“บางจาก-การบินไทย”นำร่องใช้ HEFA-SPK SAF
น้ำมันผลิตครั้งแรกในไทยทำน่านฟ้าการบินยั่งยืน
บางจากกับการบินไทยนำร่องใช้น้ำมันอากาศยานยั่งยืนHEFA-SPK SAF สร้างน่านฟ้าโลว์คาร์บอน
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #บางจาก #Thaiairways #HefaSPK #SAF
กลุ่มบริษัทบางจากควงการบินไทยใช้บริการ HEFA-SPK
SAF ผลิตในไทยครั้งแรก นำร่องกับเที่ยวบิน TG 409 ที่สุวรรณภูมิ ยกระดับ “น่านฟ้าไทยสู่ยั่งยืน” ผนึกแผนลดคาร์บอนการบินโลกเป็นศูนย์
กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท การบินไทย
จำกัด (มหาชน) ประกาศร่วมสร้างก้าวสำคัญอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศเดินหน้าให้บริการ
“น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF” ที่ผลิตครั้งแรกในประเทศไทยโดยกลุ่มบริษัทบางจาก นำร่องใช้กับเที่ยวบิน TG
409 เส้นทาง “กรุงเทพฯ–สิงคโปร์” จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ปลายทาง
ทั้งสององค์กรไทยร่วมกันสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการบิน
และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ Net
Zero
“HEFA-SPK SAF” ที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF
100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย
ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง โดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด
เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตร/วัน นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบผลิตภายใต้ระบบที่ได้การรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC
CORSIA และ ISCC EU
“นายชัยวัฒน์
โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
โดยมี SAF เป็นกลไกหลักช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้ SAF เริ่มทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณ
80 % ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม
ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำ HEFA-SPK
SAF ที่ผลิตครั้งแรกในไทยมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ
สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารหลายประเทศในฐานะสมาชิก World
Economic Forum แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน
แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือ SAF จะเติบโตได้เมื่อภาคเอกชนลงทุนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายภาครัฐชัดเจน
ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ส่วนผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ
ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF ซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย
หากมีเป้าหมายและกรอบเวลานำมาใช้ชัดเจน
จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ช่วยส่งเสริมการใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น
ทางกลุ่มบริษัทบางจากจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศของ SAF อย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของไทย
ตอบโจทย์ GDP เติบโตต่อเนื่อง สร้างการจ้างงานและความยั่งยืน
เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขยายโอกาสธุรกิจเติบโต
ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
“นายชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน
ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย
การได้ร่วมใช้ “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” ที่ผลิตในไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่เข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน
แผนงานการจัดส่ง HEFA-SPK
SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ
นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT) ไปยังคลังน้ำมันอากาศยาน บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด
(มหาชน) (BAFS) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป
ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน
ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนเมืองไทย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น