วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ข้าววิถีพอเพียงท่องเที่ยว-ตามรอยพระบาท5ภาค-เขาหินซ้อน


สทอ.นำอุตฯท่องเที่ยวรุกจัดทัวร์วิถีข้าว

ตามรอยพระบาทวิถีพอเพียง5ภูมิภาค

ชมเกษตรศิลปาชีพเขาหินซ้อนฉะเชิงเทรา

สวัสดีเช้าวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz.ในรายการ รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์ รู้ทันข่าวและสารคดีท่องเที่ยวอัพเดททุกสถานการณ์

ช่วงแรกเวลา 11.15 น.

วสุมน เนตรกิจเจริญ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิน วิน สมาย จำกัด
 

“คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิน วิน สมาย จำกัด และบริษัทสมาชิกของสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.หรือTEATA) จะมาพูดคุยให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ ถึงการทำบิ๊กโปรเจ็กต์ใหม่ของเอกชนและหน่วยงานรัฐวงการท่องเที่ยวจะพร้อมใจกันโครงการ “ตามรอยพระบาท วิถีข้าว วิถีพอเพียง”  โดย สทอ.ได้เดินหน้าแล้วในการรณรงค์ให้สมาชิกกลุ่มบริษัทจัดนำเที่ยวอย่างยั่งยืนปี 2560 ทำโครงการดังกล่าวตามที่คนไทยได้ทราบกันมาตลอดถึงในหลวงของปวงชนชาวไทยได้วางรากฐานทุกเรื่องไว้จนมีความแข็งแรง ทั้งเรื่อง ทรัพยากรน้ำ ดิน หญ้าแฝก ทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ไว้ให้ทุกคนแล้ว

ต่อจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของคนไทยแล้วที่จะตามรอยพระบาทพระองค์เพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าในด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

การเชื่อมโยงพื้นที่หลักนำร่องโครงการตามรอยพระบาท “วิถีข้าว วิถีพอเพียง” ทางสมาคมได้หารือกับสมาชิกผู้ประกอบการใน สทอ.ทำเป็นพหุภาคี 5 ภูมิภาค จับมือกับหน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากส่วนกลาง จับมือร่วมมือจูงมือกันตามรอยพระบาท ทำร่วมกันทั้งประเทศ
 

พอได้ข้อสรุปแล้วทางสมาคมจะลงพื้นที่คุยกับสมาชิกผู้ประกอบการซึ่งกระจายอยู่ในทั้ง 5 ภูมิภาค สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีแกนหลักในพื้นที่นำร่อง ซึ่งจะมีมหาวิทยาลัยในแต่ละภาคเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประสานงานความร่วมมือโครงการนี้ในพื้นที่ต่าง ๆ

ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ซึ่งเป็น “ผู้นำตลาด” ส่งเสริมโครงการดี ๆ ในท้องถิ่น นอกจากชุมชนแล้วยังเปิดช่องทางให้นักท่องเที่ยว องค์กรส่วนกลาง บริษัทนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ ทยอยพานักท่องเที่ยวลงพื้นที่แนะนำการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยไปร่วมกับกิจกรรม ทดลองทำภารกิจตามรอยพระบาทให้สอดคล้องกลมกลืนกับชีวิตชุมชนจริง ๆ ทางผู้ดำเนินการจะเน้น “เรื่องข้าว” เป็นหลัก ซึ่งพระองค์ท่านได้วางระบบที่สมบูรณ์ไว้ให้พวกเราเป็นอย่างดีแล้ว

ทั้ง 5 ภูมิภาค โดยเฉพาะใน “ภาคอีสาน” เป็นแหล่งสารพัดข้าวขึ้นชื่อ ทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า แต่ด้วยคอนเซ็ปต์โครงการทำทั่วประเทศ จึงต้องใช้ระบบ “พื้นที่นำร่อง” เริ่มจาก “จังหวัดขอนแก่น” เพราะเป็นพื้นที่มีมหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งอยู่เพื่อเป็นเซนเตอร์ โดยจะเริ่มจากอีสานตอนล่าง มีชื่อเสียงโด่งดังแหล่งปลูกข้าว ตามเส้นทางหลัก ได้แก่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ในขณะที่จังหวัดอื่นลำดับต่อไปก็มี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ นครราชสีมา

เส้นทางในภาคอื่น ๆ ได้นำสินค้าของ ททท.กำหนดแต่ละภูมิภาค ด้วยการชูเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น ประกอบด้วย ภาคเหนือ-วิถีข้าว วิถีถิ่นล้านนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สืบสานประเพณี วิถีข้าวชาวอีสาน ค่อนข้างมีงานเทศกาลประเพณีเกี่ยวกับข้าว นำมาเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยว ภาคกลาง-ปั่นสำราญ วิถีข้าว ชาวนาไทย เน้นกิจกรรมการปั่นจักรยานไปเที่ยวเส้นทางการปลูกข้าว ภาคตะวันออก-เที่ยวหรรษา สนุกรู้ ข้าวไทย นำไปเรียนรู้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ภาคใต้-สุขสุดใจ หลากหลายข้าววิถี มีสถานที่ซ่อนอยู่ที่ในหลวงทรงช่วยพัฒนาการเกษตรและการปลูกข้าว เราจะพาไปชมข้าวสังหยด

กิจกรรมสนุกรู้ Local Experient  1.สัมผัสพื้นที่การปลูกข้าวซึ่งแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน 2.ร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น สำคัญที่สุดเพราะการปลูกข้าวและการรับประทานโดยเฉพาะข้าวเกษตรอินทรีย์ เป็นอย่างไรบ้าง 3.นำแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ บริเวณใกล้เคียง แหล่งท่องเที่ยวหลักตามธรรมชาติของแต่ละเส้นทางที่สวยงาม

ขณะนี้ ททท.ตอบรับส่งเสริมท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “วิถีข้าว วิถีพอเพียง” จะเริ่มเดินหน้าจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการนี้ได้ตั้งแต่มกราคม 2560 เป็นต้นไป และทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีความมุ่งมั่นจะทำการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยพระบาทตลอดไป ในเชิงเกษตรและอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งภาคประชาชน ชาวนา และนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถทำไปได้ตลอดไป

สำหรับนโยบายของ “สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย”  มีการประชุมพูดคุยโดยได้วางโครงสร้างปี 2560 เริ่มจากเส้นทางตามรอยพระบาท นั่นหมายถึง 1.โครงการพระราชดำริ 2.พื้นที่พระองค์เคยเสด็จไป ตามรอยโดยสามารถปฏิบัติได้ทุกเส้นทางทุกพื้นที่ 3.ทำการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร ส่วนเส้นทางอื่น ๆ จะทำให้สอดคล้องกับแผนงานของ ททท.ซึ่งปีงบประมาณนี้มุ่งเน้นรณรงค์ท่องเที่ยว 70 เส้นทางตามรอยพระบาท นำเสนอ 9 เส้นทาง 5 ภูมิภาค

สรุปแล้วในปี 2560 สทอ.จะทำ 2 โครงการหลัก คือ 1.วิถีข้าววิถีพอเพียง 5 ภูมิภาค และ 2.ตามรอยพระบาท 9 เส้นทาง 5 ภูมิภาค

ตัวอย่าง 9 เส้นทางหลัก ล้อไปกันไป 2 เส้นทาง ภาคเหนือ เชียงราย ยั่งยืนแต้ๆ เชียงใหม่ มีโครงการหลวงจำนวนมาก และบริเวณจังหวัดรอบ ๆ อีสาน เน้นจังหวัดสกลนคร มีภูพาน นครพนม ที่มีภาพของคุณยายตุ้มถือดอกบัวมารอรับเสด็จในหลวง และภาคอีสานใต้ ในอุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ เป็นเส้นทางตามรอยเสด็จเช่นกัน ภาคกลาง ได้แก่ นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตะวันออก ปราจีนบุรี สระแก้ว ภาคใต้ นครศรีธรรมราช เป็นหลัก

ในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องการเห็น “ท่องเที่ยวเป็นสื่อกลางหลัก” ต่อไปนี้จะพัฒนาให้ประเทศมีนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ และการเดินทางควรจะก่อเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายโดยมีทัวร์คุณภาพลงไปหาชุมชนโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้วย ทุกคนได้มีส่วนอนุรักษ์วิถีชีวิตท้องถิ่นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด เพราะเป็นเสน่ห์ดึงดูดทั้งคนไทยเอง เพราะจากการทำทัวร์นักท่องเที่ยวคนไทยทั้ง 100 % มีความสุขที่ย้อนวิถีไทยและสัมผัสท้องถิ่น เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศผู้จัดทัวร์เองก็อยากจะเห็น “ความสุข” ของทุกประเทศที่เดินทางไปสัมผัสชุมชนไทยทั่วประเทศ

มาร่วมกันทำสิ่งที่ “สานต่อที่พ่อทำ” โดยการ ตามรอยพระบาท ตามวิถีข้าว วิถีพอเพียง ไปกับ สทอ.และ ททท.ด้วยกัน

จากนั้นมาฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์หนุนเครื่องหนังไทย”

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้บุกเบิกร้านค้าดิวตี้ฟรีของเมืองไทย มานานกว่า 27 ปี ประกาศสนับสนุนนโยบาย “ประชารัฐ” คัดเลือกสินค้าชุมชนมาวางจำหน่ายในร้านค้าทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และแฟชั่น โดยได้ทำต่อเนื่องมากว่า 13 ปี ด้วยการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2559  ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เมื่อซื้อสินค้าในแผนกเครื่องหนังไทย, เครื่องประดับ ที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  รับส่วนลดได้ทันที่ 15 % เพื่ออุดหนุนสินค้าแบรนด์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคงต่อไป สอบถามเพิ่มเติมโทร 1631 หรือ www.kingpower.com

ข่าวที่ 2 “ท่าเตียนมีดีกว่าที่เห็น”
 


บริเวณท่าเตียน คือหนึ่งในพื้นที่เชื่อมโยง “การพัฒนาพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวัง” ซึ่งมีความวิถีความเก๋เที่ยวได้ในแบบชีล ชิค ใจกลางกรุง บนถนนมหาราช
 

เริ่มต้นจาก “ท่าเตียนแกลเลอรี่”  อยู่บนถนนมหาราช เลขที่ 310 ในบริเวณชั้น 2 ของร้านขายของที่ระลึก ของกลุ่มศิลปิน Art8tra ชมได้ทุกวันทุกวัน อังคาร-อาทิตย์ 10:00-18:00 น. ภายในแกลลอรี่นำเสนอผลงานศิลปะฝีมือชาวไทย เปิดให้เข้าชมฟรี ในขณะนี้ได้จัดแสดงพระบรมสาทิศลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดแสดงเกี่ยวกับงานจิตรกรรม ภาพวาด ภาพเขียน สนใจแวะไปชมโทร. 096-245-6292


          หรือถ้าต้องการพักผ่อนในโฮสเตลมีสไตล์ ก็ต้องที่ Arom D Hostel อยู่ติดถนนใหญ่ตรงข้ามวัดโพธิ์ มีทั้งห้องพักรวมและหญิงล้วน สนนราคาราว 800 บาทต่อห้องต่อคืน ส่วนห้องประเภทเตียงคิงไซซ์และเตียงคู่ ราคาเริ่มต้น 1,200 บาทต่อห้องต่อคืน แถมมีบริการอาหารเช้าด้วย โทร. 02-622-1055

ข่าวที่ 3 “ททท.นำวิถีข้าวกระหึ่มWTM2016

ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย 48 ราย เข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญที่สุดในสหราชอาณาจักร คืองาน “World Travel Market 2016” (WTM 2016) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้เป็นปีที่ 36 ระหว่าง 7-9 พฤศจิกายน 2559  ได้ชูจุดขาย “The Unique Local Thai Experience” เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาสัมผัสวิถีชีวิตไทยอย่างลึกซึ้ง ปลุกตลาดสหราชอาณาจักรเติบโตตามเป้าหมายปี 2559 เพิ่มอีก 10  % คิดเป็นรายได้เข้าประเทศ ประมาณ 73,410 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ 8 เดือนแรกปี 2559 ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 8 % นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรที่เดินทางมายังไทยเป็นตลาดระดับกลาง-บน ถึง  70 % มีรายได้เฉลี่ย 20,000 – 60,000 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี แต่ละทริปมีวันพักที่ค่อนข้างนานและใช้จ่าย 4,283 บาท/คน/วัน จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเนื่องในปี 2560 การเติบโตที่สดใส พร้อมกระจายรายได้ให้เข้าสู่ชุมชนเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับการตกแต่งไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน ในการงาน WTM 2016 ททท.ได้สำรองพื้นที่ขนาด 420 ตารางเมตร นำเสนอแคมเปญ “Discover Amazing Stories in Amazing Thailand” โดยชูจุดขาย “The Unique Local Thai Experience” ฉายเรื่องราวผ่าน VDO Wall พร้อมจัดสรรพื้นที่และลูกเล่นมากมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อาทิ “PA-SA-THAI- Machine” หรือ ตู้ภาษาไทย ให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้การออกเสียงคำในภาษาไทยง่ายๆ พร้อมลุ้นรับรางวัลของที่บ่งบอกความเป็นไทย รถตุ๊กตุ๊กซึ่งตกแต่งด้วยสินค้าท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งสามารถสแกน AR Code

ส่วนการเข้าคลิปวิดีโอเกี่ยวกับ Local Experience ผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยือนไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน ก็จะได้สัมผัสกับการชม อาทิ มวยไทย ผ้าไทย อาหารการกินริมทาง (Street Food) “วิถีชีวิตชุมชนเส้นทางข้าว” และรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards)” และ “IT Zone” นำเสนอประเพณีลอยกระทงผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality อีกทั้งยังมีพื้นที่จัดแสดงของหน่วยงานภายนอก อาทิ สถาบันสิริกิติ์ (ศิลป์แผ่นดิน) การกีฬาแห่งประเทศไทย และสายการบิน Bangkok Airways

ข่าวที่ 4 “บางจาก9เดือนโกยกำไรเกือบ4พันล้าน”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 2559 ว่าบริษัทในเครือบางจาก มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 36,686 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 1,132 ล้านบาท และเป็นกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ 1,178 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.86 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 9 เดือน มีกำไร 3,642 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.64 บาท

ข่าวที่ 5 ไมซ์ต้องไปเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่สวนลุงนิล

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และมูลนิธิเปิดทองหลังพระ ได้แนะนำเส้นทางเลือกดี ๆ ในการจัดประชุมหรือดูงานได้ที่สวน ปราชญ์พอเพียงลุงนิล

ลุงนิล หรือ นายสมบูรณ์ ศรีสุบัติ เกษตรกรวัย 66 ปี เจ้าของ “สวนลุงนิล” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 6 ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร   เป็นหนึ่งใน 25 ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คัดเลือกผู้เคยได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 จนมีหนี้สินมากมายและหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อหันมายึดแนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เขาสามารถปลดหนี้ กลายเป็นผู้มีรายได้จากการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฏีใหม่นับล้านบาทต่อปี

