วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ททท.ตลาดท่องเที่ยวชาติปี61-จีน3มณฑลแห่เที่ยวไทย-เที่ยวลุมน้ำลำพะยัง

ทัวร์จีน3มณฑลใหญ่แห่เที่ยวไทยปี’61
ททท.เฉินตูงัดไม้เด็ดรุก4ตลาดคุณภาพ
คิงเพาเวอร์ลดใหญ่บัตรSCB-ดิวตี้ฟรีเซล
ททท.ชูตลาดเพิ่มยอดสินค้าถิ่นประชารัฐ
2โปรใหม่“ไทยเร้นท์ฯ”เที่ยววันธรรมดา
ทัวร์ลุ่มน้ำลำพะยังอุโมงค์ผันน้ำกาฬสินธุ์ 
ปั้นยุทธ์ศาสตร์10ปีเคลียร์28สนามบินภูมิภาค
แอร์เอเชียผุด“MyCorporate”ชิงตลาดธุรกิจ
14โรงแรมเครือเคป&แคนทารีกวาดรางวัล

      สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz.ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” (ฟังทางมือถือเลือก FM 97.0 หรืออ่านใน www.facebook.com/penroong ฟังย้อนหลังทาง youtube www.facebook.com/rauydauykhao) #gurutourza #thailandfest #AmazingThailand

       ช่วงที่ 1 “คุณจรัญ ชื่นในธรรม” ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ ถึงปี 2561 จะโกย “นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพชาวจีน” ครอบคลุมทั้ง 4 ตลาดทั้ง “หรูหราร่ำรวย-ฮันนีมูน-ครอบครัว-เที่ยวเชิงกีฬา” ที่มีถิ่นฐานอยู่ทางภาคตะวันตกใน 3 มณฑลใหญ่ เสฉวน เฉินตู ส่านซี เป็นลูกค้าจะแห่แหนกันมาใช้เงินอุดหนุนท้องถิ่นทั่วประเทศไทยเพิ่มอีก 10 % เพราะตอนนี้สายการบินนานาชาติตื่นตัวเปิดเส้นทางบินใหม่ และปัจจุบันยังมีที่นั่งโดยสารเครื่องบินมากถึงเดือนละ 100,000 ที่นั่ง รองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทุกปี แล้วก็จะชวน ททท.ในประเทศเปิดจุดขายเที่ยววิถีไทย ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึง เข้าใจ เที่ยวเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง
คุณจรัญ ชื่นในธรรม
 
ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน


      “คุณจรัญ ชื่นในธรรม” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเฉินตู เปิดเผยว่าทางเฉินตูดูแลภาคตะวันตกของประเทศจีน พูดง่าย ๆ คือบริเวณที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินหลัก ๆ อยู่ในมณฑลเสฉวน โดยมีเมืองเอกคือ “เฉินตู” นครฉงชิ่ง และมณฑลส่านซี ซึ่งมีเมืองเอกคือ “เมืองซีอาน” ต่อเนื่องไปถึงทิเบตและซินเจียงสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนแถบตะวันตกที่เดินทางเข้ามายังไทย ช่วงปี 2560 มีประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็น 20 % ของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยปีนี้จำนวนรวมกว่า 8 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่มาจากเสฉวน กับฉงชิ่ง สัดส่วนใกล้เคียงกันแห่งละประมาณ 30 % มณฑลส่านซียังน้อยกว่าพื้นที่อื่นมี 10 %
       ปี 2561 วางกลยุทธ์การตลาดการกระตุ้นนักท่องเที่ยวในมณฑลส่านซีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนพื้นที่การตลาดทั้งหมดของ ททท.เฉินตูดูแลไม่ติดทะเลยังเลือกมาไทยเป็นอันดับหนึ่ง จะสายการบินบริการโดยมีเที่ยวบินตรง ไป-กลับ ระหว่างมณฑลและเมืองต่าง ๆ เข้ามายังไทย เฉลี่ยเดือนละ 100,000 ที่นั่ง ระยะทางการบินประมาณ 2 ชั่วโมง
    ตามปีงบประมาณ 2561 มุ่งทำตามโจทก์ใหญ่คือมุ่งเน้น
    เรื่องที่ 1 “เจาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ” โดยหาแหล่งท่องเที่ยวหลักให้ตรงกับพฤติกรรมของตลาด เช่น นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวหรูหราหรือ Luxury เพิ่มมากขึ้น และกิจกรรมรองรับกลุ่มกำลังซื้อเดินทางเป็นครั้งแรกและมาซ้ำ
    เรื่องที่ 2 “ขยายนักท่องเที่ยวกระจายไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองในไทย” ปีนี้เน้นรุกหนักจีนจากมณฑลส่านซีซึ่งมีซีอานเป็นเมืองหลักพยายามเพิ่มจำนวนและรายได้ เพราะซีอานมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเกินกว่า 10 % และจีดีพีเติบโตเร็วมาก มีศักยภาพการเดินทางท่องเที่ยวสูงกว่าหลายพื้นที่ อีกทั้งมีการเปิดบริการสายการบินมากขึ้นด้วย

     เรื่องที่ 3 “เจาะกลุ่มเซ็กเมนท์เชิงลึก 4 กลุ่มหลัก” ประกอบด้วย นักท่องเที่ยว
       กลุ่มแรก “Luxury-ท่องเที่ยวหรูหรา” ในเมืองเฉินตูกับฉงชิ่ง ประชากรมีฐานะดีหรือเศรษฐีเพิ่มจำนวนมากขึ้น สนใจมาท่องเที่ยวเมืองไทยด้วยปัจจัยดึงดูดสำคัญ คือ ราคาอยู่ในวิสัยที่จ่ายได้ และระยะเวลาการเดินทางไม่ไกลเมื่อเปรียบเทียบกับไปเที่ยวยุโรปซึ่งยังมีตัวแปรเรื่องความปลอดภัยแตกต่างจากไทย
      กลุ่มที่สอง “Honeymoon-ฉลองแต่งงาน” เมืองต่าง ๆ มีแนวโน้มทางค่านิยมเมื่อแต่งงานก็ต้องเดินทางไปฉลองในต่างประเทศ 1 ครั้ง ปีที่แล้วมีคู่แต่งงานประมาณเกือบ  10 ล้านคู่ ในจำนวนนี้ 80 % นิยมซื้อแพกเกจเดินทางต่างประเทศ จึงเห็นช่องทางและโอกาสจะนำเสนอให้เลือกมาเมืองไทย
      กลุ่มที่สาม “ครอบครัว” ขณะนี้ในจีนมีปัญหามลพิษสูง จึงนิยมให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายพาลูกหลานมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเพื่อหนีหนาวและมลพิษ
      กลุ่มที่สี่ “นักท่องเที่ยวเชิงกีฬา” โดยเฉพาะในเฉินตู ฉงชิ่ง เป็นเขตอบอุ่น ประชากรนิยมออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนมีจำนวนมาก มองประเทศไทยเหมาะแก่การมาวิ่งมาราธอน
ทั้ง 4 กลุ่ม จะเป็น “ตลาดดาวรุ่ง” จากจีนมาท่องเที่ยวประเทศไทย ซึ่ง ททท.สำนักงานเฉินตูพร้อมทำกลยุทธ์เชิงรุกอย่างเต็มกำลัง
      ส่วนแผนกิจกรรมโครงการรองรับปีการท่องเที่ยวอย่างยั่นยืน 2561 จะยิ่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจีนสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยกิจกรรมใหม่จากรัฐบาล เรื่อยไปจนถึงตลาดในพื้นที่ดังกล่าวยังเลือกเมืองไทยเป็นอันดับหนึ่งอยู่ จำนวนและรายได้จะมีอนาคตสดใส
      สำหรับการปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอาหารถิ่น (gastronomy) ทั้ง 2 มณฑลหลักนิยมรับประทานอาหารอยู่แล้ว อย่าง “เสฉวน” ชอบรสเผ็ดค่อนข้างใกล้เคียงกับไทยจึงเป็นอีกโปรดักซ์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ รวมทั้งอาหารทะเล ปีท่องเที่ยวไทยน่าจะเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวเรื่องค่าใช้จ่ายด้านอาหารถิ่นด้วย

