สจล.ปั้นชุมชนหัวตะเข้พื้นที่ต้นแบบเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในกรุง
นำนวัตกรรมเปิดโมเดลการเดินทางสีเขียวชูเรือแท็กซี่ไฟฟ้า
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #สลจ #ชุมชนหัวตะเข้ #ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
สจล.ดัน“หัวตะเข้”ชุมชนต้นแบบยั่งยืน นำนวัตกรรมจากห้องแลปใช้ได้จริงในพื้นที่
นำร่อง “ท่าเรือพระจอมเกล้า” เปิดการเดินทางสีเขียวชูใช้เรือแท็กซี่ไฟฟ้าหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในกรุงยั่งยืน
“รศ.ดร.คมสัน
มาลีสี” อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
เปิดเผยว่า สจล.ได้ใช้บทบาทการพัฒนานวัตกรรมภายใต้แนวคิด
From Lab to Life มุ่งแก้โจทย์
และพัฒนาชุมชนรอบสถาบันให้เป็นต้นแบบการเรียนรู้ ทำให้เมืองพัฒนาได้จริง โดยได้เลือก “หัวตะเข้” เก่าแก่มีอัตลักษณ์ชัดเจนการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก
เป็นโจทย์ท้าทายเรื่องการรักษาอัตลักษณ์ชุมชนกับพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ “ท่าเรือพระจอมเกล้า”
นำผลงานนวัตกรรมเข้าไปแก้โจทย์ชุมชนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
การเปิดพื้นที่การเรียนรู้ริมน้ำท่าเรือพระจอมเกล้า ภายใต้แนวคิด Innovation Living Lab ทดลองนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี การออกแบบพื้นที่ แนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง
เปิดให้นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย ชุมชน ภาคเอกชน
และภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต
เมือง และสิ่งแวดล้อม ต่อยอดไปสู่โอกาสด้านการเรียนรู้
การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การสร้างเศรษฐกิจชุมชนในอนาคต สอดคล้องกับการจัดงาน KMITL EXPO 2026 – ลาดกระบังนิทรรศน์
2569 From Lab to Life โดยดึงผลงานจากห้องวิจัย
สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวก ที่ สจล. มุ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า
ที่ผ่านมาแม้พื้นที่รอบลาดกระบังและชุมชนหัวตะเข้จะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการเรียนรู้จากบริบทพื้นที่จริง
แต่ “ข้อจำกัดสำคัญ” คือ การเชื่อมต่อด้านการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางทางบกอาจใช้เวลานานและไม่เอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ
การพัฒนาระบบการเดินทางทางน้ำจึงเป็นอีกแนวทางเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ชุมชน
และพื้นที่โดยรอบเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่
ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง
และทำให้อัตลักษณ์ของชุมชนยังคงเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเมืองในอนาคต
“รศ.
ดร.จรสวรรณ โกยวานิช” รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สินและความยั่งยืน
กล่าวว่า สจล. ใช้กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ด้วยโครงการ
“การขับเคลื่อนสามภูมินิเวศแห่งการเรียนรู้
สู่ระบบนิเวศของเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนฐานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเมือง ระยะที่
2” ซึ่งได้รับทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับพื้นที่ลาดกระบังสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(Ladkrabang Learning City) ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม
วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชน มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
ทั้งการเรียนรู้ทางน้ำ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ การพัฒนาหลักสูตรให้คนทุกช่วงวัย
และการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน
เริ่มจากการศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่และวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ลาดกระบัง
ทั้ง 1.เส้นทางคมนาคม
ทางน้ำ อัตลักษณ์ของชุมชน 2.ทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ก่อนนำข้อมูลมาร่วมออกแบบแนวทางพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการ Co-Create และ Co-Design กับชุมชนและภาคีเครือข่าย 3.ต่อยอดสู่การทดลอง
การเดินเรือ (Sandbox) เพื่อพัฒนาเส้นทางการเรียนรู้ทางน้ำ “The Learning Route by Boat” เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้สำคัญในพื้นที่ สร้างรูปแบบการเดินทางเอื้อต่อการเข้าถึงชุมชนมากขึ้น
โดยมีนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ช่วยเป็นไกด์แนะนำการเดินทาง
เป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย
เมือง และชุมชนเข้าด้วยกัน
