วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผอ.ททท.อุดรเปิด3โปรเจกต์นำท่องเที่ยวอุดร-บึงกาฬ-หนองคายสู่ตลาดโลก

 


ททท.อุดรดัน3โปรเจกต์พลิกโฉมเที่ยวอีสานก้าวสู่ตลาดโลก

NAKA ART-พืชสวนโลก”บูมเที่ยวเชื่อมโยงบึงกาฬ+หนองคาย

ธุรกิจพื้นที่จัดทัพใหม่ใช้เงินผ่านดิจิทัล-ตั้งสมาคมร้านอาหาร

ปี’70บูมเที่ยวฮีลใจมรกตแดนอีสาน-อาหารรสเลิศ-ช้อปมันส์

คิงเพาเวอร์บิ๊กเซล“8.8WITHOUT LIMITS HOME DELIVERY”

คิง เพาเวอร์ออนไลน์นำSK-IIเติมพลังสวยPitera ลดสุด 25%

แชะก่อนช้อปด้วยTRY&BUYที่คิงเพาเวอร์จัดไปส่วนลด30%

ททท.รับไฟลต์แรกจทรานส์นุสาหนุนเพิ่มกว่า1.3แสนที่นั่ง/ปี

บางจากQ2/69ชู SAF-กำไรทะยาน1.2แสนหมื่นล้านโต 99%

TCEB เปิดครั้งแรกในไทยหลักสูตรCVMปั้นคนไมซ์สู่สากล

เที่ยวรถไฟสโลว์ไลฟ์หน้าฝน “ลำพูน-ลำปาง-กาญจน์-ตรัง”

“ลดงดอาหารเลว+ปรับพฤติกรรม 3 เรื่อง”ลดไขมันได้ทันที

นราธิวาสชวนดำน้ำร่วมพิทักษ์ทะเลไทย 111 ปี11-12 ส.ค.

ททท.MOU 2 พันธมิตรอินโดฯเชื่อมอาเซียนบุกตลาดมุสลิม

 

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97  #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋  #KingPower  #TAT   #บางจาก  #เที่ยวรถไฟไปลำพูนลำปางกาญจน์ตรัง

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...https://www.facebook.com/share/v/1E6UtGAChR/

ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! “กนกวรรณ ดุงศรีแก้ว” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี กอดคอธุรกิจภาคเอกชน ภาครัฐ ดัน “อุดรธานี-บึงกาฬ-หนองคาย” สู่เส้นทางท่องเที่ยวระดับโลก ครึ่งปีหลัง 69 โหมขายชุดใหญ่ 3 โปรเจกต์  1.นาคา อาร์ต 2026 งัดจุดแข็งเส้นทางศรัทธา มรกตแดนอีสาน ทำซีรีย์กระตุ้นตลาดไทย ต่างชาติ 2.มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 1 พ.ย.69-14 มี.ค.70 ต่อยอดขายเที่ยวเชื่อมโยง ภาคธุรกิจตื่นตัวพัฒนา QR CODE รองรับนักท่องเที่ยวจ่ายเงินดิจิทัลสะดวกรวดเร็ว นำร่องตั้งสมาคมร้านอาหาร คุมมาตรฐานรสชาติ สะอาด ปลอดภัย ขยายตลาดฮาลาล จัดเต็มการเดินทาง รถไฟ รถยนต์ เพียบ ไฮไลต์ “การบิน” มีไฟลต์ข้ามภาคเหนือ ใต้ หลั่งไหลเข้าอุดร และได้สนามบินวัดไต สปป.ลาว หนุนตลาดต่างชาติมาไทย 3. ชูขายเที่ยวปี’70 “ฮีลกายใจ-อาหารเลิศ-ช้อปมันส์”


นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดเผยว่า ตลอดครึ่งปีหลัง 2569 วางกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดด้วยกิจกรรม โครงการที่ 1  “นาคา อาร์ต : NAKA Art 2026กระตุ้นการท่องเที่ยวหน้าฝนหรือ Green Season ภายใต้แคมเปญ Feel All The Feeling ต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบ อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย ซึ่งมีจุดแข็งใกล้เคียงกันเป็นเส้นทาง “ศรัทธา” โดยเฉพาะการตามรอยพญานาค จึงได้ใช้ชื่อ “นาคา อาร์ต” นำร่องจัดที่  “จ.บึงกาฬ” แล้วทำเที่ยวเชื่อมโยงต่อในอีสานตอนบนใน อุดรธานี หนองคาย นำเสนอมาสคอตมารวมทั้ง 3 จังหวัด สื่อความหมายทางศิลปะเข้าใจได้ง่ายขึ้น รูปแบบการจัดงานเข้าถึงนักท่องเที่ยวหลากหลายวัยอย่าง “กลุ่มครอบครัว” กระแสตอบรับความสำเร็จอย่างล้นหลาม



ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ร่วมกับ ททท.สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยได้จัดทำแคมเปญโปรโมชั่น เชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา “รับคูปองส่วนลด” ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย ตอบโจทย์ “การท่องเที่ยวหน้าฝน” ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ ไฮไลต์เที่ยวหน้าฝนที่ “บึงกาฬ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อว่า “มรกตแดนอีสาน” ในแหล่งท่องเที่ยวอย่าง “หินสามวาฬ” ตอนนี้ต้นไม้เขียวขจี “ถ้ำนาคา” มีความสดทางธรรมชาติ มีมัคคุเทศก์มืออาชีพพาเดินขึ้นไปนำชมถ้ำอย่างสะดวก ปลอดภัย ได้องค์ความรู้ครบ

