วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เจาะใจผู้ก่อตั้ง SmartFinn แหล่งเงินทุนที่พึ่งSMEไทย-เที่ยวลาวใต้กันเถอะ

เปิดใจธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ “สมาร์ทฟินน์”
แหล่งเงินSMEsเพื่อการลงทุนยุคไฮเทค
คิงเพาเวอร์จัดเต็มEnjoyShopลด25%
ททท.ตากชวนร่วมทัวร์บุญขึ้นธาตุเดือน9
บางจากปรับใหม่เว็บรับสมัครบัตรสมาชิก
ทอท.เปิดตลาดนัดแรงงาน-ช่วงรอมฎอน
เที่ยว2แผ่นดินผจญภัยไทยสู่ลาวตอนใต้
 สนุกกับมหกรรมทัวร์ดนตรีริมหาดสมุย
ดิโอกุระเปิดฤดูการกินซัมเมอร์แบบญี่ปุ่น
รร.ริชมอนนนท์จัดเต็มบุฟเฟต์อิตาเลี่ยน
อนันตรารังสรรค์เมนูหน่อไม้ฝรั่งอินเตอร์
เตรียมเฮลดเพดานตั๋วบินโลว์คอสต์ทั่วไทย

ต้อนรับเข้าสู่ “รายการรวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ #gurutourza

ช่วงที่ 1 ติดตามฟัง “ปฏิมากร ใจอ่อน” ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง สมาร์ท ฟินน์ ธุรกิจสายพันธุ์ใหม่บนแพลตฟอร์มทางการเงิน ที่จะผ่าทางตันให้กับวงการธุรกิจ SMEs ของเมืองไทย โดยเฉพาะโรงแรม รีสอร์ต และการท่องเที่ยว ในการมองหาแหล่งเงินลงทุนนำไปพัฒนากิจการ



นางสาวปฏิมากร ใจอ่อน ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง สมาร์ท ฟินน์ เปิดเผยว่า ได้ริเริ่มกับเพื่อนกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่นำเทรนด์ดิจิตอลเข้ามายกระดับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ “ขายฝาก” จากดั้งเดิมที่มาอยู่ในประเทศไทยบนแพลทฟอร์มที่ทันสมัยให้นักลงทุนกับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องการนำเงินไปใช้พัฒนากิจการได้มาพบกันผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่า Matching หรือ P to P ในลักษณะการให้ยืมเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

โดยกลุ่มที่จะเข้ามามีส่วนร่วม กลุ่มแรก ผู้กู้ยืมเงินไปลงทุน กลุ่ม 2 ผู้ปล่อยเงินกู้ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับสมาร์ท ฟินน์ ซึ่งเป็นทำหน้าที่บริการขายฝากพร้อมให้ความช่วยเหลือระดับ SMEs ที่ขาดเงินทุนหมุนเวียนและขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ สิ่งสำคัญจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและตามขั้นตอนจะมีทีมประเมินหลักทรัพย์เปรียบเทียบกับท้องตลาด แล้วจะให้ราคาหลักทรัพย์แปลงเป็นเงินให้สูงสุดประมาณ 60-70 % ซึ่งดอกเบี้ยที่เป็นนายทุนกับผู้กู้จะต้องจ่ายประมาณ 9 % เป็นไปตามลิสต์การประเมินของ กลต. ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบขายฝากทุกประการ และสามารถเข้าถึงเราได้หลายช่องทาง คือ เว็บไซต์ www.smartfinn.co.th   ผู้ที่มีหลักทรัพย์ทั้งโฉนดที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม สามารถเข้ามาลงทะเบียนกับสมาร์ทฟินน์ได้ สิ่งที่ทางบริษัทต้องการเป็นหลักฐานคือ หน้า-หลังโฉนด รูปถ่ายทรัพย์สิน เบอร์โทรศัพท์ แล้วเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับถึงการนำเงินจำนวนเท่าไร และกรอบเวลาการใช้คืน กรณีหากทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันนั้นสูงเกินไป ทางทีมงานก็จะแนะนำให้ใช้เพียง 1 โฉนดที่ใกล้เคียงกับเงินที่ต้องการนำไปใช้ก็พอแล้ว กรอบเวลาก็ประมาณไม่เกิน 2 สัปดาห์เท่านั้น สามารถไปยังกรมที่ดินได้ทันที




สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่จะเข้ามาใช้บริการเปิดโอกาสให้ตั้งแต่ความต้องการใช้เงินหลักแสนบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท ถ้าหากเกิน 50 ล้านบาท จะต้องใช้เวลาดูนายทุนที่เหมาะสมกันก่อน แต่ถ้าเป็นความต้องการใช้เงินเพียง 1-20 ล้านบาท ก็ดำเนินการได้รวดเร็ว ยิ่งหลักทรัพย์เป็นบ้านที่มีชื่อเสียง ทำเลดี นายทุนก็จะสนใจมากเป็นอันดับต้น ๆ

ธุรกิจสมาร์ทฟินน์จะเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถช่วย SMEs ต่อลมหายใจเงินทุนหมุนเวียน การนำไปปรับปรุงกิจการ หรือ ต่อยอดธุรกิจ ได้เป็นอย่างดี เพราะหลายต่อหลายกรณีการกู้สถาบันการเงินมีอุปสรรคปัญหาหลายอย่างที่ส่งผลทำให้กู้ไม่ได้จนกิจการอาจเสียหายได้ และการชำระเงินก็เพียงปีต่อปี หรือเมื่อครบกำหนดก็นำเงินมาถ่ายถอนทรัพย์สินกลับคืนเป็นของตนเองตามเดิมได้

นางสาวปฎิมากรกล่าวว่าสมาร์ทฟินน์มีจุดเด่นซึ่งแตกต่างจากสถาบันการเงิน หรือธนาคาร ในการปล่อยกู้ธุรกิจ SMEs นั่นคือ สถาบันการเงินอาจจะเรื่องเครดิตบูโรไม่ผ่าน ความสามารถทางการคืนเงิน และระยะเวลาการชำระต้องจ่ายทุกเดือนจะถูกกำหนดอย่างเคร่งครัด แตกต่างจากสมาร์ทฟินน์จะไม่ได้เน้นเรื่องดังกล่าว มุ่งประเมินหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกัน และการนำเงินไปใช้ต้องเป็นการต่อยอดธุรกิจอย่างแท้จริง จึงสามารถร่นระยะเวลาได้เร็วขึ้น ส่วนดอกเบี้ยใกล้เคียงกับธนาคารคือ 9 % รวมถึงขั้นตอนจะรวดเร็วกว่าสถาบันการเงิน อีกทั้งยังไม่ได้ดูถึงการผิดนัดชำระหนี้เพราะเปิดให้คืนเป็นปีต่อปี



สำหรับกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ก็เป็นลูกค้าของสมาร์ทฟินน์หลายแห่งด้วยกัน โดยนำเงินไปใช้ปรับปรุงห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เติบโตเพิ่มขึ้น หากความต้องการใช้เงินเกินกว่า 50 ล้านบาท ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อผ่านกระบวนการประเมินทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ

ทางด้านกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในชุมชนซึ่งปัจจุบันมีทั้ง โฮมเสตย์ ร้านค้า ร้านอาหาร จะเข้าถึงเงินกู้ของสมาร์ทฟินน์ได้เช่นกัน เพราะทุกคนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเสิร์ซหา www.smartfinn.co.th        พอเข้าไปแล้วจะต้องเข้าไปลงทะเบียน แล้วทำตามขั้นตอนคือถ่ายหน้าหลังโฉนด พร้อมภาพถ่ายที่ดิน เบอร์โทรศัพท์ เมื่อพนักงานติดต่อไป ตกลงกันได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการแนะนำบริษัทมาให้เลือก 1-3 ราย พอเลือกได้ก็จะนัดลงพื้นที่ไปดูทรัพย์สินที่นำมาใช้ประกัน เสร็จเรียบร้อยแล้วทางสมาร์ทฟินน์จะดูมูลค่าเพื่อปล่อยจำนวนเงินกู้จับคู่นายทุนที่จะนำเงินมามอบให้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

โดยสมาร์ทฟินน์จะมีบริการหลังการขายด้วยการเตือนก่อนใกล้ครบวันกำหนดชำระคืนเงินผ่านทางจดหมาย โทรศัพท์แจ้งเพื่อเตรียมเงินต่อสัญญาหรือถ่ายสินทรัพย์คืน แล้วทุกอย่างทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ณ กรมที่ดิน

นางสาวปฏิมากรกล่าวว่าสมาร์ทฟินน์เปิดบริการได้ประมาณเกือบ 1  ปี มีเงินทุนหมุนเวียนที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการการได้เกือบ 200 ล้านบาท และส่วนใหญ่สนใจเข้ามากู้เฉลี่ยในสัดส่วนกลุ่มใหญ่จะอยู่ประมาณ 1-5 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มรีสอร์ต โรงแรม โรงงาน นิยมเข้ามาใช้บริการ

ดังนั้นสมาร์ทฟินน์จะขอย้ำเรื่องวินัยในการใช้เงินลงทุน เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้ SMEs เกิดปัญหาคือไม่ได้แยกการใช้เงินอย่างเป็นระบบปัญหาที่พบบ่อย ๆ คือ ไม่ได้แบ่งรายได้ รายจ่าย กำไร จึงจะแนะนำให้ผู้ประกอบการที่กู้เงินไปปรับพฤติกรรมการทำธุรกิจโดยจัดสรรหมวดการใช้เงินดังนี้ 1.เงินทุนหมุนเวียน 2.การจ้าง เพราะสมาร์ทฟินน์ทำหน้าที่ช่วยเหลือ SMEs ในระยะเร่งด่วนสั้น ๆ ได้แต่ระยะยาวก็ต้องการแยกเงินให้ชัดเจน 1.ค่าใช้คงที่ ค่าจ้างแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าโรงงาน ค่าเช่าพื้นที่ต่าง ๆ 2.กันสัดส่วนของเงินลงทุนไว้ 3.ผลตอบแทนหรือปันผลกรรมการ เงินแต่ละส่วนต้องแยกชัดเจน แต่ที่ผ่านมา SMEs ใช้เงินหมุนทำทุกอย่างจึงทำให้กิจการรวนไปทั้งระบบ

สมาร์ทฟินน์ เป็นหนึ่งในบริษัทสมาชิกของสมาคมฟินเท็คแห่งประเทศไทย จึงได้พัฒนาแพลทฟอร์มทางเทคโนโลยีการเงินเพื่อทำหน้าที่ลดขั้นตอน สะดวกทั้งสองฝ่ายทั้งผู้กู้และปล่อยกู้ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเชื่อมต่อทำให้ธุรกิจทุกฝ่ายเดินหน้าอย่างเข้มแข็ง และเมื่อพัฒนาธุรกิจกันได้แล้วก็จะแนะนำให้กลับไปใช้บริการของธนาคารหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ต่อไป

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์จัดEnjoyShopลดกว่า25%”



กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดใหญ่อีกแล้ว สำหรับมหกรรม Enjoy Shopping ซื้อสินค้าออนไลน์ตลอดครึ่งหลังเดือนพฤษภาคม ระหว่างวันนี้ – 31 พฤษภาคม 2561 ด้วยการลดทั้งเว็บสูงสุดถึง 25 % ทันที่เข้าไปเลือกชมแล้วสั่งซื้อสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายทาง www.kingpower.com

เมื่อช็อปครบ 5,000 บาท รับส่วนลดสูงสุด 10 % และหากช็อปครบ 8,000 บาท ลดทันที 25 %

ช็อปได้ไม่อั้นกับสินค้าหมวดต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์สินค้าชั้นนำอย่าง น้ำหอม เครื่องสำอาง นาฬิกา แฟชั่น ของแบรนด์ดังระดับโลก ผลิตภัณฑ์ความงาม อิเลคทรอนิกส์ ของใช้ภายในบ้าน

อีกทั้งยังเชิญชวนสมัครสมาชิกออนไลน์ ก็ให้สิทธิพิเศษรับส่วนลด 200 บาท เพื่อนำไปเป็นส่วนลดเมื่อช้อปสินค้าในร้านครบ 1,000 บาทขึ้นไป ตามขั้นตอนเมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อย ระบบจะส่งรหัสเข้าไปยังอีเมลที่ใช้ลงทะเบียน เพื่อนำโค้ดดังกล่าวไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รับสิทธิ์ดังกล่าว

สอบถามเพิ่มเติมที่ 1631 หรือดูเพิ่มเติมได้ที่ www.kingpower.com

ข่าวที่ 2 “ททท.ตากชวนเที่ยวขึ้นธาตุเดือนเก้า28-29พ.ค.”


นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ    ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก กล่าวว่า เชิญชวนนักท่องเที่ยวไปร่วมงานประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ระหว่าง28-29 พฤษภาคม 2561 ที่วัดพระบรมธาตุ อ.บ้านตาก ซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่นที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เกิดปีมะเมีย เนื่องจากวัดพระบรมธาตุแห่งนี้ มีลักษณะเป็นพระเจดีย์ใหญ่สีทอง รายล้อมด้วยเจดีย์ย่อย คล้ายกับพระเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฎขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย

สำหรับประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการสักการะองค์พระบรมธาตุ และบวงสรวงขอพรเทวดาในการเริ่มฤดูทำนา ประเพณีดังกล่าวจะกระทำในวันขึ้น 14 และ 15 ค่ำ เดือนเก้าเหนือ ในแต่ละปีวันที่และเดือนไม่ตรงกัน เพราะนับตามปฏิทินล้านนา จะอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ของทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเก้า ผู้คนที่ศรัทธาในองค์พระบรมสารีริกธาตุจะจัดเตรียมเครื่องคาว หวาน ธูป เทียน ดอกไม้ตกแต่งประดับประดาสวยงามมารวมกันบริเวณเชิงสะพานบุญและเคลื่อนขบวนไปตามสะพานบุญ ขึ้นสู่บันไดนาคผ่านประตูไปยังองค์พระธาตุ บูชาเครื่องสักการะขอพรให้การทำนาลุล่วงไปด้วยดี ฝนตกตามฤดูกาลในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเก้า

โดยมีเหล่าร่างประทับทรงจะจัดชุมนุมเทพยดา บริเวณศาลเจ้าพ่อขุน และเจ้าพ่อคงคำ ซึ่งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกขององค์พระธาตุ เพื่อเป็นการบูชาสักการะเหล่าเทพยดาและขอพรให้เป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวนาในการเริ่มเข้าสู่ฤดูทำนา เมื่อเสร็จพิธีบูชาเสร็จสิ้น มีการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาองค์พระธาตุ และเทพยดา

สอบถาม ททท. สำนักงานตาก โทร. 0 5551 4341-3 หรือ www.facebook.com/taktravel

ข่าวที่ 3 “บางจากปิดปรับปรุงสมาชิกออนไลน์ถึง7มิ.ย.”

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ระหว่างนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.2561 บางจากฯ ขออภัยในความไม่สะดวกกับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกผ่านช่องทางออนไลน์ www.bangchak.co.th เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบบัตรสมาชิกบางจากชั่วคราว โดยบริการออนไลน์ต่อไปนี้จะไม่สามารถใช้งานได้ ทั้ง 2 ส่วน คือ1.การสมัครบัตรสมาชิกออนไลน์ วันที่ 16 พ.ค. – 31 ก.ค. 61 และการอัพเดทข้อมูลสมาชิก /ลงทะเบียนบัตรออนไลน์ 16 พ.ค. – 7 มิ.ย. 61

หากต้องการสมัครบัตรสามารถสมัครบัตรสมาชิกบางจาก โดยขอรับบัตรที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกสาขาทั่วประเทศและลงทะเบียนออนไลน์ ก่อนการรูดสะสมคะแนน ตั้งแต่ 8 มิ.ย. 61 เป็นต้นไป สมัครผ่านทางเว็ปไซด์จะเริ่มทำการสมัครได้อีกครั้งในวันที่ 1 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้สมาชิกสามารถใช้บัตรรูดสะสมและแลกคะแนนที่ปั๊มบางจากได้ตามปกติ สอบถามได้ที่คอล เซ็นเตอร์ โทร.1651 (กด 4)  08.00-21.00 น.

ข่าวที่ 4 “สุวรรณภูมิจัดตลาดนัดแรงงาน22-24พ.ค.”



บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัทและผู้ประกอบการในสนามบินเกือบ 40 แห่ง จัดโครงการ “ตลาดนัดแรงงาน ณ ทสภ.” ครั้งที่ 6 ประจำปี 2561 (Suvarnabhumi Airport Job Fair 2018) ระหว่าง 22-24 พ.ค.61 เวลา 9.00-15.00 น. ณ ศูนย์ขนส่งสาธารณะ ทสภ.

ภายในงานจะมีบริษัท และผู้ประกอบการใน ทสภ. เกือบ 40 แห่ง มาออกบูธรับสมัครงานกว่า 1,400 อัตราตั้งแต่วุฒิการศึกษาระดับประถม - ปริญญาโท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยรอบพื้นที่ ทสภ. ได้เข้าทำงานกับบริษัทผู้ประกอบการชั้นนำภายในท่าอากาศยาน  สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2132-9084, 0-2132-9092-3

อีกทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้จัดเตรียมอินทผลัมให้บริการผู้โดยสารชาวมุสลิมเนื่องในเทศกาลเดือนรอมฎอนประจำปี 2561 เดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิม เริ่มเมื่อ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2561 โดยได้ให้ความสำคัญต่อพี่น้องชาวมุสลิมที่มาใช้บริการ จึงได้จัดเตรียมอินทผลัมและน้ำดื่มไว้บริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการชาวมุสลิม ณ ห้องละหมาด ชั้น 3 อาคารผู้โดยสารเป็นประจำทุกวัน

ช่วงที่ 2 ออกเดินทางเติมความสุขให้ชีวิตกับทริป “ขับรถเที่ยว 2 แผ่นดิน จากอุบลราชธานีสู่ลาวใต้” ปากเซ จำปากสัก สู่คอนพะเพ็งดื่มด่ำน้ำตกไนแองการาแห่งเอเชีย


@ขับรถเที่ยว2แผ่นดินอุบลสู่ลาวใต้

ทริปสนุกกับการท่องเที่ยวหน้าฝนจากอีสานไปยังลาวใต้ โดยนั่งเครื่องไปลงยังจังหวัด “อุบลราชธานี” แวะเที่ยวผาแต้ม ชมภาพเขียนสีอายุเก่าแก่กว่า 3,500-1,500 ปี ร้อยเรียงต่อกันยาวที่สุดในประเทศไทย  และชมเสาหินเฉลียงคล้ายดอกเห็ดเรียงรายอย่างสวยงาม แล้วก็ไปยังจุดชมวิวแม่น้ำโขง



เช้าวันใหม่นั่งรถไปตามทางหลวงหมายเลข 10 มุ่งหน้าสู่ “ช่องเม็ก” เพื่อข้ามสะพานไปเที่ยว เมือง“ปากเซ” เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก ที่เต็มไปด้วยวิถีแห่งความเก่าแก่ เช่น วัดโพธิ์ระตะนะสาสาะดาราม (วัดหลวง) วังเจ้าบุญอุ้ม และตึกเก่าสมัยที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และกลางเมืองก็มีตลาดขายสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขง


ปัจจุบันมีถนนตัดใหม่จากปากเซไปชมความยิ่งใหญ่ของมรดกโลก “วัดพู” วัดสร้างจากปราสาทหินเก่าแก่ที่สุด ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก บนปราสาทหลักมีภาพจำหลักหินรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ รูปนางอัปสรา ส่วนด้านหลังปราสาทมีภาพแกะลสลักรูปพระตีมูรติ เชื่อกันว่าในโลกนี้มีเพียง 2 แห่งเท่านั้น



เสร็จเรียบร้อยแล้วเดินทางต่อไปยังจำปาสัก นำรถยนต์ลงแพขนานยนต์ข้ามลำน้ำโขง เพื่อขับไปเที่ยว “บ้านวินคาม” และ “น้ำตกคอนพะเพ็ง” ขึ้นชื่อเทียบชั้นว่าว่าเป็นไนแองการ่าแห่งเอเชีย เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนใต้ มีศาลาชมวิวและร้านอาหารอร่อย ๆ ทำจากปลาแม่น้ำโขงให้ชิมหลากหลายเมนู

แล้วก่อนจะเดินทางกลับมีสถานที่ท่องเที่ยวอีก 1 แห่ง จากปากเซ สามารถขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 23 พอถึงกิโลเมตรที่ 21 ให้เลี้ยวรถไปตามทางหลวงหมายเลข 20 เป็นทางเข้าไปเที่ยว “เมืองปากซอง” สปป.ลาว แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อแถบนี้ก็มี “พิพิธภัณฑ์ชนเผ่า และ น้ำตกผาส้วม” (ส้วม ภาษาลาว คือ ห้องนอน) ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่ทิ้งตัวผ่านแท่งหินธรรมชาติรูปหกเหลี่ยม เรียงตัวกันเป็นระเบียบคล้ายห้อง ใกล้ ๆ กันก็เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์หลายชนเผ่าให้เดินชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างมีความสุขอย่างพอเพียงท่ามกลางธรรมชาติ



จากนั้นก็ขับรถกลับเข้าตัวเมืองปากเซ แวะไหว้พระ ที่วังเจ้าบุญอุ้ม วัดหลวง และซื้อของที่ระลึกแถวตลาดดาวเรือง ก่อนเดินทางข้ามแดนสู่เมืองไทยทางช่องเม็ก อุบลราชธานี

เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ ใน 2 แผ่นดิน อุบลราชธานี เมืองไทย สู่ ปากเซ ลาวใต้ ก็เป็นอีกทริปที่มีความสุขได้เช่นกัน

@11เคล็ดลับเข้าสู่สูงวัยอย่างมีความสุข

เป็นผู้สูงวัยอย่างมีความสุขได้อย่างไรตามสูตร ”HAPPY OLD MAN” ซึ่งมีองค์ประกอบรวม 11 สิ่งลองทำดู

1. H คือ Humor ต้องมีอารมณ์เบิกบาน และมีอารมณ์ขันไว้เสมอ

2. A คือ Active ต้องทำตัวให้คล่องแคล่ว กระตือรือล้น อยากรู้อยากเห็น อยากฟัง อยากทำสิ่งดีมีประโยชน์เสมอ ไม่อยู่นิ่ง

3. P คือ Productive ทำงานที่ไหนต้องมีผลงานดีๆ ให้เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อถึอ ความศรัทธา ความสุข และความภูมิใจในตนเอง

4. P คือ Potential ต้องพยายามพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงในงานที่ทำเสมอ

5. Y คือ Young หรือ Keep young ไว้เสมอเท่าที่จะทำได้ อย่าปล่อยตัวให้แก่เกินวัย

6. O คือ Orientation ต้องฝึกคิดใหม่ ทำใหม่ และใช้ชีวิตให้มีความสุขความสำเร็จไว้เสมอ

7. L คือ Learning old man เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไฝ่หาประสบการณใหม่ที่มีคุณค่าให้สมองตลอดเวลา

8. D คือ Discipline ต้องมีระเบียบวินัยที่ดีในการดูแลสุขภาพออกกำลังกาย รับประทานอาหารฯ

9. M คือ Mindset วางกรอบความคิดในสิ่งที่ดีมีคุณค่า ริเริ่ม สร้างสรรค์  คิดนอกกรอบ คิดเชิงบวกไว้เสมอ คิดช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม ทำให้มีความสุขยั่งยืน

10. A คือ Acceptability คือ พัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ การใช้ชีวิตตนเอง ครอบครัว และการงาน ให้มีผลงานที่ดี มีคุณค่า เป็นที่ยอมรับเสมอ

11. N คือ Nutrition ปรับการกินอาหารให้ครบถ้วน ถูกต้อง พอดี ไม่ให้อ้วนมาก ไม่หวาน มัน เค็ม เผ็ดมากไป ทานผักผลไม้และปลาเป็นหลักรวมทั้งอาหารเสริมที่มีคุณค่า

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “สมุยจัดใหญ่มิวสิคเฟสดึงทัวร์ทั่วเอเชียเข้าเกาะ”



นางนงเยาว์ จิรันดร ผู้อํานวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สํานักงานเกาะสมุย  เปิดเผยว่า ร่วมกับ  บริษัท IMC Live Group จํากัด เทศบาลนครเกาะสมุย จัดเป็นครั้งแรกงาน Samui Asia Music Festival 2018  ระหว่าง 18-19 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณพรุเฉวง อําเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเปิดให้ชมฟรี เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางด้านดนตรีการท่องเที่ยวของเกาะสมุยที่เน้นส่งเสริมและกระตุ้นตลาดภูมิภาคเอเชียให้เดินทางเข้าเกาะสมุยและเกาะบริวารใกล้เคียงมากยิ่งขึ้นตลอดจนสร้างกระแสการรับรู้การเดินทางท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

ทางบริษัท IMC Live Group ได้รวมศิลปินท้องถิ่นทั่วเอเชียบินมาสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว อาทิ ร็อค เมทัล บลูส์ และบัลลาด ในหลายภาษาทั้งมาเลเซีย (Estranged) สิงคโปร์ (Shirlyn + The UnXpected) ฮ่องกง (Qiu Hong) จีน (Jumpin’ Candy) รวมถึงการแสดงจากศิลปินดังชาวไทยอย่าง โปเตโต้ และไท ธนาวุฒิ

นอกจากดนตรีแล้วระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2561 ยังได้เปิดให้ผู้ประกอบการนำสินค้ากว่า 200 บูธ มาจำหน่ายของที่ระลึกมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม (Non Alcohotic)
สอบถามเพิ่มที่ เทศบาลนครเกาะสมุย โทร. 077-421421, 084-6636590 ททท.สำนักงานเกาะสมุย โทร. 077-420504, 077-420721

ข่าวที่สอง “ชิมเมนูซัมเมอร์สไตล์ญี่ปุ่นที่ดิโอกุระ”




โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เปแนะนำอาหารเลิศรสปรุงจากวัตถุดิบที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงต้นฤดูร้อน จัดเป็นชุดให้บริการทั้งมื้อกลางวัน และ มื้อค่ำ  ที่ห้องอาหาร ยามาซาโตะ ชั้น 24 ได้ตั้งแต่วันที่ 4 -24 มิถุนายน 2561 เท่านั้น

อาหารชุดพิเศษสำหรับช่วงต้นฤดูร้อนในประเทศญี่ปุ่นให้บริการระหว่างวันที่ 4 ถึง 24 มิถุนายน 2561 มื้อกลางวันราคาชุดละ 1,300++ บาท ให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30 น. ถึง 14.30 น. และมื้อค่ำราคาชุดละ 4,500++ บาท ให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น.

สำหรับวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น ในช่วงต้นฤดูร้อนจะนิยมรับประทานปลาไหล เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินบี จึงช่วยให้ร่างกายมีพลังงานและโปรตีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เชฟฮิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara)  หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหาร ยามาซาโตะ จึงคัดสรรวัตถุดิบต่าง ๆ มารังสรรค์เป็นอาหารชุดพิเศษ

“มื้อกลางวัน” แนะนำชิม ปลาไหลตุ๋นเสิร์ฟพร้อมกับกุ้งและเห็ดราดซอสครีมงา ซุปลูกชิ้นปลาซาร์ดีนใส่ต้นหอมย่างและเห็ด ปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด (ปลาทูน่า ปลาหมึกญี่ปุ่น ปลาหางเหลือง) ปลากระพงญี่ปุ่นราดซอสมันฝรั่งหวาน ปิดท้ายอาหารคาวด้วยข้าวสวยญี่ปุ่นคลุกเคล้ากับเนื้อปู เสิร์ฟกับซุปมิโซะร้อนๆ ก่อนที่จะเสิร์ฟ พุดดิ้งใบโอบะราดซอสไข่แดง

“มื้อค่ำ” มีอาหารพิเศษ อาทิ มะเขือม่วงย่างเสิร์ฟกับหอยเชลล์กุ้งและเห็ดนึ่งสาเกโรยด้วยซุปใสเจลลี่ ปลาดิบชั้นดี 4 ชนิด (ปลาทูน่า ปลาหางเหลือ กุ้งหวานญี่ปุ่น ปลาซาร์ดีน) ปลาแมคเคอเรลย่างราดซอสหวานปรุงพิเศษ รับประทานคู่กับเบคอนห่อข้าวโพดอ่อน และมะเขือเทศอบแห้ง เทมปุระปูหิมะ กุ้ง ปลาไหล และผักต่าง ๆ เส้นหมี่น้ำญี่ปุ่นใส่ปลาไหลต้มสุกน้ำซุปกลมกล่อม และขนมหวานพุดดิ้งมะม่วงราดซอสชาเขียว โรยด้วยถั่วแดง

ข่าวที่สาม “ริชมอนด์เทศกาลอาหารอิตาเลียน648บาท”


โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี จัดเต็มเมนูอาหารบุฟเฟ่ต์ขนทัพความเป็นอิตาเลียนมาแบบเนื่องแน่น เพื่อเสิร์ฟความสุขมื้อกลางวันในราคาเพียงคนละ 648 บาท ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม จนถึง เดือน มิถุนายน 2018  ที่ห้อง @ Cafe มีให้เลือกทั้งพาสต้าหลายแบบหลายสไตล์ และยังมีเมนูอาหารคาวที่บอกถึงความเป็นอาหารสไตล์อิตาเลียนให้ได้มาสัมผัสลองชิมแล้วจะติดใจจนต้องบอกต่อ รวมไปถึงอาหารนานาชาติต่างต่างมากกว่าร้อยรายการ   โทร.สำรองที่นั่งได้ที่ 02 831 8888 ต่อ 2126

ข่าวที่สี่ “รร.อนันตราฯจัดเทศกาลหน่อไม้ขาวเมนูสุขภาพ”

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ จัด เทศกาลหน่อไม้ฝรั่งขาว ที่ห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ วันนี้  - 30 พฤษภาคม 2561 โดย เชฟนิโค เมทเทิน หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ บรรจงรังสรรค์เมนูจานพิเศษจากหน่อไม้ฝรั่งขาวเกรดพรีเมี่ยม นำเข้าจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน มาเอาใจคนรักสุขภาพและนักชิม ด้วยเมนูแนะนำ ได้แก่ ซุปครีมหน่อไม้ฝรั่งขาว กับหอยเชลล์ฮอกไกโด และ หน่อไม้ฝรั่งขาว เสิร์ฟกับมันฝรั่ง และซอสฮอลันเดซ เลือกทานคู่กับเมนูที่ท่านชื่นชอบ อาทิ เนื้อสันใน แบล็คแองกัส, อิเบอริโกพอร์คชอป, หรือตับห่าน (ฟัวกราส์) เป็นต้น

หน่อไม้ฝรั่งขาวที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งหน่อไม้ อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ ไฟเบอร์ กรดโฟลิค แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเค และอื่นๆ  ช่วยลดกรดในลำไส้ ขับปัสสาวะ และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่น เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทาง สวท.FM 97.0 MHz.เวลา 11.00-12.00 น.

เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
บล็อกเกอร์ และผู้ดำเนินรายการข่าว สวท.FM97.0 





ททท.ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว3จังหวัดแดนใต้โตครึ่งหมื่นล้าน-เที่ยวสายใหม่ในระยอง

ททท.ฟื้นเที่ยว3จังหวัดใต้พุ่งเกินครึ่งหมื่นล้าน
นำมิชลินปักหมุดในภูเก็ต-พังงาบูมอาหารถิ่น
คิงเพาเวอร์อัดแคมเปญ4โปรแรงช็อปแหลก
ททท.เหนือผนึกpantip.comจัดทัวร์รถไฟฟรี
บางจากQ1ปี61กำไรพองามธุรกิจไปได้สวย
ทอท.ชี้สนามบินสุวรรณภูมิปลอดภัยหายห่วง
ฟินกินเที่ยวระยองลุยกินผลไม้-ซีฟู้ดรสแซบ
หมอญี่ปุ่นแนะผู้สูงวัยลุกเดินเสริมแคลเซี่ยม
การบินไทยQแรกปี61กำไร/ขาดทุนสุดพิลึก
AAV-TAAฟุ้งQ1ปี61กำไรพุ่งเกินพันล้าน
ไทยแอร์รอผุด3โปรเจ็กต์ดอนเมือง-อู่ตะเภา
แควนตัสผนึกAISลดตั๋วบินออสซี่/นิวซีแลนด์

ต้อนรับสู่ รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ในวันเสาร์ที่ 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ #gurutourza

ช่วงที่ 1 เกาะติดภารกิจสำคัญของ “กฤษฎา รัตนพฤกษ์” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศชูธงนำการฟื้นฟู “การท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้” นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา โดยมีเดิมพันเรื่องเศรษฐกิจชุมชนเป็นเป้าหมายจะต้องทำให้ได้ ขณะเดียวกันก็ได้โหมใช้ “มิชลิน ไกด์ บุ๊ค” เป็นหัวหอกสร้างกระแสอาหารถิ่นภาคใต้ นำร่องจากจังหวัดดัง ๆ อย่าง ภูเก็ต พังงา ก่อนจะขยายแนวรุกเต็มพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ภายใน 5 ปีหน้า




นายกฤษฎา รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนหลังเตรียมบริหารจัดการกระตุ้นการท่องเที่ยวนอกฤดู ระหว่างพฤษภาคม-ตุลาคม ของทุกปีนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนน้อยลง จึงวางแผนหากลุ่มอื่นเข้ามาแทนยุโรปในช่วงนอกฤดูคือตลาดจีน ซึ่งจะส่งเสริมกลุ่มเดินทางอิสระด้วยตนเอง (F.I.T.) จะทำให้กรีนซีซันคึกคักขึ้นมาได้

ส่วนตลาดในประเทศจะเพิ่มนักท่องเที่ยว 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก คนไทยเดินทางเข้าไปเพิ่มด้วยแรงดึงดูดคือราคาห้องพักในจังหวัดชายทะเลภาคใต้ลดลงถึง 50 %  กลุ่มที่สอง การประชุมสัมมนาสามารถมาเติมเต็มได้เป็นอย่างดี โดยจะนำสินค้าท่องเที่ยวชุมชนมาขายให้ได้มากที่สุด ทั้งผลิตภัณฑ์ของกินของใช้ และแหล่งท่องเที่ยวครอบคลุมหลายประเภทด้วยกัน โดยเฉพาะชุมชนท่องเที่ยวได้คัดไว้ 8 แห่ง ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต ชุมชนท่าดินแดง ชุมชนตะกั่วป่า พังงา ชุมชนบ้านเกาะกลาง กระบี่ ล้วนแล้วแต่มีความพร้อมและคุณภาพบริการโดยมีวิธีบริหารจัดการและกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวแต่ละครั้งไว้เรียบร้อยแล้ว



อีกทั้งยังจะเพิ่มความโดดเด่นนำเสนอขายการท่องเที่ยวมุมใหม่ตามคอนเซ็ปต์ New Shades ไฮไลต์ 3 กลุ่ม  ประกอบด้วย 1.วิถีชีวิตผนวกกับอาหารถิ่น” แต่ละพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างและกลิ่นอายใต้แท้ ๆ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง 2.การท่องเที่ยวกลุ่มอันดามันระดับพรีเมียมเกรด ซึ่งเป็น Once in the Life Time เก็บเงินมาเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต

3.การท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา จะปลุกกระแสฟื้นกลับคืนมาใหม่ให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง  ททท.จะนำเสนอความแปลกใหม่ทั้งความสวยงาม สดใหม่ อย่าง เบตง ทำไมหนาวได้ในภาคใต้ มีดอกไม้งาม ทะเลหมอก สิ่งเหล่านี้จะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และวิถีชีวิตมุสลิมที่มีความทันสมัย ยุคใหม่ ของคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น มีระบบการจัดงานอย่างดีเหมือนกับภาคอื่น ๆ



“จากการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อสงกรานต์ปีนี้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ดังนั้น ททท.จะทำหน้าที่ฟื้นฟูการท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ นำเสนอผ่านวีทีอาร์สั้น ๆ เพื่อสะท้อนภาพจริงให้ปรากฎต่อสาธารณะต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป”

นายกฤษฎากล่าวว่าระหว่างนี้กระทรวงคมนาคมยังได้เร่งขยายสนามบินเบตง โดยก่อสร้างทางวิ่งเครื่องบินเพิ่มความยาวเป็น 1,800 เมตร จะเปิดบริการต้นเดือนมกราคม 2562 จะยิ่งเพิ่มความคึกเข้าสู่เบตงโดยขยายจากหาดใหญ่เข้ามามากขึ้น ทำให้สโลแกนติดปากที่ว่า OK เบตง จะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน

สำหรับรายได้ของ 3 จังหวัด มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนหลักมาจากสุไหงโกลก ดังนั้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะต้องสร้างความเชื่อมั่นกับมุมใหม่ ๆ จะทำภาพผ่านวีทีอาร์เพื่อสร้างสีสันจูงใจคนเข้าไปท่องเที่ยวเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนโครงการจัดทำ “มิชลิน ไกด์ บุ๊ค” ที่จังหวัดภูเก็ต ททท.ดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้อนุมัติให้ใช้งบประมาณราว 1,000 ล้านบาท เพราะแบรนด์มิชลินทำมานานกว่า 100 ปี หลังจากเปิดตัว มิชลิน ไกด์ บุ๊ค เมื่อปี 2560 มีร้านสตรีทฟู้ดที่ได้รับการรับรองเป็นร้านมิชลินด้วยนั้น ผ่านมาเพียงปีเดียวสามารถเพิ่มยอดขายสร้างรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20 % ปี 2561 จะขยายโครงการมิชลิน ไกด์ บุ๊ค ไปยังเมืองท่องเที่ยว นำร่องในจังหวัดภูเก็ตและพังงา



ขณะนี้ได้ส่งทีมอินสเป็คเตอร์หรือนักชิมของมิชลินทยอยลงพื้นที่ไปสำรวจตามร้านอาหารต่าง ๆ แล้ว เพื่อเตรียมประกาศรายชื่อร้านที่เข้าตามเกณฑ์มาตรฐานระดับโลกช่วงปลายปี 2561 ซึ่งมิชลิน ไกด์ บุ๊ค จะเป็นแม่เหล็กสร้างความเชื่อมั่นจากนักบริโภคทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว การสนับสนุนเรื่องอาหารมิชลินจึงจะเกิดประโยชน์เชื่อมโยงไปยังกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง ผู้ผลิตวัตถุดิบในระดับรากหญ้ามีการกระจายเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ตามแผนงานจะขยายโครงการจัดทำ มิชลิน ไกด์ บุ๊ค ต่อไปยังพื้นที่รอบปริมณฑลในจังหวัด ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม และอื่น ๆ ซึ่งทาง ททท.มีภาคีพันธมิตรกลุ่มมิชลินที่จะทำร่วมกันตามแผน 5 ปี ซึ่งจะสามารถประกาศร้านมิชลินได้ทั่วประเทศ อันจะเป็นพลังสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ชุมชนท่องเที่ยวเติบโตเข้าเป้าทุกปี



แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีสนามบินใหม่เบตงเป็นศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ กับการนำ “มิชลิน” มาเป็นกลไกหลักปลุกกระแสอาหารถิ่นภาคใต้และเมืองรองทั่วประเทศ จึงนับเป็นภารกิจท้าทายการทำงานของ ททท.อย่างมีนัยสำคัญ

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์จัด4โปรแรงช็อปลดแหลกถึงมิ.ย.61”



กลุ่มคิง เพาเวอร์ ผู้นำการบุกเบิกร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมืองไทย ชวนร่วมแคมเปญ ENDLESS SUMMER : AIRPORT ใน 3 สนามบินแถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ระหว่างวันนี้ – 30 มิถุนายน 2561พบกับ 4 โปรโมชั่นแรง ๆ

1. PC Get Discount Up to 400 Baht ที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต (ร้านค้าขาออก) พิเศษพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์ลดทันที 400 บาท  เพียงช็อปสินค้าแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอางครบ 4,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ ลด 400 บาท และครบ 8,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ ลดทันที 1,000 บาท

2. Shop 15,000 Save 1,200 Baht ที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต (ร้านค้าขาออก) พิเศษพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์
ลดทันที 1,200 บาท เพียงช็อปแผนกแฟชั่น นาฬิกา เครื่องประดับ และจิวเวลรี่ ครบ 15,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

3.Get Free Discount Up to 300 Bath ที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ร้านค้าขาเข้า) พิเศษพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์ลดทันที 300 บาท เพียงช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ ส่วนที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และภูเก็ต (ร้านค้าขาเข้า) พิเศษพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์ ลดทันที 250 บาท เพียงช็อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

4.Shop & Save ที่ คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง พิเศษพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์ เพียงมียอดซื้อสินค้าที่ร้านค้า ขาออก  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ ดอนเมือง  รับทันทีคูปองส่วนลด สำหรับซื้อสินค้าร้านค้าขาเข้า ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ ดอนเมือง หรือ คิง เพาเวอร์ รางน้ำรับคูปองส่วนลด 1,000 บาท สำหรับซื้อสินค้า 3,000 บาทขึ้นไป (Gross Sales) / ใบเสร็จรับเงิน  (1 สิทธิ์/ ใบเสร็จรับเงิน)

ดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.kingpower.com หรือคอลเซ็นเตอร์ 1631

ข่าวที่ 2 “ททท.เหนือผนึกpantipจัดทัวร์รถไฟฟรี7-10มิ.ย.”



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า ได้ร่วมมือกับ Pantip.com จัดกิจกรรมชวนเหล่าสาวกโซเชียล ตะลุยท่องเที่ยวเมืองเหนือฟรีทางรถไฟตู้นอนรุ่นใหม่ มุ่งหน้าไปยัง 3 จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ระหว่าง 7 - 10 มิถุนายน 2561

เพียงแค่ทำตามกติกาการเข้าร่วมสนุกดังนี้ 1.รับพิจารณาเฉพาะสมาชิกอย่างเป็นทางการ(ที่ยืนยันด้วยบัตรประชาชน)เท่านั้น 2.ระบุว่า "ต้องการไปท่องเที่ยวในเส้นทางไหน พร้อมเหตุผล" ลงในกระทู้นี้ pantip 3. เมื่อตอบคำถามในกล่องความคิดเห็นหลักแล้ว จะต้องกรอกข้อมูลการติดต่อกลับให้ชัดเจน 4.แต่ละล็อกอินสามารถแสดงความคิดเห็นได้เพียงครั้งเดียว 5.เพื่อสะสมแต้มบุญในครั้งต่อไปแต่ละคนจะต้องกลับมาเขียนรีวิวภายใน 1 เดือน ช่วง 11 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2561 หากไม่รีวิวภายในเวลาที่กำหนด ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์การพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมในกรณีพิเศษ (Fast Track) และกิจกรรมอื่นๆ ของทางเว็บไซต์ Pantip.com

ส่วนนักเดินทางที่ได้รับการคัดเลือกร่วมทริปเที่ยวภาคเหนือทางรถไฟแบบใหม่ ทริปนี้ จะต้องเป็น เฉพาะสมาชิกอย่างเป็นทางการ(ที่ยืนยันด้วยบัตรประชาชน)  มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัว และพร้อมออกผจญภัยกับเพื่อนร่วมทาง โดยการเดินทางคู่จะต้องมีอายุตั้งแต่ 20-40 ปี ทางผู้จัดไม่อนุญาตให้นำเด็กและห้ามนำสัตว์เลี้ยงร่วมเดินทางไปด้วย

ข่าวที่ 3 “บางจากไตรมาสแรกปี’61ทุกธุรกิจรื่นไหลดี”

         นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 44,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 2,992 ล้านบาท ลดลง 27 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานครั้งนี้โดยมีผลมาจากไตรมาสที่ 1 และ 4 ปี 2560 มีการรับรู้รายได้จากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น รายได้ดอกเบี้ยจากภาษีได้รับคืน กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าซื้อกิจการ ฯลฯ มีกำไรสุทธิ 1,337 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,146 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.83 บาท

ตลอดไตรมาสแรกปีนี้ ธุรกิจโรงกลั่น มีอัตราการผลิตเฉลี่ยที่ 109,350 บาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงกับแผนการผลิต ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ค่าการกลั่นรวมปรับลดลงอยู่ที่ 6.37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดิบส่วนเพิ่มปรับตัวกว้างขึ้น ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบอ้างอิงในบางผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลง รวมทั้งในไตรมาสนี้รับรู้ Inventory Loss จำนวน 70 ล้านบาท ส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 1,279 ล้านบาท ต่างจากปีที่ผ่านมาในไตรมาส 1 มีกำไรจากสต๊อคน้ำมัน 292 ล้านบาท

ธุรกิจการตลาด มีปริมาณการจำหน่ายรวม 1,514 ล้านลิตร ลดลง 2 % ตลาดค้าปลีกบางจากฯ มียอดจำหน่ายเติบโตเร็วกว่าตลาดคือเพิ่มขึ้นกว่า 7 % ส่วนภาพรวมตลาดสถานีบริการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3 % และมีส่วนแบ่งการตลาด 15.8 %

ธุรกิจ Non – oil ภายใต้การบริหารของบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการค่อนข้างสูงในระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ SPAR แต่ยังคงพัฒนาและขยายอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านกาแฟอินทนิล 457 สาขา และร้าน SPAR 35 สาขา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท บางจาก รีเทลฯ ได้ลงนามสัญญาการมอบสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ ร้านกาแฟอินทนิลในกัมพูชาและลาว ให้แก่ บริษัท อาร์ซีจี รีเทล จำกัด (กัมพูชา) โดยเริ่มเปิดให้บริการสาขาแรกที่เสียมราฐ รวมทั้งขยายสาขาแฟล็กชิป สโตร์ กลางกรุงพนมเปญ ที่เปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายร้านกาแฟอินทนิลที่ประเทศลาวภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ รวมไปถึงการขยายสาขาทั้งในประเทศลาวและกัมพูชาอีกกว่า 100 สาขา


สถานีบริการน้ำมัน เปิดเพิ่มขึ้น 65 สาขา และยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการเป็นอันดับ 2 ปัจจุบันบางจากฯ มีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,127 แห่ง มีค่าการตลาดรวม 0.83 บาทต่อลิตร มี EBITDA รวม 735 ล้านบาท

ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บริหารโดย บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร0.4 % มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า 75.19 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น มี EBITDA รวม 664 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA รวม 304 ล้านบาท โดย บริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล จำกัด มีรายได้ 1,718 ล้านบาท ไบโอดีเซลปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้น 20 ล้านลิตร บริหารงานโดย บริษัท บางจากไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด มีรายได้ 867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 230 %  มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 130 พันลิตรต่อวัน และ บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 311 พันลิตรต่อวัน เป็นผลจากการรับรู้ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการควบบริษัท และปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้น


ขณะที่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ควบรวมบริษัท ระหว่าง บริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (BBH) บริษัทย่อยของบริษัท บางจากฯ กับบริษัท เคเอสแอลจีไอ จำกัด (KSLGI) บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) อยู่ในระหว่างการยื่นคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 30 เมษายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะจดทะเบียนในครึ่งปีหลัง 2561

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 68 ล้านบาท โดยหลักเป็นของธุรกิจสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม โดย Nido Petroleum Limited  ที่มีปริมาณการจำหน่ายรวม 195,439 บาร์เรล มีรายได้ 425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 % เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Galoc มีอัตราการผลิตเฉลี่ย 3,465 บาร์เรลต่อวัน

ข่าวที่ 4 “ทอท.ยันสนามบินสุวรรณภูมิปลอดภัยหายห่วง”



บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” รายงานถึงสถานการณ์หลังสมาพันธ์นักบินนานาชาติส่งหนังสือถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รอบ 2 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2561 โดยระบุท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับความแข็งแรงของพื้นผิวสนามบินจะมีผลต่อทางวิ่งทางขับ และจุดจอดของเครื่องบิน ทั้งที่ได้ถูกตรวจพบตั้งแต่ปี 2551 และเคยมีหนังสือเตือนเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2557 ให้ดำเนินการแก้ไขแล้วโดย ทอท.ได้ยืนยันถึงสาเหตุที่พื้นผิวสนามบินอ่อนตัวเพราะมีน้ำอยู่ด้านล่างและเกิดจากยางมะตอยที่นำมาก่อสร้าง เมื่อใช้งานอย่างหนักตลอด 2 ปี จึงทำให้เกิดปัญหา ทั้งที่ความเป็นจริงควรมีอายุประมาณ 7 ปี แต่ก็ได้เดินหน้าแก้ไขตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง
พ.ต.กมล วงศ์สมบุญ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายบำรุงรักษา อธิบายว่า ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นผิวต่อเนื่อง ภายใต้แผน 3 ระยะ คือ 1.แผนระยะสั้นมีเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง หากตรวจพบพื้นผิวชำรุด จะปิดพื้นที่เพื่อซ่อมแซมทันที 2.ระยะกลางจะก่อสร้างซ่อมแซมพื้นผิว เปลี่ยนชั้นวัสดุยางมะตอยให้เป็นยางมะตอยตามมาตรฐานความปลอดภัย  3.ระยะยาวอยู่ระหว่างออกแบบก่อสร้างซ่อมแซมพื้นผิว ด้วยวัสดุปอร์ตแลนด์ซีเมนต์คอนกรีต ซึ่งเมื่อออกแบบแล้วเสร็จ จะเปิดประมูลหาบริษัทผู้รับเหมาต่อไป

รวมทั้งยังได้ทดลองติดตั้งระบบระบายน้ำใต้ดินเพื่อซ่อมบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหาจนพิสูจน์ได้ว่าสามารถใช้งานด้วยดี แต่การปิดซ่อมพื้นที่บางช่วงเวลาอาจส่งผลต่อความคับคั่งการจราจรของอากาศยาน จึงต้องขอความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการสายการบิน ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะแนวทางการปฏิบัติงานของ ทอท.มุ่งสร้างความปลอดภัยสูงสุดเป็นหลัก


ช่วงที่ 2 ได้เวลาฟินกินเที่ยว “เมืองระยอง ฮิ !!” ลุยสวนผลไม้ ชิมอาหารทะเลตามร้านดัง ริมฝั่งอ่าวไทย จากนั้นก็แวะชม แชร์ เช็คอิน ตามแหล่งท่องเที่ยวของคนแต่ละวัย จากพิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเล พิพิธภัณฑ์เมืองของเล่น นั่งรถกินลมชมวิวทะเลบ้านเพ ช้อปปิ้งตลาดท้องถิ่น ไหว้พระเสริมสิริมงคลก่อนกลับ ส่วนเรื่องสุขภาพ มีคำแนะนำของหมอชาวญี่ปุ่นชี้ให้เห็นถึง “การเดินช่วยสร้างแคลเซี่ยมให้ผู้สูงวัยได้” ไม่ต้องกินแคลเซี่ยมให้เปลืองเงิน ส่วนข่าวร้อน ๆ เสาร์นี้ ธุรกิจไตรมาสแรกของ 3 สายการบิน “การบินไทย-นกแอร์” ยังติดกับดักขาดทุน ส่วน “ไทยแอร์เอเชีย” กำไรฉลุยนับพันล้าน แถมมีแรงลงทุนเพิ่มอีก 3 โปรเจ็กต์ใหม่ในอู่ตะเภาและดอนเมือง ส่วนข่าวดี ผู้ใช้มือถือ AIS ทางสายการบินแควนตัสจัดแคมเปญลดตั๋วโดยสารบินไป 8 เมืองในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้ 8 %

@ฟินกินเที่ยวระยองตลุยสวนชิมซีฟู้ดเด็ดทัวร์สุดชีล

ได้เวลาสุดฟินกันอีกครั้งบนถนนท่องเที่ยวสายสีเขียวนำทางไปสู่ “สวนผลไม้” ภาคตะวันออก ในเมืองรอง “จังหวัดระยอง” ก็แค่ใช้บายพาสหมายเลข 7 ตรงมาเรื่อยๆ เบี่ยงซ้าย ตัดเข้าถนนหมายเลข 36 ประเดิมแวะสวนแรก “สวนแสงแดด” ตำบลตะพง มีผลไม้นานาชนิดให้ชิมกันอย่างจุใจ


ต่อด้วย “สวน Rayong Smile Plants” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในกลุ่มเกษตรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เป็นแห่งเดียวในไทยที่ได้รวบรวมพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงกว่า 500 สายพันธุ์



ส่วนสถานที่เช็คอิน 5 จุด ต้องห้ามพลาด แห่งแรก “สะพานรักษ์แสม” สะพานแขวนทางเดินไม้ที่ทอดผ่านป่าชายเลนคลองท่าตาโบ๊ย บ้านเนินฆ้อ   อำเภอแกลง แล้วต้องลงลุยทำกิจกรรม CSR ปล่อยพันธุ์ปู ทำบ้านปลา ธนาคารปู คืนธรรมชาติให้สัตว์น้ำได้พักอาศัยในระยะยาว


แห่งที่ 2 “พิพิธภัณฑ์บ้านครูกั้ง” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่ได้รวบรวมของสะสมมายาวนานกว่า 40 ปี โดยเนรมิตบ้านในพื้นที่เกือบ 2 ไร่ เป็นเมืองของเล่น ของเก่าโบราณไว้มากมาย อาทิ ของใช้สอยต่างๆ รถโบราณ ธนบัตร ตะเกียง รถเข็น เครื่องครัว เครื่องดนตรี

แห่งที่ 3 ไปเยี่ยมชม “สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง” หรือ Rayong Aquarium เป็นศูนย์รวมพันธุ์ปลาสวยงามหายาก นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวต้องห้ามพลาดพาลูกหลานมาเปิดโลกทัศน์ภาพจำลองโลกของธรรมชาติใต้ทะเล

แห่งที่ 4 “วัดป่าประดู่” วัดเก่าแก่ของจังหวัดระยอง ภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ตะแคงซ้าย แวะไปเพื่อขอพรพระศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคลแก่ชีวิต
แห่งที่ 5 “บ้านเพ” ลองเลียบชายหาดไปกินลมชมวิวทะเล ลัดเลาะผ่านหาดสวนสนบนถนนอุโมงค์ต้นสนอันร่มรื่น เส้นทางเชื่อมต่อไปยังแหล่งช้อปปิ้งสินค้าทะเลได้ด้วย



ส่วน “ร้านอาหารและเครื่องดื่ม” ตลอดเส้นทางเที่ยวในระยอง มื้อกลางวันเป็นช่วงเร่งรีบแนะนำรับประทานเมนูง่าย ๆ  แวะชิมก๋วยเตี๋ยวปลา “ร้านเจ๊จิ๋ม” สาขาข้างบิ๊กซีระยอง มื้อค่ำต้องลองชิมอาหารทะเลท้องถิ่นขึ้นชื่อ “ร้านโจโจ้ ซีฟู๊ด” สั่งได้เลย 6 เมนูยอดนิยมทั้งปลากะพงทอดราดน้ำปลา เนื้อปูผัดผงกะหรี่  กรรเชียงปูนึ่ง ปลาอินทรีแดดเดียว  ปลาหมึกผัดไข่เค็ม และ เอ็นหอยผัดฉ่า หรือจะลองชิมอาหารถิ่นกันได้ที่ “ร้านบ้านสิมิลัน” เมนูเด็ดต้องห้ามพลาด ได้แก่  แกงหมูชะมวง แกงคั่วหอยขม เกี๋ยวห่อชีส ทอดมันกุ้ง

ในแต่ละวันพอแดดร่มลมตกไปหาสถานที่เติมความสดชื่นนั่งซดกาแฟกลิ่นหอมอร่อยของชาวระยอง โดยมีร้านแนะนำที่ “De Poem Café and Bistro” หาดแหลมแม่พิมพ์ กับ “ร้านกาแฟ 7 Tique café” เสิร์ฟกาแฟคู่กับเค้กโฮมเมดรสต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสวน ดูร่มรื่นสบาย ๆ


มาถึงแหล่งแวะช้อปปิ้งของฝากของดีเมืองระยองถนนเส้นเดียวกับบ้านเพขับรถลอดอุโมงค์สวนสนต่อไปเรื่อย ๆ จะมีตลาดขายทั้งอาหารทะเลสดและแปรรูปราคาย่อมเยา ผลไม้แปรรูป ซื้อได้เต็มที่เพื่ออุดหนุนชาวประมงชายฝั่ง

ระยองไม่ไกลอย่างที่คิด มีเวลาพักผ่อนเพียง 48 ชั่วโมง ก็สามารถมาชาร์ตพลังกันได้ครบทุกบรรยากาศ เที่ยวเมืองไทยได้ประโยชน์คุ้มจริง ๆ

@ เดินมากชดเชยแคลเซี่ยมให้ผู้สูงวัยได้

นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ ผู้อำนวยการใหญ่ของโรงพยาบาล 4 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้เขียนหนังสือซึ่งเป็นผลงานระดับ Best seller ในญี่ปุ่น ได้นำเสนอบทความเรื่อง “มาชดเชยแคลเซียมด้วยการเดินกันเถอะ” ซึ่งเหมาะกับผู้สูงวัย ที่น่าสนใจ

คุณหมอโยะชิโนะริแนะนำว่า  ถ้าอยากทำให้กระดูกแข็งแรง ต้องเดินให้มากเป็น 2 เท่าของคนทั่วไป เพราะแรงโน้มถ่วง  จะทำให้กระดูกเพิ่มปริมาณแคลเซียมในกระดูกได้ตามธรรมชาติ เนื่องจากเดิม  กระดูกเป็นเหมือนธนาคาร  ซึ่งเก็บสะสมแคลเซียมเอาไว้ เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลง  ก็จะนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน  และเมื่อผู้สูงวัยเดินไม่เพียงพอ กระดูกก็จะค่อย ๆ เปราะบางลง

ถึงจะพยายามกินแคลเซียมมากเพียงใด  ก็ไม่มีผลช่วยอะไรมากนัก  เพราะปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ "ปริมาณการออกกำลังกาย" ที่ผู้สูงวัยมีลดน้อยลง  ซึ่งบางรายในแต่ละวัน แทบไม่ได้มีการขยับตัวเลยนั่นเอง

อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงอีกด้วย เพราะเดิมทีฮอร์โมนเพศ  ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศหญิง  หรือฮอร์โมนเพศชาย  ต่างก็มี “ฤทธิ์เสริมสร้าง” ทำให้กระดูกแข็งแรงและกล้ามเนื้อบึกบึน

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงวัยมีแนวโน้มเดินน้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น  จึงยิ่งทำให้ขาดแคลเซียมมากขึ้นไปอีก ส่งผลทำให้มีอาการปวดหัวเข่า  และ ปวดสะโพก พอปวดแล้วก็จะยิ่งเดินน้อยลงไปอีก  จนถึงขั้นต้องนั่งรถเข็น  กระดูกก็จะยิ่งอ่อนแอลงไปจนเดินด้วยขาตนเองไม่ได้

ส่วนวัยหนุ่มสาว หากนั่งทำงานอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์จนแทบไม่ได้ขยับตัว  จู่ ๆ จะลุกขึ้นมาใช้ขาอย่างหักโหมในการไปท่องเที่ยวทันที  ก็จะมีอาการปวดข้อปวดเข่า เพราะร่างกายไม่เคยชิน ดังนั้น เราจึงควรฝึกนิสัยรักการเดินให้เป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ

การเดินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้แคลเซียมในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “การบินไทยQ1ปี’61ขาดทุน2.4พันล้าน”



นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2561 การบินไทยและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Operating profit) 3,836 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 49.4% มาจากรายได้เพิ่มขึ้น 1.รายได้ค่าบัตรโดยสารและน้ำหนักส่วนเกิน 2.รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ 3.การบริการอื่นๆ และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 583 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตีค่าทางบัญชี ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ  2,737 ล้านบาท

แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่มีสาเหตุหลักเกิดจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินจำนวน 2,473 ล้านบาท

ขณะที่ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 2.2% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 80.6% (ภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 80.9%) ต่ำกว่าปีก่อนทำไว้ 82.8% และมีจำนวนผู้โดยสารรวม 6.25 ล้านคน
ต่ำกว่าปีก่อน 4.1%


โดยสรุปตลอดไตรมาส 1 ปี 2561 การบินไทยและบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 53,466 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 3,662 ล้านบาท หรือ 7.4% แยกเป็น
“รายได้” จากค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน ค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์และรายได้จากการบริการอื่น ๆ 2.ค่าใช้จ่ายรวม 49,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,393 ล้านบาท (5.1%) เนื่องจากค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1,189 ล้านบาท (9.3%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 22.8%

“ค่าใช้จ่าย” ไม่รวมค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 1,280 ล้านบาท (3.9%) สาเหตุหลักเกิดจากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยาน และค่าเช่าเครื่องบินและอะไหล่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินจำนวน 2,473 ล้านบาท จากมูลค่ายุติธรรมของเครื่องบินที่ปลดระวางและรอการขายจากผู้ประเมินราคามาตรฐานที่บริษัทฯ ใช้อ้างอิง ปรับลดลงจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะเครื่องบินแอร์บัส A340

ข่าวที่สอง “ไทยแอร์เอเชียฟุ้งQ1กำไรเกินพันล้าน”



นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) “AAV” และบริษัท ไทย แอร์เอเชีย (TAA) เจ้าของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2561 AAV มีรายได้รวม 11,642.8 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิ 1,004.1 ล้านบาท ส่วน TAA มีรายได้รวม 11,642.8 ล้านบาท ทำสถิติกำไรสุทธิ 1,834.6 ล้านบาท จากทำอัตราบรรทุกขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยได้ถึง 91 % จำนวนรวม 5.64 ล้านคน เพิ่มขึ้น16 % ได้รับมอบเครื่องบิน 3 ลำ ตลอดไตรมาสแรกปีนี้จึงฝูงบินทั้งสิ้น 59 ลำ

ไทยแอร์เอเชียสามารถขยายการบิน 1.เปิดเส้นทางบินใหม่ไตรมาสแรกปีนี้รวม 7 เส้นทาง จากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่ปลายทาง ระนอง และชุมพร ซึ่งประสบความสำเร็จสูงมาก ที่เหลือก็บินไปยัง ยะโฮร์ บาห์รู, เฉิงตู  เที่ยวบินจากภูเก็ต สู่ มาเก๊า, คุนหมิง และจากเชียงใหม่สู่อุดรธานี 2.เพิ่มความถี่บิน 12 เส้นทาง จาก กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) และ พัทยา (อู่ตะเภา) และยกเลิกเส้นทางบินกรุงเทพฯ -ติรุจิรัปปัลลิ, เชียงใหม่-อุบลราชธานี และอุบลราชธานี-พัทยา

ขณะนี้ไทย แอร์เอเชีย ที่มีเที่ยวบินครอบคลุมภาคใต้มากที่สุด 9 จุดหมายปลายทาง 19 เส้นทางบิน  และมีความถี่วันละ69 เที่ยว

@ไทยแอร์เอเชียจ่อลงทุนใหม่3โปรเจ็กต์

นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) และ บจ.ไทยแอร์เอเชีย (TAA) กล่าวว่า เตรียมแผนขยายลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 3 โปรเจ็กต์หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ศูนย์ซ่อมบำรุง หรือ Maintenance, Repair and Overhaul : MRO อู่ตะเภา ได้รับการจัดสรรพื้นที่จากรัฐบาล 60 ไร่ และได้หารือกับพันธมิตรไว้แล้ว 3 ราย ภายในพฤษภาคมนี้เมื่อรัฐบาลได้ข้อสรุปจะใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี ทำให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ปี 2562

2.ลงทุนอาคารผู้โดยสารสายการบินราคาประหยัด หรือ lowcost terminal ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ตามแผนแม่บทระยะยาว 10 ปีที่จะขยายปริมาณการรองรับผู้โดยสารเพิ่มจากปัจจุบัน 3 ล้านคน เป็นปีละ 30 ล้านคน  3.ลงทุนสร้างอาคารสำนักงานและศูนย์ฝึกอบรมนักบินและลูกเรือ บนที่ดิน 19 ไร่ (ย่านดอนเมือง) มูลค่า 1,500 ล้านบาท ประมาณสิงหาคมปีนี้จะเริ่มก่อสร้างใช้เวลา1 ปีครึ่ง หรือแล้วเสร็จปลายปี 2562


ข่าวที่สาม “แควนตัสผนึกAISมอบส่วนลดตั๋วออสซี่/กีวี”



  สายการบิน แควนตัส รายงานว่าได้ร่วมมือกับค่ายเอไอเอสในกรุงเทพฯ มอบส่วนลด 8% ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ AIS  ระหว่างวันนี้ - 31 กรกฏาคม 2561 สำหรับผู้ใช้เอไอเอสในเขตกรุงเทพฯ ที่มียอดใช้บริการ 300 บาทต่อเดือน สามารถซื้อตั๋วโดยสารแควนตัสบินไป-กลับ สู่ออสเตรเลีย ใน 4 เมือง คือ ซิดนีย์ อะดิเลด บริสเบน เมลเบิร์น หรือกรุงเทพฯ ยัง 4 เมืองในนิวซีแลนด์ ได้แก่ โอ๊คแลนด์ เวลลิงตัน ควีนสทาวน์ หรือ ไคร้ชเชิร์ส

  วิธีรับสิทธิ์ก็เพียงแค่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือค่ายเอไอเอสกด *545*162# จากโทรศัพท์มือถือของตนเองแล้วโทรออกเพื่อรับรหัสซื้อตั๋วโดยสาร 1 ใบต่อคนต่อวัน ที่สำนักงานสายการบิน แควนตัส ชั้น 21 อาคารอิสสระ ทาวเวอร์ 1 ถนนสุริวงศ์ กรุงเทพฯ โทร.02 632 6611 หรือที่ทีวีแอร์บุ๊คกิ้ง  สาขาดิเอ็มโพเรียม ชั้น 3 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม โทร.02 664 8500-6 ดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.qantas.com

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทาง สวท.FM 97.0 MHz.เวลา 11.001-12.00 น.


วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การบินไทยไตรมาส1ปี'61 ขาดทุนยับ2.47พันล้าน-รายได้เพิ่ม ต้นทุนพุ่ง ผู้โดยสารลด

การบินไทยQ1ปี61ขาดทุน2.47พันล้าน
รายได้ธุรกิจเพิ่ม-ต้นทุนพุ่ง-ผู้โดยสารลด

เรื่องโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza , www.facebook.com/penroongyaisamsaen



นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้จัดทำแผนฟื้นฟูธุรกิจปี 2561 ขณะนี้ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2561 มีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน  3,836 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 49.4% เป็นผลมาจาก 1.รายได้เพิ่มขึ้น 4 ส่วน คือ 1.1 ค่าตั๋วโดยสาร 1.2 น้ำหนักส่วนเกิน 1.3 ค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ และ 1.4 การบริการอื่นๆ   รวมทั้งมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 583 ล้านบาท ส่งผลให้การบินไทยและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ  2,737 ล้านบาท

แต่ยังคงขาดทุน 2,473 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวด้วยสาเหตุหลักจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงาน ไตรมาส  1 ปี 2561 การบินไทยและบริษัทย่อย ส่วนที่ 1 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 53,466 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันกับปีก่อน 3,662 ล้านบาท หรือ 7.4% จากรายได้ค่าโดยสาร ค่าน้ำหนักส่วนเกิน รายได้ค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์และรายได้จากการบริการอื่นๆ

ส่วนที่ 2 มีค่าใช้จ่ายรวม 49,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,393 ล้านบาท คิดเป็น 5.1% เพราะค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1,189 ล้านบาท คิดเป็น 9.3% จากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 22.8%

และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 1,280 ล้านบาท (3.9%) จากค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยาน และค่าเช่าเครื่องบินกับอะไหล่เพิ่มขึ้น

ส่วนที่ 3 ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 2.2% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 80.6% (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 80.9%) แต่ต่ำกว่าปีก่อนเฉลี่ยทำไว้ 82.8% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 6.25 ล้านคน ต่ำกว่าปีก่อน 4.1%

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ททท.ภาคเหนือรุกมัลติเจนเที่ยวยกครัว-เชียงรายกวาดแสนล้าน เพชรบูรณ์ขายบั้งไฟ-กินเที่ยวปราจีนมุมใหม่

ททท.ภาคเหนือรุกแรงมัลติเจนเที่ยวยกครัว
เชียงรายหมื่นล้าน-จัดเต็มบั้งไฟเพชรบูรณ์
คิงเพาเวอร์นำผ้าย้อมครามไทยขึ้นชั้นโลก
ปลุกวัยเก๋าร่วมทัวร์3กิจกรรมรับของเพียบ
บีซีพีจีเครือบางจากบุกCODE/สมาร์ทพาร์ค
ทอท.เปิดข้อมูลเช่าบอดี้สแกนโปร่งใสชัวร์
กินเที่ยวปราจีนฯเมืองสุขภาพ-สตรีทฟู้ด
แนะเลือกใช้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัย
บางกอกแอร์จัดอยู่ดีกินดี4เมืองแค่5.9พัน
สนามบินบุรีรัมย์ส้มหล่นรับงบขยายรันเวย์
อู่ตะเภาเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์มิ.ย.
นกแอร์ฟุ้งQ1ปี’61ขาดทุนไม่ถึง30ล้าน

สวัสดีวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ #gurutourza

ช่วงที่ 1 เข้าสู่ฤดู “เที่ยวยกครัว” กับ “สมฤดี จิตรจง” ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวมุมใหม่ในภาคเหนือช่วงฤดูฝน เพื่อชวนกลุ่มนักเดินทางกลุ่ม “มัลติ-เจน” เข้าร่วมเป็นสาวกเที่ยวแนวใหม่ สดใส กว่าเดิมทั้งโครงการนำร่อง “เชียงราย แต้ แต้” และการเปิดตำนาน “บั้งไฟเมืองเพชรบูรณ์” วันที่ 19-20 พฤษภาคม นี้ ที่ตำบลพุเตย อำเภอเมือง เทียบชั้นบั้งไฟแถวหน้าแดนอีสาน และต้องไปสักครั้ง 1 ใน 3 เมืองรองต้องห้ามพลาด น่าน แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี

สมฤดี จิตรจง
ผู้อำนวยการ กภูมิภาคภาคเหนือ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตลาดการท่องเที่ยวภาคเหนือช่วงฤดูฝนจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมาก ปีนี้จึงได้ปรับแผนการขายเน้นสัมผัสธรรมชาติด้วยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรท่องเที่ยวสวนผลไม้ พืชผัก เพื่อดึงกำลังซื้อให้เข้ามาอยู่ในภาคเหนือ ตั้งเป้ากระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดหลักตลอดปี 2561 มัลติ-เจน ประกอบด้วย กลุ่มครอบครัวซึ่งสามารถเดินทางในคราวเดียวพร้อมกันได้ทั้ง 3 เจนเนเรชั่น คือ พ่อแม่-ลูก-ปู่ย่า-ตายาย เบื้องต้นนำร่องคัดสรรแหล่งท่องเที่ยวที่รองรับนักเดินทางกลุ่มมัลติเจน โดยได้นำเพจ “พาลูกเที่ยวดะ” เข้าไปเปิดเส้นทางใหม่ ๆ พร้อมกับนำเสนอโปรดักซ์ที่สอดคล้องกับความต้องการ อาทิ  การทำสปา นั่งสมาธิ ท่องเที่ยววัด ช้อปปิ้ง

ไฮไลต์ขณะนี้มีโครงการ “เชียงราย แต้ แต้” จัดทำเป็นแผนแม่บทต้นแบบการดำเนินงานทำให้ชุมชนเมืองรองนำการท่องเที่ยวพัฒนาได้ครบทั้ง 3 ขา คือ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ต้องยั่งยืนเมื่อมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปเป็นจำนวนมากจะต้องรับมือได้ และแนวทางใหม่จะยังช่วยป้องกันปัญหาการกระจุกตัวทั้งจำนวนและรายได้ จึงได้หารือกับผู้ประกอบการพื้นที่และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจัดทำโครงการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว


โดยเน้นเรื่องแรก “เศรษฐกิจ” วางกลยุทธ์การหารายได้จากท่องเที่ยวด้วยการสร้างความเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสร้างมาตรฐานสินค้าแล้วขายให้ได้มูลค่าได้หลากหลายอำเภอ เรื่องที่ 2 “สังคม” มองสองมิติ คือ มิติแรก ผู้คนในท้องถิ่นคือเจ้าบ้านที่ดีมีความสุขที่จะได้รับนักท่องเที่ยว มิติที่สอง ผู้เข้าไปเยือนต้องเคารพวัฒนธรรมวิถีความเป็นอยู่ชุมชน เรื่องที่ 3 สิ่งแวดล้อม ในช่วง 3 ปีแรก อชขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานมีแผนบริหารจัดการขยะได้อย่างลงตัวไม่กลายเป็นภาวะขยะล้นแหล่งท่องเที่ยว



ดังนั้นในปี 2561 นี้ ททท.กับภาคีพันธมิตรได้ค้นหาโปรดักซ์เพิ่มสำหรับพ่อแม่ในครอบครัว ทำออกมาเป็น 3 หมวด R-A-I ให้สอดคล้องกับชื่อเชียงราย ประกอบด้วย หมวดที่ 1 Relax การท่องเที่ยวเชิงผ่อนคลายแหล่งธรรมชาติ อากาศ อาหาร ความสด สะอาด ของรับประทาน   และออร์แกนิก พร้อมทั้งมีแหล่งปฏิบัติธรรมหลายแห่ง หมวดที่ 2 A-ART เปิดชิ้นงานศิลปะจากครูศิลปินในเชียงรายหลายคน เช่น อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ นำหอศิลป์ต่าง ๆ มารวมกลุ่ม แล้วทำการตลาด โดยนำเด็ก ๆ สอนทางด้านวาดภาพ ศิลปะ หมวดที่ 3 I-Inspiration ปลุกกระแสก่อให้เกิดแรงบันดาลใจทางธุรกิจ เช่น แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร โดยเฉพาะโครงการหลวง ขณะเดียวกันก็มีชุมชนปางห้า พื้นที่เหนือสุดของประเทศเป็นชุมชนสุดท้ายในรอยต่อแนวเขตแดนเมียนมาร์ ทำการเกษตรได้ดีมาก มีการปลูกผลไม้ตามฤดูกาล แล้วสามารถทำ D.I.Y. เช่น ทำน้ำปลาหวานจากหญ้าหวานแทนน้ำตาล หรือการทำกระดาษสา และยังมีไร่เอกชน อาทิ ไร่รื่นรมย์ นำชุมชนรอบ ๆ มาแนะนำให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเก็บไข่ในฟาร์ม ซึ่งรองรับกิจกรรมนักท่องเที่ยวครอบครัวทำได้ทั้ง 3 วัย รวมถึงสิงห์ปาร์ค ก็เช่นกัน


ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นโปรดักซ์ท่องเที่ยวของเชียงรายรวมกันเป็นหมวดสินค้าที่ดึงดูดความนิยมได้เป็นอย่างดี และสามารถนักท่องเที่ยว 3 วัย เข้าไปได้ ขณะนี้ก็มีโปรโมชั่นเป็นคูปองส่วนลดที่จะนำไปใช้ท่องเที่ยวในเชียงราย ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ของที่ระลึก ซึ่งสามารถไปรับคูปองได้ที่สำนักงาน ททท.เชียงราย ได้ตลอดทั้งปี



สำหรับการเพิ่มรายได้เข้าสู่จังหวัดเชียงรายปี 2561 จะสร้างการเติบโตเพิ่มได้ถึง 7 % ปีนี้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวเข้าสู่เชียงรายอาจจะเฉียด 10,000 ล้านบาท ด้วยปัจจัยสนับสนุนคือมีสนามบินอินเตอร์เนชั่นแนลเริ่มมีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศทั้ง จีน เกาหลี สะท้อนถึงการกระจายเที่ยวบินจากเชียงใหม่สู่เชียงราย ทำให้มีเงินจากตลาดต่างประเทศเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวทางรถซึ่งเดิมเคยใช้เส้นทางเชียงของจากจีนเข้าเชียงราย แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว ทว่ายังคงได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานฟื้นฟูการท่องเที่ยวทางรถจากจีนกลับมาบ้างได้แล้ว เพราะนักท่องเที่ยวสามารถซื้อของกลับประเทศได้ ใช้จ่ายเงินจำนวนเงินมากซื้อสินค้าชุมชน

และโดยภาพรวมการกระตุ้นท่องเที่ยวภาคเหนือโซนอื่น ๆ ช่วงครึ่งปีหลังจะแบ่งพื้นที่คร่าว ๆ ในวัฒนธรรม 2 ส่วน คือ เหนือตอนบน กับเหนือตอนล่าง แถบสุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์ เป็นศูนย์รวมของคนท้องถิ่นที่มาจาก 3 กลุ่ม คือ คนเหนือ คนภาคกลาง และคนอีสาน จึงเป็นส่วนผสมของการจัดงานประเพณีของอีสาน ไฮไลต์ปีนี้ชูขายกิจกรรม “บุญบั้งไฟเพชรบูรณ์” ณ ตำบลพุเตย อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีเสน่ห์แตกต่างจากบั้งไฟพื้นที่อื่น จึงขอเชิญชวนไปชมงานได้ระหว่าง 19-20 พฤษภาคม 2561 ชาวท้องถิ่นต้องการสร้างงานประเพณีให้มีความแข็งแรงเหมือนภาคอีสาน จุดเด่นของประเพณีคือบั้งไฟที่มีความงดงาม ประดับประดาไฟ พร้อมกับขบวนแห่ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2561



นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนภาคเหนือยังมีจังหวัด 1 ใน 3s จังหวัดต้องห้ามพลาด อาทิ อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นถิ่นเพาะปลูกและร้านบริการมีทั้งกาแฟ โก้โก้ เหมาะกับการท่องเที่ยวชีล ๆ ต่อด้วย แม่ฮ่องสอน ตลอดเดือน มิถุนายน-กันยายน จะได้เห็นความเขียวขจีของนาขั้นบันได ตอนนี้มีเที่ยวบินตรงของ 2 สายการบิน ได้แก่ นกแอร์ บินทุกพุธ ศุกร์ อาทิตย์ และบางกอกแอร์เวย์ส บินจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่เชียงใหม่สู่แม่ฮ่องสอน เร็ว ๆ นี้กำลังจะมีกิจกรรมวิ่งสู่แม่ฮ่องสอนช่วงหน้าฝน และสุดท้ายจังหวัดอุทัยธานีใกล้กรุงเทพฯ ไปชิมอาหารถิ่นตรอกโรงยา ใกล้แม่น้ำสะแกกรัง มีปลากรอบ สะอาด ย่างด้วยควันไม้อ่อนผสม รสชาติอร่อย

การท่องเที่ยวภาคเหนือหรือ Go North Thailand มีความแปลกใหม่ทุกฤดูให้กลุ่ม “มัลติ-เจน” เที่ยวยกครัวกันได้ในทุกพื้นที่เมืองหลักและเมืองรอง 17 จังหวัด

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์นำผ้าครามนาขามขึ้นชั้นโลก”

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่าได้นำผ้าครามไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชุมชนชาวบ้านนาขาม จังหวัดสกลนคร ก้าวสู่เวทีโลก ด้วยการออกแบบผลิตเป็นของที่ระลึกจำหน่ายในสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ โดยได้เปิดคอลเลกชันใหม่พิเศษ INDIGO เป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2561 ก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ณ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ แอท คิง เพาเวอร์ สเตเดียม (The City Fanstore at King Power Stadium) เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ


คอลเลกชัน INDIGO (อินดิโก้) ได้รับการออกแบบและผลิตเป็นของที่ระลึกสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมวางจำหน่าย ณ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ แอท คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ด้วยการนำเอาเสน่ห์ผ้าไทยผ้าย้อมสีย้อมครามมาออกแบบตัดเย็บใหม่ดูนำสมัยและสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งต้นกำเนิดสีย้อมในไทย พร้อมกับมีทีมครูช่างศิลปหัตถกรรม ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และทีมนักออกแบบของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมมือกันสร้างสรรค์ขึ้น จนได้สินค้าหลากหลายกว่า 7 หมวด  ได้แก่ เสื้อที-เชิ้ตลายปัก เสื้อที-เชิ้ตลายสกรีน เสื้อโปโล หมวกแก็ป หมวกไหมพรม กระเป๋าใส่ของอเนกประสงค์ และผ้าพันคอ ซึ่งทุกชิ้นผ่านการย้อมด้วยมือแบบดั้งเดิม คือ ม้วน มัด และจุ่มในสีจนเกิดเป็นลวดลายเอกลักษณ์ที่งดงาม ผสมผสานกับไอเดียการออกแบบสมัยใหม่ และการตัดเย็บที่ประณีต เป็นเอกลักษณ์มีเสน่ห์เฉพาะตัวอวดโฉมสู่สายตาชาวโลก
        สำหรับสินค้าคอลเลกชัน INDIGO มีวางจำหน่ายที่ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ คิง เพาเวอร์ สเตเดียม (The City Fanstore at King Power Stadium) เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และในออนไลน์สโตร์ https://shop.lcfc.com/ ได้รับเสียงตอบรับจากแฟน ๆ สโมสรเลสเตอร์เป็นอย่างดี และจะขายเต็มรูปแบบในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า 2018/19 ครบทั้ง 7 หมวด ได้แก่



1. เสื้อที-เชิ้ตลายปัก (LTC Indigo T-Shirt Logo Embroidery) ขนาด S M L XL XXL ราคา 1,150 บาท

2. เสื้อที-เชิ้ตลายปริ้นท์ (LTC Indigo T-Shirt Logo Printed) ขนาด S M L XL XXL ราคา 1,250 บาท

3. เสื้อโปโล (LTC Indigo Polo – Logo Printed) ขนาด S M L XL XXL ราคา 1,400 บาท

4. ผ้าพันคอ (LTC Indigo Scarf) ขนาด ฟรีไซส์ ราคา 1,200 บาท

5. หมวกแก็ป (LTC Indigo Cap) ขนาด ฟรีไซส์ ราคา 1,100 บาท

6. หมวกไหมพรม (LTC Indigo Beanie) ขนาด ฟรีไซส์ ราคา 1,100 บาท

7. กระเป๋าใส่ของเอนกประสงค์ (LTC Indigo Toiletry Bag) ขนาดเดียว ราคา 1,350 บาท

ทั้งนี้ คิง เพาเวอร์ มุ่งมั่นดำเนินโครงการเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย” ส่งเสริมและขับเคลื่อนประเทศไทยเติบโตครบทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 4 กิจกรรม คือ 1.SPORT POWER-ด้านกีฬา 2.MUSIC POWER-ด้านดนตรี 3.COMMUNITY POWER-ด้านชุมชน 4. EDUCATION & HEALTH POWER-การศึกษา และด้านคุณภาพชีวิต สาธารณสุข นำสังคมไทยยั่งยืนและก้าวไกลสู่เวทีโลก

ข่าวที่ 2 “ททท.ระดมพลคนเก๋าร่วมยกก๊วน3กิจกรรมทัวร์”

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยได้ร่วมจัดแคมเปญชวนผู้สูงวัยเที่ยวไทย ภายใต้โครงการ "เก๋ายกก๊วนชวนเที่ยวไทย" กับรายการเก๋าไม่แก่ ของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 นำผู้สูงวัย ออกเดินทางเที่ยวทั่วไทย 5 ภูมิภาค และจัดให้สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยทำกิจกรรมระหว่างวันนี้ – 15 กรกฎาคม 2561 สามารถร่วมสนุกได้ทาง Facebook เก๋าไม่แก่วาไรตี้วัยเก๋า และ Line Official : @kaomikae มีทั้งหมด 3 กิจกรรม ได้แก่
       
กิจกรรมที่ 1 "เก๋ายกก๊วนชวนชิมทั่วไทย" กติกาง่ายๆ สำหรับผู้ชมวัยเก๋าที่รักการท่องเที่ยวและรักการกิน เพียงแค่ถ่ายรูปตัวเอง หรือถ่ายรูปกับครอบครัว ถ่ายรูปกับกลุ่มเพื่อน พร้อมกับอาหารที่ประทับใจในทุกภูมิภาคทั่วไทย โดยภาพถ่ายต้องมีผู้สูงวัยอยู่ในภาพที่คมชัดเจน สวยงาม สนุกสนานเฮฮา เพื่อร่วมลุ้นเป็นภาพสุดยอดประทับใจ 10 ภาพ จะถูกนำไปออกอากาศทางรายการฯ เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านโหวตลุ้นรับ "ขวัญใจมหาชน" ผู้ชนะจะได้รับ Samsung Tablet มูลค่ากว่า 20,000 บาท

          กิจกรรมที่ 2 "เก๋ายกก๊วนชวนทัวร์ทั่วไทย" ร่วมกับ นครชัยแอร์ ชวนวัยเก๋าเลือกโดยสารรถนครชัยแอร์ รถโดยสารเดินทางทั่วไทย แฟนรายการ "เก๋าไม่แก่"  ต้องซื้อตั๋วผ่านช่องทาง Line @nakhonchaiair อย่างน้อย 2 ที่นั่ง ราคาไม่ต่ำกว่า 350 บาท / ที่นั่ง จะได้รับของที่ระลึกทันที ตั้งแต่ 1 มิ.ย.– 31 ก.ค.นี้

          กิจกรรมที่ 3 "เก๋ายกก๊วนชวนพักทั่วไทย" โดยร่วมกับ โรงแรมฮ็อป อินน์ ทุกสาขาทั่วไทย เพียงแค่แฟนรายการเก๋าไม่แก่ สมัครสมาชิก hopinn reward แล้วเข้าพักจริง ตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป เงื่อนไขต้องระบุชื่อบุคคลที่จองต้องเป็นชื่อเดียวกันรับทันทีของที่ระลึกจากโรงแรมฮ็อป อินน์ ตั้งแต่วันนี้- 30 ก.ค.นี้ โดยสำรองห้องพักที่ Inbox Facebook : Hopinnhotel

นอกจากนี้ยังร่วมกับทัวร์ฟ้าใส จัดทัวร์ผู้สูงวัยภายใต้โครงการเก๋ายกก๊วนชวนเที่ยวไทยด้วย สอบถามได้ที่ www.tourfahsai.com หรือ www.facebook.com/tourfahsai และโทร. 081-682-6590

ข่าวที่ 3 “บีซีพีจีเครือบางจากรุกตั้งCODE-Smart Park”

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) ของบริษัท ได้อนุมัติการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ CODE (Center of Digital Energy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจพลังงานดิจิตอล ตามที่บีซีพีจีมองเห็นโอกาสการเพิ่มมูลค่าให้กับไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานสะอาด ในโลกของ distributed energy ซึ่งจะเป็นตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่และผลตอบแทนดี เนื่องจากปัจุบันธุรกิจผลิตไฟฟ้าโดยตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลตอบแทนเรื่องค่าไฟฟ้าลดลง ขณะที่ทิศทางอนาคตประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองจากพลังงานหมุนเวียนและจ่ายเข้าสู่ระบบเพื่อขายให้ให้กับผู้อื่นได้เมื่อมีไฟฟ้าส่วนเกิน ดังนั้นบีซีพีจีจึงวางแผนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าว คาดจะได้รับผลตอบแทนที่ดี

สำหรับจัดตั้งหน่วยงานใหม่ CODE ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นการจัดทำโครงสร้างองค์กร และวัตถุประสงค์หลัก ๆ

ขณะเดียวกันบีซีพีจีก็มีความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) ในโครงการ Smart Park ตั้งอยู่ในเขตธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง พื้นที่ 1,500 ไร่ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้า 100-200 เมกกะวัตต์ ตามแผนจะใช้เวลาสร้างประมาณ 2-3 ปี เริ่มสร้างได้ในปลายปี 2561 กำหนดแล้วเสร็จปี 2564 ซึ่งจะใช้พลังงานสะอาด ร่วมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รองรับกลุ่ม New S-Curve mujใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามนโยบายของรัฐบาล

ข่าวที่ 4 “ทอท.ย้ำซื้อบอดี้สแกนโปร่งใสชัวร์”



นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.”  กล่าวว่า จากที่มีกระแสโจมตีโครงการเช่าเครื่องตรวจวัตถุตามร่างกายผู้โดยสาร (Body Scanner)  เช่าเครื่องสูงกว่าราคาจำหน่ายมากจึงขออธิบายย้ำ ๆ อีกครั้งตั้งแต่ปี 2554 เริ่มเช่าอุปกรณ์ดังกล่าวการพิจารณาเทคโนโลยีที่ผ่านมาตรฐานและการรับรองจาก Transportation Security Administration (TSA) ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี Body Scanner ที่ได้รับการรับรองมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวในโลก คือ L-3 รุ่น Provision ATD และ Provision 2

ในไทยมีบริษัท เอ็ม ไอ ที โซลูชั่น จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศ ค่าเช่าเครื่องเมื่อรวมค่าบำรุงรักษาแบบรวมอะไหล่ ค่าประกันภัย และค่าดอกเบี้ยระยะ 5 ปี บริษัทตัวแทนคิดค่าเช่า 3 ปีแรก เดือนละ 650,000 บาทต่อเครื่อง และเมื่อต่อสัญญา ทอท.ได้ต่อรองราคาลดลงอีก 20 % เหลือเดือนละ 510,000 บาท รวม 5 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 35.64 ล้านบาทต่อเครื่อง ต่อมาการเช่าเครื่องรุ่น Provision ATD ได้ใช้ราคาระดับนี้เป็นมาตรฐานการเช่าเทคโนโลยีใหม่ของรุ่น Provision 2

อีกทั้ง ทอท.ได้สอบถามไปยัง บริษัท L-3 Communication Singapore Pte. Ltd. ผู้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าว และได้รับหนังสือยืนยันว่า “General Services Administration (GSA) สหรัฐอเมริกามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกิจการของรัฐและเพื่อประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งราคาอุปกรณ์ Body Scanner ราคาเครื่องละ 5.6 ล้านบาทเป็นราคาที่ไม่สามารถซื้อขายให้กับชาวต่างชาตินอกสหรัฐอเมริกาได้ จึงไม่สามารถนำราคาในประเทศอื่น ๆ ไปใช้เทียบเคียงได้ จาก นั้นทอท.ก็เดินหน้าสืบราคาอุปกรณ์ดังกล่าวแล้วพบว่าเริ่มต้นที่ 19 ล้านบาทต่อเครื่อง ไม่รวมการประกันภัย และการบำรุงรักษาแบบรวมอะไหล่ทั้งหมด

ทั้งนี้ ทอท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งมุ่งมั่นปรับปรุงคุณภาพการให้บริการให้ได้มาตรฐานท่าอากาศยานที่ดีเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

ช่วงที่ 2 พากันไปเช็คอิน-กิน-เที่ยว “ปราจีนบุรี” เที่ยวเชิงสุขภาพจากถิ่นสมุนไพรสู่เมืองออนเซ็น เต็มไปด้วยสตรีทฟู้ด และทัวร์เส้นทางบุญ ส่วนสุขภาพช่วงนี้ต้องแนะนำให้ “เลือกวิธีใช้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัย” และข่าวสุดแซบเสิร์ฟแบบเต็มร้อย ไม่ว่าจะเป็น แพกเกจ “บินดีอยู่ดี” ของบางกอกแอร์เวย์สใน 4 เมืองทะเลขายแค่ 5,900 บาท อานิสงส์ ครม.สัญจร ส้มหล่นใส่สนามบินบุรีรัมย์ สั่งขยายรันเวย์รับอีเวนต์ใหญ่ปี’63 “สนามบินอู่ตะเภา” จัดคิวประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ มิ.ย.นี้ ส่วน “นกแอร์” ฟุ้งไตรมาสแรกยอดขาดทุนไม่ถึง 30 ล้านบาท

@เที่ยวปราจีนถิ่นสมุนไพรไทยสู่ออนเซน-สตรีทฟู้ด

"ปราจีนบุรี" เป็นถิ่นเมืองเก่าแก่ที่มีรากชุมชนที่เก่งกาจด้าน "สมุนไพรแพทย์แผนไทยโบราณ" อีกแห่งแผ่นดินในพื้นที่เชื่อมโยงอารยธรรมขอมโบราณ ในห้วงกาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงเมืองก็มีเรื่องเล่าน่าสนใจจากดินแดนแห่งสมุนไพรไทยผสมผสานสีสันตะวันออกแนวใหม่กับการกำเนิด “ออนเซน” บ่อน้ำแร่แช่น้ำร้อนเพื่อสุขภาพตามรากวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่น



การเช็คอินกินเที่ยว “ปราจีนบุรี” ภายในเมืองเล็ก ๆ มีสีสันความแตกต่างให้นักเดินทางได้ร่วมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ได้ตลอดทั้งวัน

เริ่มจาก "โรงพยาบาลอภัยภูเบศร์"  สถาปัตยกรรมตึกโรงพยาบาลสวยงามที่สุดของเมืองไทย ซึ่งทำให้ปราจีนบุรีมีชื่อเสียงบรรลือโลกทางด้านต้นแบบแพทย์แผนไทย และการทำตำรับยาสมุนไพรสูตรโบราณ ทั้งยาชนิดปรุงบรรจุแคปซูล เรื่อยไปจนถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และความงาม ชื่อเสียงของแบรนด์อภัยภูเบศร์เทียบชั้นชนแบรนด์แพทย์แผนปัจจุบันในระดับประเทศและอินเตอร์ได้สบาย ๆ


ภายในอาคารจัดแสดงสมุนไพรจะแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้น 1 จะเป็นห้องเล่าเรื่องความเป็นมา กับจัดแสดงยาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ  รวมถึงด้านยังมีมุมให้ทำ D?I.Y. ด้วยนำสมุนไพรมาปรุงเป็นยดม ยาหม่อง เป็นต้น ชั้น 2 ตอนนี้เพิ่มห้องจัดแสดงยาจีน มีเรื่องราวที่น่าสตใจมากมาย ส่วนชั้น 3 จะมีห้องสำหรับให้เทอราปิสต์ท่กำลังจะจบหลักสูตรนวดแผนไทย ใช้เป็นที่ฝึกการนสดบริการให้แก่ผู้ที่สนใจ

ภายในฝั่งโรงพยาบาลมีช้อปจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพร เป็นตำรับยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ความงามหลากหลายชนิด ภายใต้แบรนด์อภัยภูเบศร์

เช็คอินที่พักต้องห้ามพลาดที่สะท้อนถึงพัฒนาการของแผ่นดินสมุนไพรและแม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ



“ซิรินิตี้ โฮเต็ล สปา ออนเซ็น กบินบุรี “ ออกแบบเก๋ ๆ เป็นปูนเปลือย ตึกรูปตัวยูมีบริการห้องพัก 75 ห้อง พร้อมห้องอาหารไลน์บุฟเฟต์มื้อเช้าระรานตา ด้วยอาหารสุขภาพ และมาตรฐานการบริการแบบอินเตอร์สแตนดาร์ด

ไฮไลต์ในซิรินิตี้ โฮเต็ลฯ คือ บ่อน้ำ “ออนเซ็น” เพื่อสุขภาพ ที่นำต้นแบบมาจากญี่ปุ่น โดยได้ซื้อน้ำแร่คุณภาพดีมาไว้ในบ่อแบ่งเป็น 2 บ่อ อุณหภูมิบ่อแรก 38 องศาเซลเซียส และบ่อที่สอง 42 องศาเซลเซียส มีบริการครบทั้งจุดเปลี่ยนชุดก่อนลงแช่ออนเซนเพื่อสุขภาพ ภายใต้ธรรมชาติโอบล้อมด้วยสวนไผ่ขนาดย่อม สบายตา ออนเซ็นจะเปิดตั้งแต่ 7.00-19.00 น. บริเวณใกล้กันจะมีบริการสปาเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เปิดตั้งแต่ 10.00-22.00 น.

@สุขสวัสดิ์ริเวอร์วิวรีสอร์ตไอเย็นริมแม่น้ำ



ส่วนที่พักตรงเส้นทางเข้าไปยังบ้านหมอแสง เจ้าของตำรับยาไทยแก้มะเร็ง ที่ผู้คนแห่แหนไปรับยา  มีรีสอร์ตในพื้นที่ 2 ไร่ติดถนน เป็นของ "คุณป๋อง-ธีรพล" อยู่ติดริมแม่น้ำ สร้างสไลต์บ้านปูนรีสอร์ตแยกเป็นหลังท่ามกลางร่มไมเขียวขจี จำนวน 18 หลัง ขนาด1- 2 ห้องนอน และมีวิลล่า 2 หลังใหญ่ติดแม่น้ำ  พร้อมห้องนั่งเล่น ภายในรีสอร์ตมีห้องประชุม ร้านกาแฟติดแม่น้ำ วิวเก๋ ๆ ทั้งหมดสร้างไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัย สนนราคาคืนละ 2,000 บาท/ห้อง/คืน

มาถึงเรื่อง ถนนสายกินทั่วอำเภอเมืองปราจีนบุรี ที่ต้องห้ามพลาด มีให้เลือกทั้งแบบกลางตลาดสด ริมถนนใหญ่ และร้านสุดฮิปเก๋ ๆ

@บ้านเล่าเรื่องร้อยเรียงรากชีวิตขอมโบราณ

เริ่มต้นสัมผัสบรรยากาศเมืองช่วงเช้าที่ "บ้านเล่าเรื่อง" อายุกว่า 70 ปี เป็นแหล่งรวมความมีชีวิตตั้งอยู่ใกล้ศาลหลักเมือง ในอำเภอเมืองปราจีนบุรี  บ้านชั้นเดียวทรงสีขาวสไตล์เก๋ถูกดัดแหลงเป็นสถานที่แฮงเอาต์ทั้งแบบเปิดโล่งอยู่บนสนามหญ้ากับระเบียงด้านหลัง และในห้องแอร์

คุณป้อม- ผู้จัดการ "บ้านเล่าเรื่อง" ของมูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ นำเสนอเรื่องราวภายในบ้านหลังนี้ว่า มีความสุขมอบพร้อมจะให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ต้อนรับกันด้วย ของว่าง น้ำดื่มสูตรเฉพาะต้นตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน อาทิ สามเกลอโซดา-ลดไขมัน  แก้หวัด สามดอกไม้โซดา-ป้องกันวุนจอตาเสื่อม ส่วนเมนูอาหาร ทุกอย่างที่นำเข้าสู่ร่างกายเราล้วนมีส่วนผสมของสมุนไพรไทยที่เป็นประโยชน์ ต่อทุกวัย อาทิ ไข่เจียวสมุนไพรรวมสารพัดผักสวนครัว
 อีกทั้งบ้านเล่าเรื่อง ยังใช้ห้องเป็นสถานที่จัดประชุม ทำ Wedding เก๋ ๆ ได้ สามารถรองรับได้ครั้งละ 100 คน หรือจะมานั่งรับประทานอาการสุขภาพหลากหลายสมุนไพรพื้นบ้าน และสามารถทำ   D.I.Y.น้ำดื่ม ซิกเนเจอร์ อาทิ น้ำสามทหารเสือ โซดาอัญชัน เพื่อรับประทานคู่กับขนมไทยรสเลิศ เช่น ขนมมัน ขนมตาล

@เดอย่าคาเฟ่ร้านกาแฟชิคสุดชิค



สำหรับ “เดย่า คาเฟ่”  เป็นร้านกาแฟสุดฮิป นำต้นแบบมาจากโครเอเชีย เนื่องจากเจ้าของคือครอบครัวธุรกิจท้องถิ่นเติบโตมาจากร้านยางรถยนต์ Cockpit นำที่ดินทั้งหมดมาขยายผลสร้างร้านกาแฟสไตล์คนรุ่นใหม่ ที่มีเมนูซิกเนเจอร์ "Dirty Dirty" เป็นกาแฟเย็นที่มีความพิเศษ ชงในแก้วทรงกลมเล็ก ปากแก้วทำให้เลอะอย่างมีศิลปะ ส่วนเนื้อกาแฟไล่เรียงชั้นจากนม ครีม กาแฟ ก่อนดื่มคนให้เข้ากัน รสเข้มขม หวาน มัน

ส่วนของหวานที่รับประทานคู่กับกาแฟ เป็นฟิวชั่นไทยผสม มีทั้งกล้วยไข่ราดกระทิ จาวตาลเชื่อม ข้าวเหนียวอัญชัน และไอศรีม และอีกมากมาย ส่วนเค้กก็หายห่วงมีทุกแนวให้เลือกชิม

@กินแหลกที่ร้านข้าวเหนียวแม่สายหยุดตลาดสด



ร้านข้าวเหนียวมะม่วงแผงลอยตั้งอยู่กลางตลาดสดเมืองปราจีนบุรี เป็นร้านบอกกันปากต่อปาก อร่อยสไตล์สตรีทฟู้ด ด้วยข้าวเหนียวมูลใส่กระละมังละ 10 กก.แพ็กใส่กลองโปะหน้ามะม่วงน้ำดอกไม้ ส่วนมะม่วงอกร่องต้องกินตามฤดูกาลมีเฉพาะช่วงเมษายนของทุกปีเท่านั้น ข้าวเหนียวรสนุ่มอร่อยลิ้น กลมกล่อมครบทุกรส หวาน มัน เค็ม และวิถีความเป็นท้องถิ่นอย่างแรงกล้า


@ทุเรียนนมสดลุงสำเภาแห่งเดียวในเมืองไทย


เมื่อมาถึงอำเภอเมืองปราจีนบุรี ต้องลัดเลาะเข้าสวนไปยังหมู่บ้านเพื่อชิมทุเรียนนมสดจากสวนชาวบ้านหนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่ "สวนลุงสำเภา" ลุงสำเภาวัยกว่า 72 ปี เล่าว่าเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ได้นำทุเรียนเมืองนนท์ทั้งพันธุ์ชะนีและหมอนทองมาปลูกในที่ดินอยู่อาศัยกว่า 10 ไร่ โดยใส่ความพิเศษเข้าไปโดยนำนมสดตราหมีกระป๋องเล็ก ๆ ปีละกว่า 30,000 กระป๋อง มาผสมน้ำเปล่า 6 กระป๋องต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดเมื่อทุเรียนเริ่มออกลูกอ่อน ฉีดตามใบ ลำต้น ทุกต้น ทำอย่างนี้ต่อเนื่องทุกวันจนกว่าทุเรียนจะแก่เก็บขายได้

ทำให้ทุเรียนสวนนี้มีรสชาติแตกต่างจากทุเรียนสวนในประเทศไทย คือ รส หวาน มัน เนื้อแน่น อายุการเก็บไว้ได้นาน

ทุเรียนนมสดของลุงสำเภาจะเก็บผลผลิตได้ทุกเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี ชื่อเสียงโด่งดังจากการบอกปากต่อปาก จนทุกปีพอทุเรียนเริ่มออกจะมีคนโทรศัพท์มาจองกันไม่หยุด ทันทีที่ถึงฤดูเก็บผลผลิตจะขายหมดภายในเวลา 1 เดือน รายได้จากการขายทุเรียนประมาณปีละล้านกว่าบาท

นักท่องเที่ยวที่ต้องการแวะไปกินทุเรียนในสวนก็ได้ แต่ขอให้โทรไปสั่งก่อนจึงจะได้กินชัวร์ ๆ เพราะทุเรียนสวนลุงสำเภาจะสุกไม่พร้อมกัน โทรไปจองได้กับป้าแอ๋ว 089-603-6726



รอบพื้นที่อำเภอเมืองมีร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ Street Food มีสูตรเด็ด เปิดบริการอยู่ในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน แนะนำว่าต้องห้ามพลาด ร้านข้าว 2-3 หน้า "หมูแดง-หมูกรอบ--ไก่" ของป้านา อยู่ติดริมถนน มีสาวโสด 3 พี่น้อง ช่วยกันเสิร์ฟ ทั้งข้าว 2-3 หน้า และเกี๊ยวน้ำสูตรดั้งเดิม ที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้เมื่อ 70 ปีที่แล้วเป็นสูตรผสมผสานแบบกวางตุ้ง ที่ปรับให้เข้ากับวิถีไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน วิวัฒนาการยาวนานถึง 70 ปี ทั้งกรรมวิธีการอบ-รมควันเนื้อหมู ไก่ และการทำน้ำซอสราดข้าว โดยไม่มีส่วนผสมของผงชูรส สนนราคาจานละ 35-50 บาท



ทริปหน้าจะนำเรื่องราวดีดีของ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” หรือ “เขื่อนห้วยโสมง ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กับ “วัดรัตนเนตตาราม” มาชวนไปชมความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์หนึ่งเดียวในแผ่นดิน
@แนะวิธีใช้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัยไร้กังวล

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพผิวของตัวเอง แต่อาจขาดความเข้าใจรวมถึงศึกษาข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถ่องแท้ ทำให้หลงเชื่อคำโฆษณาจากสื่อ หรือคนดังที่มาแนะนำ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหนังส่วนใหญ่เป็นเวชสำอาง ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียน เพียงแต่ใช้วิธีจดแจ้ง ระบุสถานที่ผลิตและรายละเอียดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด จากนั้นสามารถผลิตและวางขายได้ ซึ่งข้อมูลจาก อย.แจ้งว่ามีข้อมูลกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ที่จดแจ้งทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-Submission มีการผลิตที่ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ ดังนั้น การจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องศึกษาให้ดีอย่างถ่องแท้

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ  วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวพรรณที่ใช้ประจำอาจเกิดการแพ้ขึ้นได้ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่เป็นสาเหตุกลไกในการเกิดผื่นและลักษณะพื้นฐานผิวของแต่ละบุคคล การแพ้ผลิตภัณฑ์หรือเวชสำอาง อาจเกิดผื่นผิวหนังอักเสบแบ่งเป็น การระคายเคืองอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แสบร้อน อาการยุบยิบบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอาง อาการคันเป็นต้น ถ้ามีอาการมากขึ้นอาจเป็นผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย การแพ้ส่วนมากจะมีอาการคันก่อนอาการอื่น ๆ

ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหนังถ้าสงสัยและมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นควรหยุดใช้ทันที และหากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไป

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “บางกอกแอร์จัดบินดีอยู่ดี4เมืองแค่5.9พัน”



สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จัดเต็มแพกเกจ "บินดี อยู่ดี Sea Lover 2018" ตั๋วโดยสารพร้อมที่พัก 3 วัน 2 คืนรวมอาหารเช้า บริการทัวร์ 1 วัน ชวนบินไปพักผ่อนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยอดนิยมของไทย 4 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ภูเก็ต เกาะสมุย และตราด ราคาเริ่มต้นคนละ 5,900 บาท เลือกพักโรงแรมชั้นนำเข้าร่วมโครงการกว่า 35 แห่ง จองได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2561 ดูรายละเอียดเพิ่ม www.facebook.com/BindeeUdee



ข่าวที่สอง “ส้มหล่นหลังครม.จ่อขยายสนามบินบุรีรัมย์”



นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้เร่งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายสนามบินบุรีรัมย์ หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ตามข้อเสนอของทางจังหวัดที่จะให้ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ขนาด 2 ชั้น และขยายรันเวย์ เป็น 3,000 จากเดิม 2,100 เมตร เพื่อให้เครื่องบินขนาดใหญ่หรือจัมโบ้มาลงได้ในการทำตลาดเปิดอีเวนต์ระดับอินเตอร์ ในปี 2563 เช่น กรณีมีการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน ก็สามารถขนส่งรถส่งรถแข่ง มาลงที่สนามบินบุรีรัมย์ได้ทันทีขณะนี้สนามบินบุรีรัมย์รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 1.7 ล้านคน  แต่ปัจจุบันมีเพียง 230,000 คน

ทางด้านหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ก็ได้เสนอของบประมาณศึกษาการก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ในจังหวัดสุรินทร์ แต่ทางกระทรวงคมนาคมขอรับไปพิจารณาก่อน เพราะสนามบินบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากสุรินทร์เพียง 80 ก.ม. เบื้องต้นจะใช้วิธีเร่งขยายถนนช่วงที่เป็นคอขวดจากสุรินทร์มาถึงบุรีรัมย์เป็นถนน 4 ช่องทาง

ข่าวที่สาม “สนามบินอู่ตะเภาเปิดประมูลเชิงพาณิชย์มิ.ย.”


พลเรือตรีลือชัย ศรีเอี่ยมกูล ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวว่าตามแผนการเปิดประมูลบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 วงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท กำลังจัดรายละเอียดเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ให้เปิดประมูลได้ภายใน มิ.ย.นี้ ตามรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ PPP ขนาดเล็ก คือ 1. กิจกรรมเชิงพาณิชย์ประเภทร้านค้าและบริการ และประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งตอนนี้ได้ลงทุนกว่า 10 ล้านบาท ทำพื้นที่เพื่อให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-up Counter) โดยสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นผู้ดำเนินการ และเป็นเจ้าของเอง ทำเป็นเคาน์เตอร์ส่วนกลาง ให้ทุกฝ่ายใช้ได้ และ 2. กิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ซึ่งแต่ละกิจกรรมจะเปิดประมูลเป็นสัญญาเดียว มีอายุสัญญา 10 ปี ในส่วนพื้นที่เชิงพาณิชย์จะเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนรายเดือนจากการประกอบกิจการไม่ต่ำกว่า 12% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย หรือตามจำนวนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายเดือน

  คาดพื้นที่เชิงพาณิชย์จะเปิดบริการได้พร้อมอาคาร 2 แบบใช้งานเต็มรูปแบบช่วงมกราคม 2562 และตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ตั้งเป้าจะมีผู้โดยสารใช้บริการปีละ 2 ล้านคน

ข่าวที่สี่ “นกแอร์ฟุ้งQ1ปี61ลดขาดทุนได้อื้อ”



นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรก ระหว่างมกราคม-มีนาคม 2561 เปรียบเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนลดการขาดทุนรวมลงจาก 295.57 ล้านบาท เหลือเพียง 26.88 ล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้น 5.6 % คิดเป็น 4,320 ล้านบาท เพราะ 3 ส่วน คือ 1.ต้นทุนเฉลี่ยต่อที่นั่งลดลง 2.อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ปรับตัวดีขึ้น 3.จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำเวลา 11.00-12.00 น. ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
ผู้ดำเนินรายการ และบล็อกเกอร์gurutourza


การบินไทยQ2/69รายได้เพิ่ม8.5%กำไรเหลือ1,521ล้าน-ครึ่งปีหลัง69เน้นบริหารต้นทุน

การบินไทย Q2/69 รายได้เพิ่ม 8.5% กำไรเหลือ 1,521 ล้าน ผู้โดยสาร 3.66 ล้านคน-ครึ่งปีหลัง 69 เน้นบริหารต้นทุน   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่ง...