ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ททท.เอเชียแปซิฟิกใต้เปิดแผนปี’70ปั๊มรายได้9.4แสนล้าน
ชูThailand NEXTขาย“เซกเมนท์ใหม่-ฮีลใจ-ข้อมูล-ยั่งยืน”
ลุย3งาน “Nhihao+ASEAN India Shopper+LongMemory”
ปรับโฉม“เอ็กซ์โป-โร้ด/เทรดโชว์”-6แอร์ไลน์บินตรงต.ค.นี้
DAVIDOFF”รุกเปิดที่คิงเพาเวอร์รางน้ำแห่งแรกในเอเชีย
“DivanaPop-Up Store”คิงเพาเวอร์จัดโปรพิเศษ500บาท
ททท.รุกตลาด“Gastech 2026”ต่อยอด“Healing/Luxury”
CEOกลุ่มบริษัทบางจากนำทีมร่วมเวทีโลก
APPEC 2026
BFPLบางจาก-BPTพบจุดน้ำมันรั่วเน้นปลอดภัย/ประชาชน
ททท.ชวนเที่ยว“สกายวอล์ก”เช็คอินหน้าฝนทั่วไทย5พิกัด
5 อาหารกินแล้วช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้ดีขึ้น
รร.อินเตอร์คอนเสิร์ฟชุดบุฟเฟต์ทะเลมื้อค่ำสุดพรีเมี่ยม
“Bangkok Flower Fest2026”ครั้งแรกที่ยอดพิมาน กทม.
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวสกายวอล์คทั่วไทย
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/19djsvmzF4/
ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่
รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี’70
ททท.เปิดเกมรุก“ตลาดระยะใกล้/Short haul” ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยว
22.6 ล้านคน เพิ่ม 3.7 % กวาดรายได้ 9.42
แสนล้านบาท โต 5.9 % แชมป์หลัก
“เอเชียตะวันออก” 5 ชาติ โกยกว่า 4.54
แสนล้านบาท งัดหมัดเด็ด “Thailand NEXT” 4 ไฮไลต์ พุ่งเป้า
“ขยายเซกเมนท์รุ่นใหม่-สินค้าเพิ่มประสบการณ์ฮีลใจ-เชื่อมโยงเครือข่ายด้วยข้อมูล-สร้างเชื่อมั่น+ยั่งยืน” ก้าวสู่ปี The Year of Transformation 4 เรื่อง
“แข่งด้วยคุณค่า-ขายประสบการณ์แทนสถานที่-เปลี่ยนสู่เศรษฐกิจวิถีชีวิต-พลิกโฉมการทำงานในองค์กร”จัดชุดใหญ่
3 กิจกรรม “Nhihao Month”
เจาะตลาดจีนกลาง ก.ย.-ต.ค.69 ทำ “ASEAN India+
Shoppers in Thailand 2026” ก.ย.-พ.ย.นี้ เพิ่มอินเดีย ชูเมกะโปรเจกต์
“Short-Haul Long Memory”รุกอาเซียน และพลิกโฉม Value
Over Volume ใหม่ 3 ส่วน “สร้างการรับรู้-ปรับใหม่Expo/Trade/Roadshow-ผนึก 6 แอร์ไลน์” เปิดบินตรง เริ่ม ต.ค.69
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่
รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า
สถานการณ์แนวโน้มตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้เป็นตลาดระยะใกล้ (short
haul) ปี 2569 จากเป้าหมายนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด
32 ล้านคน มีสัดส่วนการเดินทางมาไทยด้วย“จำนวน”
นักท่องเที่ยว 67 %
ทำรายได้ 56 % และมาจากตลาดระยะไกล (Long
haul) จำนวน 33 % ทำรายได้ 44 %
โครงสร้างนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้จากเอเชียและแปซิฟิกใต้ปี
2569 จำนวนรวมประมาณ 22 ล้านคน
คิดเป็น 67 % มาจาก “เอเชียตะวันออก” (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น
ฮ่องกง ไต้หวัน) 10 ล้านคน คิดเป็น 58 % ทำรายได้ 51 % และ “อาเซียน” 9
ประเทศ อีกประมาณ 12 ล้านคน คิดเป็น 42
% ทำรายได้ 49 %
ปีงบประมาณ 2570
เริ่มเดือนตุลาคม 2569-กันยายน 2570
ททท.ตั้งเป้าภาพรวมทั้งหมดจำนวนและรายได้จากตลาดทั่วโลกมาไทยจะเติบโตจากฐานปีนี้เพิ่มอีก
5 % แต่ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือนครึ่ง
(กันยายน-ธันวาคม 2569) ถ้าไม่มีปัจจัยลบใด ๆ
ก็น่าจะใกล้เคียงกับเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้คือใกล้เคียงกันระหว่างปี 2569 กับปี 2570 ตามรายละเอียดดังนี้
● “จำนวน” นักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศรวมทั้งหมด 33.5 ล้านคน เพิ่ม 3.3% แบ่งเป็น ตลาดระยะใกล้ 22.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และตลาดระยะไกล
10.83 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.5%
● “รายได้” จากนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ 1.64 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดระยะใกล้ 940,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% และตลาดระยะไกล
703,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1 %
สำหรับ “ตลาดระยะใกล้/เอเชียและแปซิฟิกใต้” ปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าหมายไว้ดังนี้
●ตลาดเอเชียตะวันออก จำนวน 9.38 ล้านคน เพิ่ม 2% ทำรายได้รายได้ 454,000 ล้านบาท เติบโต 2.2% ประกอบด้วย
“สาธารณรัฐประชาชนจีน” ครองแชมป์ ประมาณ 5.1 ล้านคน เพิ่ม
1% ทำรายได้ 282,000 ล้านบาท เติบโต 1%
● ตลาดอาเซียน 9.15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.3% ทำรายได้ 291,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2%มาเลเซีย ครองแชมป์ 4.45 ล้านคน จะเพิ่ม 0.9% ทำรายได้ 104,000 ล้านบาท เติบโต 1.1%
● ตลาดเอเชียใต้ 3.19 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.5% ทำรายได้ 138,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง19.7% “อินเดีย”ครองแชมป์
2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8% ทำรายได้ 115,500 ล้านบาท เติบโต 18.5
● ตลาดโอเชียเนีย 937,000 คน เพิ่มขึ้น 5.1% ทำรายได้ 56,700 ล้านบาท เติบโต 6%
