วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

BCPGนำร่องเครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน 5 แห่ง “ติดโซลลาร์เซลล์+แบต”

 BCPGนำร่องเครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน 5 แห่ง

“ติดโซลลาร์เซลล์+แบต”ลดต้นทุนทำคาร์บอนต่ำ

BCPG ปั้นเครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อนนำร่องติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่ 5 สหกรณ์

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #BCPG #เครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน

“BCPG” ลุยสร้าง “เครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน” นำร่องติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่แล้ว 5 แห่ง ปั้นโมเดลต้นแบบสหกรณ์พลังงานสะอาด ลดต้นทุน ทำคาร์บอนต่ำ

         

        นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บีซีพีจีมุ่งมั่นขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยเดินหน้าลงทุนโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ให้สหกรณ์โคนมและสหกรณ์การเกษตร 5 แห่ง ในเครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน ช่วยยกระดับศักยภาพสหกรณ์ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน ควบคู่การมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


  โดยเล็งเห็นถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะเสาหลักเศรษฐกิจชุมชน และเป็นพลังสำคัญช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร จึงได้ร่วมสนับสนุน โครงการ “เครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน” ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์กำลังการผลิตรวม 2.12 เมกะวัตต์ พร้อมระบบเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) รวม 1.63 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในเครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน 5 แห่ง ซึ่งมีความพิเศษเรื่องการผสาน “ระบบโซลาร์เซลล์เข้ากับเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” นำร่องสหกรณ์ กลุ่มแรกที่สามารถใช้ไฟฟ้าผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เสริมศักยภาพการแข่งขัน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

นายรวี กล่าวว่า บีซีพีจีมีแผนต่อยอดโครงการนี้ไปยังกลุ่มสหกรณ์อื่น ๆ ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เครือข่ายสหกรณ์พลังงานสะอาด ร่วมกันเป็นกำลังสำคัญนำไทยพัฒนาโดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนในระยะยาว



            สำหรับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จ.สระบุรี  2.สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จ.นครปฐม 3.สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จ.เชียงใหม่ 4.สหกรณ์โคนมพัฒนานิคม จำกัด จ.ลพบุรี 5.สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จ.สกลนคร 

“นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน ร่วมลงนามสัญญากับผู้แทนจากสหกรณ์โคนมและสหกรณ์การเกษตร 5 แห่ง ซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Private PPA (Power Purchase Agreement) 

โดยมีสักขีพยาน คือ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางกลอยตา ณ ถลาง  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ  นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บีซีพีจี

            กลุ่มบริษัทบางจาก ได้จัดตั้งโครงการ “เครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน” เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการแล้ว 18 แห่ง แบ่งเป็น เช่าซื้อ 11 แห่ง และทำสัญญา Private PPA อีก 7 แห่ง

 

 

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568

เปิด Thailand Green Tourism Plan 2030 ยกชั้นท่องเที่ยวไทยยั่งยืนเทียบมาตรฐานโลกติดTop100

กรมท่องเที่ยวเปิด Thailand Green Tourism Plan 2030

ยกชั้นท่องเที่ยวไทยยั่งยืนเทียบมาตรฐานโลกติดTop100


กรมการท่องเที่ยวเปิดภารกิจThailand Green Tourism Plan 2030นำท่องเที่ยวยั่งยืนเทียบชั้นโลก

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #ThailandGreenTourismPlan2030  

กรมการท่องเที่ยวเปิด “Thailand Green Tourism Plan 2030” พร้อมตราสัญลักษณ์ “มาตรฐานความยั่งยืนประเทศไทย” เทียบชั้นสากล ผนึก 4 องค์กร สร้างพลังท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก ปี68 นำร่องส่งเอกชนเข้าประกวด 30 ราย ต.ค.นี้เริ่มเดินสายสัมมนา 4 ภาค

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิด “Thailand Green Tourism Plan 2030” ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” โครงการของกรมการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน” ตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “มาตรฐานความยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ระดับสากลยอมรับ นำธุรกิจสร้างความสำเร็จในระยะยาว