การนำเสนอขาย “พื้นที่หรือจังหวัดท่องเที่ยว” ของไทยในจีนภาคตะวันตก เนื่องจากเป็นมณฑลที่ไม่ติดทะเล จังหวัดยอดฮิตยังคงเป็นเมืองชายทะเล ภูเก็ต กระบี่ พัทยา เกาะช้าง (ตราด) และสมุย (สุราษฎร์ธานี) กำลังมาแรงมาก ด้วยปัจจัยจากมีสายการบินบริการบินตรงปลายปีเดือนพฤศจิกายน 2560 โดย 2 สายการบิน คือ บางกอกแอร์เวย์ส และ ลักกี้แอร์
      แตกต่างจากเมื่อก่อนนักท่องเที่ยวจีนแถบนี้จะต้องบินไปยังสนามบินสุราษฎร์ธานีในเมืองก่อนแล้วเดินทางต่อด้วยเรือเฟอรี่ อาจจะสะดวกน้อยกว่าการจะมีเที่ยวบินตรงในเร็ว ๆ นี้
แนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนจากเสฉวน ฉงชิ่ง ส่านซี จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในสมุย ขณะเดียวกันก็มีการกระจายตัวจากภูเก็ต กระบี่ เข้าไปยัง เกาะหลีเป๊ะ“ตรัง” จังหวัดท่องเที่ยวรองของไทย และพื้นที่แนวชายฝั่งทะเลตะวันออก เริ่มกระจายจากพัทยา ไปยัง เกาะเสม็ด และเกาะช้าง ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวรองรับตลาดหรูของจีนได้
       การท่องเที่ยวทางทะเลแล้ว จีนยังชื่นชอบเลือกเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือของไทย ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้อานิสงจากภาพยนตร์ Lost in Thailand บวกกับสภาพภูมิภาอากาศไม่ได้ร้อนมาก วัฒนธรรมภาคเหนือยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้
      สำหรับชุมชนท้องถิ่นตามแหล่งท่องเที่ยวในไทย กับการเตรียมความพร้อมเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนนั้น ไม่มีอุปสรรคเรื่องภาษาในการสื่อสารกันอีกต่อไป เพราะเริ่มคุ้นเคยกัน อาจจะต้องเพิ่มการให้ข้อมูลองค์ความรู้แก่นักท่องเที่ยวจีนเรื่อง “วัฒนธรรม-วิถีชีวิต” มากขึ้น เดิมอาจจะไม่เข้าใจจีนจึงทำกิริยาไม่เหมาะสม เป็นหน้าที่ของ ททท.และคนไทยต้องช่วยกัน
ขณะนี้ ททท.สำนักงานเฉินตู ได้ผลิตคู่มือแนะนำกิริยาที่นักท่องเที่ยวไม่ควรทำเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย เช่น วางเท้าในที่เหมาะสม ส่วนเรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้านความปลอดภัยทางการท่องเที่ยวก็ทำคู่มืออกมาเช่นกัน แต่ก็ต้องให้ท้องถิ่นช่วยอธิบายอีกช่องทาง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล ปีที่ผ่านมาจีนมาประสบอุบัติเหตุเที่ยวทางทะเลมากพอสมควร จึงได้ทำคู่มือแนะนำอย่างละเอียด ทางผู้ประกอบการและชุมชน ต้องแนะนำถึง “สัญลักษณ์” การเที่ยวทะเลควบคู่ไปด้วย
     โดยตั้งเป้าหมายการเติบโต “ทางรายได้” จากตลาดจีนในพื้นที่ภาคตะวันตกของ ททท.สำนักงานเฉินตู ตั้งไว้เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแนวโน้มไม่ต่ำกว่า 10-20 % เร่งเพิ่มค่าใช้จ่ายทำได้เกิน 10 % เพราะเน้นกลุ่มคุณภาพและเดินทางท่องเที่ยวอิสระตามลำพัง (F.I.T.)
     อีกทั้งในระยะใกล้ช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ททท.ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จัดทำโครงการ “Women Jouney-เดือนท่องเที่ยวของกลุ่มสตรี” นั้น ททท.สำนักงานเฉินตูร่วมส่งเสริมการนำนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้หญิงมาร่วมกิจกรรมในไทย สถานการณ์ขณะนี้ผู้หญิงจีนเป็นผู้ตัดสินใจเดินทางและคนหนุ่มสาวตัดสินใจแต่งงานช้าลง ดังนั้น “ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน” มักจะนิยมชวนเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
      ททท.ได้ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์การตลาดในกลุ่มสตรีสอดคล้องกับเดือนแห่งผู้หญิงท่องเที่ยว เมื่อมาถึงเมืองไทยจะได้สิทธิพิเศษตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินนานาชาติ ทั้งเรื่อง Women Lane เคาน์เตอร์เช็คอิน การตรวจผ่านคนเข้าเมือง มีโลโก้สแกนบาร์โค้ดช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าราคาพิเศษ ซึ่งผู้หญิงจีนจะมาใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นทั้ง ช้อปปิ้ง ทำสปาเพื่อความสวยความแล้ว แล้วยังมีกิจกรรม ออกกำลังกายมวยไทย มาแรงมาก
      การส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวชุมชนในไทยกับตลาดจีน เล็งไปเจาะตลาด “ครอบครัว” ซึ่งอยู่แต่ในเมืองจึงนิยมพาเด็กเล็กไปเรียนรู้ชนบท พาไปปลูกข้าวชมธรรมชาติ ททท.เองก็ทำอยู่ด้วยคือ พาไปทำกิจกรรมในแคมป์ หรือเรียนรู้วิถีไทย เส้นทางตัวอย่างในโปรแกรมขายวิถีชุมชนไทย ได้แก่
      เส้นทางแรก หมู่บ้านไทยที่ สามพราน ริเวอร์ไซต์ นครปฐม พาไปทดลองปลูกข้าวและชมวิถีชีวิตการเกษตรแบบไทย ต่อเนื่องไปถึง อัมพวา หัวหิน
      เส้นทางที่ 2 เรียนรู้วัฒนธรรมเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเส้นทางไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เชิญชวนเด็กเล็กไปร่วมทำแคมป์เรียนรู้การทำฟาร์มวัวนม เป็น Camp Adventure
      เส้นทางที่ 3 ไปชายฝั่งทะเลตะวันออก พัทยา แวะนครนายก สามารถพาเด็ก ๆ จีนในแต่ละครอบครัวได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์ให้ช้อปถูกที่สุวรรณภูมิ-ภูเก็ต”
      กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตร โดยให้สิทธิพิเศษ ระหว่างวันนี้-30 กันยายน 2560 เมื่อช้อปปิ้งที่ คิง เพาเวอร์ แท๊กซ์ฟรี ใน 2 ท่าอากาศ ยานที่สุวรรณภูมิและภูเก็ต ซื้อสินค้าในร้านดิวตี้ฟรีด้วยบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋าถือฟรี 1 ใบ และผู้ถือบัตรยังสามารถใช้สิทธิรับส่วนลด 10% ณ ร้านอาหารที่ร่วมรายการในสุวรรณภูมิและภูเก็ตได้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2560
      ส่วนช่วงโค้งสุดท้ายเดือนกรกฎาคม เพลินกับการช็อปที่ “คิง เพาเวอร์ ศรีวารี” กับแคมเปญ 8 ศุกร์หรรษา ในวันศุกร์สุดท้ายที่ 28 กรกฏาคม 2560 รับไปเลยส่วนลดสูงสุด 30% ลุ้นรับ 50,000 บาท เพื่อร่วมล่องเรือสำราญ สิงคโปร์ - มาเลเซีย
      นักช็อปทั้งขาเข้าและขาออกสนามบิน พบกับมหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอางค์แบรนด์ดังราคาถูกกว่าในเมืองสูงสุดถึง 40% ที่คิง เพาเวอร์ สาขาสุวรรณภูมิและดอนเมือง ตั้งแต่วันนี-31 กรกฎาคม 2560
     สอบถามที่ 1631 หรือ www.kingpower.com

ข่าวที่ 2 “ปี’61 ททท.ชูการตลาดเพิ่มยอดร้านประชารัฐสุขใจ”

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า เปิดเผยว่า ตลอดครึ่งปีหลังต่อเนื่องปีงบประมาณ 2561 จะเพิ่มความเข้มข้นทางการตลาดเพื่อช่วยส่งเสริมการขาย“ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว” ในกลุ่มโอท็อปและสินค้าประชารัฐต่าง ๆ โดยวางแผนการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ “องค์การพัฒนาชุมชน-อพช.” กระทรวงมหาดไทย เพื่อคัดเลือกชุมชนที่จะพัฒนาพร้อมผลิตสินค้าป้อนตลาดท่องเที่ยว
      ปี 2561 จะใช้ “การตลาด” เป็นตัวนำเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าชุมชนเป็นหลัก โดยได้พูดกันในที่ประชุมแผนการท่องเที่ยวปี 2561 ในประเด็นอย่าไปบังคับชุมชนเปลี่ยนโครงสร้างตนเองเพียงเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก แต่ ททท.จะต้องดู “ความพร้อม” และการเติบโต “อย่างยั่งยืน” ต้องพิจารณาให้ชุมชนเป็นผู้นำการท่องเที่ยว และได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่จะทำ ขณะเดียวกันต้องรักษาอัตลักษณ์ตนเอง และดูแลวิถีท้องถิ่นให้มีชีวิตเหมือนที่เคยเป็นอยู่อย่างมีความสุขให้คงไว้ด้วย
     บทบาทของ ททท.เมื่อชุมชนมีคุณสมบัตรตามความพร้อมดังกล่าวแล้ว ก็จะเข้าไปช่วย “ทำการตลาด” ให้ทันที