“ออสเตรเลีย” ครองแชมป์ 831,100 คน เพิ่มขึ้น 4.8% ทำรายได้ 49,400 ล้านบาท เติบโต 5.5%
แผนปี 2570 ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะขับเคลื่อนการตลาดด้วย
Thailand “NEXT” 4 แนวคิด ประกอบด้วย
N : New Demand & New Stories 1.ขยายกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า เช่น เจาะเซกเมนท์ กลุ่มอายุของคนรุ่นใหม่ นักเดินทางครั้งแรก กลุ่มเที่ยวซ้ำ/สนใจท่องเที่ยวเฉพาะ สร้างสมดุลเพิ่มขึ้นจาก ไต้หวัน เมียนมา สิงคโปร์ ควบคู่กับฐานลูกค้าเดิมอย่าง จีน อินเดีย มาเลเซีย โดย ททท.แต่ละสำนักงาน จะเข้าไปศึกษาพฤติกรรมเพิ่มเชิงลึกของแต่ละตลาดที่สามารถขยายกลุ่มใหม่ได้ และ 2.นำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น เป้าหมายทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเวลเนสและกีฬา เพิ่มกิจกรรมหรือสินค้าทางการท่องใหม่
E : Experience Economy ถือเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงมุ่งยกระดับสร้างคุณค่าทางอารมณ์ ทั้ง สินค้า กิจกรรม ได้แก่ 1.นำเสนอขายให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวจะได้รับเชื่อมโยงกับคุณค่าและความประทับใจ เช่น กิจกรรมเฉลิมฉลอง/ฮีลกายใจ หรือ มาทำกิจกรรมวิ่งมาราธอนในกรุงเทพฯ หรือชาวออสเตรเลียตอนวัยรุ่นเคยมาไทยพอสูงวัยก็กลับไปค้นหาประสบการณ์ที่ความประทับใจ หรือ เมียนมา สนใจการท่องเที่ยวด้านเฮลท์เวลเนส มาตรวจสุขภาพ หรือเกาหลี ญี่ปุ่น มาผ่อนคลายเครียดจากการทำงานเป็น Digital Nomad ตามสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลในไทย และสามารถเชื่อมโยงเมืองหลักสู่เมืองรองได้ 2.การนำเสนอสินค้า “เสน่ห์ไทย” อาทิ อาหาร แฟชั่นเสื้อผ้า และไลฟ์สไตล์แบบไทยๆ
X : eXchange & Ecosystem มุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
สร้างพันธมิตรใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ ช่วยให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสะดวกสบายมากขึ้น
T : Trust & Sustainable Growth ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการเติบโต
และการรักษาสิ่งแวดล้อม การจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้ความสำคัญด้านคุณภาพของสินค้าและบริการ ผ่านโครงการ CF-Hotel,
Thailand Tourism Awards, STGs แต่ละตลาดจะนำไปสร้างการรับรู้ให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น
นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวว่า ปี 2570 ประกาศนำการท่องเที่ยวของประเทศมุ่งสู่
The Year of Transformation โดยจะเปลี่ยนผ่านสำคัญ 4 เรื่อง
ได้แก่
เรื่องที่ 1 เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยปริมาณ
สู่การแข่งขันด้วยคุณค่า สร้าง Meaningful และ High
Value Tourism ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการเดินทาง ทั้งต่อนักท่องเที่ยว
ชุมชน และประเทศ
เรื่องที่ 2
เปลี่ยนจากการขายสถานที่ สู่การขายประสบการณ์ที่มีความหมาย ผ่านภูมิปัญญา วัฒนธรรม
อัตลักษณ์ และจุดแข็งในมิติต่างๆของไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนได้
เรื่องที่ 3
เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับ Life Economy เศรษฐกิจวิถีชีวิต
ที่สร้างความมั่ง ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้นมีความสุขมากขึ้น
และดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เรื่องที่ 4 เปลี่ยนจากการทำงานในองค์กร
ปรับระบบทำแบบแยกส่วนมาร่วมกันไปด้วยกัน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้น-กลาง-ปลายน้ำ
ซึ่ง ททท.ทำต่อเนื่องมาตลอดกับ สายการบินนานาชาติ ตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) บริษัทนำเที่ยว โรงแรม แพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า
ร้านสะดวกซื้อ และอื่น ๆ
แต่ปี 2570 จะเพิ่มการดำเนินงานใหม่เจาะและตอบสนอง “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงลึก”
เช่น นักท่องเที่ยวแต่ละตลาดเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้ว “ใช้จ่ายเงิน”
ซื้อสินค้าประเภทใด ซึ่งมีพันธมิตร บางห้างทำข้อมูลร่วมกับ
ททท.แล้วนำไปใช้กับการนำเสนอขายในงาน Trade, Fair สร้างกิจกรรม
D.I.Y.ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
หรือแม้แต่การผลิตสื่อ คลิปหนังโฆษณา แบนเนอร์ เช่น อินเดีย ชอบซื้อเครื่องหอมผ่าน
Clip MV
นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวว่า
การขับเคลื่อนช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 จะทำ “กิจกรรมหรือโครงการต่าง
ๆ” เบื้องต้น 3 กิจกรรม ดังนี้
กิจกรรมแรก จัด “หนีห่าว มันธ์- Nihao Month” รองรับ
“ตลาดจีน” เริ่มปลายเดือนกันยายน 2569 ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์
ต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคมเป็นวันชาติจีน ประกอบด้วย 2 กิจกรรม
ได้แก่
1.สวัสดี หนีห่าว/Sawasdee
Nihao ททท.ในจีน 5 สำนักงาน จัดแฟมทริ (24-30 กันยายน 2569 นำ KOL, KOC จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อนำเสนอการท่องเที่ยวไทยเชิงประสบการณ์
โดยจะพาไปตามแหล่งท่องเที่ยวแยกตามเส้นทาง กระจายสู่เมืองน่าเที่ยว เชียงราย