โดยนำองค์ความรู้ในพื้นที่มาต่อยอดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ หลักสูตรของคนทุกช่วงวัย
และโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น
เพื่อให้ชุมชนรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นต้นแบบพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ใช้วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อน
“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัชรพงษ์ ประสานเกลียว”
หัวหน้าโครงการพัฒนามาตรฐานไม้ประสานกาวเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคาร กล่าวว่า อีกผลงานวิจัยที่สะท้อนบทบาทส่งเสริมความยั่งยืนของ
สจล. คือ “ศาลาท่าน้ำพระจอมเกล้า” อาคารต้นแบบที่พัฒนาจากเทคโนโลยี Glulam (Glued Laminated Timber) หรือไม้ประสานกาว
ภายใต้โครงการพัฒนามาตรฐานไม้ประสานกาวเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคาร ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
(วช.) สนับสนุน มุ่งศึกษาการนำไม้ยางพาราซึ่งเป็นวัสดุเกษตรสำคัญของไทย
มาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีมูลค่าเพิ่ม ผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ไม้ไทยงานก่อสร้างอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
โดยโครงการดังกล่าวมุ่งศึกษาตั้งแต่กระบวนการผลิต
การควบคุมคุณภาพ การทดสอบคุณสมบัติของวัสดุ
เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความแข็งแรงและความปลอดภัย
ก่อนต่อยอดสู่การออกแบบและก่อสร้าง “ศาลาท่าน้ำพระจอมเกล้า” อาคารต้นแบบเป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัสดุ
การออกแบบ การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“นายรัชตะ ฐิตะยานุรักษ์” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเดินทางทางน้ำกำลังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมืองยุคใหม่
โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ามายกระดับระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัท ทีทีเอ มารีเนอร์ จำกัด หรือ TMC บริษัทย่อยของ TTA จึงพัฒนา “เรือแท็กซี่ไฟฟ้า (EV Taxi Boat)”นวัตกรรมฝีมือคนไทย ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้
ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง ลดมลพิษทางน้ำและเสียง สร้างประสบการณ์การเดินทางทางน้ำรูปแบบใหม่เงียบ
สะอาด ปลอดภัย สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
“เรือแท็กซี่ไฟฟ้า” ดังกล่าวได้ออกแบบให้เหมาะกับการเดินทางในพื้นที่เมือง
รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 8 คน/เที่ยว ให้บริการแบบแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชัน มีแนวคิดพัฒนาเส้นทางเดินเรือทั้งทางเลือกและเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำรูปแบบใหม่
เชื่อมโยงผู้คนกับพื้นที่ริมน้ำและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยนำเรือไฟฟ้ามาทดลองใช้งานร่วมกับ
“ท่าเรือพระจอมเกล้า” ในงาน KMITL EXPO 2026
เพื่อศึกษาศักยภาพการเชื่อมโยงการเดินทางทางน้ำระหว่าง สจล. กับชุมชนหัวตะเข้ ผ่านท่าเรือวัดลาดกระบัง
– ท่าเรือพระจอมเกล้า – ชุมชนหัวตะเข้ นำเทคโนโลยีมาทดลองในพื้นที่จริง
เชื่อมโยงการเดินทาง การเรียนรู้ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน
พร้อมต่อยอดสู่โมเดลการเดินทางทางน้ำที่ยั่งยืนในอนาคต
“นางอำภา
บุณยเกตุ” ประธานวิสาหกิจชุมชนคนรักหัวตะเข้
เล่าว่า ชุมชนหัวตะเข้ร่วมมือกับ สจล. ช่วยเสริมศักยภาพพื้นที่
เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง ต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการเชื่อมโยงชุมชนในพื้นที่โดยรอบ
โดยนำองค์ความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยี
และกระบวนการคิดเชิงออกแบบเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาชุมชน หัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานความเข้าใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
เปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และเลือกแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทและอัตลักษณ์ของพื้นที่
เป็นการช่วยกันสร้างเครือข่ายใหม่
ๆ ระหว่างชุมชน นักศึกษา นักวิจัย หน่วยงานต่าง ๆ
ทำให้ชุมชนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน ช่วยชุมชนมีความมั่นใจวางแผนพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว
อนาคตคาดหวังจะเดินหน้าต่อเนื่อง จัดทำเป็น “แผนแม่บทการพัฒนาชุมชนระยะ 5 ปี” ทั้งด้านกายภาพ
วัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างสมดุล
สามารถรักษาเสน่ห์และอัตลักษณ์ของหัวตะเข้ ควบคู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไว้ได้อย่างยั่งยืน
.jpeg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น