ททท.สำนักงานอุดรธานี ร่วมกับผู้ประกอบการทำแคมเปญเชิญชวนไปสัมผัสท่องเที่ยวหน้าฝน 1.เมื่อจองพักค้างคืนก็จะได้รับส่วนลด 2.เลือกมาเที่ยวงานนาคา อาร์ต ก็จะได้รับรางวัลพิเศษเพื่อนำมาใช้ท่องเที่ยวต่อเนื่อง


โครงการที่ 2 มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี จะเริ่มปลายปีนี้ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570 จะเป็นอีเวนต์ระดับโลกช่วยยกระดับอุดรธานีและภาคอีสานเป็นแหล่งท่องเที่ยวนานาชาติอย่างแท้จริง การทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง ททท.ส่วนกลาง เร็ว ๆ นี้จะนำสื่อ ลงพื้นที่มาสำรวจความพร้อมงาน ควบคู่กับการสื่อสารไปยังตลาดระยะใกล้ (short hual) ภูมิภาคอาเซียน เอเชีย ส่วนทาง ททท.อุดรธานี ก็จะนำผู้ประกอบการในพื้นที่มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสื่อด้วย 

การจัดงานพืชสวนโลกอุดรธานี จะตรงกับช่วงฤดูหนาวพอดี จึงสามารถ “ต่อยอดทำการท่องเที่ยวเชื่อมโยง” ต่อเนื่องได้ด้วย หากเป็นตลาดในประเทศก็ยังได้อานิสงการท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ดัง “LISA : ลลิษา มโนบาล” ไฮไลต์มาแรงยังคงเป็น เส้นทางศรัทธา ได้แก่ “วัดสำคัญมีชื่อเสียง วัดป่าภูก้อน อุดรธานี หลวงพ่อพระใส หนองคาย และศาลเจ้าปู่อือลือนาคราช อำเภอบึงโขลงหลง บึงกาฬ


ดังนั้นการนำเสนอขายการท่องเที่ยวจะได้ทั้งตลาดต่างประเทศทั่วโลก และคนไทยก็เที่ยวได้ ด้วยปัจจัยหนุนฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย และเที่ยวได้มากกว่ามหกรรมพืชสวนโลก แต่ยังสามารถไปเที่ยวเชื่อมโยงครบ 3 จังหวัด

ขณะนี้ ททท.กับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ

1.กระตุ้นการใช้จ่ายเงินจากนักท่องเที่ยวเพิ่มให้มากที่สุด ได้จัดเตรียม “QR CODE” รองรับการใช้เงินสกุลต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีระบบดิจิทัล

 2.ยกระดับร้านอาหารสู่มาตรฐานบริการระดับสากล ล่าสุดธุรกิจอุดรธานีได้ริเริ่มรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สมาคมร้านอาหาร” ขึ้นครั้งแรก ทำหน้าที่ดูแลมาตรฐาน รสชาติ ความสะอาด ปลอดภัยด้านสุขอนามัย ต้อนรับภาคธุรกิจ

3.ขยายตลาดใหม่นักเดินทางกลุ่มมุสลิม จะต้องได้รับบริการมาตรฐานฮาลาลที่มีเครื่องหมายรับรองอย่างชัดเจน

4.คมนาคมขนส่ง มีความสะดวกสบาย “ทางบก” ระบบรางมีรถไฟจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ สู่อุดรธานี ระบบถนนก็มีรถโดยสารประจำทางแบบปรับอากาศ “ทางอากาศ” ก็มีเครือข่ายเที่ยวบินเชื่อมภูมิภาคในประเทศมาสู่อุดรธานี ต้นทางหลักจาก กรุงเทพฯ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง “ภาคเหนือ” จากเชียงใหม่“ภาคใต้” หาดใหญ่ ภูเก็ต  แล้วยังจะมีเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตั้งแต่กันยายน 2569 เป็นต้นไป จะมีเที่ยวบินจากสาธารณรัฐประชาชนนำโดย คุนหมิง


แล้วยังได้รับอานิสงจากท่าอากาศยานวัดไต สปป.ลาว สามารถนำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาลงแล้วนั่งรถข้ามมายังหนองคาย สู่อุดรธานี อย่างสะดวกสบาย ช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มในอีสานแถบนี้ได้ด้วย

ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ททท.กับเอกชน และหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ ประเมินสถานการณ์ “อุดรธานี” สามารถเป็นจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างแน่นอน ด้วยศักยภาพตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา มีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศทยอยเข้ามาต่อเนื่อง รวมทั้งบริการของท่าอากาศยานอุดรธานี เป็นสนามบินศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง ระบบการคืนภาษีนักท่องเที่ยว และอื่น ๆ  ตามมาตรฐานสากล ผนวกกับเอกชนก็พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศด้วย อย่างการจัดทำระบบบริการทางการเงินด้วย QR CODE



โครงการที่ 3 การขับเคลื่อนตลาดแผนตลาดการท่องเที่ยวอุดรธานี ปี 2570 พักกายใจ ชาร์จแบตเตอรี่เติมพลัง ด้วย 4 เรื่อง ประกอบด้วย

1.ชูจุดขาย Healing is the New Luxury เน้นนำเสนอ “อุดรธานี” เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวพักกายพักใจ (Healing) เติมพลังอย่างเต็มที่