โครงการนี้ร่วมมือกัน 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ 1.กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก 2.วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ 3.Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ 4.Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ พันธมิตรอีก 49 หน่วยงาน (Committed Partner) จากภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันที่จะวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่เป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้างพลังการทำงานร่วมกันมากขึ้น


นางสาวนัทรียา กล่าวว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 คือการยืนยันนำประเทศไทยพร้อมก้าวสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก มุ่งยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม ส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้คนรุ่นต่อไป เน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนนำไทยไปสู่เป้าหมายแข่งขันในเวทีโลกได้

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า เดินหน้าดำเนินแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 ให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการกำหนดกิจกรรมสำคัญหลายด้าน ด้วยการเปิดรับสมัคร “Thailand Green Coach” ทำหน้าที่เป็น 'พี่เลี้ยง' ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เดือนตุลาคม 2568” จะจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) 4 จังหวัด  4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา เปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกัน เรียนรู้และฝึกการประเมินตนเอง

พร้อมกับรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบออกแบบแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองต่อยอดสู่เป้าหมายเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนระดับสากล และรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป


“การเตรียมความพร้อม”
ครั้งนี้มุ่งให้ได้รับรองมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลและโอกาสเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าปี 2568 จะส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการเข้าประกวด 30 ราย และจะมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้ผู้ผ่านการคัดเลือก เพื่อรับรองและสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

“เปิดตัว Thailand Good Travel ภายในครั้งนี้ได้เปิด “ตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย” เทียบเท่ามาตรฐานสากล พัฒนาให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เมื่อเลือกการเดินทางในไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับสากล ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วย

ขณที่การเปิดตัวภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของไทย ยืนยันบทบาทเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวและคู่ค้าในระดับโลกว่า "การท่องเที่ยวไทย" พร้อมก้าวสู่อนาคตเติบโตไปพร้อมรักษ์โลก

ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อเตรียมความพร้อม ติดตามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ทางการตลาดได้ทาง : www.Thailandgreenplan2030.com Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030



“เวียตเจ็ทไทย”เปิดแผนธุรกิจบินอนาคตปี68-71สั่งฝูงบินใหม่50ลำผงาดFly Green

 “เวียตเจ็ทไทย”แผนธุรกิจบินอนาคตปี68-71ผงาดFly Green

สั่งฝูงบินใหม่50ลำลุยตลาดญี่ปุ่น/เกาหลี/อินเดีย/เวียดนาม

 

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เดินหน้าแผนธุรกิจอนาคตปี68-71 สั่งฝูงบินใหม่ 50 ลำ ก้าวสู่ Fly Green

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #เวียตเจ็ทไทยแลนด์ #FlyGreen

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดแผนอนาคตปี 68-71 มุ่งสู่ “Fly Green” นำธุรกิจเติบโตมั่นคงและยั่งยืน ลงทุนขยายฝูงบินใหม่ 50 ลำ รุกเปิดเส้นทางยอดนิยม ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เวียดนาม ชูจุดแข็ง “ราคาเข้าถึงง่าย” บริการตรงเวลาติดอันดับ 4 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมขบวนใช้น้ำมัน SAF

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมเปิดกลยุทธ์เชิงรุกสร้างการเติบโตอนาคตปี 2568–2571 ผลักดันไทยเป็น “ศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยว” ในภูมิภาคอาเซียนมุ่งสู่ความยั่งยืนเพิ่มประสบการณ์ให้ผู้โดยสารด้วย 3 กลยุทธ์ คือ 1.เดินหน้าขยายฝูงบินขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายเตรียมรับมอบฝูงบินใหม่โบอิ้ง B737-8 เพิ่ม 50 ลำ ทยอยรับลำแรกเดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป  2.เพิ่มเครือข่ายเส้นทางบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งเป้าเชื่อมต่อเมืองหลัก-เมืองรองในไทยกับเมืองสำคัญทั่วเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม และ 3.ลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขานรับนโยบาย “Fly Green”การบินลดผลกระทบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“แผนขยายฝูงบินครั้งนี้” มุ่งยกระดับศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทางเวียตเจ็ทไทยแลนด์นำธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้ ปริมาณผู้โดยสาร เครือข่ายเส้นทางบิน สะท้อนถึงการดำเนินงานอันแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารกับคู่ค้า มุ่งนำเสนอการเดินทางอย่างสะดวกสบาย ราคาคุ้มค่า และตรงเวลา


“เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่” ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ จากการขยายฝูงบินระยะสั้นและกลาง เพื่อรองรับบริการสายการบินเติบโตดี จะช่วยให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มขีดความสามารถในตลาดโลว์คอสต์ซึ่งแข่งขันกันรุนแรง และสร้างความพร้อมให้ไทยเป็นฮับการบินในภูมิภาค โดยเฉพาะการสร้างงานกว่า 4,000 - 5,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมนักบิน พนักงานต้อนรับ พนักงานภาคพื้นดิน ฝ่ายวิศวกรรม ควบคู่การยกระดับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

นายวรเนติ กล่าวว่าในฐานะสายการบินยุคใหม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ทั้งบัณฑิตจบใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงาน ผู้ที่มีความมุ่งมั่นในสายอาชีพด้านการบินได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

“ปิ่นยศ พิบูลสงคราม” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวว่าตลอดปี 2568 เวียตเจ็ทไทยแลนด์ทำให้ผู้โดยสารเติบโตต่อเนื่องโดยใช้” ราคา” เป็นจุดแข็งเข้าถึงง่าย และตอบสนองความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ โดยสามารถรักษาผู้โดยสารเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ด้วยจุดแข็งที่ได้มอบบริการคุณภาพใน “ราคาที่เข้าถึงได้” จึงมีฐานลูกค้าเหนียวแน่นและขยายตลาดใหม่ได้อย่างมั่นคง

“เปิดเส้นทางบินใหม่” เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมเปิด 1.กรุงเทพฯ–โซล เดือนตุลาคม 2.กรุงเทพฯ–โกลกาตา เดือนพฤศจิกายน 3.กรุงเทพฯ–โตเกียว (นาริตะ) 4.กรุงเทพฯ–โอซาก้า (คันไซ)  และ5.กรุงเทพฯ–อาห์เมดาบัด จะเปิดพร้อมกันเดือนธันวาคม 2568 เพื่อตอบสนองตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทางเวียตเจ็ทไทยยังเตรียมมอบประสบการณ์การบินอันน่าประทับใจด้วยบริการด้านความบันเทิงบนเที่ยวบิน (In-Flight Entertainment) สุดประทับใจ

“ความตรงต่อเวลา” เวียตเจ็ทไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องปัจจุบันก้าวสู่อันดับ 4 ของสายการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเรื่องการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและมอบบริการเป็นเลิศให้ผู้โดยสารทุกคน


“สญาดา เบญจกุล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ กล่าวว่าเวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทั้งเชิงเศรษฐกิจ และต้องการสร้างสมดุลไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นแรงผลักดันสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญเรื่องสร้างภาพลักษณ์องค์กรอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เดินหน้าจัดกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติและเพื่อสังคมต่อเนื่องตลอด ทั้งโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้สอดคล้องตามนโยบาย “Fly Green” มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเวียตเจ็ทไทยแลน์ มุ่งเน้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว และส่งเสริมการมีส่วนร่วมใดูแลโลกอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย พร้อมกับประกาศตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน เดินหน้าศึกษาและส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศที่ยั่งยืนหรือ SAF :Sustainable Aviation Fuel ควบคู่dkiนำเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น A321neo และ Boeing 737-8 เทียบกับเครื่องรุ่นเดิมแล้วจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 15–20%


วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568

AOT-ไปรษณีย์ไทยMOUขนสินค้าทางบก+อากาศในสุวรรณภูมิดันไทยโลจิสติกส์เอเชีย

 AOT-ไปรษณีย์ไทย MOU ขนสินค้าทางบกเชื่อมทางอากาศ

นำร่องในเขตปลอดอากรสุวรรณภูมิดันไทยโลจิสติกส์เอเชีย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #AOT #ไปรษณีย์ไทย  #ขนส่งสินค้าทางอากาศ