      สำหรับ “โครงการร้านค้าประชารัฐสุขใจช้อป” ททท.ได้รับนโยบายจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำเนินการเปิด “โครงการร้านประชารัฐสุขใจ Shop” พัฒนาสถานีริมทางเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวท้องถิ่น ควบคู่กับโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศใน 148 แห่ง  ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้
โดยได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ร่วมกัน 5หน่วยงาน ได้แก่ ททท. กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชน(พช.)สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) โดยใช้ชื่อร้าน“ประชารัฐ สุขใจ SHOP”

ข่าวที่ 3 “บางจากเปิดทำบัตรสมาชิกออนไลน์ได้200แต้ม”
      บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ระหว่างวันนี้ - 31 ธ.ค. 60 ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสมัครสมาชิกบางจาก “บัตรออนไลน์” ฟรี แล้วรับทันที 200 คะแนน เพียงแค่สมัครผ่านทางเว็บไซต์  เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วคลิกไปที่ http://bcpgshclub.bangchak.co.th/loyaltyvip/TermsAndConditions.php
      สิทธิประโยชน์ตามกติกาของสมาชิกบัตรบางจากออนไลน์ จะได้รับดังนี้
1. คะแนนสะสมเพิ่ม 200 คะแนน จะถูกโอนเข้าบัตรสมาชิกในวันรุ่งขึ้นหลังจากสมัคร
2. คะแนนพิเศษนี้สำหรับการสมัครสมาชิกทางเว็ปไซต์เท่านั้น
3. จำกัด 1 หมายเลขบัตรสมาชิก / 1 ครั้ง ในการรับคะแนนพิเศษ 200 คะแนน
4. บางจากสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
5. สอบถามเพิ่มเติม Bangchak Call center โทร.1651 (กด 4)

ข่าวที่ 4 “ไทยเร้นท์อะคาร์แจก2โปรใหม่เที่ยววันธรรมดา”
     บริษัท ไทยเร้นท์อะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด รายงานว่า เป็น 1 ใน 10 พันธมิตรกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในโครงการ “วันธรรมดา น่าเที่ยว” ปี 2560  ระหว่างวันนี้-30 กันยายน 2560 ด้ จัดแคมเปญส่วนลดต้อนรับการท่องเที่ยววันธรรมดาตลอดฤดูฝน ด้วย 2 โปรโมชั่นใหม่ ประกอบด้วย
     โปรโมชั่นแรก "ไทยเร้นท์อะคาร์ วันธรรมดาน่าเที่ยวไปอีก" สนองความต้องการตลาดใหม่ให้ส่วนลดแก่นักท่องเที่ยวเช่ารถใช้เดินทางเพิ่ม 5% จากการจับมือกับกลุ่มเครือข่ายบัตรเครดิตจากธนาคารชั้นนำ 4 แบรนด์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และบัตรเครดิตเคทีซี ทั่วประเทศทุกสาขา ทุกครั้งที่ใช้จ่ายค่าเช่ารถผ่านบัตรเครดิตทั้ง 4 แบรนด์ข้างต้น จะได้รับส่วนลดทันที
      โปรโมชั่นที่ 2 "ไทยเร้นท์อะคาร์ รักเราไม่เก่าเลย" เพื่อเอาใจลูกค้าเก่าด้วยโปรโมชั่นแรงในรูปแบบ used car concept สำหรับรถเช่าอายุใช้งาน 3-5 ปี ให้เช่าในราคาเพียงวันละ 299 บาท ทั้ง 2 โปรโมชั่นเปิดให้นักท่องเที่ยวจองและชำระเงินง่าย ๆ แค่เพียงคลิ๊กเข้าไปที่ www.Thairentacar.com

ช่วงที่ 2 เดินทางสู่โลกกว้างไปกับโครงการพระราชดำริผันน้ำข้าม 2 จังหวัด ใน“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์” ส่วนเรื่องสุขภาพคนวัย 40 ปีขึ้นไปแล้วต้องฟังว่า 6 วิธีป้องกันอัลไซเมอร์ ปิดท้ายด้วยข่าว 

@โครงการพัฒนาลุ่มน้ำพะยังตอนบนฯ กาฬสินธุ์

บรรยากาศช่วงฤดูฝนในภาคอีสานเย็นชุ่มฉ่ำต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี เหมาะจะเดินทางไปทำกิจกรรมพร้อม ๆ กับการพักผ่อน แนะนำสถานที่สำคัญที่ควรค่าจะพาหมู่คณะไปเยี่ยมชมคือ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ตั้งอยู่ในตำบลแสงเปลือย อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
ย้อนไป 25 ปีก่อน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฏรที่ “บ้านกุดตอแก่น” อำเภอเขาวง ซึ่งมีสภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ จนได้ฉายาว่าถนนดิสโก้ พระองค์ทรงขับรถด้วยพระองค์เอกงและได้ทอดพระเนตรเห็นข้าวเปลือกที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวนำมาตากไว้ ไม่มีเมล็ดข้าวเลย
ทรงประจักษ์แจ้งถึงทุกข์สุของราษฎรที่มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นขาดแคลน “น้ำ” จนต้องน้ำค้างทำการเกษตร ซึ่งไม่ได้ผลผลิตเลย จึงพระราชทานพระราชดำริให้สร้าง “อ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน” ขึ้น และขยายระบบส่งน้ำของอ่างเก็บน้ำลำพะยัง พร้อมทั้งให้พิจารณาขุดสระน้ำประจำไร่นา ตามแนวทฤษฎีใหม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ได้พระราชทานพระราดำริให้พิจารณาผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำ “ห้วยไผ่” ซึ่งอยู่อีกฟากเขาในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมากเกินกำลังความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่มาเติมให้แก่อ่างเก็บน้ำลำพะยัง กาฬสินธุ์ ซึ่งมีความต้องการน้ำสำหรับชลประทาน

กลายเป็นที่มาของการสร้าง “อุโมงค์ผันน้ำข้ามจังหวัด” และระบบส่งน้ำไปยังพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งขยายพื้นที่รับน้ำชลประทานได้มากกว่าหมื่นไร่ อุโมงค์ผันน้ำยังประโยชน์แก่ราษฎรอย่างมาก มีการส่งเสริมให้ปลูกพืชในเขตชลประทาน ส่งเสริมการผลิตข้าวชุมชน (ข้าวเหนียวกอเดียว) ส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิชุมชน ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในโรงงานต้นแบบผลิตปุ๋ยอินทรีย์
นับเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำหนึ่งเดียวในเมืองไทยใต้พระบารมี ที่มาจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในด้านการบริหารจัดการน้ำ อันสอดคล้องกับคำว่า “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งหมายถึง “อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”
“กิจกรรม” ที่สามารถทำได้เมื่อไปถึงโครงการ ได้แก่

“กิจกรรมศึกษาดูงาน” ตามรอยพระราชดำริ เริ่มต้นจาก “ท่องอุโมงค์ใต้พระบารมี” ชมพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำอุโมงค์ผันน้ำลอดใต้ดินแห่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งเป็นอุโมงค์ข้ามจังหวัด ระยะทางยาว 740 เมตร ซึ่งอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นตัวผันน้ำ จากนั้นก็ไป “เรียนรู้รูปแบบการก่อสราง” เทคนิคการผันน้ำจาก 2 ลุ่มน้ำ 2 จังหวัด ช่วงกลางอุโมงค์ มีเส้นแบ่งเขตแดนจังหวัด ระหว่างมุกดาหารกับกาฬสินธุ์ ปิดท้ายด้วยการเดินชม “ผลึกหินงอกหินย้อย” ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการซึมของน้ำบนเขาบักดี ถือเป็น “จุดชมวิว” ที่ดึงดูดความสนใจทางการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
“เรื่องน่ารู้” ในอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ฯ ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2549 โดยการเจาะอุโมงค์ผันน้ำลอดใต้เขา “ภูบักดี” แล้วทำท่อเหล็กลอดใต้อุโมงค์ขนาดความกว้าง 3 เมตร สูง 3 เมตร ยาว 740 เมตร ส่งน้ำจากมุกดาหารเข้าสู่กาฬสินธุ์ โดยการทำถังพักน้ำและระบบท่อชลประทานที่ยังประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 12,000 ไร่ และทำให้ผลผลิตการปลูกข้าวของชาวนาในแถบนั้นเพิ่มขึ้นได้หลายเท่า

     สนใจจะเดินทางไปชมความมหัศจรรย์ของการพัฒนาระบบแหล่งน้ำใน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์ และต้องการเข้าชมในอุโมงค์ สามารถติดต่อได้ที่ว่าการอำเภอเขาวง โทร.043-859-089

@ดูแลสมองก่อนจะความจำเสื่อม
      ปัจจุบันมีคาดการณ์จำนวนผู้ป่วย “โรคอัลไซเมอร์” มีมากกว่า 50 ล้านราย และทุก 68 วินาที จะมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น 1 ราย นักวิทยาศาสตร์พบว่า “โรคอัลไซเมอร์” เกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งจากพันธุกรรม จากความผิดปกติทางชีววิทยาในสมอง ที่ส่งผลให้การทำงานของโครงสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาทที่ติดต่อระหว่างกันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติอีกต่อไป ผู้ป่วยจะเกิดความบกพร่องทางสมองในส่วนของสติปัญญา เช่น ความคิด ความจำ และการตัดสินใจ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวยังใช้การได้ดี
     ความเสี่ยงจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่อายุเข้าสู่ 65 ปีขึ้นไป และอาจกินเวลา 3-20 ปี มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีอาการปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ แต่ชะลอความเสื่อมของสมองได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีการง่ายๆ เพียง 6 วิธี
     1.หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ควบคู่ไปกับการออกกำลังสมอง เช่น เล่นเกมลับสมองฝึกความจำ ฝึกคำนวณตัวเลข รวมถึงการเล่นดนตรีประเภทต่างๆ ก็ช่วยได้
     2.ออกกำลังกายมีประโยชน์เรื่องการคลายเครียดและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โดยการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอหรือการบำรุงหัวใจ เพียงวันละ 20-30 นาที อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์
     3.รับประทานอาหารบำรุงสมอง โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 เอ ซี อี และซีลีเนียม รวมถึงผลิตภัณฑ์จากใบแปะก๊วย
     4.การเข้าสังคม พบปะผู้คน พูดคุย โต้ตอบบทสนทนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว สามารถช่วยยืดอายุสมองได้
     5.หมั่นตรวจสอบความดันโลหิตอยู่เสมอ เพราะส่งผลกระทบถึงสมองโดยตรง และให้ลด ละ เลิกกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งผลต่อความดันโลหิตได้ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติด
     6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเข้านอนเกิน 4-5 ทุ่ม และควรนอนให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมง/วัน ในสถานที่เงียบสงบ เพื่อให้การนอนมีคุณภาพมากที่สุด

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก “เปิดยุทธศาสตร์10ปียกเครื่อง28สนามบินภูมิภาค”

     นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปี (2560-2565) ภายใต้งบประมาณพัฒนาสนามบินภูมิภาค 28 แห่ง วงเงินรวม 38,561.78 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 5 ปี ดำเนินการขยายและปรับปรุงสนามบินทั้งหมด เมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จทุกสนามบินภูมิภาคจะเป็นไปตามฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยภาพรวมปี 2568 จะรองรับผู้โดยสารได้ถึงปีละรวม 30 ล้านคน ปี 2579 รองรับได้ปีละ 58 ล้าน
      เบื้องต้นทางกรมฯ จะจัดตั้งหน่วยธุรกิจ (business unit) ขึ้นมาบริหารงานแต่ละสนามบินพร้อมทั้งตั้งฝ่ายการตลาดหารายได้เพิ่ม ปัจจุบันพบข้อมูลกว่า 12สนามบินสามารถกำไรได้ดี เช่น กระบี่ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี สกลนคร น่าน อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ตรัง นครพนม และเลย
สำหรับแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี กรมฯตั้งเป้าจะพัฒนาเป็นสนามบินศูนย์กลางในภูมิภาคของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม แบ่ง 2 เฟส
      เฟสที่ 1 ระหว่างปี 2560-2564 ใช้งบประมาณ 29,154.75 ล้านบาท พุ่งเป้าขยายสนามบินให้เพียงพอกับความต้องการของผู้โดยสารในเมืองท่องเที่ยว 5 สนามบิน ได้แก่ กระบี่ นครศรีธรรมราช  ขอนแก่น  ตรัง และสุราษฎร์ธานี
       เฟส 2 ระหว่างปี 2565-2569 ใช้งบประมาณ 9,407.03 ล้านบาท ปรับปรุงสนามบิน 6 แห่ง อยู่ในอีสานมากที่สุด 5 แห่ง ได้แก่ อุบลราชธานี อุดรธานี ร้อยเอ็ด สกลนคร เลย และภาคใต้ที่หัวหิน

ข่าวที่สอง “เวียดนามสนใจลงทุนท่องเที่ยวไทยในEEC”
      นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ล่าสุดสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย ได้นำสมาชิกกลุ่มนักธุรกิจเวียดนามมาสำรวจการลงทุนในไทย 70 ราย โดยให้ความสนใจการด้านการเดินเรือท่องเที่ยวเชื่อมเส้นทางระหว่างไทยผ่านทางจันทบุรีสู่เวียดนามตอนใต้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนตามคอนเซ็ปต์ 2 ประเทศ 1 เส้นทาง สร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมกัน
      อีกทั้งนักลงทุนเวียดนามบางส่วนยังแสดงความสนใจจะลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ สอดรับกับนโยบายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังเปิดให้นักลงทุนไทยและนานาชาติเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่งทะเลตะวันออก Eastern Economic Corridor :EEC ส่วนทางไทยเองก็มีแผนจะนำนักธุรกิจไปสำรวจการลงทุนในเวียดนามเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและท่าเรือด้วย

ข่าวที่สาม “แอร์เอเชียงัด“MyCorporate”รุกผู้โดยสารธุรกิจ”

      นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าวว่า พร้อมเปิดตัวให้บริการใหม่ “MyCorporate” ตอบสนองกำลังซื้อกลุ่มตลาดนักธุรกิจทั้งด้านงบประมาณเเละข้อจำกัดต่างๆ ด้วย 3 แพ็คเกจ คือ Fare Only, Corporate Lite และ Corporate Full Flex
      เริ่มจาก 1.Fare Only จะคิดเฉพาะค่าตั๋วโดยสารไม่รวมค่าภาษีสนามบินและบริการเสริมอื่นๆ               2.Corporate Lite ค่าตั๋วโดยสาร อาหารว่าง ระบุเลขที่นั่ง (สำหรับที่นั่งปกติ) เคาน์เตอร์เช็คอินพิเศษ ทางผู้โดยสารจะได้สิทธิโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเพื่อเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและวันเดินทางได้ 1 ครั้งก่อนเดินทางอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
      3.Corporate Full Flex รวมค่าตั๋วโดยสาร อาหารว่าง ระบุหมายเลขที่นั่งโซนหน้า (Hot Seat) น้ำหนักโหลดสัมภาระ 20 กิโลกรัม เคาน์เตอร์เช็คอินพิเศษ รับสัมภาระก่อนใคร สิทธิใช้บริการแอร์เอเชียพรีเมี่ยมเร้ดเลานจ์ บอร์ดดิ้งขึ้นเครื่องก่อน ประกันภัยการเดินทาง และสิทธิเปลี่ยนแปลงไม่เสียค่าธรรมเนียมและไม่จำกัดจำนวนครั้งทั้งเที่ยวบินและวันเดินทางได้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และจะได้สิทธิพิเศษเพิ่มใช้บริการ GoShow โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ เพิ่ม ในการใช้สิทธิสแตนด์บายล่วงหน้าเที่ยวบินในเส้นทางเดียวกันของวันเดียวกัน
      ผู้นำแอร์เอเชียย้ำว่า  MyCorporate จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงระบบการสำรองที่นั่งออนไลน์ที่ใช้งานได้ง่าย สามารถจองได้ที่ airasia.com/MyCorporate หรือตัวเเทนขายทั่วประเทศของเเอร์เอเชีย

ข่าวที่ 4 เคป&แคนทารีกวาดรางวัล14โรงแรม3 ห้องอาหาร
      เครือ เคป & แคนทารี โฮเทลส์ รายงานว่า ล่าสุด  3 ห้องอาหาร และ 14 โรงแรม คว้ารางวัล Certificate of Excellence Award 2017 จาก TripAdvisor เว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ประกอบด้วยห้องอาหาร No.43 Italian Bistro เคปเฮ้าส์ กรุงเทพฯ, ห้องอาหาร Nimman Bar & Grill โรงแรม แคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ และ ห้องอาหาร Panwa House
      ส่วนโรงแรมเคป พันวา ภูเก็ต ได้รับรางวัล Certificate of Excellence Award 2017    และอีก 14 โรงแรมในเครือเคป & แคนทารี โฮเทลส์ ก็คว้ารางวัลนี้ด้วยเช่นกัน เช่นโรงแรมเคป นิทรา หัวหิน, โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก, โรงแรมคามิโอ แกรนด์ ระยอง และโรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง

ข่าวที่ห้า “แคนทารีอยุธยาชวนชิมสเต็กรสเลิศ”
     โรงแรมแคนทารี อยุธยา ปรุงเมนูความอร่อยสุดพิเศษตลอดเดือนกรกฎาคมนี้  ที่ห้องอาหารแคลิฟอร์เนีย สเต็ก ะ “ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง” สูตรเฉพาะ ด้วยเชฟมืออาชีพ และวัตถุดิบชั้นดี ซี่โครงหมูสดใหม่ นำมาอบกับน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมผักสดเป็นเครื่องเคียง หอมหวาน ราคาเพียง 340++ บาท รับประทานคู่กับไวน์แดงจะยิ่งเพิ่มความอร่อยมากขึ้น โทร. 035-337-177 หรือ www.kantarycollection.com

ติดตามฟังรายการเป็นประจำทาง สวท.FM 97.0 MHz.ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.และ youtube รายการทาง www.facebook.com/rauydauykhao และอ่านข่าวท่องเที่ยวครบทุกเรื่องได้ทาง www.facebook.com/penroong
เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
คอลัมนิสต์และนักเขียนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว
เจ้าของรายการ "รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์  11.00-12.00 น. สวท.97.0 MHz.







วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ททท.ตั้งเป้าปี61ท่องเที่ยวโกย3.1ล้านล้านบาท-เที่ยวCorofield เถ้าฮงไถ่ ราชบุรี

ไทยนำนวัตกรรมปฏิวัติตลาดท่องเที่ยวชาติปี’61
ททท.ตั้งเป้า3.1ล้านล้านกระจายสู่ชุมชนทั่วไทย
บิ๊กทอท.ยันคิงเพาเวอร์จ่ายผลตอบแทนถูกต้อง
ททท.ฮ่องกงปลุกเทรนด์ทัวร์มาราธอนวิ่งขึ้นเขา
จัดเทศกาลดนตรีเขาค้อ4-5ส.ค.ปลุกทัวร์หน้าฝน
เที่ยวไทยชิคชีลในราชบุรีที่Corofield-เถ้าฮงไถ่
บอร์ดบินไทยใจป้ำไฟเขียงลงทุน3โปรเจ็กต์
โรงแรมคนไทย3แบรนด์ผุดทั่วเอเชีย216แห่ง

สวัสดีเช้าวันเสาร์ที่ 2560 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz.ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” (ฟังทางมือถือเลือก FM 97.0 หรืออ่านใน www.facebook.com/penroong ฟังย้อนหลังทาง youtube www.facebook.com/rauydauykhao) #gurutourza #thailandfest #AmazingThailand

ช่วงที่ 1 ฟังแผนการท่องเที่ยวชาติที่จะขับเคลื่อนในปี 2561 จาก “คุณยุทธ์ศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ถึงการรวมกลยุทธ์และพลังของทุกภาคส่วนนำนวัตกรรมในเชิงสร้างสรรเข้ามาสร้างรายได้ 3.1 ล้านล้านบาท กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากและกระจายสู่ชุมชน สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ยุทธศักดิ์ สุภสร
ผู้ว่าการ ททท.


“คุณยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าในการประชุมแผนการตลาดท่องเที่ยวประจำปี 2561 แนวทางการเดินหน้าโดยเป็นไปตามนโยบายของพลเอกธนศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะสร้างการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน ททท.จึงเร่งสร้าง “การรับรู้ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” และกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางไทยเป็นครั้งแรก (first visit) ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560- 30 กันยายน 2561 ได้เพิ่มการให้ความสำคัญกับตลาด “กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ-มีการใช้จ่ายเงินตลอดการเดินทางสูง” ททท.ทุกสำนักงานทั้งประเทศและต่างประเทศจะต้องสร้างกลยุทธ์และนำเครื่องมือมาใช้เพื่อสร้างช่องทางการเติบโตทาง “รายได้” โดยให้ “เพิ่มวันพักและค่าใช้จ่ายในประเทศสูง” เพื่อ “กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก” มากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ต้องตอบรับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ทำงานขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมความคิดสร้างสรรทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวและเครื่องมือใหม่ทางการตลาดใหม่ สนองตามเป้าหมายเพิ่มรายได้ตลอดปี 2561 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 %
ตลาดหลัก ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้วางแผนถ่วงดุลการเติบโตให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ประกอบด้วย

“ตลาดต่างประเทศ” เมื่อปี 2560 มีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก แต่ปีนี้สถานการณ์ทั่วโลกมีความท้าทายทั้งทางเรื่องความไม่สงบรวมถึงเศรษฐกิจชะลอตัวลงหลายภูมภาคของโลก ส่งผลทำให้การกระจายอัตราการเติบโตทางกำลังซื้อจากตลาดทั่วโลกถดถอยลง จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มลดลง ปัจจุบันไทยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาปีละประมาณ 18 ล้านคน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.3 % ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำในปี 2561 คือ “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป” ด้วยการหาช่องทางรุกเจาะตลาดกำลังซื้อสูงและพักได้นานวันขึ้น และขยายฐานนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นครั้งแรก (first visit) โดยจะต้องรักษาตลาดที่มีน้ำหนักอย่าง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ไว้ ซึ่งเดินทางเข้ามาประมาณปีละ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด คู่ขนานกับการให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน ไปพร้อมกับการเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 1 เส้นทาง 2 ประเทศ หรือ 2 Countries 1 Destination รวมทั้งส่งเสริมให้วันหยุดของไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของเพื่อนบ้าน weekend destination
ส่วนตลาดแถบภูมิภาคยุโรป ทั้งรัสเซีย อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เติบโตค่อนข้างแข็งแรงตลอด รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เติบโตมากถึงปีละ 10 % น่าจะสอดรับกับการเตรียมเปิด ททท.สำนักงานโตรอนโต ประเทศแคนาดา เพื่อรุกตลาดแถบอเมริกาเหนือเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้นเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

“ตลาดในประเทศ” มุ่งมั่นใช้กลยุทธ์ “เพิ่มความถี่การท่องเที่ยว” ตลอดทั้งปี เพราะไม่สามารถทำในลักษณะเดียวกับตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางด้านความไม่สมดุลเชิงพื้นที่และช่วงเวลาที่จะปลุกพลังคนไทยเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง “จัดประชุมสัมมนา” และ “การท่องเที่ยวเชิงการศึกษา”
ปี 2561 ไฮไลต์ตลอดทั้งปีจะให้น้ำหนักตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศ ด้วยกลยุทธ์เมื่อไปท่องเที่ยวแล้วให้ประโยชน์กับ “ท้องถิ่น” ให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” เพื่อ “สร้างคุณค่าด้านการ “กระจายรายได้-สร้างงาน สู่ท้องถิ่น” อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นรูปธรรม
สำหรับนโยบาย “THINK BIG” ปลุกกระแสผู้บริหารสำนักงาน ททท.ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงพนักงานทั้งหมดให้เปลี่ยนแปลงการทำงานแบบ “คิดนอกกรอบภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ” นั้นปกติจะคิดตามหน้าที่แต่ลักษณะงานทำตลาดท่องเที่ยวต้องทำมากกว่าหน่วยงานทั่วไปโดยเฉพาะคิดนอกกรอบสอดรับกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560-2564 ด้วย
นอกจาก ททท.จะให้ความสำคัญกับเรื่อง “การตลาด” ต้องเติบโตแล้ว ยังต้องเน้นหนักเพิ่ม เรื่องที่ 1  “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ด้วย ทำอย่างไรที่จะเข้าไปเติมเต็ม ประสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อ “สร้างความเข้มแข็งจากภายใน” หรือวิธีการปิดจุดอ่อนที่จะสะท้อนการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ภาพลักษณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนักท่องเที่ยว การรักษาสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้เพื่อมุ่งสู่การสร้างความเข้มแข็งทางสังคมด้วย
เรื่องที่ 2 ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดทางสังคมเชิงคุณภาพ ผสมผสานมาตรการการตลาดที่คำนึงถึงเศรษฐกิจและชุมชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ความคุ้มค่าการใช้งบประมาณ
เรื่องที่ 3 ทำให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือการพัฒนาความยั่งยืนทางทรัพยากรธรรมชาติ เที่ยวไทยต้องใจถึงถิ่น ซึ่งหมายถึง เที่ยวไทยอย่างเข้าใจ เข้าถึง นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น เป็นการนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่าในระยะยาว
เครื่องมือหรือการติดอาวุธให้แก่สำนักงาน ททท.ทั้งในและต่างประเทศ คือ การติดอาวุธทางความคิด ทางปัญหา และยุทธศาสตร์ ที่จะไปช่วยกันทำงานแบบ “บูรณาการ” ไม่เฉพาะภายใน ททท.ด้วยกันแต่จะต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตลอด “ห่วงโซ่การท่องเที่ยว” ต้องหาวิธีทำให้คนเกี่ยวข้องมองเป้าหมายร่วมกัน ใช้ “ยุทธศาสตร์เป็นตัวนำ” เพื่อก้าวสู่เป้าหมายความสำเร็จปี 2561 ไปพร้อม ๆ กัน

ปี 2561 รัฐบาลประกาศให้ประเทศไทยเป็น “ปีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นนโยบายของ “คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ” คงจะต้องร่วมมือเต็มที่สอดรับกับปี 2561 โดยเน้นหนักถึงการเตรียมความพร้อม การเป็นเจ้าบ้านที่ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ททท.เตรียมการตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า โดย ททท.ต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
การเชื่อมโยงอาเซียน 2 ประเทศ 1 เส้นทางให้ความสำคัญมากขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา เป็นภารกิจของ ททท.สำนักงาน เช่น ททท.สำนักงานสุรินทร์ จัดทำโครงการนำร่อง ท่องเที่ยว 2 ช่อง ไทย-กัมพูชา ตอนนี้ทุกสำนักงานต้องตื่นตัวทำโครงการเที่ยว 2 ประเทศ หรือ 2 Countries 1 destination อย่างจริงจัง รวมทั้งการส่งเสริม “ท่องเที่ยวชายแดน” ให้คนเดินทางข้ามไปมาช่วงวันหยุดแต่ละสัปดาห์ ทำเป็น good neighbor ทำอย่างชัดเจนในปีนี้อย่างแน่นอน

ขณะที่ “การต่อยอดเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง : Local Experience” ก็ต้องส่งเสริมต่อเนื่องลงลึกรายละเอียดมากขึ้น กำลังคิดชื่อแคมเปญใหม่ ให้ลงลึกถึงการท่องเที่ยวรากหญ้า รากแก้ว กันเลยทีเดียว เพื่อให้การท่องเที่ยวใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้นและนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง จุดนี้เองคงเป็นแนวคิดที่จะต้องนำมาทำการตลาดต่อไป
ส่วน “ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว” ในกลุ่มโอท็อปและสินค้าประชารัฐต่าง ๆ จะทำงานใกล้ชิดกับ “องค์การพัฒนาชุมชน-อพช.” คัดเลือกชุมชนที่จะพัฒนาพร้อมผลิตสินค้าป้อนตลาดท่องเที่ยว โดยใช้ “การตลาด” เป็นตัวนำเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าชุมชนเป็นหลัก โดยได้พูดกันในที่ประชุมแผนการท่องเที่ยวปี 2561 ในประเด็นอย่าไปบังคับชุมชนเปลี่ยนโครงสร้างตนเองเพียงเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก แต่ ททท.จะต้องดู “ความพร้อม” และการเติบโต “อย่างยั่งยืน” ต้องพิจารณาให้ชุมชนเป็นผู้นำการท่องเที่ยว และได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่จะทำ ขณะเดียวกันต้องรักษาอัตลักษณ์ตนเอง และดูแลวิถีท้องถิ่นให้มีชีวิตเหมือนที่เคยเป็นอยู่อย่างมีความสุขให้คงไว้ด้วย
บทบาทของ ททท.เมื่อชุมชนมีคุณสมบัตรตามความพร้อมดังกล่าวแล้ว ก็จะเข้าไปช่วย “ทำการตลาด” ให้ทันที
ปี 2561 เป้าหมายรายได้ตั้งเป้าเพิ่มจากปี 2560 คือเติบโตบวกอีก 10 % หรือคิดเป็นมูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายได้จากคนไทยเที่ยวในประเทศจะเติบโต 8 % คิดประมาณใกล้เคียง 1 ล้านล้านบาท (9 แสนล้านบาท) สิ่งสำคัญนอกจากตัวเลขรายได้แล้วต้องพยายามรักษาความเข้มแข็งการท่องเที่ยวในประเทศมากยิ่งขึ้น รักษาสัดส่วนไว้ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 33 % ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญตามนโยบายรัฐบาลซึ่งมุ่งเน้น “การพัฒนาความเข้มแข็งจากภายใน”
ส่วนการแถลงการณ์ตลาดประจำปี 2561 ททท.จะจัดแถลงแผนโดยมีภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมรับฟังในวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะอธิบายถึงรายละเอียดแผนงานตลอดปีหน้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันกับผู้ประกอบการทุกกลุ่มในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปีหน้า บอกกล่าวถึง ททท.มุ่งเน้นเรื่องสำคัญ ๆ ต้องทำร่วมกัน
ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ททท.แบ่งจัดกิจกรรม “ช่วงเช้า” เปิดมหกรรม Tourism Clinic-ให้คำปรึกษาการตลาดแก่ผู้ประกอบการระหว่างไทยกับคู่ค้าต่างประเทศ แนะนำผู้แทนการตลาด ททท.จากทั่วโลกกว่า 45 คน มาให้คำปรึกษาแนะนำข้อมุลอินไซด์แก่เอกชนไทย “ช่วงเย็น” จะอธิบายให้เห็นถึงทิศทางการทำตลาดปีต่อไป เมื่อทุกฝ่ายเห็นแนวทางแล้วจะได้มีส่วนร่วมทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นมากกว่าของ ททท.แต่เป็นของไทยทั้งประเทศ ททท.ยินดีทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่จะทำให้ภารกิจประเทศให้บรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน
สำหรับ “ภาคชุมชนเจ้าของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น” ก็จะต้องรณรงค์ต่อเนื่องโดยใช้ “ททท.ฝ่ายสินค้า” ทำทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าชุมชน ส่วนหนึ่งทำผ่านโครงการจัดประกวดรางวัล Thailand Tourism Awards สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนและภาพรวมของประเทศต่อไป
“คุณยุทธศักดิ์” ผู้นำ ททท.ได้ฉายภาพการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในทุกมิติทั้งการตลาด การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกับนานาชาติ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้หยั่งลึกลงสุ่เศรษฐกิจฐานรากของท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับสมาชิกอาเซียนทำให้การท่องเที่ยวรอยต่อตะเข็บชายแดนเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเร็ววันนี้นั่นเอง

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “ทอท.ยันคิงเพาเวอร์จ่ายผลตอบแทนถูกต้อง”
“ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการเมื่อปี 2547 คัดเลือกและประกาศผลการตัดสินบริษัทผู้ชนะประมูลได้สิทธิสัมปทานพื้นที่ประกอบการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด โดย บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (King Power Suvarnabhumi : KPS) เป็นคู่สัญญาเข้าประกอบการบริหาร “พื้นที่เชิงพาณิชย์”(commercial Area) กำหนดค่าตอบแทนที่เรียกว่าค่าบริการ 3 %
ซึ่งในสัญญาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้นรวมถึงพื้นที่บริการจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick Up Counter อยู่ด้วย เนื่องจากขณะนั้นไม่ได้แยกการประมูลการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสัญญาเฉพาะ เนื่องจากยังไม่มีผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีรายอื่นมาใช้บริการ ทาง ทอท.จึงกำหนดให้บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จ่ายผลตอบแทนในอัตราเทียบเท่ากับ “ค่าพื้นที่บริการ” พื้นที่เชิงพาณิชย์ปกติ ขั้นต่ำ 15 % ของ 3 % หรือคิดเป็น 0.45 % ของยอดมูลค่าสินค้า
ต่อมาปี 2557 ทางคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.มีมติใหม่ขอให้เปลี่ยนแปลงผลตอบแทนระหว่าง KPS กับ ทอท.ในส่วน “ค่าบริการจุดส่งมอบสินค้าในท่าอากาศยาน” จาก 15 % ของ 3 % หรือคิดเป็น 0.45 % ขยับขึ้นเป็นจำนวนเต็ม 3 % เท่ากับเอกชนเจ้าของสัมปทานต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 2.55 % จากส่วนต่างเดิมจ่ายอยู่ที่ 0.45 %
เรื่องราวทั้งหมดจึงยุติลงได้ และตามกฎหมายสามารถอธิบายได้ว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจากันจนบรรลุถึงข้อยุติไปเรียบร้อยแล้ว ประการสำคัญผลการเจรจาครั้งนั้น ยังส่งผลดีต่อ ทอท.ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการได้ปรับขึ้นค่าผลตอบแทนใหม่ได้รับรายได้สูงกว่าเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาฉบับเดิม

ข่าวที่ 2 “ททท.ฮ่องกงบูมตลาดมาราธอนแห่เข้าไทย”

นางสาวสาริมา ทองจินดามาตย์  ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  สำนักงานฮ่องกง เปิดเผยว่าสถานการณ์ 5 เดือนแรก มกราคม-พฤษภาคม 2560 ชาวฮ่องกงมาท่องเที่ยวเมืองไทยกว่า 3 แสนคน เพิ่มขึ้น 6.4 % จากประชากรรวม 7.3 ล้านคน ปี 2559 มาเที่ยว 7.5 แสนคน คิดเป็น 10 % ของประชากรฮ่องกงทั้งหมด เป็นตลาดระยะใกล้ใช้เวลาบินราว 3 ชั่วโมง
พฤติกรรมของชาวฮ่องกงชอบท่องเที่ยว แต่พื้นที่ในเกาะมีจำกัด และเมืองไทยเป็นสถานที่ยอดนิยมมาซ้ำ ๆ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา ถึง 80 % และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเพียง 20 %   ดังนั้นจะเสนอจุดขายใหม่ ๆ ทั้งในเมืองหลักที่มาซ้ำและจังหวัดใหม่ ๆ ปีนี้มีสายการบินตรง เช่น เอ็กซ์เพรสแอร์ไลน์ บินตรง ฮ่องกง-เชียงราย กระจายเส้นทางไปภาคเหนือ ซึ่งสามารถขยายให้ไปยังเมืองท่องเที่ยวรองและเมืองย่อยในไทยได้
วัยนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียล นับเป็นกลุ่มใช้จ่ายสูง จากฐานเงินเดือนจ้างงานระดับปริญญา มีรายได้คนละ 60,000 บาท/เดือน ส่วนค่าครองชีพสูง คนวัยทำงานจึงนิยมท่องเที่ยวตักตวงความสุข สถิติการใช้จ่ายเงินเที่ยวในไทยเฉลี่ย 6,120 คนต่อวัน วันพักเฉลี่ย 6.4 วัน ชอบพักโรงแรม 5 ดาว
เทรนด์การเดินทางระยะสั้น 2-3 ชั่วโมง จึงเลือกใช้สายการบินโลว์คอสต์ราคาประหยัด แล้วนำเงินมาใช้จ่ายเกี่ยวกับห้องพักหรูและกินอาหารแพง ๆ ในพื้นที่ซึ่งมีรสชาติอร่อย และทำสปาเพื่อการผ่อนคลายและสวยงามสามารถใช้เงินทำสปาได้ทุกวัน เป็นการให้รางวัลแก่ชีวิต โดยเฉพาะศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดยาวก็มาเมืองไทย
ททท.ฮ่องกงมีโปรแกรม Galsaway Application เป็นภาษากวางตุ้ง เจาะกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะ ด้วยการนำโปรโมชั่นจาก ททท.ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก อัพเดทต่อเนื่อง เพราะผู้หญิงมี 54 % ผู้ชาย 46 % ผู้หญิงจึงเป็นกลุ่มศักยภาพและมีอำนาจเป็นผู้นำการตัดสินใจทั้งในกลุ่มเพื่อนและผู้ชาย ใช้เครื่องดังกล่าวเจาะกลุ่มนี้ แล้วก็นำเสนอให้แก่โรงแรมและสปาของไทย เชิญชวนให้มาร่วมโดยนำเสนอแพกเกจใหม่เข้าไปอยู่ตลอดกระตุ้นกำลังซื้อผู้หญิง
ปี 2561 เป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ ฮ่องกงจะต้องเพิ่มตลาดกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวครั้งแรก first visit กลุ่มนักเรียน 14 ปีขึ้นไป แต่ทำอย่างไรจะทำให้ไทยเข้าไปอยู่ในใจเด็ก ๆ เพราะตอนนี้คู่แข่งดาหน้าเข้าปักหลักในฮ่องกง โดยเข้าไปตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว National Tourism Organization :NTOs เกือบ 60 ประเทศ ทั้งที่เป็นประเทศเกาะเล็ก ๆ มีประชากรเพียง 7 ล้านคน
ปีนี้ญี่ปุ่นรุกตลาดฮ่องกงหนักมากทุ่มงบทำแผนที่ชวนเที่ยวโอกินาวา ให้เดินทางกับรถไฟใต้ดิน ทาง ททท.ไทยถ้าจะทำอย่างนั้นได้ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีจึงไม่เหมาะจะลงทุนในลักษณะเดียวกับญี่ปุ่น แต่จะทำโดยอาศัยความขยันร่วมกับเอกชน ทั้งโรงแรม สวนสนุก และอื่น ๆ ให้ทำก่อนล่วงหน้าก่อนฤดูเดินทาง 2 เดือน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางอิสระตามลำพัง F.I.T.มีบริษัทขายท่องเที่ยวบริการ 80 % ต้องทำล่วงหน้าเพราะเป็นตลาดไปเร็วมาเร็วและเอเย่นต์ท่องเที่ยวฮ่องกงขายเร็วมาก จากากรทำงานร่วมกับเขาได้รับความร่วมมือดีมาก
ปีท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เตรียมตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ททท.สำนักงานฮ่องกง ร่วมกับ Action Asia เป็นบริษัทผู้นำการจัดทำวิ่งมาราธอนขึ้นเขา หรือ Mountain Marathon จัดในหลายประเทศรวมทั้งในฮ่องกง ทาง ททท.ได้รับความร่วมมือดีมากจาก อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ทำทดสอบการวิ่งมาราธอนขึ้นเขา โดยไปประชุมกับชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เพื่อให้ชุมชนเห็นชอบและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบใด ๆ และต้องได้รับฉันทามติจากชุมชนเหล่านั้นด้วย ไม่ใช่เฉพาะเอเย่นต์หรือท่องเที่ยวกอบโกยเงินกลับมาอย่างเดียว
โครงการ Mountain Marathon อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะนำร่องให้นักกีฬาที่สมัครเข้าร่วมวิ่งมาราธอนตั้งเป้าไว้ 1,000 คน ทั้งคนไทยและต่างชาติจำนวนละ 500 คน  การแข่งขันจริงจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม 2560 (แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 10 กม.30 กม. และ 50 กม.) วิธีทำจะซื้อต้นไม้มาปลูกป่าและทำลงไปทำฝายกั้นน้ำให้ชุมชนด้วย ซึ่งหารือกับทางผู้เกี่ยวข้องแล้วกำหนดจะจัดทำเป็นกิจกรรมประจำปีในโอกาสต่อไป
ส่วนกลยุทธ์การขายทำเส้นทางเชื่อมต่อโดย ททท.สำนักงานฮ่องกง จับมือกับการบินไทยท่องเที่ยวต่อในเชียงใหม่ ทำแพกเกจการท่องเที่ยวคืนสู่ธรรมชาติ สอดคล้องกับพฤติกรรมของฮ่องกงชอบทำกิจกรรมการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะมาราธอนดังกล่าว
ข่าวที่ 3 “บมจ.บางจากลุยหนุนคลังสินค้าสพาร์”
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานว่าล่าสุด บริษัท สพาร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารซูเปอร์มาเก็ตสพาร์ ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับบางจากและตั้งเป้าภายในปี 2563 พร้อมเปิดตัวร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศไทยกว่า 300 สาขา ด้วยการเลือกใช้ดีเอชแอลเป็นซัพพลายเชน จะสนับสนุนการบริการขนส่งสินค้า บริการกระจายสินค้า และคลังสินค้าแบบครบวงจร
ส่วนบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด จะให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันสพาร์ใช้คลังสินค้าดีเอชแอลบางนา โลจิสติกส์แคมปัส เป็นคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า และใช้คลังสินค้าย่านคลองประปาในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง
ขณะที่ " บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ในเครือ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น” ได้รับ 2 รางวัลจาก The European นิตยสารการเงินชั้นนำของยุโรป ฉลองครบรอบ 2 ปี วันที่ 17 กรกฎาคมนี้
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่านับเป็นโอกาสดีที่นิตยสารการเงินชั้นนำของยุโรป "The European" ประกาศผลโหวตจากบรรดาฟันด์เมเนเจอร์และนักธุรกิจชั้นนำในยุโรป ให้บีซีพีจีเป็นบริษัทที่มีความโดดเด่นที่สุดด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย และเป็นบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการเป็นเลิศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับรางวัล The European Awards จัดโดยนิตยสาร The European ของสำนักพิมพ์ Chase Publishing  ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นนิตยสารที่มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ และเป็นพันธมิตรทางสื่อกับสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Thomson Reuters   ทั้งนี้ การประกาศผลอย่างเป็นทางการเดือนพฤศจิกายนนี้

ข่าวที่ 5 “จัดเทศกาลดนตรีเขาค้อปลุกเที่ยวหน้าฝน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนคนไทยออกมาสัมผัสเสน่ห์แห่งฤดูฝนฟรีตลอดงาน เปิดให้ทุก ๆ วัยชวนเพื่อนๆ ใส่เสื้อกันฝน สวมรองเท้าบูทเก๋ๆ ไปเติมเต็มความสุขฟรีตลอดในงานเทศกาลดนตรีฤดูฝน Raincoat Music Fest 2017 ที่คนไทยจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ จะต้องตกหลุมรัก...ฤดูฝน
 ร่วมเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติชุ่มฉ่ำช่วงฤดูท่องเที่ยวหน้าฝน วันที่ 4 – 5 สิงหาคมนี้ เวลา 16.00 – 22.00 น. ที่ Jollyland  อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โลดแล่นไปตามเสียงดนตรีในทริปการเดินทางเพื่อไปพบกับศิลปินชั้นนำหลากหลายอารมณ์ความสุขจาก 8 วงด้วยกัน ทั้ง อ๊อฟ ปองศักดิ์, Tattoo Colour, วง MIND, Instinct, Bedroom Audio, Fellow fellow, Chilling Sunday และHelmethead และร่วมมุมปาร์ตี้สนุก ๆ และสนุกกับกิจกรรมอีกมากมายตลอดงานในบรรยากาศสุดแสนสบายกลางหุบเขาค้อ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