ลุงนิลเป็นชาวตำบล ช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ด้วยองค์ความรู้ที่ศึกษา ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ปัจจุบันเขาสามารถขยายผลองค์ความรู้และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน และผู้สนใจที่ติดต่อเข้ามาศึกษาดูงานบนเนื้อที่ 17.13 ไร่ถูกนำมาเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรแบบครบวงจร ทั้งปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น เลี้ยงปลาและทำปศุสัตว์ที่สามารถให้ผลผลิตนำไปจำหน่ายได้ทุกวัน ทั้งรายได้แบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จนถึงรายปี ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอด

ก่อนปีพ.ศ. 2540 ลุงนิลทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งได้แก่ทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ต้องประสบภาวะขาดทุน เพราะขาดความรู้ในการบริหารจัดการกลายเป็นมีหนี้สินหลายแสนบาทจนท้อแท้และหาทางออกไม่ได้

แต่เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านทางโทรทัศน์เมื่อปีพ.ศ. 2540 เกี่ยวกับเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดความคิด และหันมาปรับเปลี่ยนชีวิตแบบรู้จักประมาณตน มีความพอเพียงและพอดีและเริ่มปลูกพืชผักที่กินอยู่ประจำทุกวันโดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อและกินทุกอย่างที่ปลูก ทำให้ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน

ต่อมาเมื่อผลผลิตมากพอก็เอาไปแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน และเริ่มขยายไปสู่การเพาะปลูกไม้ผล เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู จนสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายได้ ภายในเวลา 7 ปีก็สามารถปลดหนี้ให้กับตนเองได้

          จุดเด่นที่ สวนลุงนิลได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้คือเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยปลูกพืชหลักและพืชแซมพร้อมกับเลี้ยงสัตว์ซึ่งนายสมบูรณ์เรียกว่า ปลูกพืชแบบคอนโด 9 ชั้น

ชั้นที่ 1 เป็นบ่อน้ำเพื่อเลี้ยงปลา ชั้นที่ 2 ปลูกพืชใต้ดิน ประเภทหัว เช่นกอย กระชาย ข่าเหลือง ชั้นที่ 3 ปลูกพืชหน้าดิน อาทิ พริกขี้หนู ยอดเหลียง มะเขือ ชั้นที่ 4 ปลูกส้มจี๊ด ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียน ชั้นที่ 7 ปลูกต้นลองกอง มังคุด พริกไทยทุกชนิด โดยให้เครือของพริกไทย เลื้อยไปตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ เป็นการเลี้ยงพืชแบบกาฝาก และชั้นที่ 9 คือปลูกไม้ยางนา

นอกจากนี้มีการทำบัญชีครัวเรือนเกิดการรับรู้รายรับ รายจ่ายและปรับลดตัวเลขรายจ่าย อาทิค่าปุ๋ยที่ใช้ปุ๋ยหมักจากพืชและมูลสุกรมาทดแทนทำให้ประหยัดต้นทุน และเริ่มแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีอยู่เพื่อจำหน่าย เช่น น้ำส้มควันไม้ ทุเรียนกวน และน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพจนสร้างรายได้ต่อปีจำนวนมาก

          รายได้ที่เกิดขึ้นรายวัน เช่น พืชผักสวนครัววันละ 2,000-3,000 บาท ตัดกล้วยขายต่อสัปดาห์ และต่อเดือนเป็นการจำหน่ายหมูหลุม ส่วนรายปีเป็นผลไม้ตามฤดูกาลที่เป็นไม้ยืนต้น

สวนลุงนิลได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนแห่งหนึ่งของจังหวัดชุมพรเพื่อขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ประชาชนที่สนใจทั้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และจงหวัดอื่น ๆ

ข่าวที่ 6 “แอร์เอเชียนำNEOsบริการตั๋วถูกสุดๆธ.ค.นี้”

นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย แอร์เอเชีย เปิดเผยว่า เตรียมทยอยนำเข้าฝูงบินรุ่นใหม่ แอร์บัส A319 NEOs ซึ่งเป็นรุ่นที่มีคุณสมบัติพิเศษ ประหยัดเชื้อเพลิงการบินจากปกติได้เฉลี่ยสูงถึง 15 % ด้วยความโดดเด่นดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อ “ผู้โดยสาร” เพราะทางสายการบินจะสามารถทำราคาขายตั๋วโดยสารเครื่องบินได้ถูกและประหยัดเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะทยอยรับมอบเครื่องบินเข้ามาให้บริการภายใน 2 ปีนี้ รวม 11 ลำ

เริ่มจากในปลายปี 2559 เพิ่ม 6 ลำ ลำที่ 1 และ 2 จะเข้ามาให้บริการในเมืองไทยเริ่ม 15 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป และในปี 2560 จะรับเพิ่ม 5 ลำ วางกลยุทธ์นำมาใช้เปิดเพิ่มความถี่และบริการในเส้นทางบินใหม่ ๆ ครอบคลุมในอาเซียน จีน อินเดีย ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,880 ล้านคน รวมทั้งจะจับมือกับพันธมิตรกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้ถือหุ้นในไทย แอร์เอเชีย ผนวกจุดแข็งเข้าด้วยกันสร้างการเติบโตทางการตลาดดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศมั่นคงเข้มแข็งในระยะยาว

ช่วงที่ 2 เวลา 11.45 น.ฟังเรื่องดี ๆ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท “เขาหินซ้อน” ฉะเชิงเทรา การดูแลสุขภาพปลายฝนต้นหนาว และข่าวฮ็อตในรอบสัปดาห์

@ทัวร์เกษตรศิลปาชีพศูนย์ฯเขาหินซ้อน   




ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 7 ม.2 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เปิดให้ชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.

จากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ทั้ง ดิน น้ำ และป่าไม้ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมป่าไม้ และกรมปศุสัตว์ 4 หน่วยราชการที่มีส่วนร่วมกัน พัฒนาพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่อง มาจากพระราชดำริ จนกลายมาเป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาด้านเกษตรกรรมและงานศิลปาชีพแก่เกษตรกรและผู้สนใจทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถแวะมาสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายพอเพียงตามแนวคิดของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในปี พ.ศ. 2522 ราษฎรในหมู่ที่ 2 ตำบลเขาหินซ้อน น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 264 ไร่ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้ถวายที่ดินเพิ่มอีก 497 ไร่ รวมกับที่ดินบริเวณสวนรุกขชาติและ สวนพฤกษ์ศาสตร์ และที่ดินพระราชทานจากในหลวง ในพื้นที่ติดกับศูนย์ฯ รวมเป็น 1,895 ไร่ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชื่อว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2523

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ปัจจุบันเป็น สถานที่พักผ่อนในวันหยุดที่ประชาชนให้ความสนใจ เข้าเยี่ยมชม และศึกษาเรียนรู้ทั้งแบบครบครัวและหมู่คณะ โดยเป็น" แหล่งฝึกอบรม และศึกษาเชิงวิชาการ เพื่อพัฒนาการเกษตรและอาชีพให้กับเกษตรกรในภาคตะวันออก "

ทริปตัวอย่าง 2 วัน 1 คืน เส้นทางท่องเที่ยว จ.ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา

วันแรก : ชลบุรี ช่วงเช้า เดินทางไปวัดญาณสังวรารามมหาวรวิหาร เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านโรงสี ช่วงบ่าย เที่ยวชมป่าสิริเจริญวรรษ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน พักค้างคืนที่บางเสร่

วันที่สอง : ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา  ช่วงเช้า เยี่ยมชมวิหารเซียน ชมแหล่งผลิต เครื่องจักสาน ณ ชุมชนพนัสนิคม ช่วงบ่าย เยี่ยมชมศูนย์การพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา

สถานที่เที่ยวห้ามพลาด พระตำหนักสามจั่ว หรือบ้านสามจั่ว บ้านพักรับรอง เป็นบ้านไม้สองชั้นยกพื้นสูง ซึ่งพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้าง ทั้งยังทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง  รวมถึงโรงสีข้าวพระราชทาน สามารถเข้าชมกระบวนการสีข้าว ก่อนบรรจุใส่กระสอบในชื่อศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และต้องห้ามพลาดใช้บริการห้องอบและห้องนวดสมุนไพร เปิดบริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น.