กระบี่ พังงา โดยนัดรวมตัวกันที่กรุงเทพฯ
เน้นกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ตลอดเทศกาลไหว้พระจันทร์ของไทย
2.หนีห่าว มันธ์ /Nihao
Month เริ่ม 15 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 เป็นช่วงมีวันหยุดยาว
ททท.จะทำ Chiness Passport Privillage ร่วมกับพันธมิตรมอบสิทธิพิเศษ
ทำเซลโปรโมชั่น โดยออกแบบให้ตรงกับความต้องการนักท่องเที่ยวจีน ทั้งห้างสรรพสินค้า
ดิวตี้ฟรี ช้อปิ้งมอลล์ ร้านอาหาร สปา ภาคบริการ ระบบบขนส่ง/เดินทาง
ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง
เพราะนักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้แอพลิเคชั่น สั่งอาหาร จองรถ และอื่น ๆ
กิจกรรมที่ 2 ASEAN India+ Shoppers in
Thailand 2026 เจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียใต้
ที่มีความชื่นชอบสินค้าแตกต่างกันไป เพื่อ “เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว” ททท.จะเปิดให้ร่วมสนุกตอบคำถามเมื่อมาถึงเมืองไทยผ่านเว็บไซต์
aseanindiashoppers.com หรือสแกน QR Code ช่วงกันยายน-พฤศจิกายน 2569 เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง
ๆ เช่น คูปองส่วนลดจากร้านค้า สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เช่น
ชอบซื้อยาดม ผลิตภัณฑ์คราฟท์ไทย อาหารท้องถิ่น
กิจกรรม 3 ทำเมกะโปรเจกต์ “Short-Haul Long Memory” นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวในเมืองรอง
มุ่งสร้างความประทับใจให้กลุ่มเดินทางมาซ้ำ ๆ แล้วไปสัมผัสสถานที่ใหม่
ปัจจุบันถึงแม้จะจังหวัดยอดนิยม/Popular อย่าง กรุงเทพฯ
ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย/สุราษฎร์ธานี ดังนั้นปี 2570 ททท.จะคัดเลือก “จังหวัดเชื่อมโยงที่มีศักยภาพ”
โดยจะร่วมกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อผลักดันเปิดบินตรงในประเทศ
แล้วทำพีอาร์จังหวัดนั้น ๆ ในโครงการดังกล่าว ก่อนทำการทดสอบสินค้า (Product
Testing)
ซึ่งจะทำให้ยาวต่อเนื่องสอดคล้องกับความต้องการเดินทางไปสู่จุดใหม่ ๆ เป็นอีก Link Plus ของ
ททท.แล้วก็ช่วยกันพัฒนาให้เติบโตต่อไป
นางสาวภัทรอนงค์กล่าวว่า ปี 2570 จะขับเคลื่อนแผนการตลาดท่องเที่ยวตลาดเอเชียและแปซิฟิกโดยเน้นมูลค่ามากกว่าปริมาณหรือ
“Value Over Volume” ให้สำเร็จ
เบื้องต้นอาจจะต้องใช้ Value with Volume ไปก่อน เช่น นักท่องเที่ยวที่มาด้วยจำนวนมาก
(mass)
จะเร่งสร้างคุณภาพให้เกิดมูลค่าการใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวเพิ่มในเมืองไทย
จากนั้นจึงจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ “มูลค่า” มากขึ้น ด้วยเครื่องมือและกลไกการตลาด 3
ส่วน
● ส่วนที่
1 สร้างการรับรู้ เพราะหลายประเทศอาจจะยังไม่รู้ เช่น ตลาดจีน
ที่ผ่านมาใช้ KOL, KOC แต่ผู้ที่สามารถชักนำตลาดได้จริงคือ
“นักท่องเที่ยวจีนด้วยกันเอง” หรือ NGC :New Generation of Consumers เดินทางมาเที่ยวแล้วนำไปรีวิวแบบธรรมชาติ
เมื่อนักท่องเที่ยวไปเสิร์ซข้อมูลจะ “สร้างน่าเชื่อถือ” ได้ดีกว่า ส่วน KOL,
KOC ก็จะเน้นทำพีอาร์แหล่งท่องเที่ยว
แล้วก็นำข้อมูลรีวิวของนักท่องเที่ยวไปเผยแพร่สื่อสารผ่านออนไลน์และออฟไลน์ของ
ททท.นำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่นักท่องเที่ยวได้เดินทางมาไทย หรือคลิป VDO เน้นสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว
● ส่วนที่
2 ปรับรูปแบบใหม่ของประเทศไทยในการเข้าร่วมงาน
เอ็กซโป เทรดโชว์ โรดโชว์ การท่องเที่ยว
-เน้นลงทุนตกแต่งคูหาแบบร่วมสมัยมากขึ้น
ใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมแหล่งท่องเที่ยวใหม่และกิจกรรม DIY สร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายใหม่มากขึ้นกับกลุ่ม GenZ มีตัวอย่างจากการไปจัดงานล่าสุด ITE
2026 ที่เวียดนาม
รวมทั้งอีกหลายประเทศในอาเซียนมักจะมองไทยเป็นจุดหมายปลายทางเก่า (Old
Destination) ต่อไปการออกบูธจะยกตลาดใหม่ เช่น ย่านทรงวาด
มีจุดขายทันสมัยในเส้นทาง Street Art หรือกิจกรรมจะงานคราฟท์ตามกระแสนิยมมากขึ้น
-ปรับรูปแบบจากการเจรจาธุรกิจแบบเดิม
(B2B Matching) ทั่วไป หันมาทำเพิ่มเป็น "B2B2C” เน้นเจาะสนใจท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น
Luxury, Wellness, และ Wedding Planners ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อคัดเลือกตัวแทนผู้ซื้อ
(buyer) ที่มีคุณภาพสูงจริงมาเจรจากับผู้ประกอบการตัวแทนการขายไทย
ตัวอย่างการเข้าร่วมงานเทรด/โรดโชว์ ระหว่างเดือนกันยายน
2569 -มกราคม 2570 ททท.เตรียมเข้าร่วม 7 งาน
งานแรก : Amazing
Thailand Roadshow to Australia 2026 วันที่ 22, 24 กันยายน นครซิดนีย์ และนครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย จะนำกิจกรรมความสดใหม่
น่าสนใจ เข้าไปสร้างประสบการณ์
งานที่ 2 : Tourism
EXPO Japan (TEJ) 2026 วันที่ 24-27 กันยายน ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น
เชิญมาสคอตสุขใจกับรักยิ้ม ไปเปิดตัวในงานดังกล่าว
งานที่ 3 : COITM2026 วันที่ 14-17 ตุลาคม จะนำเสนอคอนเทนท์เกี่ยวกับพื้นที่มรดกโลกหรือ
UNESCO world heritage site และ UNESCO intangible