2.รับประทานอาหารอร่อย ๆ มาแล้วจะได้รับประสบการณ์ความสุขจากการกิน อิ่มท้อง เอร็ดอร่อย ทั้งอาหารถิ่น ร้านอาหารมิชลิน

3.ช้อปปิ้งสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น อุดรธานี มีผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์โดยผู้ประกอบการได้คิดค้นการปรับดีไซน์ “ผ้าขาวม้า” ทอลวดลายขิต ยกระดับเพิ่มรุกเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ Gen Y ประสบความสำเร็จอย่างมาก 

4.ยกระดับอีสานด้วยจุดขายเมืองในแดนอีสานให้เป็นศูนย์กลาง “ความม่วนสายมู” ให้ความรู้สึกเพิ่มเติมความสุขอย่างสบายใจทุกวัน



ผอ.กนกวรรณ กล่าวว่า ททท.อุดรธานี เชิญชวนคนทั้งประเทศเลือกมาเที่ยวอีสานหน้าฝน เพื่อฮีลกายใจ ในดินแดนมรกตแห่งอีสาน ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปจากเมืองร้อนแล้งมาเป็นเมืองธรรมชาติแห่งศรัทธา แล้วช่วงปลายปียังจะได้ชมความยิ่งใหญ่มหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งไล่เรียงกันตั้งแต่ “สิงหาคม” นี้ ท่องเที่ยวหน้าฝน ต่อด้วย “บั้งไฟพญานาค” เดือนตุลาคม “พืขสวนโลกอุดรธานี” เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป แล้วก็ยังเที่ยวเชื่อมโยงทะเลบัวแดง ดังนั้นอุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน

 

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

 

ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์บิ๊กเซล“8.8 WITHOUT LIMITS HOME DELIVERY”

 

คิง เพาเวอร์ จัดชุดใหญ่ “8.8 WITHOUT LIMITS HOME DELIVERYดีลคุ้มแบบไร้ขีดจำกัด  ช้อปสะดวกโดยไม่ต้องออกไปเบียดใคร ไม่ต้องแบกให้เหนื่อย แค่นอนกดสั่งอยู่บ้าน ก็พร้อมพุ่งตัวไปส่งให้ถึงมือ ช้อปด้วยไอเทมที่ใช่ในราคาสุดคุ้ม! ที่คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ไม่มีไฟลต์บินก็ช้อปได้ แค่ช้อปออนไลน์ สินค้าส่งบ้าน พร้อมโปรโมชันและสิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด วันนี้ -12 สิงหาคม 2569

 

พิเศษ! Member Online (POWER PASS) ลดสูงสุด 28% ช้อปไม่มีขั้นต่ำ! รหัสส่วนลด 88HM26

(เฉพาะสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการ)

 

สินค้า Home Delivery ส่งฟรี! ทั่วประเทศ เมื่อช้อปครบ 899 บาท โดยสามารถแบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน /รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 62,800 บาท /ฟรี! ของสมนาคุณสุดพิเศษ จากแบรนด์ดัง มาก่อนได้ก่อนหมดแล้วหมดเลย /รับเลย! ส่วนลด 800 บาท เมื่อสมัครสมาชิกออนไลน์  /รับสิทธิ์การสมัครสมาชิก คิง เพาเวอ  ร์ เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาทสุทธิ

 

ข่าวที่ 2 -คิง เพาเวอร์ออนไลน์นำSK-IIเติมพลังสวยกับPiteraลดสุด25%

 

คิง เพาเวอร์นำเสนอแบรนด์ดังชวนทุกคนมาเผยโฉมความงามตามธรรมชาติด้วย SK-II ผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยพลังจาก Pitera™ ซึ่งเป็นส่วนผสมลับที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย และมอบความเรียบเนียน ให้สัมผัสถึงผิวสวยสดใสและมีชีวิตชีวาในทุกวัน ช้อปสินค้า Duty-Free ได้ที่เฉพาะที่ “คิง เพาเวอร์ ออนไลน์” เลือก(เฉพาะสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการ วันนี้ - 31 สิงหาคม 2569 แค่มีไฟลต์บินก็กดช้อปได้สบายๆ ไปกับดีลพิเศษ แพลนเที่ยวแล้ว อย่าลืมแพลนช้อปปิ้งกับเราวันนี้ พร้อมรอรับของที่สนามบินขาออกประเทศ กับส่วนลดดังนี้

 

1.ลดสูงสุด 15% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท รหัสส่วนลด 15AUG26

2.ลดสูงสุด 20% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท รหัสส่วนลด 20AUG26

3.ลดสูงสุด 25% เมื่อช้อปครบ 8,000 บาทรหัสส่วนลด 25AUG26

            4.พิเศษ! Member Online (POWER PASS) เฉพาะแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอางค์ ลดเพิ่ม 5% เมื่อช้อปครบ 12,000 บาท รหัสส่วนลด PWPPC26

 

ข่าวที่ 3-แชะก่อนช้อปด้วยTRY&BUYที่คิงเพาเวอร์จัดไปส่วนลด30%

 

