ททท.นโยบายและแผนแจ้งข่าวดีQ1/69ทั่วโลกมาไทย10ล้านคน
ต่อยอดท่องเที่ยวQ2/69ชู2แผน“รักษาตลาดยุโรปดี-เพิ่มเอเชีย”
ข่าวดี!!เม.ย.นี้คนไทย/ต่างชาติทำท่องเที่ยวเงินสะพัดแสนล้าน
ปลุกไทยกลุ่มกระเป๋าหนัก“เที่ยวช่วยชาติ”-ทำโปรน้ำมัน5อย่าง
CEOคิงเพาเวอร์เปิดNext
Moveพ.ค.นี้พลิกธุรกิจสู่สมดุล3โมเดล
รร.พูลแมนคิงเพาเวอร์จัดทีมมืออาชีพรุกตลาดประชุม/สัมมนา
ททท.จัด Health&WellnessTrade 2026 ดันไทยฮับเวลเนสโลก
บางจากมอบรถดับเพลิงEVคันแรกในไทยเซฟสิ่งแวดล้อมชุมชน
เที่ยวฟิน!!ตลอดฤดูสวนผลไม้จันทบุรีลดรัว ๆ
1พ.ค.-15ก.ค.นี้
8วิธีรับมือกับหน้าร้อนทำด่วนเพื่อสุขภาพป้องกันได้หลาอาการ
อโกด้าเผยปี69 Gen Z ไทยเที่ยวทริปสั้น/แบ่งปัน/ถี่ขึ้น1-3ครั้ง
ททท.ปิดจ็อบสงกรานต์ปี69สวนเบญกิติ5วันเงินสะพัด448ล้าน
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวฤดูเปิดสวนผลไม้จันทบุรี
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1bhqSAqL87/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! นายชูวิทย์
ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ย้ำไตรมาส 1 ปี’69 ดึงต่างชาติเที่ยวไทยแตะ
10 ล้านคน เปิดแผนเฝ้าระวังสถานการณ์ตะวันออกกลาง “จบภายใน 3 เดือน” ลดจากเป้า 37 เหลือ 30-34 ล้านคน/ปี หายไป 18 % กรณี “ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน”
เหลือ 27-29 ล้านคน ลดลง 25% เร่ง 2
มาตรการ “รักษาตลาดที่ดี” จากระยะไกล รัสเซีย กลุ่มCIS ตุรกี สเปน ลุย “หาตลาดทดแทน” กลุ่มกระเป๋าหนักระยะใกล้ในเอเชีย ทั้ง จีน
ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย เม.ย.นี้ตุนรายได้รวม 1 แสนล้าน ด้าน “ตลาดในประเทศ” ผนึกพันธมิตรรณรงค์ “ปลุกเที่ยวช่วยชาติ” ร่วม
“แชร์-ช็อป-ชิม-ชิล-ช่วย” โหมโปรใช้พลังงานน้ำมัน 5 อย่าง
นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เฝ้าระวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีจะยุติส่งผลมาถึงการท่องเที่ยวของไทย แต่ช่วงเดือนเมษายน นี้ คาดท่องเที่ยวทั่วไทยยังสามารถทำรายได้จากตลาดในและต่างประเทศได้กว่า 100,000 ล้านบาท ส่วนสถิติระหว่างวันที่ 1 มกราคม -10 เมษาน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยแล้ว แตะ 10 ล้านคน ประกอบด้วย
“ตลาดระยะไกล : Long Haul” มาไทยแล้ว 3.8 ล้านคน ตัวเลขภาพรวมหากไม่รวมอิสราเอลจะเพิ่มขึ้น 5 % ถ้ารวมก็จะลดลง 2% ตอนนี้ “ตลาดยุโรป” ได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะการเดินทางด้วยเที่ยวบิน 1 ใน 3 ของยุโรปจะต้องแวะต่อเครื่องที่ท่าอากาศยานในตะวันออกกลาง ตอนนี้จึงมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนไปใช้เส้นทางบินอื่น แต่ก็ยังมีเรื่องน้ำมันทำให้ “ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น” กับภาวะขาดแคลน “น้ำมันเติมเครื่องบิน” ไป-กลับ ทั่วโลกมายังไทย ซึ่งบางประเทศก็มีเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
ขณะนี้นักท่องเที่ยว “ตลาดตะวันออกกลาง” มาไทยลดลงประมาณ 67 % แต่ก็มีบางส่วนซื้อแพกเกจ ท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า ทางตัวแทนขายยืนยันนักเดินทางจากกลุ่มประเทศ Gulf Corpooration Countries บางส่วนยังเดินทางตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการรักษาสุขภาพ (Medical Tourism) เช่น ซาอุดิอาระเบีย และบางประเทศ
ส่วน “ตลาดระยะใกล้ : short Haul” มาไทยแล้ว 6.2 ล้านคน จากเอเชียและแปซิฟิกใต้ ได้แก่ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ อาเซียน โอเชเนีย เมื่อ ททท.ประเมินตลาดย่อยพบบางตลาดได้รับผลกระทบบ้างแล้ว และมีตลาดที่ดีน่าสนใจมากคือ
-สาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มกลับเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20,000-25,000 คน/วัน เติบโตขึ้น 18 %