cultural heritage
งานที่ 4 : International Tourismus Borse (ITB Asia) 2026 วันที่ 21-23 ตุลาคม ที่มารีน่า เบย์ แซนด์ Marina สิงคโปร์
งานที่
5 : China International Travel Mart (CITM 2026) วันที่ 12-14 ธันวาคม ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน
สาธารณรัฐประชาชนจีน
งานที่
6 : South Asia Travel & Tourism Exchange (SATTE) 2027
วันที่ 19-21 มกราคม 2570
ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย
งานที่
7 : Outbound Travel Mart (OTM) 2027 วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2570 นครมุมไบ อินเดีย
● ส่วนที่
3 ความร่วมมือกับสายการบินนานาชาติ เปิดเส้นทางบินใหม่ตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ทยอยบริการบินตรง ไป-กลับ แล้ว 6 สายการบิน
ดังนี้
-สายการบินทรานส์นุสา
อินโดนีเซีย บิน บาหลี-ภูเก็ต 4 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 9 กันยายน 2569
- เวียดเจ็ทไทยแลนด์ 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.กัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ 7 เที่ยว/สัปดาห์
เริ่ม 9 ตุลาคม นี้ 2.ฟูกูโอกะ-กรุงเทพฯ 4 เที่ยว/สัปดาห์
เริ่ม 25 ตุลาคม
-สายการบินเวียตเจ็ทแอร์
บิน โฮจิมินห์-เชียงใหม่ 4 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่ม 25 ตุลาคม นี้
-Ruili Airline ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
บิน สิบสองปันนา-เชียงใหม่ 1เที่ยว/สัปดาห์ เริ่ม
28 ตุลาคม นี้
- สายการบินแอร์ปูซาน บิน ปูซาน-เชียงใหม่
4 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่ม 11 พฤศจิกายน จากนั้นจะเพิ่มเป็น
6 เที่ยว/สัปดาห์ ระหว่าง 25 ธันวาคม 2569-28 กุมภาพันธ์ 2570
- การบินไทย บิน กรุงเทพฯ-ดานัง 7 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่ม 1 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1- DAVIDOFF”นำแบรนด์เปิดที่คิงเพาเวอร์รางน้ำแห่งแรกในเอเชีย
“DAVIDOFF” เปิดแล้ววันนี้ ที่ “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ” ชั้น 1 ป๊อปอัพสโตร์เครื่องหนังสุดลักชัวรี สาขาแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกับแอคเซสเซอรีหรูและคอเลกชั่นสุดไอคอนิกที่ได้รับการออกแบบทุกชิ้นรังสรรค์เพื่อการใช้งานได้ในทุกๆ วัน กับสไตล์โดดเด่นลงตัว
DAVIDOFF นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ลักชัวรีระดับตำนานสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เลือกปักหมุดใจกลางเมืองประเทศไทยและ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 1 เป็นจุดหมายปลายทางแห่งแรกในการขยายธุรกิจเครื่องหนังสุดลักชัวรี ที่จะดึงดูดผู้มาเยือนดื่มด่ำไปกับการผสานมรดกความเป็นสวิต ฝีมืออันประณีต ดีไซน์ร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านคอลเลกชันเครื่องหนังสุดพรีเมียม
“เอเดรียน ไมลี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ZINO DAVIDOFF SA เปิดเผยว่า คิง เพาเวอร์ คือจุดหมายสำคัญที่รวบรวมนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกเอาไว้ในที่เดียว จึงเหมาะอย่างยิ่งนำคอลเลกชันเครื่องหนังผู้ชายของแบรนด์แนะนำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยตั้งใจจัดพื้นที่ DAVIDOFF ให้ความรู้สึกเข้าถึงและเป็นมิตร ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“MOTION” นิยามใหม่ความเรียบหรู หนึ่งในคอลเลกชันไฮไลต์ป๊อปอัพครั้งนี้ คือ “กลุ่มเครื่องหนังผู้ชาย” ที่มีความร่วมสมัยตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความประณีตดีไซน์เรียบหรู มอบความแข็งแกร่งในการใช้งาน ผลิตจากหนังคุณภาพเยี่ยม โดดเด่นด้วยรายละเอียดซิกเนเจอร์อย่างตะเข็บ PIZZICATO ฮาร์ดแวร์ดีไซน์เฉพาะที่ผสานความมีเอกลักษณ์เข้ากับการใช้สอยได้อย่างลงตัว
“COMPACT” คอลเลกชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ความเร่งรีบ
ด้วยดีไซน์เพรียวบางแต่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชันการใช้งาน
วัสดุที่เลือกใช้มีความเบาสบาย ตัวกระเป๋าผลิตจากหนัง SAFFIANO ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ดีไซน์สวย
เน้นความเรียบง่าย พร้อมการตัดเย็บอันประณีต ทำให้เป็นไอเท็มคู่ใจทั้งในวันทำงาน
และการเดินทาง
พบกับแบรนด์เครื่องหนังสุดหรู DAVIDOFF ได้แล้ววันนี้ที่
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 1 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
LINE Official Account : @KINGPOWER หรือ KING POWER
CONTACT CENTRE โทร.1631
ข่าวที่ 2 -“Divana Pop-Up Store”คิงเพาเวอร์จัดโปรพิเศษ500บาท
“Divana” Pop-Up
Store” ชั้น 1 คิง เพาเวอร์
ชวนมาเติมเสน่ห์ให้ทุกพื้นที่ด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ครบทุกไอเทมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อน
ตั้งแต่เทียนหอม ก้านไม้หอม น้ำมันอโรม่า น้ำมันนวด ไปจนถึงออยล์น้ำหอม
ช่วงนี้จัดโปรโมชั่นพิเศษ แวะมาช้อปได้เลย
1.เมื่อช้อป Hand
Cream รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Workshop Charm สุดน่ารัก
ฟรี!