 ทดลองแชะ ก่อนช้อป! ที่คิง เพาเวอร์ เปิดให้ TRY & BUY ทดลองใช้สินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ บริการใหม่ จาก คิง เพาเวอร์ พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้เพิ่ม! ฟรี 2 วัน เมื่อมาทดลองใช้บริการเช่น เมื่อทดลองใช้ 5 วัน จะได้ใช้สินค้าในราคาเพียง 3 วัน  เริ่มแล้ววันนี้ - 30 กันยายน 2569 เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

-รับเลย! ส่วนลดสูงสุด 30%เมื่อตัดสินใจซื้อสินค้า หลังจากใช้บริการทดลองใช้

 

-เก็บทุกโมเมนต์ ถือเที่ยวจริง ถ่ายจริง ได้ทั้งทริป DJI Osmo 360 /DJI Action 5 Pro /DJI Osmo Pocket 3 /GoPro Hero 13

 

-ไปลองก่อนเลย แถมฟรีอีก 2 วัน!ลองแล้วชอบ ค่อยตัดสินใจซื้อ รับส่วนลดสูงสุด 30% ต่อได้เลย!

 

-ทดลองใช้เริ่มต้น 399 บาท ผ่าน LINE @KINGPOWER เมนู "TRY & BUY" แล้วแชทกับพนักงานได้ทันที หรือลองจับของจริงที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 2

 

ข่าวที่ 4-ททท.รับไฟลต์แรกจทรานส์นุสาแอร์หนุนเพิ่ม1.3แสนที่นั่ง/ปี

 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TransNusa Airlines ของอินโดนีเซีย เปิดเที่ยวบินตรง 8B381  จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)” ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 11.45 น. เดินหน้าส่งเสริมนักท่องเที่ยวคุณภาพร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายการบิน เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อำนวยความสะดวกการเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดบินครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ททท.กับ TransNusa Airlines ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและขยายเครือข่ายเส้นทางบินช่วงครึ่งปีหลัง 2569

 

เพื่อขยายเส้นทางเชื่อมโยงเข้าสู่พื้นที่เมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยวของไทย ทั้งสองฝ่ายมีแผนเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศจาก บาหลี-ภูเก็ต ช่วยเชื่อมโยงเส้นทางการเดินทางระหว่างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มทางเลือกการเดินทาง กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซียมาไทย นิยมเดินทางท่องเที่ยว 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่

 

สำหรับสายการบินทรานส์นุสา” มีแผนเปิดเที่ยวบินตรง เส้นทางจาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยใช้เครื่องบินแอร์บัส A320-200 ขนาด174 ที่นั่ง/ลำ บริการ 14 เที่ยว/สัปดาห์ ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์มีนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางมากรุงเทพฯ ด้วยอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เต็มเที่ยวบิน โดยเส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มที่นั่งมาไทยได้ประมาณ 2,500 ที่นั่ง/สัปดาห์ หรือกว่า 130,000 ที่นั่ง/ปี 

 

แล้วความร่วมมือระหว่าง ททท. กับสายการบินทรานส์นุสา ยังครอบคลุมการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เพื่อสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทย สนับสนุนการขยายเที่ยวบินระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่าในพิธีรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ได้รับเกียรติเข้าร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่นทั้ง ดาโต๊ะ เบอร์นาร์ด ฟรานซิส กรุ๊ปซีอีโอสายการบินทรานส์นุสา (TransNusa) นางประหนึ่งนุช บำเพ็ญสมัย ที่ปรึกษา 10 ทอท. รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. คณะผู้บริหาร ททท. พันธมิตรภาครัฐ เอกชนด้านการท่องเที่ยว  โดยได้ร่วมกันมอบของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในเที่ยวบินดังกล่าว

 

รวมถึงทาง Mr. Hari Prabowo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย และคณะผู้บริหารสายการบินเดินทางมาพร้อมด้วย เพื่อสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้มาเยือน สะท้อนความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี

 

สถิติตั้งแต่ 1 มกราคม2 สิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียมาไทยแล้ว 378,881 คน ซึ่งส่วนใหญ่เน้นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีระยะพำนักเฉลี่ย 6 วัน เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) 85 % นักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำ (Repeat Visitors)  53 % จุดหมายปลายทางยอดนิยมเรียงตามลำดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา ชลบุรี ภูเก็ต และกระบี่ มี “กิจกรรม” ที่สนใจ ได้แก่ รับประทานอาหารไทย ชมแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ เที่ยวชุมชน นวดสปา กิจกรรมชายหาด 

 

ททท. คาดการเปิดบินตรงจาการ์ตา–กรุงเทพฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซียมาไทยแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นประเทศจุดหมายปลายทางระยะใกล้ยอดนิยมของชาวอินโดนีเซีย และสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตดีต่อเนื่องต่อไป

 

ข่าวที่ 5-บางจากQ2/69 ชู SAF-กำไรทะยาน1.2แสนหมื่นล้านโต99%

 

          กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานชีวภาพ กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจต้นน้ำ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก “มีรายได้” จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 29 % มี “EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 46 % มี “กำไร” ส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 99 % คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท พร้อมเปิดศักราชใหม่ของธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตด้วยการเริ่มผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ช่วงที่เหลือของปีตลาดพลังงานโลกมีแนวโน้มยังคงเผชิญความไม่แน่นอน 

          

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญ 1.การกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท 2.รับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 4,415 ล้านบาท รวมทั้งเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์ เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่าย 39 ล้านลิตร จาก ส่วนต่างราคา SAF-UCO อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในไตรมาสนี้และในระยะยาว ช่วงที่เหลือของปียังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกำไร เช่น ราคาพลังงานความผันผวน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