กิจกรรมห้ามพลาด  ชมการสาธิตวิธีการเตรียมดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช แต่ละชนิด
ชิมผลไม้สดๆ จากต้น พร้อมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โทร. 0-3855-4982

การเดินทาง  จากอำเภอพนมสารคาม ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ช่วงกิโลเมตรที่ 51-52

@ผลิตภัณฑ์โครงการเพื่อสุขภาพ8รายการ

เมนูอร่อยและของดีจากโครงการหลวง อาหารเพื่อสุขภาพอันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริ สามารถเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพในโครงการพระราชดำริได้ที่ร้าน Golden Place ร้านโครงการหลวง และซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป

จากพระราชดำริเริ่มแรกที่มีพระประสงค์ให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ และประกอบอาชีพในสิ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรและพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้งทำมาหากินยากแล้ว ผลผลิตจากการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประชาชนชาวไทยได้มีของกินดี ๆ ในราคาที่ไม่สูงมาก มีรายการอาหารเพื่อสุขภาพ จากโครงการหลวง ยอดนิยมดังนี้

1.นมโครงการหลวง นมโคแท้ ๆ 100% ที่ไม่ปรุงแต่งรส ไม่มีส่วนผสมของนมผงใด ๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ดื่มนมที่คงประโยชน์อยู่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า นอกจากนมโคแท้ตราจิตรลดาแล้ว ยังมีนมชั่งหัวมันจากโครงการชั่งหัวมัน ที่เป็นนมโคเต็มมันเนย มีคุณค่าทางอาหารยังคงอยู่เกือบครบ สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น อร่อย มีประโยชน์  

2. นมถั่วเหลือง โครงการหลวงมีนมถั่วเหลืองที่ผลิตจากถั่วเหลืองแท้ 100% และเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทางเลือก

3. น้ำมะเขือเทศดอยคำ 100% เป็นน้ำมะเขือเทศแท้ ๆ ที่คัดมาอย่างดี และยังมีน้ำผัก-ผลไม้ 100% ชนิดอื่น ๆ ให้เลือก เช่น น้ำสตรอว์เบอร์รี 100% น้ำลิ้นจี่ 100% น้ำฝรั่ง 100%

4. น้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม สกัดมาจากสมุนไพรมีประโยชน์ แถมยังมีหลายรสชาติ ทั้งชาเขียวสูตรต้นตำรับ น้ำเห็ดหลินจือผสมน้ำผึ้ง น้ำฟักเขียว หรือน้ำตะไคร้

5. ผลไม้อบแห้ง จากการแปรรูปผลไม้สดให้อยู่ได้นานขึ้น อบแห้งบรรจุซอง มีทั้งสตรอว์เบอร์รีอบแห้ง มะม่วงอบแห้ง ฝรั่งอบแห้ง และมะเขือเทศเชอร์รี่

6. แยมผลไม้  เป็นผลิตภัณฑ์ทาขนมปังที่ผลิตจากผลไม้สดกวนจนเหนียวข้น โดยไม่ผสมน้ำตาลมีด้วยกัน 3 รสชาติ คือ สตรอว์เบอร์รี  มัลเบอร์รีทา และพีช

7. ข้าวกล้อง  ทั้งข้าวกล้องหอมมะลิงอก 100% กลุ่มวิสาหกิจชุมชนใน อ.เต่างอย จ.สกลนคร นำมาผ่านการเพาะงอก  หรือการรวมข้าวกล้องงอก 3 ชนิดไว้ในถุงเดียวกัน คือ ข้าวกล้องหอมนิลงอก 100%, ข้าวกล้องมันปูงอก 100% และข้าวกล้องงอกไตรทิพย์   

8. ข้าวเกรียบฟักทอง ของกินเล่นที่ได้ประโยชน์จากฟักทองเต็ม ๆ อีกทั้งยังมีธัญพืชและผักชนิดอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย กินเพลิน ๆ

ติดตามฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “งดปล่อมโคมยิงลำแสงรอบสุวรรณภูมิรัศมี8กม.”

นายศิโรตม์  ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันรณรงค์การงดปล่อยโคมลอย ลูกโป่ง พลุไฟ และการยิงลำแสงขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงเทศกาลลอยกระทง ภายในรัศมี 8 กิโลเมตร โดยรอบสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ความปลอดภัยในการเดินอากาศ เพราะอาจเป็นอันตรายกับอากาศยาน ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ทำให้เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 229 และ 232 จึงขอประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เกี่ยวกับอันตรายของการปล่อยโคมลอย ลูกโป่ง พลุไฟ และยิงลำแสงขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบิน และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย

ข่าวที่สอง “ปราบทัวร์จีน0เหรียญตลาดดิ่งเหวหนัก”

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เพื่อให้กระแสการเดินทางของตลาดทัวร์จีนกลับมาดีขึ้นภายในเดือนธันวาคมนี้ และดีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่คนจีนนิยมเดินทางเที่ยวไทยสูงที่สุด เนื่องจากในปี 2559 คาดการณ์จะมีนักท่องเที่ยวมาไทย 10 ล้านคน แต่พอเกิดเหตุการณ์ในประเทศและผลกระทบที่เกิดจากนโยบายปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ยอดจึงต่ำเป้าลดลงมาเพียง 9.5 ล้านคน

ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปทำโร้ดโชว์ในจีน โดยจะพยายามเร่งทำราคาแพ็กเกจทัวร์ใหม่ในนำเสนอคู่ค้าแบ่ง 3 ระดับ คือ ซิลเวอร์, โกลด์ และแพลทินัม เพื่อเพิ่มยอดจีนเข้ามาเพิ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนต้นปีหน้า

สำหรับปี 2560 แอตต้าคาดการณ์แนวโน้มจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพียง 11 ล้านคน ต่ำกว่าเดิมเคยตั้งไว้ตลอดทั้งปีจะมากถึง 12-13 ล้านคน 

 ข่าวที่ 3 “สมคิดนำคณะจับเข่าคุยกับจีนธ.ค.นี้”

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมข้อมูลก่อนนำคณะเดินทางไปเยือนจีน 9-11 ธ.ค.2559 ในการดึงดูดนักลงทุนจากจีนเข้ามาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมดิจิตอล ไอที สตาร์ทอัพ อาหารและเกษตร

ทั้งนี้ ดร.สมคิดมีกำหนดจะเข้าหารือกับรองนายกรัฐมนตรีของจีน และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือทางการค้าไทย-จีน (เจซี) ประเด็นสำคัญ อาทิ การผลักดันการขยายการค้าสองฝ่ายให้เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปี หรือในปี 2563 รวมถึงการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจไทย-จีน ระยะ 5 ปี การหารือความร่วมมือโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร การเงิน พลังงาน และการท่องเที่ยว  

พบกับสาระข่าวดี ๆ ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.

ดำเนินรายการโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน และ นฤมล พุกยม

ติดตามฟังรายการย้อนหลังเข้าไปที่ www.google.com พิมพ์คำว่า รวยด้วยข่าว97.0 หรือทาง www.facebook.com/rauydauykhao และ ข่าววิเคราะห์เจาะลึกทางบล็อกเกอร์ :gurutourza.blogspot.com

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรายการ ขอให้พักผ่อนอย่างมีความสุขตลอดวันหยุด
เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
คอลัมนิสต์-การบิน/ท่องเที่ยว
และผู้ดำเนินรายการรวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์สวท.FM97.0 MHz
 

 

 
 


 

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลุยแผนปี60-ทัวร์จีนวูบธุรกิจพัทยาเดี้ยง


สภาทัวร์ลุยทำ3ยุทธศาสตร์4แผนปี’60

ขับเคลื่อนไทยแลนด์ไฮเดสติเนชั่นในเอเชีย

ห้ามพลาดทัวร์จิตวิญญาณนาเฮียใช้สุพรรณฯ

พิษทัวร์จีนวูบยาวทำธุรกิจเมืองพัทยาเดี้ยง

สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2559   เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย” FM 97.0 MHz.ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” อัพเดททุกสถานการณ์ข่าวเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบิน ครบวงจร

ช่วงแรกเวลา 11.15 น.
 

“คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก” ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมัยที่ 2 ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ พฤศจิกายน 2559-ตุลาคม 2561 ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” โดยประกาศต่อยอดนโยบายใหม่ 4 โครงการ 3 ยุทธศาสตร์ ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุก 4 เรื่อง ที่จะทำประเทศไทยเป็น “ผู้นำ Tourism High Destination หรือประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง”

เริ่มต้นจากในสถานการณ์ขณะนี้ สมาชิกสภาฯ ท่องเที่ยวจะขอมีส่วนร่วมนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยว 70 เส้นทางตามรอยพระบาท ทางสมาชิกทั้งส่วนกลางและภูมิภาคร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องมาโดยตลอด จัดโปรแกรมนำเยี่ยมชมพระวิริยะอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยม เพื่อจะได้นำไปสานต่อที่พ่อสอนไว้

            รวมไปถึงการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภาคแลกเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีความแตกต่างกัน ระหว่างภาคใต้กับภาคอีสาน ภาคเหนือภาคตะวันออก และภาคต่าง ๆ ซึ่งมีสายการบินบริการอย่างสะดวก สภาท่องเที่ยวยังคงผนึกกับ ททท.เดินหน้าตามสถานการณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งต่อยอดแพกเกจเส้นทางที่น่าสนใจ โดยได้รับความนิยมต่อเนื่องไปในทางที่ดี

            ปลายปี 2559 เป็นช่วงฤดูการเดินทางหรือ high season จะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทางสมาชิกสภาท่องเที่ยวก็จะนำเสนอเพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เข้มแข็งได้ต่อไป

            สำหรับ “นโยบายสภาฯท่องเที่ยว” ที่จะต้องทำต่อในสมัยที่สอง มี 4 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการที่ 1 เดินหน้านโยบายพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยจะทำแผนยุทธศาสตร์ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณตามมาตรฐานครบวงจร ให้เพียงพอต่อต้องการของตลาด

            โครงการที่ 2 ผู้นำการท่องเที่ยว ร่วมมือกับสถาบันพัฒนา (นิด้า) ทำให้การเชื่อมโยงภาคเอกชนกับภาคีพันธมิตรในทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้มแข็ง ทำให้ไทยเป็นผู้นำ โดยจะเปิดอบรมทั้ง 4 ภูมิภาค เริ่มได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม นี้เป็นต้นไป แกนหลักของโครงการนี้จะเน้นต่อยอดองค์ความรู้และแนวคิดที่เท่าเทียมกันในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ สามารถมีส่วนร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกันได้ เอกชนที่สนใจสามารถสมัครได้ที่สภาท่องเที่ยว

            โครงการที่ 3 พัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชน ด้วยการจับมือกับ “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)” หรือ “อพท.” จะช่วยเสริมการตลาดสู่ชุมชน สอดคล้องกับนโยบายการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นของรัฐบาล และโครงการที่ 4 การจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยว

            สำหรับแนวทางยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการสภาฯ ท่องเที่ยวชุดใหม่ ที่จะรับภารกิจปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2559-2561 จะช่วยกันสร้าง “ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรม” ภายใต้พันธกิจมุ่งเน้นสร้างมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ล้อไปกับ 3 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้มแข็งทางการแข่งขันทางการท่องเที่ยวในเวทีโลก 2.สร้างระบบมาตรฐานห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 3.สร้างระบบศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านวิชาชีพการท่องเที่ยว

            โดยกำหนดแผนปฏิบัติการเป็นโครงสร้างที่สอดคล้องกับภารกิจขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศไทย แผนส่งเสริมและพัฒนา จัดทำแผนงบประมาณและกิจกรรมประจำปี

            ร้อยเรียงพันธกิจ ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ เดินหน้าไปด้วยกันอย่างบูรณาการ

ประกอบด้วย เรื่องแรก “นโยบาย” มุ่งสู่ Tourism High Destination พัฒนามาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานระดับโลก เรื่องที่ 2 สภาความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่องที่ 3 ทำวิจัย วิชาการ ด้านการท่องเที่ยว เรื่องที่ 4 การสื่อสารแบบดิจิตอล ผลักดันให้สมาชิกเข้าสู่ Thailand 4.0 ภาคการท่องเที่ยว และยังมีอีกหลายโครงการที่จะเข้ามาเสริมในช่วง 2 ปีข้างหน้า

            โจทก์ในการผลักดัน “รายได้ท่องเที่ยว” เติบโตแบบก้าวกระโดดได้หรือไม่นั้น ข้อแรกต้องยอมรับว่าแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมไปมาก จึงต้องเข้าไปพัฒนาคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานสากล จากนั้นจึงจะสามารถขยับราคาบริการอย่างสมเหตุผล ขณะเดียวกันก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็สำคัญ ที่จะทำให้การเดินทางเข้าถึงอย่างเท่าเทียม เช่น บริการคนด้อยโอกาสหรือผู้พิการ ต้องได้รับบริการเท่าเทียมกับนักท่องเที่ยวปกติด้วยเช่นกัน

            ในส่วนการเข้าสู่ Thailand 4.0 ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เข้าหมวดนี้บ้างแล้วแต่ยังมีหลายระดับ ทางสภาท่องเที่ยวได้คุยกับ SIPA และ สวทช.ในเบื้องต้นที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการเขียนโปรแกรมซอฟท์แวร์ จึงใช้เรื่องนี้นำร่องก่อน รวมถึงดึงสตาร์ตอัพเข้ามาเชื่อมโยงด้วย หากมีซอฟท์แวร์ใหม่ทางผู้ประกอบการก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในช่องทางการตลาด

            การพัฒนาตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งต้องเน้นกลุ่มคุณภาพ สภาท่องเที่ยวจะเน้นเรื่องมาตรฐานผู้ประกอบการไทยโดยทำร่วมกับกรมท่องเที่ยว ส่วนการตลาดจะร่วมมือกับ ททท.หาตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศใหม่ หรือแม้แต่ในจีนเองก็จะเพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง

            สภาฯ ท่องเที่ยวได้พยายามจัดเตรียมนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการไว้ให้ครอบคลุมการพัฒนา ส่งเสริม และยกระดับ ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุดในอีก 2 ปีข้างหน้า

            ฟังสัมภาษณ์อย่างละเอียดได้ในรายการ ช่วง 11.10-11.25 น.

จากนั้นฟังต่อด้วยข่าวต้นชั่วโมง

 ข่าวที่ 1 “ช้อปดิวตี้ฟรีที่2สนามบิน3พันลด3ร้อย”

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้บุกเบิกธุรกิจร้านค้าปลอดอากรหรือ Duty Free ของประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมในระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน  2559 เมื่อซื้อสินค้าในสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ครบ 3,000 บาท รับส่วนลดทันที 300 บาท โดยมีสินค้าที่ต้องยกเว้นเข้าร่วมรายการนี้ ได้แก่ สุรา และยาสูบ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คอล เซนเตอร์ 1631

ข่าวที่ 2 “เที่ยวข้ามภาค70เส้นทางตามรอยพระบาท”

นางสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวข้ามภาค กระตุ้นนักท่องเที่ยวเดินทางระยะไกลขึ้นกว่าในภูมิภาคตัวเอง โดยในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ททท.จะเพิ่มข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทุกวัยหันมาเดินทางข้ามภาคไปเยี่ยมชมโครงการ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท โครงการพระราชดำริ ซึ่งมีอยู่กว่า 4,000 โครงการ ที่สำนักงาน ททท.แต่ละพื้นที่กำลังเร่งสำรวจเพื่อรวบรวมพื้นที่ ที่มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปชมอย่างลึกซึ้งถึงประโยชน์ของแต่ละโครงการที่จะนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข

 สำหรับโครงการ เที่ยวข้ามภาค ททท.ได้หารือกับทุกสายการบินในประเทศร่วมมือกันส่งเสริมสนับสนุนการจัดทำแพกเกจให้กับผู้ที่สนใจ ได้แก่ ไทยสมายล์, ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์ ที่ปัจจุบันวางเครือข่ายเส้นทางทั้งจากศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯไปทั่วประเทศ และเพิ่มเติมเส้นทางจากฮับต่างจังหวัดไปสู่เมืองหลักในภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น เช่น จากเชียงใหม่ มีเส้นทางไปยังภูเก็ต, กระบี่ หรือจากอุดรธานี มีการเดินทางเข้าสู่หาดใหญ่ โดยจัดสรรที่นั่งส่วนหนึ่งเพื่อมาทำแพ็คเกจโปรโมชั่นการขายตลอดปี 2560

ข่าวที่ 3 “จัดลงตัวลอยกระทงกทม.-5พื้นที่เอกลักษณ์”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รายงานถึงความคืบหน้าข้อสรุป “การจัดงานประเพณีลอยกระทง” เดือนพฤศจิกายน 2559 ณ สวนสันติชัยปราการ กรุงเทพมหานคร และพื้นที่เอกลักษณ์ทั่วประเทศ 5 แห่ง

กรุงเทพมหานคร จัด ณ บริเวณสวนสันติชัยปราการ กรุงเทพมหานคร เวลา : 17.00 – 22.00 น.โดยยังคงมีกิจกรรม 1.สาธิตวิถีไทย สำรับของหวาน เครื่องว่าชาววัง-จีบใบตอง กรองมาลัย 2.DIY กระทง จากวัสดุธรรมชาติ (ไม่คิดค่าใช้จ่าย) 3.รูปแบบลอยกระทง โดยจัดทำกระบะลอยกระทงเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนลอยกระทงด้วยความปลอดภัย 4.ขบวนแห่ พุทธบูชา เพ็ญทวาทศมาส” 4.การบรรเลงดนตรีไทยเครื่องสาย เพลงไทยเดิม

ทั้งนี้ จะมีดิสเพลย์และจัดนิทรรศการแสดงเกร็ดน่ารู้ น่าสนใจต่างๆ ของประเพณีการลอยกระทง และประเพณีลอยกระทงของพื้นที่เอกลักษณ์ ประกอบด้วย  จำลองบุษบก ประดิษฐ์ฐาน พระอุปคุตพระผู้คุ้มครองรักษา ใช้ในพิธีอาบน้ำเพ็ญตามแบบประเพณีโบราณ ในพิธีอาบน้ำเพ็ญนี้ประชาชนสามารถมาร่วมอาบน้ำเพ็ญด้วยน้ำมนต์จาก 9 วัด และน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะท้อนด้วยแสงจันทร์คืนที่พระจันทร์เต็มดวงเพื่อความปิติสุขทั้งกายและใจ

จังหวัดเชียงใหม่ งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2559 กิจกรรม 1. กิจกรรมต๋ามผางปะตี๊ดส่องฟ้าฮักษาเมือง 12-15 พ.ย. 59    ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ /ประตูท่าแพ / สำนักงานเทศบาล

            2. ประกวดกระทงลอยน้ำประดับเมือง 12-15 พ.ย. 59  บริเวณคูเมือง 3. พิธีเปิดงานประเพณีเดือนยี่เป็ง 13 พ.ย. 59 ณ ข่วงประตูท่าแพ  4. ประเพณีตั้งธรรมหลวงต๋ามผางปะตี๊ดบูชาพระธาตุเจดีย์ 13-14 พ.ย. 59 ณ วัดโลกโมฬี 5. สืบฮีต สานฮอย ฮอมปอย ไหว้สาพระสิริมังคลาจารย์ 13-14 พ.ย. 59 ณ พุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ 6. การประกวดจัดซุ้มประตูป่า 13-15 พ.ย. 59 ณ วัดและชุมชนในเขตเทศบาล

7. พิธีบวงสรวงศาลพระภูมิ, เจดีย์ขาว, ขอขมาแม่น้ำปิง 14 พ.ย. 59 ณ สำนักงานเทศบาล 8. การประกวดกระทงฝีมือใบตอง-ดอกไม้สด 14 พ.ย. 59   สำนักงานเทศบาล  9. การปล่อยกระทงสืบสานล้านนา 14 พ.ย. 59 ณ ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล 10. การประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ ชิงถ้วยรางวัลนายกรัฐมนตรี 15 พ.ย. 59 ณ ข่วงประตูท่าแพ / สำนักงานเทศบาล

            สำหรับปี 2559 งานลอยกระทงตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ปรับรูปแบบใหม่ด้วยการตัดภาคบันเทิงและกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ ออกไปตามความเหมาะสม

จังหวัดสุโขทัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในช่วงลอยกระทง  ณ อุทยานประวัติศาสตร์ จังหวัดสุโขทัย

กิจกรรม 1. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติตามรอยประพาสในรัชกาลที่ ๙ ในจังหวัดสุโขทัย 2. การสาธิตการทำกระทง 3. ตลาดโบราณ  4. กิจกรรมถนนสังคโลก 5. การจุดตะคันประดับโบราณสถาน จำนวน 9,999 ดวง 6. กิจกรรมลอยกระทงตามประเพณีไทยโบราณ

จังหวัดตาก ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง ประจำปี 2559 ณ บริเวณริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง โดยปรับรูปแบบกิจกรรมเป็น กิจกรรมลอยกระทงสาย 9,999 เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในวันที่ 14 พ.ย. 59 ณ ริมแม่น้ำปิง

ข่าวที่ 4 “เติมน้ำมันบางจากรับฟรีน้ำมะเขือเทศดอยคำ”

บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิผู้ใช้บริการเติมน้ำมันบางจากครบ 600 บาท รับฟรี น้ำมะเขือเทศดอยคำ จากโครงการตามแนวพระราชดำริ  วันนี้ - 30 พ.ย. 59 หรือจนกว่าของจะหมด ที่ปั๊มบางจากที่ร่วมรายการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับ “น้ำมะเขือเทศ” มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก มีสารจำพวกไลโคปีน (Lycopene) แคโรทีนอยด์ เบตาแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้น และมะเขือเทศยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย  

ข่าวที่ 5 “ศาสตร์พระราชาหนองใหญ่”สำหรับไมซ์

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB แนะนำให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้าร่วมโครงการ “ประชุมเมืองไทย อิ่มใจ ตามรอยพระราชดำริ” ณ “ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาต่อยอดโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ฯ
 

          ศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร เป็นโครงการต่อเนื่องในการพัฒนาพื้นที่เพื่อนำองค์ความรู้และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผล โดยศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปิดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องจากผู้สนใจทั้งในจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาและปฏิบัติจริงตามแนวหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงโดยสามารถเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ชุมชน อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์เป็นการอบรมแบบครบวงจรเหมาะกับเด็กรุ่นใหม่ที่ห่างไกลจากการทำอาชีพเกษตรกรรม
 

ในศูนย์เรียนรู้จะมีทั้งทุ่งนาจำลองเพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จัก ต้นข้าวและการทำนาจริงแสดงถึงวิถีชีวิตชาวนา และการทำนาข้าวเหลืองปะทิวแบบอินทรีย์ การสีข้าวและอุปกรณ์การทำนาแบบโบราณและโรงผลิตปุ๋ยหมัก โดยเฉพาะการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวที่สำคัญของจังหวัดชุมพร เช่น ข้าวเหลืองปะทิว และพันธุ์ข้าวไร่พื้นเมืองที่มีอยู่ 9 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ภูเขาทอง พันธุ์เล็บนก พันธุ์ดอกขาม พันธุ์นางเขียน พันธุ์สามเดือน พันธุ์นางครวญ พันธุ์ข้าวดำ พันธุ์ข้าวเหนียวกาดำต้นดำ และพันธุ์ข้าวเหนียวกาดำต้นเขียวไม่ให้สูญพันธุ์ จะมีปลูกอยู่ที่ศูนย์ฯแห่งนี้

การศึกษาด้านการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การปลูกไม้เศรษฐกิจแซมในแปลงเกษตร เช่น ยางนา ตะเคียนทอง และมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การศึกษาเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร การทำการเกษตรแบบผสมผสาน เน้นการใช้พื้นที่ในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า 100% ด้วยการปลูกพืชหลักและพืชแซมพร้อมกับเลี้ยงสัตว์ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน

ในบริเวณอ่างเก็บน้ำมีข้ามสะพานไม้ความยาว 300 เมตร ไปยังเกาะที่มีพื้นที่ 5 ไร่เพื่อศึกษาธรรมชาติและความเป็นอยู่ของสัตว์โดยเฉพาะนกที่พึ่งพาระบบนิเวศน์ที่เป็นธรรมชาติอาศัยอยู่

ผู้ที่สนใจ เรียนรู้ศาสตร์พระราชาที่ต้องใช้เวลา สามารถเข้าพักในรูปแบบโฮมสเตย์ที่เปิดให้บริการในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ฯอีกด้วย

ข่าวที่  6 “แพกเกจบินทั่วเอเชีย3วัน2,590บาท”

ไทย แอร์เอเชีย รายงานว่า ระหว่างวันนี้-31 ธ.ค.2559 ทาง airasiaGo.com บริษัทในเครือแอร์เอเชียที่ให้บริการจัดแพกเกจท่องเที่ยว มีโปรโมชั่นมานำเสนอด้วยแพกเกจ 3 วัน 2 คืน เดินทางเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 2,590 บาท ทั้งการไปพักผ่อนในจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ ของไทย หรือจะไปญี่ปุ่น ฮ่องกง และประเทศอื่น ๆ ที่ไทยแอร์เอเชีย มีบริการก็ได้ ราคาดังกล่าวรวมห้องพักโรงแรม ตั๋วโดยสารเครื่องบิน และภาษีทั้งหมดแล้ว

            เข้าไปเลือกจองแพกเกจส่งท้ายในช่วงฤดูท่องเที่ยวได้ที่ www.airasiaGo.com ราคานี้ขายเปิดให้ซื้อได้ถึง 31 ธ.ค.2559 ซื้อแล้วนำไปใช้ได้ทันทีภายใน 31 ธันวาคมนี้

ช่วงที่ 2 เวลา 11.45 น.เชิญชวนเยี่ยมชม 1 ใน 70 เส้นทางตามรอยพระบาท “นาเฮียใช้ สุพรรณบุรี” แล้วมาฟังวิธีดูแลการกินของราศีตุลย์เพื่อสุขภาพที่ดี และข่าวฮ็อตในรอบสัปดาห์

 @“ชมศูนย์จิตวิญณาณชาวนาเฮียใช้-สุพรรณบุรี”

ชวนกันไป “ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา-นาเฮียใช้ จ.สุพรรณบุรี” 1 ในเส้นทางตามรอยพระบาท ตั้งอยู่ที่150/6 หมู่ 8 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เที่ยวได้ทุกวัน ตั้งแต่08.00-17.00 น.
 

จากความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของตระกูลเจริญธรรมรักษา ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ โดยการค้นหาเกษตรกรที่ขยันซื่อสัตย์และรับผิดชอบในหน้าที่มาช่วยพัฒนาระบบเมล็ดพันธุ์ข้าว จนได้ข้าวที่มีความบริสุทธิ์ สูง ผ่านเกณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.พันธุ์พืชกำหนด ในปี พ.ศ. 2540 จนมีสมาชิกชาวนาที่ปลูกข้าวให้ จำนวน 313 ครอบครัว บนพื้นที่ประมาณ 5 พันไร่
 

ในปี พ.ศ. 2553 คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา บุตรชายของเฮียใช้ ได้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ที่มีความสนใจศึกษาหาความรู้เรื่องข้าว และวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต และเพื่อเป็นการตอบแทนชาวนาผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด และก่อสร้างเรือนไทยหลังงามมากมาย เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ อาทิ เรือนศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ เรือนพระแม่โพสพ และเรือนวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต

ปัจจุบันคุณนิทัศน์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้รวบรวม และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการเมล็ดพันธุ์ให้กับชมรมผู้ผลิต และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี การริเริ่มก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทยขึ้น จึงให้ประโยชน์มหาศาลแก่ส่วนรวม ทำให้บุคคลทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและชาวนา เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้เข้าชมแห่งสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี

" แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาหาความรู้ เรื่องข้าวและวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต "

ทริปตัวอย่าง 2 วัน 1 คืน เส้นทางท่องเที่ยว จ.สุพรรณบุรี-อ่างทอง

 วันแรก ช่วงเช้า  เยี่ยมชมหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และเจ้าพ่อหลักเมือง เยี่ยมชมอุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานมังกร หมู่บ้านมังกรสวรรค์ตลาดเก่าร้อยปีสามชุก หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ช่วงบ่าย  ชมพันธุ์ไม้ ณ ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง อ.อู่ทองสักการะพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

วันที่สอง : จ.อ่างทอง  ช่วงเช้า เที่ยวชมตลาดศาลเจ้าโรงทอง สัมผัสปลายพระหัตถ์ของหลวงพ่อใหญ่ ณ วัดม่วงชม Unseen โบสถ์เก่าแก่ ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมรอบโบสถ์ พร้อมสักการะหลวงพ่อแก่น หลวงพ่อวันดี หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข ช่วงบ่ายชมการปั้นตุ๊กตาชาววัง นมัสการหลวงพ่อพระพุทธไสยาสน์ ณ วัดป่าโมกวรวิหารเยี่ยมชมหมู่บ้านทำกลอง และกลองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

สถานที่เที่ยวห้ามพลาด เรือนศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ เรือนไทยที่ตั้งใจแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อหลวง ภายในจัดแสดงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จขึ้นครอง สิริราชสมบัติ

 เรือนพระแม่โพสพ จัดแสดงองค์ พระแม่โพสพทำมาจากไม้สักผ่านฝีมือ การแกะสลักอย่างประณีตงดงาม

กิจกรรมห้ามพลาด ค้นคว้าความรู้เรื่องการทำนา และองค์ความรู้ต่างๆที่เรือนหนังสือพระราชกรณียกิจและเรือนหนังสือข้าวศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทยนาเฮียใช้  โทร. 09-2626-1515 www.herechai.com

             การเดินทาง  จากถนนคู่ขนาดบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ใช้เส้นทางถนนมาลัยแมน(หมายเลข 321) ผ่านวัดป่าเลไลยก์ฯ สนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำไผ่แขก ถึงสามแยกตรงไป ที่ถนนหมายเลข 322 ศูนย์เรียนรู้ วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทยนาเฮียใช้ ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของถนนจะตั้งอยู่ทางขวามือ

@ชาวตุลย์-พิจิกกินอาหารตามราศรีดีต่อสุขภาพ

ลองเลือกรับประทานตามราศีเพื่อสุขภาพกันดูบ้าง ช่วงนี้ ชาวราศีตุลย์ (เกิด17 ตุลา 16 พฤศจิกายน) มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไต ระบบปัสสาวะ จึงควรระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่เค็ม เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

 อาหารที่ดีที่สุดของชาวราศีตุลย์คือ น้ำสะอาดบริสุทธิ์ ที่จะช่วยปรับสมดุลในการทำงานของอวัยวะภายใน ดังนั้น ขอเพียงแค่ดื่มน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้องให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน เท่านี้ก็สามารถมีสุขภาพที่ดีได้

สำหรับ “ชาวพิจิก”  (เกิด 17 พฤศจิกายน 15 ธันวาคม) มักมีพฤติกรรมชอบกลั้นการขับถ่าย อีกทั้งยังชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง ดังนั้นด้วยพฤติกรรมเหล่านี้อาจะทำให้มีปัญหากับระบบขับถ่าย หรือกรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย

ดังนั้นขอแค่ปรับพฤติกรรมตรงนี้ และทานอาหารประเภทผักและผลไม้ก็สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ อีกอย่างหนึ่งคือ เวลาออกกำลังกายอย่าหักโหมจนเกินไป

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “พิษทัวร์จีนหายทำธุรกิจพัทยาเดี้ยง”

คุณอลิสา พันธุศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโชว์การแสดง ทิฟฟานี่โชว์ (Tiffany's Show) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ท่องเที่ยวเมืองพัทยาซบเซาทัวร์หายลดลงกว่า 40% จากกลุ่มยุโรป โดยเฉพาะตลาดทัวร์จีนได้รับผลกระทบปัจจัยลบที่มาจากมารตรการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำให้ชัดเจนและยังไร้ทางออกเพราะตามปกติเอเยนต์จะเป็นผู้ทำตลาด แต่ตอนนี้เอเย่นต์กลุ่มดังกล่าวยังไม่มีความมั่นใจการทำทัวร์แบบเดิมจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จึงส่งผลให้ธุรกิจการท่องเที่ยวในพัทยาซึมลงไปมาก

หรือแม้แต่เรื่องการขออนุญาตจัดงานและกิจกรรมนั้น ตามสถานการณ์ทุกฝ่ายยินดีปฏิบัติตามกฎหมายที่ระบุไว้ แต่อยากจะให้ภาครัฐประกาศความชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้

ข่าวที่สอง“SPAปิ๊งเปิดLet’s Relax บนแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท”

นายวิบูลย์ อุตสาหจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท  สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA ผู้ประกอบการสปาชั้นนำครบวงจร กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ Airport Link Phyatahai ซึ่งเป็นทำเลยอดนิยม จึงได้ลงทุนเปิดสปาแบรนด์ Let’s Relax Spa ครอบคลุมกว่า 900 ตารางเมตรมีเตียงให้บริการมากกว่า 50 เตียง ออกแบบตกแต่งในสไตล์ผสมผสานระหว่างโมเดิร์นกับ คอนเท็มโพรารี่ เน้นสร้างความสะดวกสบายบริการแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เจาะกลุ่มลูกค้าที่รอไปขึ้นเครื่องเดินทางกลับประเทศเที่ยวบินรอบดึก หรือระหว่างรอเช็คอินโรงเเรมช่วงมาถึงเมืองไทยในเที่ยวบินเช้า โดยได้นำบริการระดับมืออาชีพจากเทอราพิสต์ ที่มีความชำนาญในเรื่องของศาสตร์ การนวดเป็นอย่างดี และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการมายาวนานกว่า 18 ปี ปัจจุบัน Let's Relax ถือเป็นสปาที่ราคาย่อมเยาเมื่อเทียบกับ การบริการระดับคุณภาพแบรนด์อื่น ๆ

 ข่าวที่สาม “TSCTชวนSMEs200รายไทยบุกจีน”

"ทีเอสทีซี" อาสาเป็นพี่เลี้ยงพาเอสเอ็มอีไทยบุกตลาดจีน ตั้งเป้านำร่อง 200 บริษัท

นายยงค์กิจ ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร ศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน (ทีเอสทีซี) เปิดเผยว่า ทีเอสทีซีได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งไทยและจีน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยสามารถเข้าไปทำธุรกิจในตลาดประเทศจีนได้

หลังจากที่ผ่านมา เอสเอ็มอีไทยที่เข้าไปทำตลาดจีนประสบปัญหาไม่เจอคู่ค้าตัวจริง ทำให้หลงทิศทางในการดำเนินธุรกิจ และไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ทีเอสทีซีจึงเป็นตัวกลางและพี่เลี้ยง เพื่อเข้ามาช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีไทยขยายตลาดเข้าสู่ประเทศจีนได้อย่างมีศักยภาพ

เบื้องต้นตั้งเป้าจะเปิดรับสมัครเอสเอ็มอีไทย 200 ราย ในหมวดสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าบริการ โรงแรม และที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รวมกว่า 36 รายการ

ขณะนี้ทีเอสทีซีมีพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร ณ เมืองโฝซาน มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้เป็นแหล่งจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานจากไทย คาดจะเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไป เตรียมนำสินค้าที่มีศักยภาพของไทยไปวางจำหน่าย พร้อมทั้งมีทีมงานที่จะช่วยบริหารจัดการให้พบกับคู่ค้าตัวจริง ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการอำนวยความสะดวกด้านการผลิตและส่งออก

พบกับสาระข่าวดี ๆ ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.

ดำเนินรายการโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน

ติดตามฟังรายการย้อนหลังเข้าไปที่ www.google.com พิมพ์คำว่า รวยด้วยข่าว97.0 หรือทาง www.facebook.com/rauydauykhao และ ข่าววิเคราะห์เจาะลึกทางบล็อกเกอร์ :gurutourza.blogspot.com
เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
ผู้ดำเนินรายการ "รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์" และคอลัมนิสต์-บล็อกเกอร์ การบิน/ท่องเที่ยว
 

การบินไทยQ2/69รายได้เพิ่ม8.5%กำไรเหลือ1,521ล้าน-ครึ่งปีหลัง69เน้นบริหารต้นทุน

การบินไทย Q2/69 รายได้เพิ่ม 8.5% กำไรเหลือ 1,521 ล้าน ผู้โดยสาร 3.66 ล้านคน-ครึ่งปีหลัง 69 เน้นบริหารต้นทุน   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่ง...