AOT แท็กทีมไปรษณีย์ไทย MOU แพลตฟอร์มขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทย “ทางบกเชื่อมทางอากาศ” สู่ระดับสากล นำร่องในเขตปลอดอากรสุวรรณภูมินำประเทศผงาด “ฮับคาร์โก้เอเชีย” ด้านไปรษณีย์ลั่นมีนวัตกรรมบริการไฮเทคครบ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สะดวก รวดเร็ว โตแรง

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” เปิดเผยว่า AOT ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) มุ่งศึกษาและพัฒนา “ระบบแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์” เชื่อมโยงธุรกิจ “การขนส่งสินค้าทางอากาศ” ผลักดันท่าอากาศยานสุวรรณภุมิเป็น “ศูนย์กลางการขนส่ง” ของภูมิภาค (Aviation Hub) ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งเขตปลอดอากร ซึ่งเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศของไทย ได้ตระหนักเรื่องบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

ปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 - กันยายน 2567) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทำสถิติการขนส่งสินค้าทางอากาศเติบโตก้าวกระโดดนั่นคือ มีจำนวนสินค้าและไปรษณียภัณฑ์กว่า 1.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20 % เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2566 เป็นการขนส่งระหว่างประเทศ 1.32 ล้านตัน เติบโต 20.24% และช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม 2568) ทำได้กว่า 1.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10.9% เป็นสินค้าขนส่งระหว่างประเทศ 1.24 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10.94%  


นางสาวปวีณา กล่าวว่าแนวโน้มธุรกิจขนส่งทางอากาศเติบโตต่อเนื่อง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจึงมีบทบาทสำคัญเป็น “จุดศูนย์กลาง” รองรับปริมาณสินค้าส่งออกและนำเข้าไทยทางอากาศจำนวนมาก มีปริมาณสินค้าและข้อมูลในกระบวนการขนส่งปริมาณมาก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นระบบด้าน “การบริหารจัดการภายในพื้นที่เขตปลอดอากรสุวรรณภูมิ” เพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัว โดยนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่มาใช้รองรับระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

โดยไปรษณีย์ไทยเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญธุรกิจการขนส่งสินค้าแบบการจัดส่งสินค้าสู่ผู้รับปลายทาง (Last mile Delivery) มีทรัพยากรเพื่อการขนส่งที่จำเป็นต่อธุรกิจขนส่งครบถ้วน เมื่อทั้งสององค์กรร่วมมือกันจึงเป็นประโยชน์ด้านบริการธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ และการบริหารจัดการเขตปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการจราจรแออัดในพื้นที่ลงได้ ทำให้ผู้ประกอบการที่ใช้บริการคล่องตัว รวดเร็ว ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยยึดให้ผู้ประกอบการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการบริหารต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์

นางสาวปวีณา กล่วว่า AOT มุ่งหวังทำการศึกษาและพัฒนาร่วมกับไปรษณีย์ไทยจะได้บูรณาการการขนส่งสินค้าทางอากาศ และทางรถ เป็นประโยชน์และช่วยลดต้นทุนทางโลจิสติกส์ ให้ผู้ผลิตสินค้า ผู้ให้บริการตัวแทนขนส่งสินค้า ประชาชนไทยที่ต้องการขนส่งสินค้า และนำไปประยุกต์ใช้กับระบบการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cool Chain Logistics) ให้เหมาะสมกับสินค้าเกษตรของไทย สร้างการขนส่งสินค้าทางอากาศไทยให้มีศักยภาพสามารถรองรับธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตได้ในเวทีสากล เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ประเทศ ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคเอเชียต่อไป

“นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด  กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งศึกษาและพัฒนาระบบแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ “Airport Cargo Community System :ACS” จะเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงการทำงานในห่วงโซ่การขนส่งสินค้าทางอากาศครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ผู้นําเข้า–ส่งออก สายการบิน ตัวแทนขนส่งผู้ให้บริการภาคพื้น ไปจนถึงหน่วยงานศุลกากรและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง แล้วโครงการนี้ยังนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ใหม่ เช่น ระบบบริหารจัดการช่วงเวลารถบรรทุก (Truck Slot Management) ระบบ Smart Backhaul Trucking ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เที่ยวรถ ลดการวิ่งเปล่า ลดต้นทุนเชื้อเพลิงและแรงงาน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งระหว่างท่าอากาศยาน และเชื่อมต่อกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง



ในระบบจะมีฟังก์ชันสำคัญ เช่น การจับคู่สินค้ากับพื้นที่บรรทุกโดยใช้ AI และ Machine Learning การวิเคราะห์เส้นทางเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่าย การรวมสินค้าจากผู้ส่งหลายรายเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง การติดตามสถานะงานและเวลามาถึงแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันเข้ากับระบบจัดการขนส่ง พิธีการศุลกากร ระบบการจัดการทรัพยากร และระบบคลังสินค้ามี

ไปรษณีย์ไทยมีความเชื่อมั่นความร่วมมือกับ AOT จะเป็นก้าวสำคัญเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล ตอบโจทย์เป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

ลิ้มรส!!บุฟเฟต์พรีเมี่ยมมื้อค่ำที่เอสเพรส รร.อินเตอร์คอนฯ 2,350 บาท/คน

ลิ้มรส!!บุฟเฟต์พรีเมี่ยมมื้อค่ำที่เอสเพรส รร.อินเตอร์คอนฯ

เมนูนานาชาติสดใหม่ทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์เริ่ม 2,350 บาท

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #ห้องเอสเพรสโซ่ #โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

อิ่มอร่อย !! บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำสุดพรีเมี่ยมทุก “ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์” ที่ห้องอาหาร “เอสเพรสโซ่” อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ อาหารมูลค่าสูงสดใหม่ ราคาเริ่มต้น 2,250++ บาท/คน

 


โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ แนะนำ “บุฟเฟ่ต์พรีเมี่ยม” อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำ ในบรรยากาศสุดหรูที่ห้องอาหาร “เอสเพรสโซ่” ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine สวรรค์ของคนรักอาหารทะเลนานาชนิดคุณภาพเยี่ยมสดใหม่พร้อมให้บริการทุกค่ำคืนวันศุกร์ วันเสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่18.00- 22.30 น. ราคา 2,250++ บาท/คน เสิร์ฟเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัดราคา 200++ บาท/คน ส่วนบริการไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้และน้ำอัดลม ราคา 900++ บาท/คน และดื่มแชมเปญได้แบบไม่จำกัด ราคา 2,300++ บาท/คน

 


“อาหารสดใหม่” บุฟเฟต์พรีเมี่ยมมื้อค่ำ ได้แก่ หอยนางรมสดไอริส หอยนางรม ฟิน เดอ แคลร์ “ไข่ปลา” คุณภาพนานาชนิด เช่น คาเวียร์ อาวูรูกา (Avruga Caviar) ไข่ปลาแซลมอน ไข่ปลาลัมพิชสีดำ  ไข่ปลาลัมพิชสีแดง

“อาหารทะเลลวกสุก” กำลังพอดีแช่เย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ ขาปูยักษ์สีทอง แคนาเดียนล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้านึ่ง ส่วน “กุ้งแม่น้ำ” อบกับกระเทียมตะไคร้เสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่วเป็นเมนูพิเศษปรุงจากกุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสูตรเฉพาะ มีส่วนผสมของสมุนไพรไทย ได้แก่ กระเทียม ตะไคร้ และ ขมิ้น รับประทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด



“มุมบาร์บีคิว” มีอาหารแนะนำ ได้แก่ สเต็กปลาทูน่าปรุงรส ปลาเก๋าย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว  ห้ามพลาด !! กั้งสด ๆ ย่างเสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด ส่วนผู้ที่ชื่นชอบ “เนื้อ” แนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร สเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลีย สามารถสั่งย่างให้สุกตามชอบแบบจานต่อจาน


“มุมอาหารพิเศษ” ยังมีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด ปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการไม่จำกัด

