เจาะลึก“ดร.ดวงเด็ด
ย้วยความดี”CEO VNU
Asia Pacific
ชี้เป้าอุตฯไมซ์เมืองไทยพลิกบทบาทผู้นำเศรษฐกิจใหม่
แนะทั้งองคาพยกคิดใหม่ผนึกสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ
ต่อยอด”การค้า/ลงทุน/ส่งออก/ท่องเที่ยว/ไฮเทค/นวัตกรรม”
คิงเพาเวอร์แจกฟรีคูปองช้อปที่สุวรรณภูมิ/ดอนเมือง
ช้อปคิงเพาเวอร์2กิฟท์เซ็ตวันแม่“พรีเมี่ยม-เจอร์นัล”
ททท.นำ“Tomorrowlandดันไทยสู่เมืองท่องเที่ยวโลก
บางจากBSRC-กรมเจ้าท่าซ้อมแผนขจัดมลพิษทางน้ำ
“ชุมพร-ระนอง”ชวนเที่ยวเทศกาลดนตรีเดือนแม่ส.ค.69
7 สิ่งควรทำทันทีหลังเดินตากฝนป้องกันการเจ็บป่วย
“เอทิฮัดแอร์เวย์ส”ลดใหญ่ตั๋วบินจากไทยสู่ทั่วโลก 20%
รร.อินเตอร์คอนเปิดขายขนมไหว้พระจันทร์หรูสุดปี69
วันอาทิตย์ที่
2 สิงหาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ
“รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน”
ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen
#gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวเทศกาลชุมพรระนอง
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1cofhSWSvC/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! “ดวงเด็ด
ย้วยความดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย
แปซิฟิก จำกัด (VNU Asia Pacific)
ชี้เป้าอุตสาหกรรมไมซ์เมืองไทยพลิกบทบาทสู่ “ผู้นำเศรษฐกิจใหม่” ในเวทีโลก จากประเทศศูนย์กลางไมซ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมแนะทั้งองคาพยพ เรื่องแรก “เปลี่ยนวิธีคิด” เร่ง “เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ”สร้างแต่ละงานให้เกิดสิ่งใหม่ต่อยอด
“การลงทุน-ธุรกิจใหม่-ส่งออกสินค้า-สร้างนวัตกรรม” เรื่องที่ 2 “ยกระดับผู้เข้าร่วมงาน”
พร้อมให้เอกชนรวมพลังทำ 3 อย่าง
“พัฒนาคุณภาพงาน-สร้างเครือข่ายใหม่ ๆ-รวมจุดแข็งเข้าด้วยกัน” ประกาศนำ VNU
Asia Pacific สู่ Business Platfrom เชื่อม
“ผู้ซื้อ-ผู้ขาย-นักลงทุน-องค์ความรู้-การท่องเที่ยว-เทคโนโลยี-นวัตกรรม”
ดร.ดวงเด็ด
ย้วยความดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย
แปซิฟิก จำกัด (VNU Asia Pacific) เปิดเผยว่า
ประมวลผลอุตสาหกรรมไมซ์เมืองไทยโดยเฉพาะบริบทหลักในหมวดใหญ่งานแสดงสินค้า (Exhibition) ภาพรวมปี 2569 เป็นอุตสาหกรรมที่น่าภาคภูมิใจ
ต่อเนื่องจากปี 2568 ได้สร้างสถิติมีพื้นที่แสดงสินค้ามากกว่า
67,000 ตารางเมตร คิดเป็นพื้นที่จัดงานรวมทั้งหมดประมาณ 1.68
ล้านตารางเมตร
ปัจจุบันประเทศไทยกลายผู้นำตลาดงานแสดงสินค้าเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน
ต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์หลังโควิด 2563 แล้วฟื้นตัวได้ดีมาตลอดเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย
สะท้อนความเชื่อมั่นจาก “นักลงทุน-นักธุรกิจ” ทั่วโลก
ที่เลือกใช้ไทยเป็นเวทีดำเนินงานภาคธุรกิจ จึงทำให้ขณะนี้ “ประเทศไทย”
เป็นจุดหมายปลายทางอุตสาหกรรมไมซ์และการแสดงสินค้า (MICE & Exhibition
Destination) ที่ทั่วโลกให้การยอมรับเรียบร้อยแล้ว
ก้าวใหม่ที่สำคัญกว่านับจากนี้เป็นต้นไปคือ
“การก้าวสู่ผู้นำและความได้เปรียบเทียบทางเศรษฐกิจ” โดยใช้
“อุตสาหกรรมไมซ์” เป็นระบบปฏิบัติการสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมี
“บทบาทสำคัญมาก” เป็นทั้งแพลตฟอร์มและ “ข้อต่อเชื่อม ทุกองค์ประกอบ” ในระบบ Eco
System เมื่อโฟกัสถึงเรื่องเศรษฐกิจนั้นมีองค์ประกอบรวมกันหลายอย่างที่ทำให้เกิดงานขนาดใหญ่แล้ว
ทั้ง คน ผู้ซื้อ นักวิจัย เทคโนโลยี และอีกมากมาย ได้มาพบปะเจอกัน
ร่วมกันกระจายรายได้สู่ฐานรากทั่วประเทศ
“ขีดความสามารถของไทย”
ที่จะต้องใส่เพิ่มเข้าไปเพื่อทำให้ประเทศยังคงสามารถ “รักษาแชมป์” หรืออันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้
ซึ่งการรักษาตำแหน่งจะยากกว่าก้าวขึ้นเป็นแชมป์ ในจังหวะที่ไทยกำลังเข้าสู่ยุค “S-CURVE : ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” แล้วจะก้าวขึ้นเป็น TOP อันดับต้น ๆ
ของภูมิภาคเอเชีย จะต้องรวมพลังกันสร้าง S-CURVE ต่อไปอย่างไร
วันนี้ประเทศไทยองคาพยพคนในอุตสาหกรรมไมซ์
ควรจะต้องเดินหน้าส่วนหลัก ๆ ประกอบด้วย
เรื่องที่ 1 เปลี่ยนวิธีคิด จากที่ผ่านมา “วัดความสำเร็จ” จาก
“จำนวน” การจัดงานไมซ์ได้เพิ่มมากขึ้น บูธ หรือการแสดงสินค้า
ประเทศที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าแล้วใช้ไทยเป็นศูนย์กลางจัดงาน แต่
“ก้าวแห่งอนาคตใหม่” ควรจะต้องคำนึงถึง “มูลค่าเศรษฐกิจ”
การจัดงานที่จะช่วยให้เกิดสิ่งใหม่จากแต่ละการจัดงานต่อยอดได้ด้วยอีก 6 อย่าง ได้แก่ “การลงทุน-ธุรกิจใหม่-ส่งออกสินค้า-การท่องเที่ยว-องค์ความรู้-เทคโนโลยี-นวัตกรรม”
ปัจจุบันประเทศไทยใช้อุตสาหกรรมไมซ์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากงานสำคัญ ๆ เช่น
“THAIFEX” ซึ่งทั่วโลกจะต้องเดินทางมาหาแหล่งวัตถุดิบมากมาย
แล้วก็ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจส่งออกสินค้าทำให้อุตสาหกรรมอาหารเติบโตขึ้นสูงมาก
จากอาหารปศุสัตว์กลายเป็นอาหารของมนุษย์ หรืองานอื่น ๆ จากออร์กาไนเซอร์หลัก ๆ
“อนาคตของไมซ์” จะเปลี่ยนเป็น New Economy หรือเศรษฐกิจใหม่
พร้อมทั้งมีตัวชี้วัดความสำเร็จมากกวาจากการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า แต่จะต้อง
“เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด”
ทั้งจากการจัดงานและการใช้อุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
จากยุทธศาสตร์ก้าวใหม่ของ S-CURVE
เรื่องที่ 2 ยกระดับผู้เข้าร่วมงาน เพราะผู้ซื้อ นักลงทุน
ผู้มีอำนาจตัดสินใจในอุตสาหกรรม
คนกลุ่มนี้คือผู้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับไทยในระยะยาว โดยใช้เครื่องมือคุณภาพ
เช่น งาน GASTECH 2026 การเป็นเจ้าภาพจัดงานพลังงานระดับโลกที่ช่วยกระตุ้นผู้ประกอบการในประเทศค่อนข้างมาก
โดยมีกระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับงานนี้สูงมาก สร้างการรับรู้ให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย
เตรียมความพร้อม ถ้าหากในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หรืองาน
Medical Week ที่เพิ่งจัดเสร็จสิ้นไป ทางกระทรวงสาธารณสุข
ก็ให้ความสำคัญที่ได้เข้าไปร่วมงาน เป็นพลังสะท้อนให้โลกเห็นศักยภาพของไทย
ไม่เฉพาะการแสดงสินค้า แต่ยังพร้อมเป็น HUB หรือศูนย์กลางด้านสาธารณสุข
หากไทยสามารถร่วมมือกันทั้งภาคเอกชน
ภาครัฐ ก็จะทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความแข็งแกร่ง แล้วไทยเองก็มีการลงทุนทางด้านโรงแรม
สถานที่จัดงาน การคมนาคม/โลจิสติกส์ สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ
โดยรวมคือทั้ง Eco System ทั้งองคาพยพ
กระทรวง ทบวง กรม ผู้ประกอบการ สถานที่ต่าง ๆ ชุมชน
ร่วมมือกันสร้างโอกาสให้การเข้าร่วมงานมีคุณภาพ
ถือเป็นบทบาทสำคัญของทุกภาคส่วนของไทยที่จะทำให้อุตสาหกรรมไมซ์เติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคตด้วย
“ภาคเอกชน”
ก็ควรจะต้องไม่หวังพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียว
แต่ควรจะมีบทบาททำหน้าที่ให้ชัดเจนด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่
เรื่องที่ 1 พัฒนางานให้มีคุณภาพแต่ละงาน
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและตอบสนองตลาดโลกได้
เรื่องที่ 2 จะต้องเร่งสร้างเครือข่ายธุรกิจให้เกิดขึ้นตลอดทั้งปี
ไม่ทำเฉพาะช่วงการจัดงานเท่านั้น เนื่องจากการ “ความสัมพันธ์เครือข่ายธุรกิจ”
จะต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าทำได้อย่างแข็งแรงก็จะมีผู้ลงทุน
เจ้าของเทคโนโลยีก็จะเลือกใช้ไทยเป็น “ศูนย์กลางเผยแพร่เทคโนโลยี” ของแต่ละแบรนด์มากขึ้นอย่างมั่นใจ
เรื่องที่ 3 ไทยยังมีสมาคม
องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้ศักยภาพความสามารถมารวมจุดแข็งเข้าไว้ด้วยกัน
ทั้ง 3 ส่วนนี้จะเป็นพลังทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เพราะการเพิ่มความขีดความสามารถทางการแข่งขัน
เป็นมิติของผู้ประกอบการในไทยในเวทีโลกด้วยการเล็งเห็น “เป้าหมายเดียวกัน”
ในการสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กบประเทศ ก็จะเป็นแข่งขันกันที่ไม่เฉพาะทำให้การจัดแต่ละงานผ่านพ้นไปได้
แต่ยังปลูกฝังให้ไทยก้าวสู่การเป็น “HUB”
งานแสดงสินค้าที่สร้าง New Economy ให้โลกได้ด้วย
ในฐานะ CEO วีเอ็นยู เอเชีย
แปซิฟิก สิ่งที่อยากเห็นและอยากทำคือ “พัฒนาให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า”
แต่ทำให้เป็น Business
Platfrom ที่เชื่อม
“ผู้ซื้อ-ผู้ขาย-นักลงทุน-องค์ความรู้-เทคโนโลยี-นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน เมื่อสามารถเชื่อมต่อทุกข้อเข้าด้วยกัน
ก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ภาคอุตสาหกรรมแบบครบวงจรเลยทีเดียว
ดร.ดวงเด็ด กล่าวว่า การจะผลักดันให้
“อุตสาหกรรมไมซ์ของไทย” เติบโตแบบก้าวกระโดดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ด้วยปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่อนข้างแข็งแรงมาก หากจะก้าวไปสู่ “NEW
S-CURVE” ต่อไป ด้วยศักยภาพของไทย 1.แข็งแรงด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
2.โครงสร้างพื้นฐานได้มาตรฐานสากล 3.มีศูนย์ประชุม/สถานที่จัดงานที่ดี
4.มีอุปกรณ์การจัดงานต่าง
ๆ ไม่แพ้ประเทศใดในโลก 5.บุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์มีคุณภาพมาก
เพราะฉนั้นด้วยความเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์จัดงานนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง
โจทย์ของอุตสาหกรรมไมซ์เมืองไทยวันนี้ไม่ใช่เรื่อง
“การสร้างชื่อเสียงใหม่” แต่เป็นเรื่อง “การรักษาและต่อยอดความเป็นผู้นำ”
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่ควรจะต้องเดินหน้าทำกิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
แต่ละงานที่มาจัดในเมืองไทยแล้ว นอกจากจะต้องสร้างพึงพอใจกลับไปแล้ว
ยังต้องทำให้ผู้คนเห็นว่างานนั้น ๆ
จะสามารถสร้างคุณค่าเศรษฐกิจกับประเทศที่จัดงานด้วย
ผมจึงอยากเห็นประเทศไทยเป็น
เจ้าแห่งการจัดงานไมซ์ที่ดีแล้ว ทุกงานเป็น Business Hub of Asia มีผู้ประกอบการจากทั่วโลกเดินทางมาสร้างพันธมิตร
ค้นหาเทคโนโลยี มาร่วมลงทุน มาสร้างธุรกิจใหม่ หากทำอย่างนี้ได้
ประโยชน์จะเกิดไม่เฉพาะกับอุตสาหกรรมไมซ์เท่านั้น ยังสามารถ “ส่งต่อ” ไปยัง การค้า
การลงทุน การท่องเที่ยว การจ้างงาน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
ตัวอย่าง
ในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
มีแผนส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างสูงมาก จึงทำให้ดึงดูดโครงการลงทุนต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “การจัดแสดงสินค้า” ต่าง
ๆ ได้ทำให้เกิดการเชื่อมต่อกัน เช่น อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์
กำลังเติบโตจากอดีตในเมืองไทยอุตสาหกรรมนี้ตายไปแล้ว ย้ายไปผลิตในประเทศอื่น
แต่พอมี EEC ออกแรงตามนโยบายภาครัฐ
หรือการทำแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์สำหรับส่งเสริมรถยนต์อีวีเลือกมาผลิตในไทย
สิ่งที่งานแสดงสินค้าทำได้คือ การจัดแสดงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์การผลิต
องค์ความรู้ต่าง ๆ วันนึ้จึงได้เห็นการแสดงสินค้าวงจรอิเลคทรอนิกส์ในไทยจัดประจำปีละ
4-5 งาน แต่ละงานก็จัดอย่างแข็งแรง
แสดงให้เห็นถึงงานแสดงสินค้ามีส่วนสำคัญขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้มีความแข็งแรงตามไปด้วย
วันนี้ “ประเทศไทย”
สามารถใช้อุตสาหกรรมไมซ์ซึ่งมีความสำคัญและพร้อมจะก้าวไปสู่
“การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” เชื่อว่าภาคเอกชนทุกภาคส่วนรวมทั้ง บริษัท วีเอ็นยู
เอเชีย แปซิฟิก จำกัด พร้อมร่วมมือกับภาครัฐทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ
และนวัตกรรม นำอุตสาหกรรมไมซ์สร้างมูลค่าพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
ถือเป็นหัวใจของทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐเดินเคียงข้างไปด้วยกัน
สำหรับ “เอกชน”
ได้รับความมือจากภาครัฐเปิดประตูสนับสนุนค่อนข้างมาก
ความจริงการเป็นเจ้าภาพจัดแต่ละงานควรจะต้องเน้นการให้ความสำคัญจาก
“ภาคเอกชนกับภาครัฐ” ส่งเสริมนโยบาย จึงเสนถึงการจัดงานที่จะทำให้ไทยเป็น HUB ไม่ใช่หมายถึง
“เอกชน” จัดงานให้ยิ่งใหญ่หรือมีความพร้อมเท่านั้น
แต่ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวง ทบวง กรม
ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ อนุเคราะห์ทั้งการสร้างคอนเทนท์ เชิญวิทยากร
การเป็นผู้นำ/นักคิด ซึ่งจะสามารถดึงดูดภาครัฐจากประเทศต่าง ๆ เดินทางมาร่วมงานในไทยได้ด้วย
เรื่องดังกล่าวจะเป็นการตอกย้ำทั้งเรื่องของ
เครือข่ายการลงทุนภาครัฐ-ภาคเอกชน รวมไปถึงการกำกับดูแลแนวคิด วิธีการ
ของภาครัฐด้วยกัน จะก่อให้เกิดความสมบูรณ์ ซึ่งมีหลายงานสามารถต่อยอดได้อีกมาก