          

กลุ่ม 1 ธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพมี EBITDA เพิ่มขึ้น ดังนี้

 

-“ธุรกิจโรงกลั่น” ได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

 

-ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ส่วนธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นและการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF 

 

-ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าลดลงตามฤดูกาล รวมถึงการรับรู้การขยายตัวของดาต้า เซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้โรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์เต็มที่

-ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น

           

แม้ “สถานการณ์พลังงานโลก” ยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงควบคู่กับสร้างการเติบโตธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต “หน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกเมื่อพฤษภาคม 2569 เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SAF รวม 39 ล้านลิตร และได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ในระดับสูง จึงเริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF เป็นครั้งแรกด้วย

 

“ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก” เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศผ่านกลุ่มธุรกิจหลักประสานกันอย่างไร้รอยต่อตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงานผ่านศักยภาพโรงกลั่นทั้ง 2แห่ง ส่งผลให้ครึ่งแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 3,000 ล้านบาท

 

“บริษัทฯ”  โดยบริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) จะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง ช่วยต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและขยายธุรกิจในต่างประเทศ

 

“นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานแต่ละกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ดังนี้

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 144,177 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 17 % จากปีก่อน 45% มี EBITDA 17,186 ล้านบาท โผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจมีดังนี้

 

-ธุรกิจโรงกลั่น : มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท โดยรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (รวมการวัดมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชี) 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ลดจากไตรมาสก่อน จากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA 1,000 ล้านบาท จากการขายเชิงพาณิชย์หน่วยผลิต SAF

 

-ธุรกิจการตลาด : มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัว 1.26 บาท/ลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโลก แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงจากไตรมาสก่อน สิ้นไตรมาส 2 กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี มีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการ27.9% พร้อมเดินหน้าขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเมียมและน้ำมันดีเซล B20 รวมถึงธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง

 

-ธุรกิจพลังงานชีวภาพ : มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยปรับตัวดีขึ้น จากตลอดไตรมาสได้คงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 ภายหลังเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF

 

กลุ่มที่ 2 ธุรกิจการค้าน้ำมัน : มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขยายตัว 20 % โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out-Out) มีกำไรและสัดส่วนธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงปรับเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจขนส่งทางเรือมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากธุรกรรม ไทม์ ชาเตอร์ ขยายโต การใช้โอกาสในตลาด Spot Charter และค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง การรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

 

กลุ่มที่ 3 ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ : มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) ปรับเพิ่มขึ้น 40 % ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้น 15 % จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในยุโรปอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี รวมทั้งรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) โดยหลักเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Hedging Gain) จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส

           

OKEA บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และด้อยค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) จากการปรับลดราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าช่วงสิ้นไตรมาส รวมทั้งได้ปรับประมาณการการผลิตปี 2569 เป็น 29–32 kboepd จากการเลื่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหลุม Garn West South ในแหล่ง Draugen ไปเป็นไตรมาส 3 ปี 2569 อนาคตประมาณการผลิตปี 2570 ปรับเพิ่มเป็น 39–43 kboepd จากการปรับเพิ่มประมาณการการผลิตของหลุม Talisker West ในแหล่ง Brage คาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครึ่งหลังปี 2570

 

กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน : มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Hamilton ได้ ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 45 % จากเดือนพฤษภาคมเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นด้วย

 

            “ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569  กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อน 25 % มี EBITDA 43,763 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันกับปีก่อน 100 % เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

 

            “จากความโดดเด่นและความแข็งแกร่ง” ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Fortune Southeast Asia 500 ปี 2569 อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET50 รอบการคำนวณระหว่าง 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตอกย้ำนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตและสร้างมูลค่าในระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก

 

            “ฐานะทางการเงิน” ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจาก มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,611 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีหนี้สินรวม 272,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นรวม 102,606   ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า

 

ข่าวที่ 6- TCEB-เปิดครั้งแรกในไทยหลักสูตรCVMปั้นคนไมซ์สู่สากล

 

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บร่วมกับพันธมิตรเปิด “หลักสูตรการบริหารจัดการสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย (Certified Venue Management : CVMมุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ด้วยการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการสถานที่จัดงานไมซ์แห่งแรกของไทย โดยทีเส็บให้การรับรองเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหารและบุคลากรในสถานที่จัดงานไมซ์ให้มีความพร้อมรองรับการแข่งขันในระดับนานาชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต

 

โดยได้มอบหมายให้ บริษัท โปรแมทซ์เอ็กซ์ จำกัด นำโดยนางสุกัญญา จันทร์ชู กรรมการผู้จัดการ รับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร ระดมผู้เชี่ยวชาญขับเคลื่อนให้หลักสูตรมีความสมบูรณ์ ครอบคลุม สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม ทีเส็บได้ดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านกระบวนการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบหลักสูตรอย่างเป็นระบบ

 

“การพัฒนาหลักสูตร” ครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือในอุตสาหกรรมไมซ์เมืองไทย5 สมาคมวิชาชีพหลัก ได้แก่ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) “TICA” สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) “TEA” สมาคมโรงแรมไทย “THA” สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน “EMA” และสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมด้านการเดินทางท่องเที่ยว (ไทย) “SITE Thailand