“มุมอาหารจีน” มีเป็ดปักกิ่ง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง แสนอร่อย ได้ชิมล้วนติดใจให้บริการไม่จำกัดเช่นกัน

“ขนมหวาน” มากมาย ทั้งขนมไทย ขนมเค้ก ขนมหวานพิเศษ ที่ทุกคนชื่นชอบอย่าง เครปซูเซ็ตต์ รับประทานคู่กับ นูเทลล่า สตอร์วเบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน หรือช็อคโกแลตฟองดูใช้จุ่มผลไม้สดตามฤดูกาล

“ชมการแสดงดนตรีสด” จะขับกล่อมเสียงเพลงไพเราะระหว่างมื้ออาหารอย่างเพลิดเพลิก ทุกวันศุกร์ และ วันเสาร์ ตั้งแต่18.30 -21.30 น.

สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือ สอบถามเพิ่มโทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com

 


 

4บริษัทกลุ่มบางจากรับมาตรฐานISCCตอกย้ำ“ผู้นำพลังงานทดแทน”

4บริษัทกลุ่มบางจากรับมาตรฐานISCCตลอดห่วงโซ่

ตอกย้ำ“ผู้นำพลังงานทดแทน”สร้างความยั่งยืนสากล



เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT  #เที่ยวกับกู๋ #บางจาก #มาตรฐานISCC

4 บริษัท “บางจาก-BCPT-BSGF-BFPL” ตบเท้ารับมอบ  ISCC” มาตรฐานความยั่งยืนสากล ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตอกย้ำ “ผู้นำพลังงานทดแทน” ทั้งน้ำมันแนฟทาชีวภาพ ดีเซลและเครื่องบินยั่งยืน

            นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำทีมธุรกิจในเครือ บริษัท บีซีพีที จำกัด (BCPT) บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) และ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) รับมอบการรับรองมาตรฐาน International Sustainability & Carbon Certification (ISCC) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ตลอดจนการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยั่งยืน

โดยมีคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจากฯ นางองค์อร เปลี่ยนรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท บีซีพีที จำกัด นายนิพนธ์ เลิศทัศนีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารโครงการ วิศวกรรมและโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจากฯ และกรรมการคณะผู้บริหาร บีเอสจีเอฟ และนายณัฐ ภู่อารีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีที จำกัด รับ ISCC จากนายธีรชัย เยาว์พฤกษ์ชัย ผู้จัดการสายธุรกิจด้านความยั่งยืน บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยงานให้การรับรองมาตรฐาน ISCC ที่ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง

            การที่กลุ่มบริษัทบางจากได้การรับรองมาตรฐานสากล ISCC EU, ISCC CORSIA และ ISCC Plus ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตเชื้อเพลิงยั่งยืน เช่น น้ำมันแนฟทาชีวภาพ (Bio-naphtha) น้ำมันดีเซลยั่งยืน (HVO) และ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมถึงยืนยันความพร้อมของกลุ่มบริษัทบางจากสามารถขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงยั่งยืนทุกประเภท ควบคู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

ISCC EU เป็นมาตรฐานที่ได้การยอมรับจากสหภาพยุโรป ในการรับรองห่วงโซ่อุปทานของ “ผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือชีวมวล” ทำเชื้อเพลิงการขนส่ง สอดคล้องกับ EU RED (Renewable Energy Directive) และได้การยอมรับโดยคณะกรรมาธิการยุโรป

ISCC CORSIA เป็นการรับรองน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่เข้าข่ายตามเกณฑ์กลไกชดเชยและการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ในโครงการการบินระหว่างประเทศและตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ให้การรับรอง เพื่อแสดงถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และ ISCC Plus คือ ระบบการรับรองที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานในผลิตภัณฑ์พลาสติก สารเคมี อาหาร และเชื้อเพลิงชีวภาพ ช่วยแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการตามเป้าหมายความยั่งยืนในระดับโลกโดยสมัครใจ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้วัตถุดิบรีไซเคิล วัสดุหมุนเวียน และชีวมวลที่ปลูกอย่างยั่งยืน

 

ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12ส.ค.น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง

ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12 ส.ค. น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสามเสน #...