วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“IATA-แอร์บัส-Accenture”จับมือเปิดผลศึกษาตลาด "SAF EAc"

“IATA-แอร์บัส-Accenture”จับมือเปิดผลศึกษาตลาด "SAF EAc"

เเร่งช่วยแอร์ไลน์สปลดล็อกต้นทุน-ปี’73ยอดใช้SAFพุ่ง3-6เท่า


“IATA-แอร์บัส-Accenture” 3องค์กรโลกเปิดผลศึกษาตลาด “SAF EAc” 

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #SAFEAc #IATA #Airbus #Accenture

“IATA-แอร์บัส-Accenture” 3องค์กรโลกเปิดผลศึกษาตลาด “SAF EAc” ใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมน้ำมันการบินยั่งยืน รองรับอนาคตปี’73 ความต้องการใช้จะพุ่ง 1-1.9 ล้านตัน เรียกร้องทุกฝ่ายร่วมกันช่วยแอร์ไลน์ปลดล็อกการแบกภาระต้นทุน เดินหน้าวางรากฐานให้ถูกทาง 3 เรื่อง “การลงทุน-ขยายตลาด-เพิ่มปริมาณผลิต”

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) แอร์บัส และแอคเซนเจอร์ (Accenture) ได้เผยแพร่ รายงานผลการศึกษาตลาด “ใบรับรองคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม (SAF Environmental Attribute Certificate : EAc) สำหรับเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (SAF :Sustainable Aviation Fuels)  โดยได้ประมาณการ “การซื้อของภาคธุรกิจ” จะสนับสนุนปริมาณการใช้ SAF ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ในปริมาณระหว่าง 1.0 -1.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3-6 เท่า จากปี 2567 (ค.ศ.2024) ที่มีการใช้เพียง 323,000 ตัน

“ปริมาณต้องการใช้ SAF” ดังกล่าวเป็นสัญญาณสะท้อนถึง “ความต้องการอนาคตแข็งแกร่ง” สอดคล้องกับการผลิต SAF ที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงจะต้องร่วมมือกัน “ปลดล็อกปัจจัยที่จำกัด” เพื่อเปิดภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น กฎด้านบัญชีที่ยังไม่ชัดเจน ราคาน้ำมันสูง ความซับซ้อนในการจัดซื้อ และอื่น ๆ

“SAF” เป็นน้ำมันอากาศยานยั่งยืนซึ่งสามารถ “ลดการปล่อยมลพิษจากการบิน” ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงเจ็ทแบบดั้งเดิม ตามคาดการณ์ปี 2569 ทั่วโลกมีกำลังการผลิตอยู่เพียง 2.4 ล้านตัน หรือ 0.8% ของการใช้เชื้อเพลิงเจ็ททั้งหมด จึงทำให้มี “ราคาแพง” กว่าเชื้อเพลิงเจ็ทแบบดั้งเดิม 2-3 เท่า

“มารี โอเวนส์ ธอมเซน” รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษในขอบเขตที่ 3 (สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจและการขนส่งสินค้าทางอากาศ) ผ่านการซื้อ SAF EAc จะช่วยแบ่งเบาต้นทุน SAF ด้วยวิธี “ขยายตลาด” ไปยังผู้เข้าร่วมในห่วงโซ่คุณค่ามากขึ้น เรื่องนี้จำเป็นต้องมีระบบการจองและการเรียกร้องอย่างมีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง เพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถเรียกร้องผลประโยชน์ได้ด้วยจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อมีการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

เนื่องจาก “SAF” เป็นเครื่องมือลดคาร์บอนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมการบิน แต่ “สายการบิน” จะไม่สามารถ “แบกรับต้นทุน” ในการขยายขนาดการใช้น้ำมันชนิดนี้ได้เพียงลำพัง ต้องพึ่งพิงภาคธุรกิจ “กลุ่มผู้ซื้อ” มีโอกาสพิเศษที่จะช่วยสร้างตลาด SAF สนับสนุนต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการขนส่งทางอากาศ และได้รับประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 โดยต้องได้การยอมรับในกระบวนการนี้ เพราะศักยภาพแท้จริงนั้นมีมากมาย

แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทต่าง ๆ สามารถเข้าร่วมได้อย่างมั่นใจ โดยรู้ว่าการมีส่วนร่วมของพวกเขาจะมีผลเชิงบวก ภายใต้กระบวนการนั้นง่ายและน่าเชื่อถือ การวางรากฐานที่ถูกต้องจะช่วย 1.ปลดล็อกการลงทุน 2.ขยายตลาด 3.เร่งการผลิต SAF

“จูเลียน มานเฮส” รองประธานฝ่ายพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ของแอร์บัส กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเรื่องความต้องการของภาคธุรกิจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทรงพลัง และยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อการขยายขนาดเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน การให้ความมั่นใจด้านบัญชีแก่ผู้ซื้อภาคธุรกิจที่พวกเขาต้องการเพื่อร่วมลงทุนเกี่ยวกับ “ส่วนต่างราคาของ SAF” นั้น

เรื่องระบบการจองและเรียกร้องสิทธิ์สามารถเปลี่ยนความสนใจที่อาจเกิดขึ้นให้กลายเป็นพันธสัญญาที่มั่นคง ส่งสัญญาณความต้องการในระยะสั้นให้ผู้ผลิตเชื้อเพลิงต้องการเร่งการผลิตและลดต้นทุนได้ทั่วทั้งอุตสาหกรรม

“เจสโก นอยเอ็นเบิร์ก” หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนด้านการบินและการเดินทางระดับโลกของ Accenture กล่าวว่า น้ำมันเชื้อเพลิงยั่งยืน “SAF” จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินได้มาก แต่สายการบินและกลุ่มบริษัทบางกลุ่มไม่สามารถแบกรับต้นทุนนี้ไปจนถึงปี 2593 (ค.ศ.2050) ได้ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 15% ของบริษัทที่สำรวจซื้อ SAF แต่ส่วนใหญ่กำลังรอ 1.ให้ราคาลดลง 2.การคำนวณคาร์บอนมีความชัดเจน และ 3.กระบวนการซื้อขายง่ายขึ้น สายการบินที่สร้างความสามารถชดเชยต้นทุน SAF ได้ในตอนนี้ จะอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดเมื่อตลาด SAF EAc เติบโตอย่างรวดเร็ว

โอกาสปัจจุบันคือการมุ่งเน้นไปยังภาคส่วนที่มีความต้องการเกิดขึ้นแล้ว ทำให้คุณสมบัติของ SAF ซื้อได้ง่ายและโปร่งใส มีการลงทุนในระบบ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยสามารถขยายขนาดได้เมื่อตลาดเติบโตเต็มที่


สำหรับ “ศักยภาพสำคัญ” ที่ยังคงไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ : โดยทั่วไปแล้ว “ใบรับรอง SAF EAc” มีราคาอยู่ระหว่าง 150- 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ขณะที่บริษัทต่างๆ รายงานว่า ยินดีจ่ายในราคาใกล้เคียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ  มี “สายการบิน” คิดเป็นประมาณ 53% ของการซื้อใบรับรอง SAF องค์กร จึงทำให้สายการบินเป็นแหล่งใบรับรองใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทที่ต้องการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและการขนส่งทางอากาศ

ส่วน “การปลดล็อกความต้องการขององค์กร” : ตามผลการศึกษาชุดนี้ระบุถึง 3 ประเด็นสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น ได้แก่

1.กฎเกณฑ์ทางบัญชีที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อมาจะได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง

2.ระบบติดตามที่โปร่งใสและใช้งานร่วมกันได้ เพื่อป้องกันการนับซ้ำและรับประกันความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม

3.กลไกการจัดซื้อที่ง่ายขึ้น รวมถึงความโปร่งใสมากขึ้นด้านราคา ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำในเพดานต่ำลง และระยะเวลาสัญญาควรสั้นลง 

“โอเวนส์ ธอมเซน” กล่าวตอนท้ายว่า การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถสร้างปริมาณเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมการบินได้ ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพ และการขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การซื้อเพิ่มเติมจากภาคเอกชนแต่ละครั้งจะเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นความต้องการในตลาดที่แท้จริง รวมถึงจะช่วยกระจายต้นทุนลดการปล่อยคาร์บอนในวงกว้างมากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือต้องทำให้การมีส่วนร่วมง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้นกับบริษัททุกขนาดที่จะเข้าสู่ตลาดดังกล่าวนี้

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“IATA-แอร์บัส-Accenture”จับมือเปิดผลศึกษาตลาด "SAF EAc"

“ IATA- แอร์บัส- Accenture ”จับมือ เปิดผลศึกษาตลาด " SAF EAc" เเร่งช่วยแอร์ไลน์สปลดล็อกต้นทุน-ปี ’73 ยอดใช้ SAF พุ่ง 3-6 เท่า ...