 

พร้อมคณาจารย์จากสถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานที่จัดงานไมซ์ ผู้บริหารจากสถานที่จัดงานชั้นนำของเมืองไทย มารวมตัวกันร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้หลักสูตรสามารถตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริงของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

 

“การออกแบบหลักสูตร” “การบริหารจัดการสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย (Certified Venue Management : CVMมุ่งเน้นให้ครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญด้านการบริหารจัดการสถานที่จัดงานไมซ์ทั้งระบบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานที่จัดงานได้จริง ผ่าน 8 โมดูลการเรียนรู้ ประกอบด้วย

 

-แนวคิดเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือสำหรับสถานที่จัดงานไมซ์

-การสร้างแบรนด์และการตลาด การยกระดับการบริการสู่ความเป็นเลิศ

-การออกแบบประสบการณ์และการปรับแต่งบริการเฉพาะบุคคล

-การตลาดดิจิทัลและการขายอย่างชาญฉลาด

-การบริหารงบประมาณและการวัดผลลัพธ์ทางสังคม (SROI) 

-การบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย

-ความยั่งยืนและนวัตกรรมไมซ์  

 

รวมทั้งเป็นหลักสูตรที่ได้อ้างอิงมาตรฐานและแนวปฏิบัติระดับสากล อาทิ IAVM, IACC, UFI, ICCA และ ISO 20121 ควบคู่กับการศึกษาความต้องการของผู้ประกอบการ การจัดประชุม Focus Group การสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานที่จัดงานชั้นนำของไทย เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของประเทศมากที่สุด

 

ดร. ศุภวรรณ กล่าวว่า "บุคลากร” คือ หัวใจของอุตสาหกรรมไมซ์ วันนี้ทีเส็บพร้อมส่งมอบหลักสูตร Certified Venue Management (CVM) หลักสูตรแรกของไทยที่ออกแบบมาเพื่อคนทำงานสถานที่จัดงานโดยเฉพาะ เน้นผสานความรู้วิชาการกับประสบการณ์จริงจากสมาคมวิชาชีพเพราะเชื่อว่า “คนเก่ง” คือกุญแจสู่การแข่งขันระดับโลก ร่วมยกระดับไมซ์ไปด้วยกันนำไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Premier MICE Destination of Asia

 

สำหรับ “หลักสูตรการบริหารจัดการสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย”  เตรียมเปิดอบรมระหว่างวันที่ 24–27 สิงหาคม 2569 ค่าอบรม 6,000 บาท รับจำนวนจำกัด เน้นเรียนรู้แบบเข้มข้นและเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโดยตรง

 

สอบถามการสมัครอบรมหลักสูตร CVM เพิ่มได้ที่ “ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์” ทีเส็บ ติดต่อ คุณนวลรัมภา งามบรรหาร ผู้จัดการอาวุโส อีเมล nuanrumpa_n@tceb.or.th โทร. 065-598-9449 และคุณนับเดือน กิตติรัต ผู้จัดการ อีเมล nubduan_k@tceb.or.th โทร. 093-623-5459

 

          ช่วงที่ 2 ออกไป “นั่งรถไฟ” เที่ยวเมืองไทยแบบสโลว์ไลฟ์ในช่วงหน้าฝนด้วยกัน ททท.เปิดทางเลือกให้ลอง 4 พิกัด “ลำพูน-ลำปาง-กาญจน์-ตรัง” แล้วฟัง “ลดงดอาหารเลว+ปรับพฤติกรรม3เรื่อง” ลดไขมันได้ทันที พร้อมข่าวดี ๆ ข่าวแรก “นราธิวาสชวนดำน้ำ” ร่วมพิทักษ์ทะเลไทย 111 ปี 11-12 ส.ค.นี้ ข่าวที่สอง “ททท.MOU2พันธมิตรอินโดฯ” เชื่อมอาเซียนบุกตลาดมุสลิม

 

ท่องเที่ยว –เที่ยวรถไฟสโลว์ไลฟ์หน้าฝน“ลำพูน-ลำปาง-กาญจน์-ตรัง”

 

ออกไปเพิ่มประสบการณ์เที่ยวเมืองไทยช่วงหน้าฝน กรีน ซีซั่น แบบสโลว์ไลฟ์เลือกเดินทาง “ท่องเที่ยวทางรถไฟ” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอมุมใหม่ ๆ สัมผัสความเมืองไทยสบาย ๆ  ไฮไลต์ยอดนิยม 4 จังหวัด ทำปฏิทินเลือกจุดหมาย เตรียมเช็คตั๋วโดยสารเดินทางล่วงหน้า แพ็กกระเป๋า แล้วเดินทางได้เลย

 

พิกัดที่ 1 สะพานขาวทาชมภู จ.ลำพูน เพิ่มประสบการณ์เดินชมสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กสีขาวทรงโค้งสุดคลาสสิก อายุกว่าร้อยปี สร้างขึ้นเมื่อปี 2462 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกทอดตัวข้ามลำน้ำแม่ทา บนเส้นทางรถไฟสายเหนือใน อ.แม่ทา ตั้งอยู่ระหว่าง “สถานีขุนตาน” และ “สถานีทาชมภู”

 

ช่วงหน้าฝนตัวสะพานสีขาวจะตัดกับความเขียวชอุ่มของป่าได้เห็นทั้งวิวสะพาน ผืนป่า และสายน้ำ ให้บรรยากาศที่สบายตาสุด ๆ

