเวนต์เน้นมาตรฐานปลอดภัย6เรื่อง
ดร.ศุภวรรณ
ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)
เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีเส็บตระหนักถึงการจัดงานไมซ์และอีเวนต์ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์แบบต้องมีมาตรฐาน “ความปลอดภัย”
เตรียมความพร้อมป้องกันเหตุไม่คาดฝันทุกรูปแบบไว้เสมอ จึงขอรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ
ผู้รับผิดชอบการจัดงาน สถานที่จัด และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานอีเวนต์
ต้องทำมากกว่าการสร้างสรรค์หรือเนื้อหาที่น่าประทับใจ
แต่ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมงานด้วย
กับเหตุไม่คาดฝันซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทางทีเส็บแนะนำการวางแผนจัดงานไมซ์อย่างปลอดภัย
“Event Safety”
ด้วย 6 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่
1 ประเมินความเสี่ยงของสถานที่จัดงาน : วิเคราะห์จุดที่อาจเกิดปัญหา เพื่อเตรียมแผนรับมือและป้องกันเบื้องต้น
เช่น จุดเสี่ยงเพลิงไหม้, จุดที่ฝูงชนหนาแน่น
และสภาพอากาศในวันจัดงาน
เรื่องที่
2 ควบคุมการเข้า-ออกอย่างรัดกุม : ใช้ระบบยืนยันตัวตนหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าต่อรอบ
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลได้ทั่วถึง และลดความเสี่ยงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
เรื่องที่
3 เตรียมมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉิน : ฝึกซ้อมเจ้าหน้าที่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น แผนการอพยพ, แผนรับมือภัยพิบัติ แะเหตุความไม่สงบ
เรื่องที่
4 ตั้งจุดปฐมพยาบาล : จุดปฐมพยาบาลไม่เพียงช่วยรับมือเหตุฉุกเฉิน
แต่ยังช่วยให้ผู้ร่วมงานรู้สึกอุ่นใจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ปลอดภัยให้กับงานอีเวนต์
เรื่องที่
5 แสดงผังทางออกอย่างชัดเจน : ติดตั้งแผนผังสถานที่
พร้อมระบุเส้นทางเข้า-ออกให้เข้าใจง่าย ลดความสับสน
และช่วยให้การอพยพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เรื่องที่
6 ใช้ระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ : เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระบบสื่อสารออนไลน์อาจใช้ไม่ได้ หรือไม่เสถียร
การเลือกระบบการสื่อสารแบบออฟไลน์ เช่น วิทยุสื่อสาร
จึงเป็นอีกทางเลือกที่ทีมจัดอีเวนต์เลือกใช้เพื่อความปลอดภัย
ช่วงที่ 2 ละอองฝนโปรยปรายเย็นฉ่ำ มาชวนให้ออกไปฮีลกายใจ เที่ยว
“เขาใหญ่” ช่วงกรีนซีซั่นด้วยกัน ชาวชุมชนท่ามะปรางค์ บ้านเพล
เปิดมุมฟินให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำลำตะคอง-ปั่นจักรยานชุมชน ฟังต่อ “6 ผักช่วยลดคอเลสเตอรอล”
ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี อัพเดทเรื่องใหม่ ๆ ข่าวแรก “ศุภจี ถกตั้งกระทรวงใหม่วัฒนธรรม+ท่องเที่ยว” เริ่มสิ้นปี’69 ข่าวที่สอง “AWC” ทุ่ม2เมกะโปรเจกต์ทำ
“เคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา”
ท่องเที่ยว –ทัวร์เขาใหญ่กรีนซีซั่นเล่นน้ำลำตะคอง-ปั่นจักรยานชุมชน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สำนักงานนครราชราชสีมา ชวนเที่ยวเขาใหญ่กรีน ซีซั่น หน้าฝนฉ่ำเย็นเขียวขจี เดินทางสะดวกด้วยมอเตอร์เวย์เปิดบริการแล้ว
เดือนสิงหาคมนี้ทดลองให้วิ่งได้ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ช่วยให้เข้าถึงเขาใหญ่อย่างสะดวกสบายมากขึ้น
ชาวเขาใหญ่เปิดพื้นที่รอรับนักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อน
ฮีลใจ ใกล้ชิดธรรมชาติ ตามแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ไฮไลต์ตอนนี้ต้องที่ “วิสาหกิจชุมชมท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์-บ้านคลองเพล
OTOP
เขาใหญ่"
“บ้านท่ามะปรางค์–บ้านคลองเพล” เป็นอีกหมุดหมายการท่องเที่ยวโดยชุมชน
มีความโดดเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การเรียนรู้วิถีชุมชนริมลำตะคอง สะท้อนเสน่ห์ของเขาใหญ่ที่ยังคงเปี่ยมด้วยธรรมชาติ
วัฒนธรรม และความอบอุ่นของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น
ตลอดกรีน ซีซั่น 2569 ตั้งแต่กรกฎาคมนี้
เป็นต้นไป แวะมาพักผ่อนในพื้นที่คาร์บอนต่ำดีต่อสุขภาพระดับบลูโซนมีอากาศบริสุทธิ์อันดับต้นๆ
ของโลก
ชวนเที่ย 2 กิจกรรม
กิจกรรมที่ 1 เล่นน้ำลำตะคอง : สัมผัสน้ำใสๆ สะอาดๆ
ชื่นใจสุดๆ
บริเวณบ้านท่ามะปรางค์–บ้านคลองเพล ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง
จังหวัดนครราชสีมา เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี
ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ผู้คนรุ่นแรกอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำลำตะคอง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่า
น้ำ และผืนดิน ค่อย ๆ พัฒนาเป็น “ชุมชนเกษตรกรรม” สู่ “ชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืน”
โดยยังคงรักษาวิถีชีวิตและธรรมชาติไว้อย่างกลมกลืน
กิจกรรมที่ 2 ปั่นจักรยานชมวิถีชุมชน
:
ปั่นรับลมเย็นๆ รอบชุมชน แวะไหว้พระทำบุญที่วัด และชมวิวทิวทัศน์ของเขาลูกช้าง
โดยมีโปรแกรม “ดีท็อกซ์ปอดกอดเขาใหญ่” ราคา 950 บาท/3ชั่วโมง รวมไกด์พาเที่ยวพร้อมจักรยาน
ชวนนักท่องเที่ยวสายสโลไลฟ์ออกไปปั่นรับโอโซนบริสุทธิ์ตามเส้นทางติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เที่ยวกับคนท้องถิ่น เที่ยวแบบโลวคาร์บอน
ปั่นจักรยานลัดเลาะชมวิถีชีวิตคนท้องถิ่น กราบหลวงพ่อใหญ่
แวะสักการะพระพุทธรูปปูนปั้นโบราณอายุร้อยกว่าปีวัดท่ามะปรางค์ ตะลุยสวนผลไม้ปลอดสาร
ชมแปลงผักออร์แกนิกส์และลิ้มลองทุเรียนปากช่องแท้ๆ จากต้น
หรือจะร่วมเวิร์กชอปศิลปะฮีลใจ
ร่วมทำโปสการ์ดจากวัสดุธรรมชาติบริเวณลานริมน้ำลำตะคองกิจกรรมรักษ์โลก ทำโป่งเทียม
ยิงกระสุนเมล็ดมะค่าโมง ติดตั้งบ้านนกที่ TAT Eco Park
นักท่องเที่ยวที่จะล่องเรือคายัค หรือทำเวิร์กช้อป ทางชุมชนแนะนำให้สำรองคิวล่วงหน้ากับทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เพื่อความสะดวกและได้ร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุขได้ทุกทริป
สุขภาพ –6
ผักลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี
โรคหัวใจและภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนกังวล
แต่รู้หรือไม่ว่า 6 ผัก
ใกล้ตัวสามารถช่วยลดไขมันในเลือดและป้องกันโรคหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผักเหล่านี้อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ
สารอาหารสำคัญที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและเสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง ควรเพิ่มไว้ในเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
6 ผักลดคอเลสเตอรอลและป้องกันโรคหัวใจมีดังนี้
● กระเจี๊ยบเขียว
: ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน และคอเลสเตอรอล เพราะตัวกระเจี๊ยบเขียวจะมีเมือกไปจับกับน้ำดี และช่วยกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้
● อะโวคาโด
อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ในหลอดเลือด มีส่วนช่วยทำให้คอเรสเตอรอลน้อยลงได้
● ต้นอ่อนทานตะวัน : อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด หรือไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ได้
● พริกหวาน : ช่วยในการเพิ่มคอเลสตอรอลชนิดดี (HDL) ลดระดับคอเลสตอรอลชนิดไม่ดี และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
● ขึ้นฉ่ายฝรั่ง : ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดและร่างกาย และยังช่วยลดระดับน้ำตาลชนิดไตรกลีเซอไรด์อีกด้วย
●
ต้นหอม : สรรพคุณที่ดีต่อหัวใจ เพราะช่วยป้องกันไขมันไม่ให้เกาะตามผนังเส้นเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –“ศุภจี”ถกแผนกระทรวงใหม่“วัฒนธรรม+ท่องเที่ยว”ใช้สิ้นปี’69
นางศุภจี
สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เป็นประธานการประชุมหารือ “แนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้านการท่องเที่ยว”
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง “พระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ”
เพื่อรองรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยมีรัฐมนตรี 2 กระทรวง ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน
ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้ข้อสนับสนุนเชิงนโยบาย
เพื่อช่วยให้มีมุมการกำหนดทิศทางปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
นางศุภจี
กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรเพื่อราชการ
แต่มุ่งยกระดับระบบบริหารจัดการพลังและอิทธิพลของว้ฒนธรรมไทยด้วยงานด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม
บริหารได้คล่องตัว ก้าวทันต่อบริบทโลก สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและผู้ประกอบการทุกภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำต้องช่วยกันระวังไม่ให้ประเด็นเรื่องการแยกหรือรวมหน่วยงานรัฐมาบดบังเป้าหมายสำคัญเรื่องขับเคลื่อนประโยชน์ของประชาชนและประเทศ
ในที่ประชุมนี้รับทราบมติ
ครม.และความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะอยู่ระหว่างการพิจารณา ก่อนเสนอกลับเข้า ครม.เพื่อส่งรัฐสภาพิจารณาในเดือนสิงหาคม
2569 คาดจะมีผลบังคับใช้ช่วงปลายกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม
2569 เป็นต้นไป
ภายใต้โครงสร้างใหม่
“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” จะปรับใหม่เป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว”
และแยก “กระทรวงกีฬา” ออกไปตามภารกิจที่กำหนดไว้ ทั้ง 2 กระทรวง จะเร่งจัดทำกฎกระทรวงรองรับภารกิจใหม่
พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารภารกิจที่เชื่อมโยงกัน
ลดความซ้ำซ้อน เตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินงานตามโครงสร้างใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2569
นางศุภจีย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา
“เศรษฐกิจฐานประสบการณ์” (Experience Economy) ควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ
โดยจะไม่ให้การปรับโครงสร้างส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน
ทั้งการส่งเสริมท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสำคัญ และการขับเคลื่อนนโยบายเน้นคุณภาพ
และมูลค่าการท่องเที่ยว (Value Tourism”
พร้อมกับมอบหมายให้
ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง
และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร.
จัดทำแผนปฏิบัติการและกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน
ติดตามความก้าวหน้าต่อเนื่องเป็นรายเดือน
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้
“ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์” กล่าวว่า
การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรอบกว่า 24 ปี
ที่จะช่วยบูรณาการนโยบายด้านวัฒนธรรมและงานท่องเที่ยวให้เดินหน้าเสริมกันและกัน
พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และรูปแบบการบริหารที่มีความยืดหยุ่น
รวมทั้งจะเป็นตัวอย่างการปรับปรุงระบบราชการหน่วยอื่น หรืองานอื่น ๆ กำลังรอโอกาสได้ปฏิรูปบ้าง
และเพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจโลกและความต้องการของประชาชนได้แม่นยำขึ้นกว่าปัจจุบัน
ข่าวที่สอง –“AWC”ทุ่ม2เมกะโปรเจกต์“เคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา”
บริษัท
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC” ประกาศความร่วมมือพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กแห่งใหม่เชื่อมเอเชียทีค เดอะ
ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ด้วยไฮไลต์ “World’s
First Sustainable Cross-River Themed Cable Car : ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก” โดยจะใช้เงินลงทุนกว่า
2,000ล้านบาท พัฒนา 2 โครงการใหญ่ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ใช้เทคโนโลยีมาตรฐานสูงประหยัดพลัง
และทำ "MONA Bangkok" พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟโลก
ซึ่งจะร่วมกับ MONA : Museum of Old and New Art ออสเตรเลีย หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ชุมชน
เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน
“เคเบิ้ลคาร์
ข้ามเจ้าพระยา” จะออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา
เชื่อมโยงเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
เข้ากับโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ไร้รอยต่อของ AWC บนถนนเจริญนคร นำเสนอระบบการเดินทางอย่างยั่งยืน ด้วยศิลปะเคลื่อนไหวเปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ “Immersive Journey” เปี่ยมด้วยศิลปะ
แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม
เชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA
Bangkok ที่ AWC กับ MONA ผู้ก่อตั้ง Museum of Old and New Art เมืองโฮบาร์ต
รัฐแทสเมเนีย ออสเตรเลีย ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าไปเยี่ยมชมทุกปี
“MONA
Bangkok” จะนำจิตวิญญาณความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ทั่วโลกยอมรับสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย
ในโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ เดินหน้าสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเอกลักษณ์เฉพาะสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมไทยและกรุงเทพฯ
ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม
อัตลักษณ์ของไทย ภายใต้แพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยจะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและทั่วโลกได้สร้างสรรค์ นำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ
มีส่วนร่วมขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะที่กรุงเทพฯ ให้เติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกับ MONA รัฐแทสเมเนีย สร้างจุดหมายปลายทางวัฒนธรรมสะท้อนเอกลักษณ์พื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง
MONA โด่งดังในฐานะผู้สร้างสรรค์ "DarkLab" พัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมหลากหลายมิติ ทั้งศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ การพัฒนาย่านสร้างสรรค์
และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล ‘Dark
Mofo’ การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดงบริเวณโรงละคร
“Odeon Theatre” ไปจนถึง “In
The Hanging Garden” ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี
● “นางวัลลภา
ไตรโสรัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์
คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า AWC มุ่งมั่นทำพันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building
Better Future) พัฒนาเดสติเนชั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้การท่องเที่ยว
ชุมชน และประเทศ โครงการสำคัญนี้จะเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์
ส่งมอบคุณค่าที่มีความหมายและความยั่งยืนระยะยาว
ผ่านการสร้างประสบการณ์ระดับโลกผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์
และความยั่งยืนไว้ด้วยกัน
ด้วยความเชื่อมั่นสถาปัตยกรรม
และการออกแบบที่ดีสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสัมผัสและเชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายของพื้นที่ได้
แล้วโครงการนี้สะท้อนแนวคิดดังกล่าว ด้วย “MONA Bangkok” พื้นที่แห่งศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก เข้ากับ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก
ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” สร้างประสบการณ์เชื่อมโยงศิลปะ
วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเดินทางอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก
ทาง MONA ออสเตรเลีย พร้อมร่วมสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ
เสริมศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืน ด้านศิลปะ วัฒนธรรม
และการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของโลก AWC ขอขอบคุณพันธมิตรทุกฝ่ายที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นร่วมกัน
และเชื่อมั่นจะร่วมสร้างคุณค่าและประโยชน์ระยะยาวให้กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
อุตสาหกรรม และผู้คนทุกภาคส่วน
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น