2.ช้อปสินค้าใดก็ได้
รับ Voucher สปา มูลค่า 500 บาท ฟรี!
มาค้นพบกลิ่นโปรดของคุณ
และสัมผัสโลกแห่งการผ่อนคลายในแบบ Divana เจ้าของผลิตภัณฑ์
3 แบบ ได้แก่
แบบแรก : เครื่องหอมและสปา
มีทั้งน้ำหอมพรีเมียม น้ำมันหอมระเหย ก้านไม้หอมปรับอากาศ
แบบที่สอง : ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย มีทั้งครีมทามือ โลชั่น น้ำมันนวดบำรุงผิว
แบบที่สาม : บริการสปา ทรีตเมนต์นวดผ่อนคลาย นวดอโรมา บริการเวลเนสหลายสาขา กระจายอยู่ตามจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของไทย
สำหรับที่ “คิง เพาเวอร์”
แบรนด์ดังกล่าวมีผลิตภัณฑ์เครื่องหอม สปา และดูแลผิวกาย บริการครบวงจร
ข่าวที่
3-ททท.รุกตลาด“Gastech 2026”ต่อยอด“Healing/Luxury”
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ร่วมเปิดเวทีงาน “Gastech
Exhibition and Conference : Gastech) 2026”ประชุมเชิงวิชาการและนิทรรศการด้านพลังงานระดับโลก
วันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยมีกระทรวงพลังงาน
เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ภายในงาน
ททท.ได้ถ่ายทอดศักยภาพการท่องเที่ยวไทยผ่าน “Power of Journey” ต่อยอดจากแนวคิด “Healing is the New Luxury” ภายใต้ธีม
“Feel All The Feelings”
มุ่งถ่ายทอดพลังของการเดินทางผ่านประสบการณ์เชื่อมโยงทั้งกายใจและความรู้สึก
พร้อมเปิดมุมมองใหม่ “ประเทศไทย” ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและ MICE ให้กับกลุ่มผู้นำ นักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก ระหว่าง 14–17 กันยายน 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน “Gastech Exhibition and Conference : Gastech)
2026” พร้อมเข้าร่วมงานนำโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Mr. Christopher Hudson, President of dmg
event และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ผู้ว่าฐาปนีย์ ย้ำว่า ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด
“Healing is the New Luxury” ให้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ผู้มองหาประสบการณ์ที่มีความหมายและช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิต
ผ่านการนำเสนอ “Power of Journey” มองการเดินทางไม่ได้มีเพียงการค้นพบสถานที่ใหม่
แต่คือ “โอกาสในการหยุดพัก” เชื่อมโยงกับความรู้สึก และเติมพลังเพื่อกลับไปก้าวต่อในการดำเนินชีวิต
สะท้อนให้เห็นถึงพลังการเดินทางได้อย่างหลากหลายมิติ ทั้งการพักผ่อน
การเรียนรู้วัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ วิถีชีวิต กิจกรรมเวลเนส ล้วนมีส่วนช่วยเติมพลัง
สร้างความสมดุล มอบประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมนำเสนอไทยตอบโจทย์ การพักผ่อน
การเรียนรู้ การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายของนักเดินทางคุณภาพ และกลุ่ม MICE
จากนานาประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกอย่างเต็มประสิทธิภาพ
งาน Gastech 2026 วันที่ 14–17 กันยายน นี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
กรุงเทพฯ เป็นเวทีระดับโลกได้รวบรวมผู้นำภาครัฐและภาคเอกชน
ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงาน นักลงทุนจากทั่วโลก มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ครอบคลุมเทคโนโลยีก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และพลังงานสะอาด โดยมีบริษัทชั้นนำด้านพลังงานกว่า 1,000
แห่ง
ตลอดงานคาดจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000
คน จากทั่วโลก 150 ประเทศ โดยได้จัด การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี
(Ministerial Roundtable) การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic
Conference) การประชุมเชิงเทคนิค (Technical Conference) นิทรรศการด้านพลังงาน
ตลอดจนการเจรจาจับคู่พันธมิตรทางธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงาน
“ททท.” ลงทุนเปิดบูธประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยภายใต้ธีม
“Feel All The Feelings” เน้นการถ่ายทอด “Power
of Journey” ผ่านแนวคิด “Healing is the New Luxury” พร้อมแจกของที่ระลึก “ยาดมสมุนไพร”
สะท้อนภูมิปัญญาไทยผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
และกระตุ้นให้ผู้เยี่ยมชมบูธในงานมองการเดินทางมากกว่าการค้นพบสถานที่ใหม่
แต่เป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย ช่วยเติมเต็มทั้งร่างกาย จิตใจ และสมดุลของชีวิต
เปิดให้ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้หยุดพัก
ผ่อนคลาย เติมพลัง เชื่อมโยงกับความรู้สึก
ผ่านประสบการณ์ที่ถ่ายทอดประเทศไทยด้วยรสชาติ กลิ่น เสียง
การเคลื่อนไหวกับประสบการณ์สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยหลายมิติ
ทั้งศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัย อาทิ
การสาธิตและทดลองชงชาไทย การแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ กิจกรรมนวดแผนไทย
และการสาธิตมวยไทย
สะท้อนพลังของการเดินทางที่สร้างทั้งความสุขและความหมายให้กับชีวิต
รวมทั้งได้นำเสนอแนวคิด “20
Low Carbon Lifestyles” ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เชื่อมโยงกับธรรมชาติ วิถีชุมชน รูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลก
สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวโดยให้ความสำคัญกับทั้งคุณค่าของประสบการณ์และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้การเดินทางร้างความสุขแก่ผู้เดินทาง ควบคู่การดูแลโลกอย่างเป็นมิตรกับทรัพยากรธรรมชาติทั่วเมืองไทย
ข่าวที่ 4- CEOกลุ่มบริษัทบางจากนำทีมร่วมเวทีโลก APPEC
2026
นายชัยวัฒน์
โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นำกลุ่มบริษัทบางจากเข้าร่วมงาน
Asia Pacific Petroleum Conference 2026 (APPEC 2026) ครั้งที่
42 ที่สิงคโปร์ ในฐานะผู้สนับสนุนงานซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันและสินค้า
โภคภัณฑ์โลกในเอเชีย ในงานรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีกว่า 1,200 คนจาก 55 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางตลาดน้ำมันเอเชียแปซิฟิก
การเปลี่ยนแปลงของอุปทานโลก และอนาคตของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
พร้อมทังให้สัมภาษณ์พิเศษ
“Rob Westervelt” Head of Content, S&P
Global Energy Events ผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารธุรกิจพลังงานในโลกที่ผันผวนกลายเป็นภาวะปกติ
โดยชี้ให้เห็น “โจทย์สำคัญ” ไม่ใช่การคาดการณ์ตลาดให้ถูกต้องทุกครั้ง แต่ต้องออกแบบธุรกิจให้สามารถจัดหา
แปรรูป ส่งมอบพลังงานได้แม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ทางกลุ่มบริษัทบางจากจึงให้ความสำคัญเรื่องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์
เชื่อมโยงแหล่งพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง เข้ากับ การค้า
โลจิสติกส์ และการบริหารความเสี่ยง
เพื่อเปลี่ยนแหล่งจัดหาและการส่งมอบได้ตามสถานการณ์ ควบคู่การลงทุนในธุรกิจหลักและพลังงานคาร์บอนต่ำไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ต้องเสริมกันเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานวันนี้และสร้างทางเลือกสำหรับอนาคต
นายชัยวัฒน์ยังให้สัมภาษณ์สื่อภายในของ
Morgan Stanley ในหัวข้อ “In Conversation with
the CEO” โดย Mr. Mayank Maheshwari, Equity Analyst, Morgan
Stanley Asia (Singapore) Pte. ตอกย้ำมุมมองต่อสถานการณ์ตลาดเชื้อเพลิง
นโยบายภาครัฐ แนวโน้มอุตสาหกรรมการกลั่นโลก
และแนวทางการจัดสรรเงินลงทุนของกลุ่มบริษัทบางจากด้วย
“นายบัณฑิต
หรรษาไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมบรรยาย Keynote Presentation หัวข้อ
“Asia Refining Outlook – Capacity, Competition, and Margins” โดยเสนอว่าโรงกลั่นที่สามารถแข่งขันได้ในภาวะตลาดผันผวนต้องบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพ และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์
การเชื่อมโยงธุรกิจการค้าและโลจิสติกส์
ไปจนถึงการปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ควบคู่การรักษาสมดุลระหว่าง
“ความมั่นคง” ทางพลังงาน “ราคา” ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และ “ความยั่งยืน” ด้านสิ่งแวดล้อม
พร้อมยกตัวอย่างต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นเดิมสู่การผลิตเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ด้วยหน่วยผลิตของบางจากสามารถปรับการผลิตระหว่าง
SAF และ HVO ตามความต้องการของตลาด
และเชื่อมต่อกับระบบโลจิสติกส์ที่มีอยู่ได้
กลุ่มบริษัทบางจากยังได้ร่วมออกบูธนิทรรศการนำเสนอผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และกรีนดีเซล (HVO)
ซึ่งผู้ร่วมงานให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
สะท้อนความต้องการเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นในภาคการบิน การขนส่ง
และอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน ได้ยาก
“นางกลอยตา
ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท
บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาสัปดาห์เดียวกันในงาน IFFW
Singapore Brief 2026 จัดโดย International Future Fuels
Week (IFFW) หัวข้อ “Building Bankable Future Fuel Markets
Across Asia-Pacific” โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการวัตถุดิบ
และสะท้อนว่ากลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ SAF และเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำขยายตัวได้ในระดับที่ต้องการ
นโยบายที่ชัดเจน การกำหนดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง
สัญญารับซื้อระยะยาวจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความแน่นอนของอุปสงค์ทำให้โครงการสามารถระดมเงินทุนได้
อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นความท้าทายสำคัญ
ในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการนำเชื้อเพลิงไปใช้ต้องทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบการเข้าร่วม
APPEC 2026 และ IFFW Singapore Brief 2026 แสดงให้เห็นถึงแนวทางของกลุ่มบริษัท บางจาก ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน
(Energy Security and Resiliency) ควบคู่การพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำเชื่อมโยงความพร้อมด้าน
แหล่งพลังงาน การกลั่น การค้าและโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และตลาด
เพื่อรองรับทั้งความต้องการพลังงานในปัจจุบันและการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว
ข่าวที่
5- BFPLบางจาก-BPTพบจุดน้ำมันรั่วเน้นปลอดภัย/ประชาชน
บริษัท
กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL)
ธุรกิจในกลุ่มของบางจากที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ กับ บริษัท
บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติม
“กรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับพระราม 3” ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม
เนื่องจากอาจมีน้ำมันรั่วซึมจากแนวท่อส่งน้ำมันในบริเวณดังกล่าว
โดยขณะนี้ทั้งสองบริษัทได้ควบคุมพื้นที่และเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด
เพื่อยืนยันจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริง และหากยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้
จะเร่งจัดทำแผนซ่อมแซมเสนอกรมธุรกิจพลังงานและดำเนินการโดยเร็ว
พร้อมบริหารจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องทางอื่นเพื่อให้การจัดส่งน้ำมันดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ BFPL
และ BPT ได้ตรวจสอบจุดเปิดหน้าดินและบริเวณแนวท่อช่วงถนนเชื้อเพลิง
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบคราบและกลิ่นน้ำมันในระยะแรก
ผลการตรวจสอบตามที่รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569
ไม่พบความผิดปกติของท่อในบริเวณที่ตรวจสอบ เนื่องจากยังไม่สามารถระบุที่มาของการปนเปื้อนน้ำมันได้
จึงเดินหน้าขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณโดยรอบ
และพบร่องรอยน้ำมันเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง
ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้
BFPL
และ BPT จะเร่งตรวจสอบเพื่อ “ระบุตำแหน่งและลักษณะความเสียหาย”
ให้ชัดเจน หากพบ
ความเสียหาย จะดำเนินการซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน
พร้อมส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบ
ภายหลังการซ่อมแซม ทั้งสองบริษัทจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent
Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร
เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอื่นใด
ระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ “ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ
BPT ขณะที่ “BFPL” เป็นบริษัทใน
“กลุ่มบริษัทบางจาก” ได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ
รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565
ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการตรวจสอบและทบทวนมาตรการดูแลระบบท่อ
ตลอดจนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบบท่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งดูแล
เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม
พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และ
ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงได้สื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ชุมชน
ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จากเหตุการณ์ครั้งนี้
ช่วงที่ 2 ความฟินกับประสบการณ์เที่ยวเมืองไทย แต่ละฤดูให้ความรู้สึกประสบการณ์ฟินต่างกัน
กรีนซีซั่น หรือหน้าฝนกันยายนนี้ ททท.ชวนเที่ยว“สกายวอล์ก”เช็คอินหน้าฝนทั่วไทย5พิกัด
แล้วเลือก “5 อาหารช่วยนอนหลับ” ได้ดีขึ้นกินแล้วดีต่อสุขภาพ
เกาะติดข่าวสายการบิน “รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ” เสิร์ฟชุดบุฟเฟต์ทะเลมื้อค่ำสุดพรีเมี่ยม
ข่าวที่สอง สายเทศกาล ปักหมุดเที่ยว “Bangkok
Flower Fest2026” จัดครั้งแรกที่ยอดพิมาน กทม.