-เอเชียใต้ อินเดีย เพิ่ม 14 % รวมบังกลาเทศ ปากีสถาน ซึ่งมีพื้นฐานเข้มแข็งเติบโตดีขึ้นตามลำดับ---
-โอเชเนีย ออสเตรเลีย เติบโต 13 % ส่วนนิวซีแลนด์ ก็มีกระแสการเดินทางในทางที่ดี
-อาเซียน นักท่องเที่ยว มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ลดลงบ้างเล็กน้อย เนื่องจากมีภาพข่าวความไม่ปลอดภัย รวมทั้งคู่แข่งใช้กลยุทธ์ราคาชิงส่วนแบ่งตลาดไป แต่ “ไทย”ยังคงได้เปรียบในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคลาสสิก เพราะเปิดบริการมานาน ททท.กับเอกชนร่วมมือกันพยายามหาสินค้าใหม่ ๆ มาตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบัน
ททท.ได้เตรียมแผนรับสถานการณ์ตะวันออกกลางไว้ 2 กรณี (scenario) ประกอบด้วย
● กรณีที่ 1 เหตุการณ์จบภายใน 3 เดือน คาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเหลือ 30-34 ล้านคน/ปี จากเป้าหมายปกติ 37 ล้านคน ลดลง 18 % โดยททท.จะเดินหน้าทำควบคู่กัน 2 ส่วน คือ
-ส่วนที่ 1 พยายามรักษาตลาดที่ยังเดินทางได้ดี ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังงานน้ำมันอย่าง รัสเซีย ตุรกี กลุ่มประเทศ CIS ตลาดเช่าเหมาลำจากโปแลนด์
-ส่วนที่ 2 หาตลาดทดแทนเพิ่มขึ้น จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจะร่วมกับสายการบินฝั่งแปซิฟิก เช่น ไชน่าแอร์ไลน์ ของจีน อีวีเอแอร์ของไต้หวัน และแอร์ไลน์สแถบยุโรปโดยให้ความสำคัญมากกับตลาด สเปน
● กรณีที่ 2 เหตุการณ์ลากยาวเกินกว่า 3 เดือน จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาไทยประมาณ 27-29 ล้านคน ลดลง 25% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอย กระทบต่อจิตใจนักเดินทาง รวมทั้งราคาน้ำมันมีผลกับต้นการเดินทางท่องเที่ยวสูงขึ้นมาก
ททท.พยายามรักษาตลาดที่มีความแข็งแกร่งโดยหันหาทางแถบเอเชียและแปซิฟิกทั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กับกลุ่มระยะใกล้ซึ่งใช้เวลาบิน 3-4 ชั่วโมง อย่าง อินโดนีเซีย อินเดีย แล้วสายการบินต่าง ๆ อย่างจีนมีน้ำมันเติมเครื่องบินได้ตลอดทั้งขาและกลับ
นักท่องเที่ยวเป้าหมายที่จะนำมาทดแทนมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 นักท่องเที่ยวสนใจเฉพาะ (Niche Market)การท่องเที่ยวเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ (Health & Wellness) กลุ่มที่ 2 ทำงานด้วยเทคโนโลยีได้ทุกที่ (Digital Nomad) กลุ่มที่ 3 ผู้สูงวัย ซึ่งมีความพร้อมด้านการเงินและสามารถเดินทางได้ตลอด
ททท.วางแผนนำเสนอจุดแข็งของไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ
3 อย่าง ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวที่ปลอดภัย
2.มีความร่มรื่น 3.นักท่องเที่ยวสามารถมาพำนักระยะยาวหรือรักษาพยาบาล
ส่วน “ตลาดในประเทศ” ไทยเที่ยวไทย ททท.ได้ประเมินนโยบายและแผนรับสถานการณ์ไว้ 2 กรณี เช่นเดียวกัน คือ
กรณีที่ 1 เหตุการณ์จบภายใน 3 เดือน จะมีคนเที่ยวในประเทศประมาณ 204-206 ล้านคน-ครั้ง จากเป้าหมายเดิม 212 ล้านคน-ครั้ง จะเพิ่มขึ้น 1-2 % แล้ว ททท.จึงขอให้คนในประเทศออกมาท่องเที่ยวกันดีกว่าเพื่อทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปยังชุมชนทั่วประเทศ
กรณีที่ 2 หากเหตุการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะมีคนในประเทศเหลือเพียง 200-202 ล้านคน-ครั้ง ลดลงจากเป้าหมาย 1 %
แต่โดยภาพรวมไทยเที่ยวไทยยังต้อง “เฝ้าระวังเรื่องน้ำมัน” ที่สร้างความกังวลกับกลุ่มนักเดินทาง แล้วอาจจะส่งผลต่อ “พฤติกรรมนักท่องเที่ยว” ในรอบปีนี้จะลดความถี่การเดินทางลงบ้าง หรือสายการบินจะลดความถี่เที่ยวบินหรือลดเส้นทางบินลงชั่วคราว ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวข้ามภาคชะลอตัวตามไปด้วย แต่คนจะหันไปเที่ยวจังหวัดใกล้เคียงกันแทน ลดการขับรถท่องเที่ยวเอง หันมาใช้รถบริการสาธารณะมากขึ้น
ททท.เตรียมความพร้อมมุ่งรณรงค์ “เที่ยวช่วยชาติ” เพื่อตอบโจทย์งบประมาณ ระยะทาง กิจกรรม ตอบโจทย์ความคุ้มค่าการท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด ด้วยวิธีเที่ยวไปแชร์ไป ช้อปไป ชิมไป เที่ยวไปช่วยกันไป สนับสนุนการทำโปรโมชั่น ขอให้หน่วยงานราชการและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่หมุนเวียนการจัดประชุม/สัมมนา เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การท่องเที่ยว
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการตลาดต่างประเทศ (inbound) ตลาดในประเทศ (Domestic) ร่วมมือกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนสร้างรายได้ 17 %ของรายได้มวลรวมผลิตภัณฑ์ในประเทศ(GDP) ด้วยวิธีส่งเสริมช่วยเหลือซึ่งกันและกันเน้นเรื่องพลังงานน้ำมันการเดินทางครอบคลุม 5 เรื่อง ดังนี้
1.ทำโปรโมชั่น ตรึงราคาน้ำมัน
2.สร้างแอพลิเคชั่นให้นักเดินทางสามารถใช้บริการน้ำมันอย่างเพียงพอ
3.รณรงค์ให้ใช้บริการบริษัทนำเที่ยวและรถทัวร์เดินทางพร้อมกันเป็นหมู่คณะ
4.ขอความร่วมมือคนไทยที่มีศักยภาพเที่ยวได้พยายามออกเดินทาง
เพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้ต่อไป
5.เสนอมาตรการดูแลภาษีน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบินซึ่งมีความจำเป็นจะต้องให้สายการบินต่าง ๆ เติมน้ำมันได้ทั้งไปและกลับ สร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวไทยและทั่วโลก
นับจากนี้เป็นต้นไปทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ใน “ช่วงความจำเป็น” ที่ทุกฝ่ายควรช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ทำให้การท่องเที่ยวสร้างเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชาติต่อเนื่องได้ต่อไป
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1- CEOคิงเพาเวอร์เปิดNext Moveพ.ค.นี้พลิกธุรกิจสู่สมดุล 3 โมเดล
ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรกประมาณพฤษภาคม 2569 การจัดทำแผนธุรกิจในกลุ่ม คิง เพาเวอร์ จะเริ่มสู่ก้าวใหม่หรือ Next Move โดเน้นใช้หลักสมดุล 3 โมเดล ได้แก่
โมเดลที่ 1 กลุ่มธุรกิจตอบโจทย์ความต้องการตลาดในประเทศ เดินหน้าปรับรูปแบบบริการสาขาร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Duty free downtown) ผสานกิจกรรมอื่น ๆ สร้างแม่เหล็กใหม่ดึงดูดคนไทยเข้าสู่พื้นที่มาเที่ยวใช้จ่ายเงินต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
โมเดลที่ 2 กลุ่มธุรกิจสินค้าดิวตี้ฟรีตอบโจทย์นักท่องเที่ยว คนไทยเดินทางต่างประเทศ (outbound) และต่างประเทศเที่ยวเมืองไทย (Inbound)
โมเดลที่ 3 กลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ตอบโจทย์การขายออนไลน์ จะใช้กลยุทธ์จับมือกับพันธมิตรแพลตฟอร์มช้อปปิ้งและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่องได้ตลอด
ส่วน “สินค้า” จะแยกชัดเจนตามสีของป้ายจำหน่าย 2 สี ได้แก่ 1.ป้ายฟ้า”
จะนำสินค้าทั่วไป สามารถซื้อแล้วนำกลับบ้านได้เลย
โดยไม่ต้องมีบัตรโดยสารบินต่างประเทศ 2.ป้ายขาว
เป็นสินค้าดิวตี้ฟรีแบรนด์นานาชาติ
ตามระเบียบผู้ซื้อจะต้องมีตั๋วโดยสารบินต่างประเทศ
ซื้อเสร็จแล้วต้องไปรับของที่สนามบิน ปัจจุบันเปิดให้ซื้อล่วงหน้าได้นานสูงสุด 60
วัน ไปจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องบินลัดฟ้าไปประเทศต่าง ๆ
ข่าวที่ 2 -รร.พูลแมนคิงเพาเวอร์จัดทีมมืออาชีพรุกตลาดประชุม/สัมมนา
โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ นำเสนอสถานที่จัด “งานประชุมและอีเว้นท์” ด้วยห้องบอลรูมอเนกประสงค์ 2 ห้อง รองรับการจัดงาน ประชุมในกรุงเทพ ที่สมบูรณ์แบบของทุกคน โดยทีมงานมืออาชีพพร้อมเพื่อให้งานของคุณประสบความสำเร็จในทุกรายละเอียด ทั้งประชุมสัมมนาเชิงธุรกิจ งานกิจกรรมต่าง ๆ งานเลี้ยงส่วนตัวและงานเปิดตัวสินค้า งานสัมมนาและจัดเลี้ยงทุกงานจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
“เดินทางสะดวก” ทุกการจัดกิจกรรมองค์กร การสร้าง Team building สัมมนา จัดนิทรรศการและกาล่าดินเนอร์ ในสถานที่เชื่อมต่อคุณเข้ากับใจกลางเมือง เพียงไม่กี่นาทีจาก รถไฟฟ้า BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ สถานีพญาไท สร้างความมั่นใจในการเดินทางให้ผู้ร่วมงานประชุมและอีเว้นท์สามารถมาแต่ละอย่างสะดวกสบาย
“บริการ” เริ่มจาก ลานจอดรถภายในโรงแรมมีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานด้วย ตามมาด้วย “อาหาร” มีห้องอาหารและบาร์มากถึง 5 แห่ง สร้างความประทับใจด้วยเมนูความหลากหลาย อิ่มอร่อยและทำงานอย่างมีความสุข
1.ห้องอาหารควิซีน อันปลั๊ก เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล และเมนูนานาชาติกว่า 50 รายการ
2.โรงละครอักษรา มีที่นั่งรองรับได้ถึง 550 ที่นั่ง สามารถเพลิดเพลินกับเมนูอาหารไทยสุดครีเอทให้ งานประชุมและอีเว้นท์ ด้วยการแสดงศิลปะการแสดงไทยอันงดงาม
3.เลือกซื้อสินค้าปลอดภาษีจากแบรนด์ชั้นนำมากมายในคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี
ดาวน์ทาวน์ คอมเพล็กซ์ ข้างโรงแรมพูลแมน
พร้อมบัตรกำนัลเงินสดและบัตรส่วนลดที่ผู้ร่วมประชุมจะได้รับเมื่อเข้าพักโรงแรมพูลแมน
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ
ข่าวที่ 3-ททท.จัดHealth&WellnessTrade2026ดันไทยฮับเวลเนสโลก
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เตรียมจัดงาน “Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026” วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรมโมเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต กรุงเทพฯ ต้อนรับเทรนด์เวลเนสที่จะเปิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการต่างชาติ 74 ราย กับไทย 68 ราย รุกสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายความร่วมมือในตลาดนานาชาติ ผนึกความร่วมมือกันนำเสนอขายท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง
โดยพร้อมโชว์ศักยภาพไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีระดับโลก งานนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญผลักดันไทยก้าวสู่ “ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก” สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล ยั่งยืน ในระยะยาว
ขานรับกระแสการท่องเที่ยวสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลกกำลังเติบโตก้าวกระโดดภายในปี 2571 มูลค่าตลาดมีแนวโน้มแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 43 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญช่วยยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “เวลเนส ฮับ แห่งเอเชีย” เต็มรูปแบบ
ปัจจุบันไทยถือผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดังกล่าวโดยมีมูลค่าตลาดกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับจุดหมายปลายทางเวลเนสชั้นนำของโลก แต่ละปีเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป จุดแข็งสำคัญของไทยคือ 1.มาตรฐานการบริการระดับสากล 2.บุคลากรทางการแพทย์คุณภาพสูง 3.ความหลากหลายบริการสุขภาพ มีตั้งแต่บริการเชิงการแพทย์ (Medical Wellness) ไปจนถึง การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) ผสานกับเอกลักษณ์ไทยอันโดดเด่น ทั้งการนวดไทย สมุนไพรไทย วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว
ททท.มุ่งหวังให้งาน Amazing
Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง
ตามแนวคิด “High Value & Sustainable Tourism” เน้น 5
เรื่อง ได้แก่ 1.นำเสนอสินค้าและบริการเวลเนสมาตรฐานสากล