 

จุดขึ้นรถไฟ”  สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สายเหนือ) จุดลงรถไฟ” สถานีทาชมภู

 

พิกัดที่ 2 อุโมงค์ขุนตาน จ.ลำปาง อุโมงค์รถไฟสายประวัติศาสตร์ที่มีความยาวถึง 1,352.10 เมตร เป็นการเจาะทะลุภูเขาหินแกรนิตและบริเวณปากอุโมงค์ก่ออิฐสีแดงโดดเด่นตั้งอยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลคาบเกี่ยวระหว่าง จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง หลังฝนตกมักจะมีหมอกจาง ๆ ลอยคลอเคลียตัวสถานี ได้ฟีลสดชื่นสุด ๆ

 

“จุดขึ้นรถไฟ” สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สายเหนือ) “จุดลงรถไฟ” สถานีขุนตาน

 

พิกัดที่ 3 ทางรถไฟสายมรณะ จ.กาญจนบุรี เส้นทางรถไฟระดับตำนาน สร้างเสร็จในปี  2486 อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์โลกยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเส้นทางโค้งลัดเลาะขนานไปกับหน้าผาหินสูงชัน ไฮไลต์จุดเช็กอิน” อยู่ตรงช่วงที่ขบวนรถไฟวิ่งลัดเลาะ "ถ้ำกระแซ" ยิ่งในฤดูฝนแบบนี้ ผืนป่าและต้นไม้รอบ ๆ จะเขียวฉ่ำสะดุดตา แถมได้ชมวิวแม่น้ำแควน้อยไปพร้อม ๆ กัน

 

“จุดขึ้นรถไฟ” สถานีธนบุรี (ขบวนปกติ) ใช้ชื่อขบวนว่า “ธนบุรี-น้ำตก” และ “จุดลงรถไฟ” สถานีถ้ำกระแซ (หรือป้ายหยุดรถไฟถ้ำกระแซ)

 

พิกัดที่ 4 สถานีรถไฟกันตัง จ.ตรัง เป็นสถานีรถไฟสุดท้ายของทางรถไฟฝั่งอันดามัน เปิดใช้งานเมื่อปี 2456 โดดเด่นด้วยตัวอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา คุมโทนด้วยสีเหลืองมัสตาร์ดสลับน้ำตาลสไตล์วินเทจแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่ามุมไหนก็สวยคลาสสิก

 

“จุดขึ้นรถไฟ” สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สายใต้) “จุดลงรถไฟ” สถานีกันตัง

 

หน้าฝนนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินทางที่เร่งรีบ แล้วออกไปชมวิวในจังหวะช้า ๆ ของรถไฟเที่ยวเมืองไทยเที่ยวได้ตลอด 365 วัน

 

“การวางแผนเดินทาง” เพื่อความสะดวกเช็กตารางเวลารถไฟและจองตั๋วล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน D-Ticket ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อความชัวร์ทุกทริปเที่ยวเมืองไทย

 

สุขภาพ –“ลดงดอาหารเลว+ปรับพฤติกรรม3เรื่อง”ลดไขมันได้ทันที

การลดไขมันในเลือดแบบเร่งด่วน” ที่คิดว่าจะทำได้ในเวลาไม่กี่วันนั้น ในทางการแพทย์ระบุ ยังไม่มีวิธีทำได้ทันที เนื่องจากไขมันสะสมต้องใช้เวลาปรับสมดุล แต่เราสามารถ “ปรับพฤติกรรม” อย่างเข้มงวดเพื่อ “ลดระดับไตรกลีเซอไรด์” และคอเลสเตอรอล ลงได้ภายใน 2–4 สัปดาห์ โดย งด “แป้ง-น้ำตาล” ลดไขมันเลวทันที เพิ่มใยอาหาร และออกกำลังกาย

 

1.อาหารที่ต้องงดและเพิ่มทันที

 

-งดเด็ดขาด : ของทอด ของมัน เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์

 

-งดน้ำตาล/แป้งขัดสี : ขนมหวาน น้ำอัดลม ข้าวขาว เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์

 

-งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ : ตัวกระตุ้นไขมันเลวและทำลายไขมันดี

 

-เน้นกินไฟเบอร์สูง : ผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต และผลไม้รสไม่หวานจัด เพื่อช่วยดักจับไขมัน

 

-เลือกไขมันดี: กินปลาทะเลน้ำลึก น้ำมันมะกอก หรืออะโวคาโดในปริมาณพอเหมาะ

 

2.การปรับพฤติกรรมเร่งด่วน 3 เรื่อง

 

-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: คาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือปั่นจักรยาน วันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเผาผลาญไขมัน

 

-ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: ช่วยระบบไหลเวียนเลือดและลดความอยากอาหารจุกจิก

 

-นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่: ลดฮอร์โมนความเครียดที่มีผลต่อระบบเผาผลาญไขมัน

 

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

 

ข่าวแรก –นราธิวาสชวนดำน้ำร่วมพิทักษ์ทะเลไทย111ปี11-12 ส.ค.

 

 

นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า จังหวัดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนราธิวาส ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนักดำน้ำ รวมพลังร่วมกันจัด“111 ปี นราธิวาส ร่วมใจพิทักษ์ทะเลไทย”(Underwater Clean-Up CampaignCelebrating the 111th Anniversary of Narathiwat) ระหว่าง 11-12 สิงหาคม 2569 ที่ชายหาดบ้านตือลาฆอปาลัส ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และแหล่งปะการังเทียมบริเวณโบกี้รถไฟใต้น้ำและรถถังใต้น้ำ

 

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสเมืองนราธิวาสครบรอบ 111 ปี ภายใต้แนวคิด “111 ปีแห่งความภาคภูมิใจ จากพระราชดำริสู่การลงมือทำ จากทะเลที่บรรพบุรุษส่งต่อ สู่ทะเลที่เราจะส่งมอบให้ลูกหลาน” โดยไม่ได้เพียงดำน้ำลงไปเก็บขยะ แต่ทุกคนกำลังดำน้ำลงไปเพื่อ “ส่งต่ออนาคตของทะเลนราธิวาส” ตอกย้ำพลังทุกภาคส่วนร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล พร้อมส่งต่อคุณค่าของผืนทะเลนราธิวาสสู่คนรุ่นต่อไป เนื่องจากทะเลแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร อาชีพ และรากฐานสำคัญของวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่ รวมถึงความภาคภูมิใจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสนับสนุนการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยผ่านการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลและปะการังเทียม

 

“จังหวัดนราธิวาส” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำเนินโครงการนำโบกี้รถไฟและรถถังปลดประจำการลงสู่ทะเล เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและแหล่งดำน้ำเชิงอนุรักษ์ ปัจจุบันกลายเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัด

 

ส่วน “ปัญหาขยะทะเล” ยังคงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล กิจกรรมนี้ จึงมุ่งระดมพลังนักดำน้ำจิตอาสาและประชาชนร่วมกันเก็บขยะทั้งใต้ทะเลและบริเวณชายฝั่ง สร้างการรับรู้เรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Travel)

 

ข่าวที่สอง ททท.MOU2พันธมิตรอินโดฯเชื่อมอาเซียนบุกตลาดมุสลิม

 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้รับโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี นำคณะเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อ 3-4 กรกฎาคม 2569  เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกเปิดตลาดท่องเที่ยวอาเซียน ทาง ททท.ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการท่องเที่ยว 2 ฉบับ กับ Datuk Bernard Francis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจการบินทรานส์นุสา/TransNusa และนายอัลเบิร์ตผู้ร่วมก่อตั้ง Traveloka ที่โรงแรมแฟร์มองต์ กรุงจาการ์ตา โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสำคัญดังกล่าว

 

ททท.วางแผนเดินหน้าทิศทางความร่วมมือโดยตั้งเป้าให้อินโดนีเซียเป็น 1 ใน 5 ตลาดท่องเที่ยวหลักที่สำคัญมากในอาเซียน การลงนามครั้งนี้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์การยกระดับความเชื่อมโยงทางอากาศ (Air Connectivity) เชื่อมโยงการเดินทางอย่างไรร้อยต่อระหว่างสองประเทศ

 

มุ่งขยายบริการบินตรง ไป-กลับ 2 เส้นทาง ได้แก่ จาการ์ตา–กรุงเทพฯ และ บาหลี–ภูเก็ต รวมทั้งแผนต่อยอดกระจายนักท่องเที่ยวไปยัง “เมืองน่าเที่ยว” ทั่วเมืองไทย ผ่านแคมเปญ “Amazing Thailand: Feel All the Feelings

 

ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่าความร่วมมือระหว่าง ททท.กับ TransNusa จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ จาการ์ตา–สุวรรณภูมิ วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป 2 เที่ยว/วัน และ บาหลี - ภูเก็ต เริ่มวันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป แล้ว TransNusa ยังมีบริการเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) ตรงกับกลยุทธ์ททท. เล็งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

ส่วนความร่วมมือกับ “Traveloka” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวยอดนิยมของภูมิภาคนี้ จะช่วยให้ ททท.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายศักยภาพสูงได้อย่างแม่นยำ ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.นักท่องเที่ยวการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) 2.ครอบครัว 3.นักท่องเที่ยวมุสลิม

 

ททท.ได้ใช้การร่วมกับธุรกิจแถวหน้าของอินโดนีเซีย 2 พันธมิตร ย้ำความพร้อมผลักดันไทยให้เป็นประเทศจุดหมายปลายทางที่มิตรต่อมุสลิม (Muslim-Friendly Destination) พร้อมชูจุดขายด้านอาหารไทย ประวัติศาสตร์ ชุมชน สุขภาพ และธรรมชาติชายหาด ควบคู่กันไปด้วย

 

สถิตินักท่องเที่ยวอินโดนีเซียมาไทยตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 กรกฎาคม 2569 มีจำนวน 376,337 คน วันเฉลี่ย 6 คืน/ทริป ตลอดปีนี้ ตั้งเป้าให้ได้ถึง 890,000 คน ททท.มั่นใจความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

 

ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ททท.นำไทยคว้ารางวัลในเวทีโลก Weibo Gala 2026 นำศิลปินไทย-จีนโชว์พลังซอฟท์พาวเวอร์-เสน่ห์ไทย

ททท.นำไทยคว้ารางวัลในเวทีโลก Weibo Gala 2026 นำศิลปินไทย-จีนโชว์พลังซอฟท์พาวเวอร์-เสน่ห์ไทย ททท.นำไทยคว้ารางวัล " Weibo Thailand Best...