ท่องเที่ยว –ททท.ชวนเที่ยว “สกายวอล์ก”
เช็คอินหน้าฝนทั่วไทย 5 พิกัด
ไปเที่ยวเมืองไทยให้ฉ่ำใจด้วยกัน
นักเดินทางที่ชอบสัมผัส “ประสบการณ์ท้าทายทางธรรมชาติ”
พักร่างแบบดื่มด่ำความเขียวขจีหน้าฝน มองลงมาจากมุมสูงโดยลองไปเดินบนทางกระจกใส “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
(ททท.) เปิดสกายวอล์คทั่วไทยวิวสวย ๆ สบายตา ใกล้ที่ไหนไปให้เช็คอินแบบรัว ๆ
ได้เลย 5 พิกัด
● พิกัดที่ 1 : สกายวอล์กผาเงาสามแผ่นดิน
วัดพระธาตุผาเงา จ.เชียงราย ชมวิวแม่น้ำโขงทอดยาวท่ามกลางทิวเขาเขียวขจี ช่วงวันอากาศดี
ๆ ท้องฟ้าเปิดแสงแดดแจ่มใส นักท่องเที่ยวก็จะได้ชมทิวทัศน์มุมสองครบทั้ง 3 ประเทศ ไทย เมียนมา สปป.ลาว
● พิกัดที่ 2 : สกายวอล์กเชียงคาน
บริเวณพระใหญ่ภูคกงิ้ว จ.เลย อีกหนึ่งชมจุดชมวิว “แม่น้ำเหือง” ไหลมาบรรจบกับ “แม่น้ำโขง”
เกิดปรากฏการณ์วิวแม่น้ำสองสี เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.30 - 18.00 น.
● พิกัดที่ 3 : สกายวอล์กวัดเขาตะแบก
จ.ชลบุรี สะพานกระจกกลางขุนเขาใกล้กรุง เดินชมผืนป่าเขียวจากมุมสูงพร้อม ทดสอบความกล้าบนพื้นกระจกใส
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น.
● พิกัดที่ 4 : สกายวอล์กเมืองกาญจนบุรี
จ.กาญจนบุรี ชมจุดที่แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยไหลมาบรรจบกัน ก่อนรวมเป็นแม่น้ำแม่กลอง
แนะนำให้นักท่องเที่ยวมารวมตัวกันช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าลมสบาย ๆ ไปพร้อม
ๆ กับชมวิวเมืองและสายน้ำสบายตา เปิดทุกวันธรรมดา จันทร์ - ศุกร์ 09.00 -
18.00 น.
ส่วน
เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ขยายเวลาเปิดและปิดเป็น 08.00 - 19.00 น.
● พิกัดที่
5 : สกายวอล์กอัยเยอร์เวง
จ.ยะลา แลนด์มาร์กชมทะเลหมอกชื่อดังแห่งเบตงชมวิวแบบพาโนรามาเหนือผืนป่าและขุนเขาเขียวชุ่มฉ่ำ
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 05.30 - 16.30 น.
คำแนะนำการเตรียมตัว ก่อนออกเดิน เที่ยวชมสกายวอล์กแต่ละแห่ง
ทำให้พร้อม 3 เรื่อง ดังนี้
-สวมถุงคลุมรองเท้า
ที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ทับรองเท้าอีกชั้น เพื่อช่วยรักษาความสะอาดและป้องกันรอยขีดข่วนบนพื้นกระจก
-แต่งกายสุภาพ
โดยเฉพาะสถานที่ที่ตั้งอยู่ในเขตวัด ควรหลีกเลี่ยงกระโปรงหรือกางเกงที่สั้นเกินไป
เนื่องจากเป็นพื้นกระจกใส
-ระวังของตก ถือสิ่งของ
กล้องและโทรศัพท์อย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎของแต่ละสถานที่และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
สุขภาพ –5 อาหารกินแล้วช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้ดีขึ้น
1.โปรตีนไร้ไขมัน เลือกรับประทาน เช่น เนื้อไก่
เนื้อปลา ชีสไขมันต่ำ ไข่ขาว ถั่วเหลือง และเมล็ดฟักทอง ซึ่งมีทริปโตเฟน
หรือกรดอะมิโนช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน หลีกเลี่ยงกินชีสไขมันสูง ปีกไก่ ปลาทอด
เพราะย่อยยากกว่า ส่งผลต่อคุณภาพการนอน
2.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : ทำมาจากธัญพืชไม่ขัดสี
เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
แทนอาหารทำจากแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีที่ส่งผลทำให้ระดับเซโรโทนินในร่างกายลดลง
ส่งผลต่อคุณภาพการนอน
3.กรดไขมันดีต่อหัวใจ : รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัวจาก
วอลนัต อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิสตาชิโอ เพื่อเพิ่มระดับโซโรโทนินและดีต่อสุขภาพหัวใจ
ไม่รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์ เช่น เฟรนช์ฟราย
มันฝรั่งทอด ซึ่งจะไปลดระดับเซโรโทนินในร่างกาย
4.อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง :
แมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับ การปรุงอาหารสูงมื้อเย็น
เช่น ปวยเล้ง ถั่วเปลือกแข็ง อโวคาโด ถั่วดำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับได้
5. ชาสมุนไพรหรือนมอุ่น ๆ การดื่มชาสมุนไพร
เช่น ชาคาโมไมล์หรือชาเปปเปอร์มินต์หรือนมอุ่น ๆ ช่วยให้ผ่อนคลายหลับสบาย
การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจส่งผลต่างกันไปในแต่ละบุคคล
บางคนอาจรู้สึกตื่นตัวแม้ว่าจะดื่มกาแฟไปเพียงนิดเดียว
หากมีปัญหาเรื่องการนอนแต่ชอบดื่มกาแฟ ไม่ควรดื่มกาแฟหลัง 10 โมงเช้า
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก
–รร.อินเตอร์คอนเสิร์ฟอลังการบุฟเฟต์ทะเลสุดพรีเมี่ยมมื้อค่ำ
“โรงแรม
อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ” แนะนำ “บุฟเฟ่ต์” อาหารทะเลและนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม
สวรรค์ของคนรักอาหารทะเลที่มีนานาชนิดคุณภาพเยี่ยมสดใหม่พร้อมให้บริการเป็นประจำทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ในบรรยากาศสุดหรูหราที่
“ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่”
เริ่มต้น “บุฟเฟ่ต์พรีเมี่ยมมื้อค่ำ”
อาหารทะเลและนานาชาติด้วยอาหารทะเลนำเข้าสดใหม่ ทั้งหอยนางรมสดไอริส หอยนางรม ฟิน
เดอ แคลร์ ไข่ปลาคุณภาพนานาชนิด เช่น อัฟรูกา คาเวียร์ ไข่ปลาแซลมอน
ไข่ปลาลัมพิชสีดำ และไข่ปลาลัมพิชสีแดง ยังมีอาหารทะเลลวกสุกกำลังพอดีแช่เย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง
ได้แก่ ขาปูยักษ์สีทอง แคนาเดียนล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก
หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และปูม้านึ่ง
อาหารแนะนำจากมุมบาร์บีคิว
ได้แก่ ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว
พลาดไม่ได้กับกุ้งลายเสือย่างแคบเปอร์ซอส ส่วนกุ้งแม่น้ำอบสมุนไพรเสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน
เป็นอาหารพิเศษที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำศรีลังกาขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสมุนไพรสูตรพิเศษที่รับรองว่าจานเดียวไม่เคยพอ
ส่วนท่านที่ชื่นชอบเนื้อ แนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร และสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมและสมุนไพร ที่สามารถสั่งย่างให้สุกตามชอบแบบจานต่อจาน
“มุมอาหารพิเศษ” มีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด
ปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการอย่างไม่จำกัด
ส่วนมุมอาหารจีนก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง แสนอร่อยที่ใครต่อใครได้ชิมล้วนติดใจให้บริการอย่างไม่จำกัด
“มื้ออาหาร” ด้วยขนมหวานมากมายทั้ง
ขนมไทย ขนมเค้ก ขนมหวานพิเศษทุกคนชื่นชอบอย่างเครปซูเซ็ตต์ รับประทานคู่กับนูเทลล่า สตอร์วเบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต
ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน หรือช็อคโกแลตฟองดูที่ใช้จุ่มผลไม้สดตามฤดูกาล
“เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสด” ที่จะขับกล่อมเสียงเพลงไพเราะระหว่างมื้ออาหารวันศุกร์และวันเสาร์
ตั้งแต่ 18.30-21.30 น.
“บุฟเฟ่ต์พรีเมี่ยมมื้อค่ำ” อาหารทะเลและนานาชาติให้บริการทุกค่ำคืนวันพุธ-วันอาทิตย์
ตั้งแต่18.00 น-22.30 น. ที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ค่ำคืนวันพุธ วันพฤหัสบดี
และวันอาทิตย์ ราคาคนละ 2,250++ บาท และวันศุกร์และวันเสาร์ คนละ 2,350++ บาท
ส่วนเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมให้บริการแบบไม่จำกัดคนละ 200++ บาท ส่วนบริการ
ไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้และน้ำอัดลม คนละ 900++ บาท และแชมเปญแบบไม่จำกัด
คนละ 2,300++ บาท
ห้องอาหารเอสเพรสโซ่
ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok
ข่าวที่สอง –เปิด“Bangkok Flower Fest2026”ครั้งแรกที่ยอดพิมานกทม.
Awakening ร่วมกับ
ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ชวนทุกท่านนับถอยหลังสู่ “Bangkok Flower Festival
2026” เทศกาลดอกไม้ครั้งแรก ชวนคนกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยว
และคนรักดอกไม้ มาสัมผัส “ปากคลองตลาด” ในมุมใหม่ ตลอด 10 วัน
เริ่มตั้งแต่18–27 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00
น. ที่ “ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค – ปากคลองตลาด” บัตรเข้าชม 150
บาท ชวนนักท่องเที่ยวสายรักความสวยงาม มาร่วมเติมสีสันให้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยประสบการณ์ที่ผสานดอกไม้เข้ากับ
Art, Design, Food และ Lifestyle
“The Flower Market” นำเสนอการท่องเที่ยวตลาดดอกไม้ในบรรยากาศริมน้ำ
พร้อม Flower Flea Market ที่รวมดอกไม้
ของตกแต่งสำหรับคนรักดอกไม้ และ นิทรรศการแรงบันดาลใจจากดอกไม้ โดยศิลปินไทย อาทิ ToSmile
และ Flowers in the Mist ต่อด้วยพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยตนเอง
สายกินพบกับ “Flower
Food Experience” ที่นำดอกไม้มาสร้างสรรค์เป็นอาหาร ขนม
และเครื่องดื่ม ไปจนถึง Flower Fine Dining โดยเชฟชื่อดัง
พร้อมกิจกรรมด้านศิลปะและงานคราฟต์อีกหลากหลายรูปแบบ
โดยมีองค์กรสนับสนุนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แฟนต้า, ธนบุรีพานิช, Jubilee Diamond และ อ้วยอันโอสถ ซึ่งร่วมเติมเต็มประสบการณ์และสีสันให้กับเทศกาลตลอด 10
วัน
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น