2.เจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง 3.พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสุขภาพทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง 4.ส่งเสริมความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน 5.สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
ด้วยวิธีเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรทั่วโลกสร้างธุรกิจใหม่ ๆ
ส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยเป็นจุดหมายสุขภาพระดับโลก
ภายในงานดังกล่าว ททท.ได้เชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้าร่วม
จากต่างประเทศ 74 ราย และไทย 68 ราย ครอบคลุมหลายสาขา ทั้งธุรกิจสปา
การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก รีสอร์ตสุขภาพ บริการด้านเวลเนสครบวงจร
ข่าวที่ 4-บางจากมอบรถดับเพลิง EV คันแรกไทยเซฟสิ่งแวดล้อมชุมชน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารบางจากฯ
ร่วมส่งมอบรถดับเพลิงพลังงานไฟฟ้า (Electric Fire Truck – EV Conversion)
คันแรกของประเทศไทย เพื่อนำไปให้บริการแก่
ผู้อยู่อาศัยในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง
เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สนับสนุนการรับมือเหตุฉุกเฉิน
ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยมีผู้แทนกรรมการชุมชนร่วมรับมอบเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก
พระโขนง
“รถดับเพลิง EV” คันดังกล่าวได้พัฒนาและดัดแปลงเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท บางจากฯ กับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 ครอบคลุมการพัฒนาและดัดแปลงรถดับเพลิง งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านยานยนต์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยมลพิษ โดยยังคงประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจดับเพลิงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ครบถ้วน สะท้อนการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาชุมชนของบางจาก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่
ภายหลังส่งมอบ นายชัยวัฒน์และคณะผู้บริหารได้ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้นำและผู้แทนชุมชน เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความเคารพและสืบสานประเพณีไทย สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทฯ กับชุมชนในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ช่วงที่ 2 เที่ยวไทยไปกันต่อ “ภาคตะวันออก” เตรียมเปิดสวนรอ Fruit Lover ตลุยเที่ยวช่วงเปิดฤดูกาล “เที่ยวสวนผลไม้ จันทบุรี” เริ่ม 1 พ.ค.-15 ก.ค.2569 ฟินกับส่วนลด
จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และแอปแม่มณี แล้วฟัง “8วิธีรับมือหน้าร้อน”
ลดสารพัดโรคได้ เกาะติดข่าวดี ๆ ข่าวแรก “อโกด้าชี้ปี69 Gen Zชาวไทย” หันเที่ยวทริปสั้นถี่ขึ้น 1-3 เลือกแบ่งปันความสุข
ข่าวที่สอง “ททท.ปิดจ็อบสงกรานต์” สวนเบญจกิติ 5 วัน ทำเงิน 448
ล้านบาท
ท่องเที่ยว –เที่ยวฟิน!!ตลอดฤดูสวนผลไม้จันทบุรีลดรัว ๆ 1พ.ค.-15ก.ค.นี้
เตรียมตัวให้พร้อมช่วงเปิดฤดูกาล
“ท่องเที่ยวสวนผลไม้จันทบุรี”
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจันทบุรี
ร่วมกับพันธมิตรสวนผลไม้ทั่วเมือง ชวนคนไทยทั้งประเทศสายทุเรียนเลิฟเวอร์
ปักหมุดจองสวนไว้ได้เลย ปีนี้ “ทุเรียนสายแร่อัญมณีเต็มกะรัต” หลากหลายสายพันธุ์
อร่อยไม่เป็นสองรองใคร พร้อมต้อนรับแฟนคลับทุกวัยร่วมกับพันธมิตร
เดินทางมาพักผ่อนพร้อมอร่อยฟิน
เที่ยวกิน ผลไม้เมืองจันท์ เพียงเข้าสวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการฯ
รับเลยคูปองส่วนลดการซื้อผลไม้ ของฝาก คาเฟ่ในสวนที่เข้าร่วมโครงการฯ ต่อเนื่อง 2 เดือนครึ่ง เริ่มตั้งแต่
1 พฤษภาคม – 15 กรกฎาคม 2569
ฟินที่ 1 : ซื้อผลไม้ครบ 500 บาท ททท. ลดให้ 100
บาท
ฟินที่ 2 : ซื้อผลไม้ครบ 1,000 บาท แม่มณี
ลดเพิ่มให้อีก 100 บาท
วันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 เปิดเซ็นทรัล จันทบุรี
เพิ่มความสนุกสนานกับมหกรรม “จันทบุรี สรวงสวรรค์แห่งผลไม้เมืองร้อน ปี 2569” รวมกิจกรรมไฮไลต์การประกวดคลิปวิดีโอ “From Farm to Feel ประกวดผลไม้เมืองร้อน อาหารคาวหวานจากผลไม้ แข่งขันส้มตำผลไม้ลีลา
แข่งขันจัดกระเช้าผลไม้ การแข่งขันกินผลไม้สุดมันส์!
เวทีประกวดหนูน้อยชาวสวนเมืองจันท์ มางานเดียว ได้ครบทุกอารมณ์ทั้ง เรียนรู้ สนุก
ชิม ช้อป เชียร์ แชร์ ลุ้นรับรางวัลมากมาย
เปิดเวทีให้เกษตรกรและเจ้าของสวนผลไม้คุณภาพจากทั่วทั้งจังหวัด
ร่วมประชันมาตรฐานและรสชาติอย่างเข้มข้น คัดเฉพาะ “ของดี ของแท้ ของถึง”
เพื่อชิงความเป็นสุดยอดผลไม้แห่งปี
ไฮไลต์ 1 พฤษภาคม 2569
เริ่มเปิดรับผลไม้เข้าประกวดตั้งแต่ 08.00 น. เป็นต้นไป
นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศจันทบุรีศูนย์กลางแหล่งผลิต
“ผลไม้เมืองร้อนคุณภาพระดับประเทศ”
ภายในงานจัดประกวดผลไม้คุณภาพรวม 7 ประเภท 12 ชนิด มีทั้งผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด
นำโดย “ทุเรียน” สายพันธุ์ยอดนิยมทั้ง หมอนทอง ชะนี ก้านยาว นกหยิบ พวงมณี กิจกรรมพิเศษที่ทุกคนรอคอยทุกปีต้องห้ามพลาดชมการประกวด
“ทุเรียนยักษ์”
รวมทั้งการประกวดราชินีผลไม้อย่าง “มังคุด” ทั้งผิวมันและผิวลาย “เงาะ
โรงเรียนและสีทอง ตามมาด้วย ลองกอง สละสุมาลี กล้วยไข่เพื่อการส่งออก
นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถเดินชมงาน “จันทบุรี
สรวงสวรรค์แห่งผลไม้เมืองร้อน ปี 2569” ต่อนเนื่อง 5 วัน
พร้อมอุดหนุนผลไม้รสชาติดีในภาคตะวันออก
และสามารถเดินทางไปเที่ยวฤดูเปิดสวนผลไม้แบบยาว ๆ
สุขภาพ
–8วิธีรับมือกับหน้าร้อนทำด่วนเพื่อสุขภาพป้องกันได้หลายอาการ
หน้าร้อนแต่ละปีหลายคนมักจะมีอาการต่าง ๆ ตามมา เดี๋ยวก็ ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสียบ้าง ดังนั้นควรหันใส่ใจถึงวิธีดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงง่าย
ๆ ทำได้ทนด้วย 8 วิธี
1.ไม่ควรกินน้ำแข็ง หรือดื่มน้ำเย็นจัด
ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อน
กระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง
2.ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก
และควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่
หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถรับประทานได้
3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก
จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่
แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว
หนักหัว ไม่สดชื่น หรืออาจทำให้เป็นหวัดได้
4.การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ
5.ควรเลือกทานอาหารอ่อน ๆ ตอนเช้า เช่น ข้าวต้ม เพราะในช่วงเช้า ยังไม่ควรทานอาหารที่หนัก ๆ
แค่ทานผักผลไม้เยอะ ๆ และหลีกเลี่ยง อาหารทอด ๆ มัน ๆ แห้ง ๆ
6.ควรดูแลสุขภาพของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า
อาหาร ที่อยู่อาศัย และการดำเนินชีวิต
7.หญิงตั้งครรภ์ สิ่งที่ควรปฏิบัติในหน้าร้อน
คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น
อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น อาหารที่กินต้องสะอาด
ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด
ห้ามอาบน้ำร้อนจัด หรือเย็นจัด
8.คน 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก คือ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี
เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หรือถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย
อาจทำให้เกิดอาการ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดตัว ตัวร้อน ได้ง่าย
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –อโกด้าเผยปี69 Gen Z ไทยเที่ยวทริปสั้น/แบ่งปัน/ถี่ขึ้น1-3ครั้ง
“อโกด้า”
แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยข้อมูลผ่าน Agoda
Travel Outlook 2026 พบว่า ปี 2569 กลุ่ม Gen
Z ชาวไทยกำลัง “เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง”
หันมาเน้นเลือกทำกิจกรรมบ่อยขึ้น ด้วยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิต
พักผ่อนลดเครียด
หันมาเลือกทริปสั้นเดินทางบ่อยขึ้นเพื่อเติมพลังให้ตนเองแทนทริปยาวแบบเดิม
โดยให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความคุ้มค่าเป็นหลัก
นิยมอยากแบ่งปันร่วมกับคนรัก ทริปต่าง ๆ
ยังต้องสอดคล้องกับตารางชีวิตและงบประมาณได้อย่างลงตัว
การเลือกจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศ หรือออกสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ
ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้นคือ “มองหาสมดุล”
ที่ลงตัวระหว่างการหลีกหนีความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันกับความคุ้มค่าในราคาเข้าถึงได้
● Gen
Z ไทยสมัยใหม่หันมาเที่ยวทริปสั้นบ่อยขึ้น
Gen
Z ชาวไทยกำลังก้าวสู่ผู้นำเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หันม
อโกด้าระบุปีนี้ Gen Z ชาวไทย 62%
มีแผนจะเดินทางอย่างน้อยบ่อยขึ้น และ 65 % จะเที่ยวสั้น ๆ 1-3
ทริป สะท้อนถึงแนวโน้มการวางแผนได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย
แทนที่จะเลือกวันหยุดยาวตามเทศกาล
เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้นักเดินทางจัดสรรทริปสั้น ๆ
ให้สอดคล้องกับงาน การเรียน ตารางชีวิตส่วนตัวแบบยืดหยุ่นได้
ด้าน
“มุมมองทางสังคม” การเดินทางระยะสั้นบ่อยครั้งขึ้น
ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดอีกอย่าง จากผู้ตอบแบบสอบถาม 44% ระบุพวกเขานิยมเดินทาง “ร่วมกับคู่สมรสหรือคนรัก”
บอกเห็นถึงความต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางสั้น ๆ
แต่บ่อยครั้งกับบุคคลใกล้ชิดมากขึ้น
● เป้าหมายหลัก
: เที่ยวเพื่อรีชาร์จด้วยงบใช้เงินอย่างคุ้มค่า
ปี2569
การเดินทางคือ
การรีชาร์จพลังมากกว่าเน้นเที่ยวชมสถานที่หรือทำกิจกรรมตามที่วางไว้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 77% ระบุเหตุผลหลักในการเดินทางคือการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว
ต้องการหลีกหนีความเครียดในชีวิตประจำวัน
“งบประมาณ”
ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ 72% ระบุเน้นประหยัดค่าใช้จ่าย อีก 34% เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก
เพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ เป็นแนวคิดเรื่องความคุ้มค่าเงิน
“เลือกที่พัก”
นักเดินทางกลุ่มนี้ 57% ให้ความสำคัญกับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกที่พัก
ทั้งจโรงแรมหรือที่พักหรือการเช่า
นางสาวอรรคพร
รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า กล่าวว่า กลุ่ม Gen
Z ชาวไทยกำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางครั้งสำคัญ
มุ่งสู่การท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจนและเน้นเดินทางบ่อยครั้งมากขึ้น
โดยคนรุ่นใหม่ต้องการรีชาร์จและหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน
ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่า อโกด้ามุ่งมั่นตอบโจทย์ดังกล่าวผ่านตัวเลือกที่หลากหลายทั้งที่พัก
เที่ยวบิน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทุกระดับงบประมาณ
พร้อมรองรับทั้งจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก
ปัจจุบันอโกด้ามีที่พักให้เลือกกว่า
6 ล้านแห่ง เส้นทางบิน 130,000 แห่ง
และกิจกรรมมากกว่า 300,000 รายการ
สามารถช่วยให้นักเดินทางวางแผนและจองรวมกันได้ในครั้งเดียวอย่างสะดวกบนแพลตฟอร์มอโกด้า
ทำให้การวางแผนการเดินทางเป็นเรื่องง่าย สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของแต่ละบุคคล
ค้นหาข้อมูลเพิ่มทางแอปพลิเคชัน Agoda หรือ Agoda.com
ข่าวที่สอง –ททท.ปิดจ็อบสงกรานต์ปี69สวนเบญกิติ5วันเงินสะพัด448ล้าน
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า
ททท.ขอบคุณประชาชนไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแล ช่วยเหลือ
ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต
รวมทั้งเป็นต้นแบบการร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม
พร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ประทับใจ
จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง
ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมือเต็มที่โดยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย
สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้ประเทศไทย
และทำให้เกิดภาพงานสงกรานต์อันน่าประทับใจเผยแพร่สู่ทั่วโลก โดยมีสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบเรียลไทม์
ยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทยเป็น 1 ในอีเวนต์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวา
สะท้อนพลังวัฒนธรรมไทยอย่างโดดเด่น
งานที่ ททท.จัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยใช้สวนสาธารณะรองรับนักท่องเที่ยว
และกลุ่มครอบครัวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทั้ง 2 งาน ได้แก่
งานที่ 1 “Maha Songkran
World Water Festival 2026” ระหว่าง 11-15
เมษายน 2569 ที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ตลอด 5 วัน ดึงผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น 300,878 คน เป็นชาวไทย
123,664 คน และต่างชาติ 177,214 คน
สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 448 ล้านบาท
ตอกย้ำศักยภาพมรดกทางวัฒนธรรมและเทศกาลประเพณีไทยสู่สายตานานาชาติ
เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
เสริมสร้างภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก
ตลอดการจัดงานมีกิจกรรมไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด
ได้แก่ การแสดงโดรนสุดตระการตากว่า 1,200 ลำ
ที่เนรมิตท้องฟ้าเหนือสวนเบญจกิติให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งแสงสี
ถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของสงกรานต์ไทย โซนลานเล่นน้ำและคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง
การละเล่นและการแสดงทางวัฒนธรรมไทย ช่วยเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข ความสนุก
เสน่ห์ร่วมสมัยของสงกรานต์ไทยได้อย่างลงตัว
งานที่ 2 “Saneh Art by Songkran Festival 2026”
ททท.สนับสนุนให้เปิดชมฟรีทุกวันจนถึง 30 เมษายน 2569 ตั้งแต่ 10.00–20.00
น.ที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ชวนทุกคนมาสัมผัสประติมากรรมสุดน่ารักทั้ง 6
ชิ้นงานจากศิลปินและคาแรกเตอร์ชื่อดัง ทั้ง Cry
Baby, Mamuang, 2CHOEY, POORBOY และ TOMATO
TWINS
หลังจากนี้สามารถเก็บตกท่องเที่ยว
“เทศกาลสงกรานต์” ในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อีกหลายพื้นที่ทั่วไทย อีก 3 งาน ได้แก่
งานที่ 1 วันไหลพัทยา 2569 วันที่ 17-19 เมษายน 2569
บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
งานที่ 2 ประเพณีสงกรานต์สำราญใจวันไหลเกาะช้าง
วันที่ 19-21 เมษายน 2569 ที่สนามบินเล็ก เกาะช้าง จังหวัดตราด
งานที่ 3 ประเพณีสงกรานต์พระประแดง
ประจำปี 2569 วันที่ 24-26 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการ
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น