ซึ่งประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้อย่างไทย จึงขอเชิญชวนประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานภาครัฐที่กำลังมองหางานไมซ์สามารถเข้าร่วมได้ทุกงาน
แล้วก็เชื่อว่าทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB”
เองก็จะเป็นหน่วยประสานงานกับหน่วยอื่น ๆ
ทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยแข็งแกร่งทั้งปัจจุบันและอนาคต
ดร.ดวงเด็ดกล่าวทิ้งท้ายว่า ปลายปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570
อุตสาหกรรมไมซ์มีความท้าทายเพราะจะต้องทำให้ผู้คนมาพบปะกัน
ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วช่วงวิกฤตหลายครั้งโดนตั้งคำถามว่าจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่
เพื่อให้ผู้คนเดินทางมาเจอกันโดยผ่านช่องทางดิจิทัล
ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่าแต่ละปีมีความท้าทายแตกต่างกันไป
จึงขอส่งกำลังใจให้กันและกัน ในช่วงเวลานี้คนทั่วโลกอาจจะเดินทางได้น้อยลง
ช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 น่าจะยังมีผู้เดินทางมาแสดงสินค้าจากนานาชาติเพิ่มขึ้น
ส่วนไตรมาส 1 ปี 2570 จะเป็นช่วงฤดูจัดสัมมนา
ก็จะมีองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ วางแผนเลือกไทยเป็นสถานที่จัดงาน
ดังนั้นทุกฝ่ายควรจะผนึกกำลังกันเดินหน้าโดยไม่ท้อถอย โดยไทยจะเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมทั่วโลกเลือกที่จะมาลงทุน ทำให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อครอบคลุมทุกด้านต่อไป
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์แจกฟรีคูปองช้อปที่สุวรรณภูมิ/ดอนเมือง
คิง เพาเวอร์ พิเศษ แจก FREE! คูปองส่วนลด 500 บาท ใช้ลด ON-TOP กับการช้อป 1,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ(สุทธิ) พร้อมส่วนลดกับแบรนด์ดังที่นำสินค้ามาร่วมรายการโปรโมชั่น ดังนี้
@คิงเพาเวอร์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
1.หั่นราคา “ไอเทมฮิต” เอาใจคนไทย! ลดสูงสุด 40%ทั้ง น้ำหอม สกินแคร์ แบรนด์ดังมากมาย
2.ช้อป “บิวตี้” ลดสูงสุด 25% + ON-TOP 5% • ช้อปครบ 4,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 10% • ช้อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20% • ช้อปครบ 9,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 25%
พิเศษ! สมาชิก POWER PASS ลดเพิ่มอีก 5% (เฉพาะสินค้าแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอางที่ร่วมรายการ)
@คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานดอนเมือง
1.ช้อป “แฟชั่น” ลดทันที! 30% สมาชิก POWER PASS รับคูปองส่วนลดสูงสุด 30% (ไม่มีขั้นต่ำ) จำนวน 2 ใบ สินค้าแผนกแฟชั่น นาฬิกา และแว่นตาที่ร่วมรายการ
2.หั่นราคา“ไอเทมฮิต”เอาใจคนไทย!
ลดสูงสุด 40% ทั้ง น้ำหอม สกินแคร์
แบรนด์ดังมากมายที่ร่วมรายการ
3.ช้อป “บิวตี้”ลดสูงสุด 30% + ON-TOP 5% • ช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20% • ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 25% • ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 30%
พิเศษ! สมาชิก POWER PASS ลดเพิ่มอีก 5%(เฉพาะสินค้าแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอาง
4.ช้อป “แฟชั่น” ลดทันที! 30% สมาชิก POWER PASS ช้อป 1 ชิ้น ลดทันที 30% (ไม่มีขั้นต่ำ) (เฉพาะสินค้าแผนกแฟชั่น นาฬิกา และแว่นตา
5.ยังไม่เป็นสมาชิก
สมัครสมาชิก POWER PASS ฟรี!รับทันที! คูปองส่วนลด สูงสุด 30% รวม 4 ใบ
สำหรับการซื้อสินค้าแผนกที่ร่วมรายการภายในสาขาที่กำหนด
ตลอดรายการคนละ 1 สิทธิ์
ข่าวที่ 2 -ช้อปคิงเพาเวอร์2กิฟท์เซ็ตพิเศษวันแม่“พรีเมี่ยม-เจอร์นัล”
คิง
เพาเวอร์ เริ่มวางจำหน่ายแล้ว “Gift Set” เซอร์ไพรส์
บอกรักแม่ ห้ามพลาด เริ่ม วันนี้-12 สิงหาคม 2569 ช้อปด่วนสินค้าสุดพิเศษมอบให้คนที่เรารักที่สุด...คู่ควรกับของขวัญที่ดีที่สุด
จากการคัดสรรสินค้าคุณภาพมาเพื่อส่งต่อความรัก ความห่วงใย และความทรงจำดี ๆ
ในวันแม่ มีให้เลือกพิเศษ 2 ชุด ดังนี้
● ชุดที่
1 Premium Basket for Mom ราคา 2,799 บาท
ภายในเซ็ตประกอบด้วย
-กระเป๋า
JIM THOMSON Elephant Amour Elwood Canvas
-น้ำหอม
Donna Chang Wild Rose EDP 30 ml.
-น้ำหอม
Donna Chang Wild Rose EDP 30 ml.
“ช่องทางการช้อป”
จำหน่ายเฉพาะที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กับ ช่องทาง Chat
to Shopและ แอปพลิเคชัน GrabMart, LINE MAN "KING
POWER"
● ชุดที่
2 JOURNAL Soft Embrace Duo ราคา 999 บาท ภายในเซ็ตประกอบด้วย
-Body
Mist 50 ml.
-Body
Oil Sunscreen SPF 50 ml. เลือกได้ 2
กลิ่นสุดพิเศษ คือ First Love กับ The Legacy
”ช่องทางการช้อป” ที่
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, คิง เพาเวอร์ ซิตี บูทีค, ช่องทาง
Chat to Shop, www.kingpower.com และแอปพลิเคชัน,
GrabMart, LINE MAN "KING POWER"
“ช่องทางติดต่อ”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน คอล เซนเตอร์ โทร.02-677-8899 หรือ CHAT TO SHOP หรือ
เพิ่มเพื่อนใน LINE : @KINGPOWER
ข่าวที่ 3-ททท.นำ“Tomorrowlandดันไทยสู่เมืองเทศกาลท่องเที่ยวโลก
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่า ผู้บริหาร ททท.ได้ร่วมคณะนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปร่วมหารือกับ Mr.Bruno
Vanwelsenaers ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท WEAREONE.
world (Tomorrow Land Inc.) ที่ เมืองบูม ประเทศเบลเยียม
เตรียมความพร้อมและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือจัดเทศกาลดนตรี“Tomorrowland
Thailand” ซึ่งมีแผนจัดในเมืองไทยเดือนธันวาคม 2569 ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลพร้อมจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยอีเวนต์ระดับโลก
(World-Class Events) เร่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
โดย ททท. พร้อมผลักดันให้การจัดงานในเมืองไทยสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านแนวคิด
“Sabai Sabai” ผสานเสน่ห์แห่งการต้อนรับ ความอบอุ่น
วิถีชีวิต และวัฒนธรรมไทย เข้ากับประสบการณ์เทศกาลดนตรีระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Feel
All the Feelings” และแบรนด์ Amazing Thailand
ผู้ว่าฯ
ฐาปนีย์ กล่าวว่า
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่สำคัญ
ของการผลักดันให้ไทย เป็นประเทศจุดหมายปลายทางจัดเทศกาลนานาชาติอย่างงาน Tomorrowland
Thailand จะสามารถ “เพิ่มจำนวน” นักท่องเที่ยวและ “รายได้”
เข้าสู่เศรษฐกิจไทย รวมถึงเป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจ
ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ศิลปิน
นักออกแบบได้แสดงศักยภาพบนเวทีโลก
ททท.
คาดการจัดงาน Tomorrowland Thailand ช่วงปลายปี 2569 จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าประเทศได้มากถึง 3,458.42 -
5,301.23 ล้านบาท/ปี จากผู้เข้าร่วมต่างชาติกว่า 127,500 คน และคนไทยอีกประมาณ 22,500 คน
ข่าวที่ 4-บางจากศรีราชา-กรมเจ้าท่าซ้อมแผนขจัดมลพิษทางน้ำ
บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ
“BSRC” ร่วมกับ
กรมเจ้าท่า
และเครือข่ายจัดการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์แห่งชาติ
ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 22-24 กรกฏาคม 2569 ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา
จังหวัดชลบุรี เพื่อทดสอบและเตรียมความพร้อมระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident
Command System: ICS) และกำลังพล
ตามกระบวนการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุขจัดคราบน้ำมันของกรมเจ้าท่า ควบคู่กับแผนระดับชาติยกระดับการบูรณาการเครือข่าย
เพิ่มศักยภาพการป้องกันและรับมือเหตุการณ์น้ำมันและสารเคมีรั่วไหลทางน้ำ
พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวทางการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน
เพื่อให้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
การฝึกซ้อมดังกล่าวได้จำลองสถานการณ์การเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลภายในท่าเรือ
ยกระดับสถานการณ์ให้เข้าสู่การใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติ ด้วยการทดสอบระบบบัญชาการ
การสื่อสาร วางแผน ตอบโต้เหตุในทะเล ตลอดจนการใช้อุปกรณ์จริง
ถอดบทเรียนจากการควบคุมและขจัดคราบน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเล
ครอบคลุมการป้องกัน การขจัด และการฟื้นฟูอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ
สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
นายธนาธิป จันทรภักดี
ผู้เชี่ยวชาญสำนักความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมทางน้ำ กรมเจ้าท่า เป็นประธาน กับนางกัณฑมาศ
กฤตยานุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) จัดพิธีเปิดการฝึกซ้อมฯ ขึ้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ
ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล)
สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญจาก GISEA, Oil Spill
Response Limited (OSRL) และ ITOPF เจ้าหน้าที่ พนักงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม
ควบคู่การบรรยายโดย นายรณกฤต รวดเร็ว
ผู้บังคับการเรือชลธารานุรักษ์ นางสาวนิภา อมรรุจิ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต
จำกัด ดร.สมรัตน์ ยินดีพิธ
ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์
ก่อนจัดการซ้อมแผนและสรุปผลประจำวันตลอดทั้ง 3 วัน
เมื่อ 23 กรกฎาคม จัดประชุมกำหนดกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ
ซ้อมแถลงข่าวการฝึกภาคสนามและพิธีปิดการฝึกซ้อมฯ
วันสุดท้าย 24 กรกฎาคม หน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมพร้อมเพียงกัน
นำโดย นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงษ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล
กรรมการผู้จัดการใหญ่ BSRC นาวาเอก สมพ่วง
จันแปงเงิน ผู้อำนวยการกองเรือยุทธการ นายเกียรติศักดิ์ พงษ์พนัส
ผู้อำนวยการสำนักงานกรมเจ้าท่า สาขาชลบุรี นายพิภวัต สิทธิชัยเกษม นายกสมาคม IESG และ Safety Specialist Executive
นายวรพจน์ รังสีวิจิตรประภา
ผู้อำนวยการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม BSRC ดร.สมรัตน์ ยินดีพิธ ผู้ทรงคุณวุฒิ
คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ นาวาเอก ปฎิรูป เข็มทิศ
หัวหน้ากลุ่มงานวางแผน ศรชล ภาคที่ 1 และนายณัฐธี
เม่นนิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเล
พร้อมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานเครือข่าย
ช่วงที่ 2 สายมิวสิค สิงหาคมนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีปฏิทินพิเศษชวนเที่ย“ชุมพร-ระนอง”ชวนเที่ยวเทศกาลดนตรีเดือนแม่ส.ค.69 แล้วฟัง “7
สิ่งควรทำทันที” หลังเดินตากฝนป้องกันการเจ็บป่วย ตามติดข่าวดี ๆ ข่าวแรก “เอทิฮัดแอร์เวย์ส”
ลดใหญ่ตั๋วบินจากไทยสู่ทั่วโลก 20% ข่าวที่สอง “รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล” เปิดขายแล้ว
ขนมไหว้พระจันทร์ดีไซนต์หรูสุดปี’69
ท่องเที่ยว –“ชุมพร-ระนอง”ชวนเที่ยวเทศกาลดนตรีเดือนแม่ส.ค.69
เที่ยวเทศกาลดนตรี
“ชุมพร-ระนอง” สองเมืองน่าเที่ยวภาคใต้ ชวนสายมิวสิคมาเช็คอินฟินช่วงสิงหาคม นี้
เติมพลังด้วยเสียงเพลง เสียงคลื่น ฮีลกายใจริมชายหาด 2 พิกัด
● พิกัดที่ 1 "Feel All
The Feelings" จะทำให้ตกหลุมรักทะเลชุมพรมุมใหม่ ที่หาดทุ่งวัวแล่น
อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร 28–30 สิงหาคม 2569 เวลา 06.00 – 22.00 น. มาสร้างความทรงจำไปด้วยกัน
ให้คลื่นทะเลเป็นพลังของวันใหม่ ให้เสียงดนตรีเป็นจังหวะของรอยยิ้ม
ให้ทุกกิจกรรมเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ และให้ "ชุมพร"
เป็นอีกหนึ่งปลายทางที่คุณจะอยากกลับมาอีกครั้ง
จากเสียงคลื่นยามเช้า...สู่พลังของกิจกรรมทางน้ำ
จากการดูแลสุขภาพ...สู่ค่ำคืนแห่งเสียงดนตรีริมชายหาด
จากอาหารทะเลรสชาติท้องถิ่น...สู่รอยยิ้มและความทรงจำที่อยากกลับมาอีกครั้ง
มาสัมผัสประสบการณ์
“Feet the Ocean
Energy” - พลังแห่งทะเลชุมพร
ที่รวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนได้ออกมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง กับไฮไลต์
“Ocean Adventure” และ "Ride the Wave. Feel the
Freedom." เปิดให้ทุกคนได้มาปลดปล่อยหัวใจโลดแล่นไปกับกิจกรรมทางน้ำ
ทั้ง เจ็ทเซิฟ อี-ฟอยล์ ซับบอร์ด และการแข่งขันซับบอร์ดท่ามกลางวิวทะเลที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของอ่าวไทย
“Ocean Wellness” เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
หายใจเข้าออกลึกๆ รู้สึกได้ถึงการใช้ชีวิต" เริ่มต้นวันด้วย รันคลับ, แอโรบิค และไอซ์บาธ เติมพลังให้ร่างกายและจิตใจ
พร้อมรับพลังจากธรรมชาติ
“Beach Music” เมื่อแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า
เสียงดนตรีริมชายหาดจะพาทุกคนเข้าสู่ค่ำคืนแห่งความสุข
“Taste of Chumphon” "กับทุกจานอาหารที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ : Every Dish Tells a
Story" แวะมาลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มกว่า 80 ร้าน รวมเมนูพื้นถิ่น ของอร่อยชื่อดังของชุมพรไว้ในงานเดียว
“Creative Workshop” ร่วมเวิร์กชอปสร้างสรรค์
เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรมที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของชุมพรผ่านงานศิลปะ
“Green Living” ร่วมกันสร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผ่านกิจกรรมคัดแยกขยะและการจัดการเศษอาหารอย่างยั่งยืน
“EV Showcase” อัปเดตเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืน
และร่วมสัมผัสนวัตกรรมเพื่ออนาคต
● พิกัดที่ 2 ชมฟรี! Ranong
Music Festival 2026: BOUNCE Beyond the Horizon” เตรียมตัวให้พร้อม
แล้วมาสนุกกันให้สุดขอบฟ้ากับเทศกาลดนตรี Free Festival แห่งภาคใต้
ที่จะพาทุกคนมาร่วมสร้างความทรงจำสุดมันส์ตลอด 2 วันเต็ม ณ จังหวัดระนอง วันที่ 14
ส.ค. 2569 สนุกกับ 3 วงดัง บอดี้สแลม กัญชลี FELLOW
FELLOW และ 15 ส.ค. 2569 เรโทรสเปค ฟรีแฮนด์ และมีน มีนัดพบกันหลังบ่าย 3 โมงเย็น
ลานอเนกประสงค์ หน้าเทศบาลเมืองระนอง (คอซู้เจียง) ชวนเพื่อน ชวนครอบครัว แล้วมา BOUNCE
ไปด้วยกัน
สุขภาพ –7 สิ่งควรทำทันทีหลังเดินตากฝนป้องกันการเจ็บป่วย
ช่วงสายฝนโปรยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วยไข้ได้ง่ายๆ
หลังตากฝนร่างกายมีความชื้นและความเย็นเกาะตามเนื้อตัวคือตัวการสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีทันทีที่ถึงบ้านทำให้ร่างกายกลับมาอบอุ่นและปลอดภัยอีกครั้ง
7 วิธี
1.เช็ดผมให้แห้งโดยเร็วที่สุด
: สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ รีบเช็ดผมให้แห้งโดยเร็วที่สุด
พร้อมกับซับหรือเป่าเสื้อผ้าตัวเดิมที่สวมใส่อยู่ให้แห้งสนิท
เพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายและป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย
2.ถอดเสื้อผ้า
ถุงเท้า และรองเท้าที่เปียกออกทันที : เมื่อถึงบ้าน
ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า ถุงเท้า และรองเท้าที่เปียกชื้น
เพราะการสัมผัสความเปียกชื้นเป็นเวลานานอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงจนรู้สึกหนาวสั่น
ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นหวัดไปจนถึงขั้นเป็นโรคปอดบวมได้
3.
ล้างจมูกเพื่อช่วยชะล้างสิ่งสกปรก น้ำมูก และสารก่อภูมิแพ้ให้หลุดออก
โดยตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบมาให้จับถนัดมือ และควบคุมแรงบีบได้ง่าย
ทำให้น้ำเกลือกระจายทำความสะอาดได้ทั่วโพรงจมูกโดยไม่พุ่งขึ้นแรงจนเกินไป
มาพร้อมกับผงเกลือแบบซองที่พกพาสะดวก
4.
อาบน้ำและสระผมทันทีหลังจากโดนฝน เพราะน้ำฝนปัจจุบันมักหอบเอาฝุ่นละออง สิ่งสกปรก
แบคทีเรียในอากาศลงมาด้วย
การชำระล้างร่างกายและเส้นผมให้สะอาดหมดด้วยน้ำอุ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ช่วยกำจัดเชื้อโรคและสิ่งสกปรกสะสมแล้ว
ยังช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้เกิดความอบอุ่น
ป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.
ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ หรือใช้สครับหรือเกลือขัดผิวเพื่อขจัดสิ่งสกปรกสะสม
เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเดินลุยหรือเหยียบย่ำผ่านน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
สามารถติดเชื้อราตามผิวหนังได้ง่าย โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า
6.แช่เท้าในน้ำอุ่น
จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
หลังจากแช่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรเช็ดเท้าให้แห้งสนิททันที
แล้วตามด้วยการทาแป้งฝุ่น
ลดความอับชื้นและช่วยให้ผิวสัมผัสแห้งสบายเท้ามากยิ่งขึ้น
7.
ดื่มชาสมุนไพรอุ่นๆ อย่างชามิ้นต์หรือชาขิงสักแก้ว
ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
แถมในชาสมุนไพรเหล่านี้ยังมีสารอาหารที่มีฤทธิ์เด่นต้านเชื้อแบคทีเรีย
เป็นเกราะป้องกันและช่วยปกป้องร่างกายให้ปลอดภัยจากสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคต่างๆ
ได้ดี
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –“เอทิฮัดแอร์เวย์ส” ลดใหญ่ตั๋วบินจากไทยสู่ทั่วโลก 20%
“เอทิฮัด แอร์เวย์ส” จัดมหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ในไทย
โดยมอบส่วนลดค่าโดยสารสูงสุด 20%
ในทุกเส้นทางบินทั่วโลก วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ นำเสนอราคาพิเศษทุกเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากไทย
ซื้อจากงานนี้เพื่อใช้เดินทางจนถึงมิถุนายน 2570
พร้อมรับสิทธิพิเศษจากธนาคารพันธมิตรอย่าง KTC และ UOB
“โปรโมชั่น” นี้มอบให้ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเที่ยวบินตรงของสายการบินเอทิฮัด
จากกรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันให้บริการเที่ยวบิน ไป-กลับ อาบูดาบี
มายัง กรุงเทพฯ สูงสุด 42 เที่ยว/สัปดาห์ ภูเก็ต 28
เที่ยว/สัปดาห์ ส่วน “กระบี่” จะกลับมาให้บริการอีกครั้งเริ่ม 25 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป 14
เที่ยว/สัปดาห์ และเชียงใหม่เริ่ม 26 ตุลาคม 2569 ด้วยความถี่สูงสุด 10 เที่ยว/สัปดาห์
ตลอดทั้งงาน
ผู้เข้าชมงานสามารถปรึกษาและพูดคุยกับสายการบินเอทิฮัดได้โดยตรง
พร้อมรับสิทธิ์จองบัตรโดยสารราคาพิเศษครอบคลุมทั้งชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ
และชั้นหนึ่ง รวมถึงเพลิดเพลินกับข้อเสนอสุดพิเศษจากธนาคารพันธมิตร ได้แก่
KTC : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด
10,000 บาท
พร้อมรับบัตรเข้าใช้บริการห้องรับรองผู้โดยสารในสนามบิน Dragon Pass ฟรี เมื่อมียอดใช้จ่ายเกิน 30,000 บาท
UOB : รับสิทธิ์ผ่อนชำระ
0% นานสูงสุด 10 เดือน
พร้อมรับเครดิตเงินคืน บัตรกำนัล Starbucks และกระเป๋าเดินทางสมนาคุณ
เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข
พร้อมทั้งนำทุกยอดการจองซื้อภายในงานรับของสมนาคุณพิเศษจากทางสายการบิน
เพื่อมอบความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่นักเดินทางชาวไทย
มหกรรมท่องเที่ยวครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสายการบิน
โดยตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
สายการบินเอทิฮัดจะนำเครื่องบินรุ่นเรือธงอย่าง แอร์บัส A380
มาให้บริการบิน เส้นทาง “อาบูดาบี–กรุงเทพฯ” เที่ยวบินรอบเย็นที่ให้บริการทุกวัน
-จะนำเสนอความหรูหราของ “The
Residence” ห้องสวีทแบบ 3 ห้องนอน
ซึ่งเป็นระดับพรีเมียม เอกสิทธิ์เดียวบนน่านฟ้าเอทิฮัด
-“First
Apartments” ตลอดจนประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับยิ่งขึ้นทั้งในชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด
เพื่อให้นักเดินทางชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรก
-ภายในงานครั้งนี้
ผู้เข้าชมงานสามารถจองเที่ยวบินเครื่องแอร์บัส A380 ที่จะเริ่มใช้เดินทางตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม
เป็นต้นไป
“นายศิริ ศักดิ์สิริโกศล”
ตัวแทนฝ่ายขายประจำประเทศไทย ของสายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า
“ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญที่สุดของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มหกรรมท่องเที่ยวในครั้งนี้จึงนับเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเพื่อนักเดินทางชาวไทยโดยเฉพาะ
เราขอมอบส่วนลดค่าโดยสารสูงสุดถึง 20% ครอบคลุมทั่วทุกเครือข่ายเส้นทางบินของเรา
ซึ่งสามารถใช้เดินทางได้ยาวไปจนถึงมิถุนายน 2570 โดยได้ร่วมกับ
KTC และ UOB มอบความคุ้มค่าสูงสุดให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วบินช่วงการจัดงานครั้งนี้
ข่าวที่สอง –รร.อินเตอร์คอนเปิดขายขนมไหว้พระจันทร์หรูสุดปี69
โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ชวนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2569 ด้วย “ขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษ” พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบโดยผสานกลิ่นอายศิลปะตะวันออกให้เข้ากับความหรูหราร่วมสมัยอย่างลงตัว
สื่อถึงความอบอุ่น ความรุ่งเรือง และการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
“บรรจุภัณฑ์” ขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้
ออกแบบเป็นพิเศษโดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดแห่งการเคลื่อนไหว ความกลมเกลียว
การเฉลิมฉลองตามวัฒนธรรมจีน โดดเด่นด้วยสีม่วงเข้มอันเปี่ยมด้วยเสน่ห์
สื่อถึงความสูงศักดิ์ ตัดกับลวดลายฉลุอย่างประณีตสีฟ้าอมเขียวสว่างสดใส
สร้างมิติสะดุดตา ร่วมสมัย เสริมความโดดเด่นด้วย “โลโก้และลวดลายสีทอง” ประดับอย่างวิจิตร
สร้างความรู้สึกหรูหรา ทรงคุณค่าตั้งแต่แรกเห็น
เส้นโค้งและวงกลมที่เชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง
ชวนให้นึกถึงความงดงามของพระจันทร์เต็มดวง
สะท้อนความอบอุ่นกลมเกลียวของครอบครัวและคนที่รัก
“4 รสชาติ” ได้แก่ ไส้คัสตาร์ด ไส้ทุเรียนไข่เค็ม ไส้เม็ดบัวไข่เค็ม
ไส้ชาหอมหมื่นลี้เม็ดบัวไข่เค็ม ทุกรสชาติล้วนรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน
ถ่ายทอดเสน่ห์ความดั้งเดิมให้เข้ากับรสนิยมสมัยใหม่ ในบรรจุภัณฑ์ขนาด 6 ชิ้น หรือ
8 ชิ้น เหมาะส่งมอบเป็นของขวัญแก่ครอบครัว คนที่คุณรัก เพื่อนร่วมงาน
หรือคู่ค้าทางธุรกิจ
“ราคา” ขนมไหว้พระจันทร์ขนาด
6 ชิ้น ราคาสุทธิ 1,088 บาท ขนาด 8 ชิ้น ราคาสุทธิ 1,448 บาท พิเศษ !!
รับส่วนลด 10% เมื่อสั่งซื้อขนมไหว้พระจันทร์ตั้งแต่วันนี้
-12 สิงหาคม 2569
“เปิดขาย” ภายในโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล
กรุงเทพฯ จำหน่ายทุกวัน ที่ “ร้านขนมบัตเตอร์” 08.00 -19.00 น. และ “ห้องอาหาร
ซัมเมอร์ พาเลซ” 14.30-22.30 น. ตั้งแต่วันนี้ -25 กันยายน 2569
และ “3 ศูนย์การค้าใจกลางกรุง” 1.เอ็มควอเทียร์” เริ่ม
1 สิงหาคม-25 กันยายน 2.สยามพารากอน 1-25 กันยายน 2569 และ 3.เซ็นทรัลเวิลด์ 15-27 กันยายน 2569
โทร 66+
(0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ bangkok.intercontinental.com.
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น