ข่าวที่ 6 “TCEBจับมือ4สมาคมเร่งพัฒนาไมซ์8เรื่อง”
นางนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” กล่าวว่า ร่วมกับพันธมิตรทำงานเชิงบูรณาการ 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) ในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการหลัก กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ เมืองแห่งไมซ์ และกลุ่มภาคการศึกษา  ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไมซ์ให้ครบทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในระดับสากล
โดย TCEB และ 4 สมาคม ตกลงจะร่วมมือกันทำ 8 เรื่อง ได้แก่ 1. สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคลากรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความพร้อมบุคลากรของไทยเพิ่มขึ้น
2.ส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานบุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อยกระดับการแข่งขันของไทยให้แข่งขันระดับนานาชาติได้
3.สร้างความตระหนักด้านการจัดงานไมซ์อย่างยั่งยืน โดยการให้ความรู้และสนับสนุนนำไปปฏิบัติในองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้ประเทศเป็นผู้นำการจัดงานไมซ์อย่างยั่งยืน
4. ส่งผู้แทนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านไมซ์ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์พร้อมทั้งปฏิบัติและดำเนินการตามแผนงานและภารกิจให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อตกลง
5.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านข้อมูลข่าวสารที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์
6. ประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้บุคลากรในองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเชื่อมโยงเว็บไซต์ของหน่วยงาน
 7. จัดหาวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านไมซ์ เพื่อแบ่งปันความรู้ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ประสานงานให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาของสถาบันการศึกษาภายใต้โครงการหลักสูตรไมซ์มาตรฐานสากลเข้าฝึกงานในองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
8. ร่วมกันปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายในภารกิจอื่นๆตามที่ได้ตกลงไว้

ช่วงที่ 2 ตามไปเที่ยวใกล้กรุง “ราชบุรี” มีสถานที่พักผ่อนใหม่ดี ๆ หลากหลาย ส่วนการออกกำลังด้วยการเดินเป็นประจำจะอายุยืน และฟังข่าวฮ็อต ๆ


@เที่ยวไทยสไตล์ราชบุรีที่ “คอโรฟิลด์และเถ้าฮงไถ่”

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เมือง “ราชบุรี” ในอดีตมี “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก” ชูโรงสร้างชื่อเสียงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเมืองไทยต้องแวะไปสักครั้ง มาถึงยุคนี้ราชบุรีเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวสไตล์ใหม่หวนคืนสู่ธรรมชาติขึ้นอีกหลายแห่งทั้งในอำเภอเมือง และอำเภอสวนผึ้ง
ไปสูดอากาศเขียวขจีหน้าฝนกันที่ “Coro field” วิถีท่องเที่ยวชุมชนเกษตรแนวใหม่ครบวงจรในดินแดน “เกษตรอินทรีย์” พื้นที่ 140 ไร่ ติดถนนใหญ่ ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยแห่แหนกันไปชิม แชร์ ช้อป และร่วมทำกิจกรรม D.I.Y.กันไม่ขาดสาย
บริเวณด้านหน้าของ “Coro field” มี “ร้านอาหาร” โอบล้อมด้วยกระจกใสตกแต่งเรียบง่ายสีธรรมชาติไม่ฉูดฉาด ด้านข้างมีแปลงผักสลัดปลูกแบบอินทรีย์เรียงรายอยู่ตามแปลงสวยงาม 4 ชนิด เป็นผักยอดนิยมคือ Green กับ Red Oak ปลูกสลับกับผักสลัด Salanova ใบหยิกสีแดงอ่อน เปิดให้นักท่องเที่ยวนำอุปกรณ์ไปตัดผักมาทำสลัด ในกิจกรรม Grown & Harvest เรียนรู้การปลูกผักแล้วนำมาเข้าครัวปรุงเมนูอาหาร มีให้เรียนวันละ 5 รอบ ทำเสร็จแล้วนำกลับบ้านได้ ด้วยค่าบริการคนละ 200 บาท

พื้นที่ลึกเข้าไปตอนกลางเป็นพื้นที่ “สวนเมลล่อนในระบบกรีนเฮาส์” โดยมีต้นจำนวนมากกำลังออกผลน้อยใหญ่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด บริเวณใกล้ ๆ สวนเมล่อนก็มี “Coro House” เปิดวันละ 5 รอบ ค่าเข้าชมคนละ 200 บาท ใช้เวลา 30-45 นาที เป็นโซนบริการนักท่องเที่ยวเข้าไปศึกษาเรียนรู้สัมผัสประสบการณ์อย่างลึกซึ้งถึงกรรมวิธีปลูกเมล่อนอันทันสมัยที่สุดในอาเซียน ให้กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจของท้องถิ่น สนนราคาขายลูกละ 200-1,000 บาท
ด้านหลังสุดมีเรือนกระจกพร้อม “ไม้กระถางขนาดจิ๋ว” ตั้งอยู่ในตารางไม้สี่เหลี่ยมติดผนังปูเปลือย ตรงกลางห้องมีอุปกรณ์หินสีและเครื่องมือตกแต่ง ซึ่งจัดเตรียมไว้บริการนักท่องเที่ยวร่วมทำกิจกรรม Coro G.I.Y.ตกแต่งกระถางไม้จิ๋วตามดีไซน์ที่ชื่นชอบแล้วนำกลับบ้านได้เลย กิจกรรมนี้คิดค่าบริการคนละ 145 บาท
รวมทั้งมีกิจกรรม  “ไบซีเคิลแรลลี่” ปั่นจักรยานแบบแรลลี่ ตั้งแต่ 9.00-17.00 น.ระยะทาง 6.6 กม.ค่าบริการคนละ 200 บาท หรือ จะเลือก “ไบซิเคลทัวร์” ชมฟาร์มและวิถีชุมชน ระยะทาง 3-5 กม. ช่วง 09.00-15.30 น.ก็ได้ ในราคาคนละ 300 บาท

“พอร์ช-มิตรดนัย สถาวรมณี” วิศวกรหนุ่มทายาท SV Group รับไม้ต่อธุรกิจผันชีวิตมาเป็นฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่  กับน้อง “พีช-พรรณดนัย” เล่าให้ฟังว่าทั้งสองคน่ ต้องสร้างอาณาจักร “Coro field” ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบไร้พรมแดน ให้คนได้ใช้ชีวิตแบบช้า ๆ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ จากความตั้งใจของเขาที่ต้องการพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้นด้วยการเกษตรขยายผลทำให้เกิดความยั่งยืนดำรงอยู่อย่างมีความสุขร่วมกันนักท่องเที่ยวไปได้ตลอดชีพ จึงปลูกแปลงผักที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ควบคู่กับเปิดบริการ “ร้านอาหาร” นำผักสลัด ผลไม้เมล่อนพันธุ์นำเข้าจากญี่ปุ่น และวัตถุดิบต่าง ๆ  มาปรุงเมนูอาหารเสิร์ฟนักท่องเที่ยว โดยเปิดร้านอาหาร Coro Field ที่นำพืชผักการเกษตรมาแปรรูปเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อชีวิตคน

โดยการออกแบบเมนูอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากการปลูกเมล่อน 1 ลูกล้วนเป็นมาสเตอร์พีซของเกษตรกร ซึ่งสามารถส่งผ่านคนเมือง ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารของโคโรฟิลด์ ยกขึ้นโต๊ะแล้วสามารถรับประทานได้ตลอดทุกวัน

Coro Field เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2548 ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์จะมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการวันละถึง 5,000 คน ส่วนวันธรรมมีจำนวน 100 คนขึ้นไป ตอนนี้ได้ขยายเครือข่ายเปิดสาขาร้านอาหารในชื่อ “Coro HARVEST” ตั้งอยู่ที่ในเอสพานาด รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ รองรับได้ 50 ที่นั่ง ภายในปี 2561 จะขยายเพิ่มอีก 2-3 สาขา ในทำเลห้างสรรพสินค้า อาทิเมกะบางนา เซ็นทรัล พาราก้อน

สำหรับรายได้ของกลุ่ม Coro เริ่มจาก 1.Coro field แหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงอาหารแบบครบวงจร มีรายได้ปีละ 30 ล้านบาท  2.SV group ธุรกิจขายปุ๋ยอินทรีย์ตั้งแต่ยุคบุกเบิก ตอนนี้ปรับกลยุทธ์การขายผ่านออนไลน์ มีรายได้ปีละ 15 ล้านบาท กำลังจัดทำสไตล์ใหม่ในลักษณะ Farmer Friend ให้บริการเกษตรกรโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเกษตรกรการเพาะปลูกครบวงกร 3.Koro HARVEST ใช้เงินลงทุนสาขาละ 5 ล้านบาท ทำธุรกิจร้านอาหารปรุงด้วยวัตถุดิบจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์
สนใจไปเที่ยว Corofield สวนผึ้ง ราชบุรี โทร.092-659-4791 หรือ www.corofield.com
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยอีกแห่งในอำเภอเมือง คือ “โรงงานเถ้าฮงไถ่” แหล่งผลิตโอ่งราชบุรีเลื่องชื่อมานานกว่า 7 ทศวรรษ (70 ปี) ที่ส่งต่อมาสู่ทายาทรุ่น 3 แปลงโฉมเป็นศูนย์กลางชุมชนคนเมืองโอ่งให้กลายเป็น “งานศิลป์ถิ่นเมืองอาร์ต” ไปเรียบร้อยแล้ว

“วศินบุรี สุพานิชย์วร” ทายาทรุ่นสามของ “เถ้าฮงไถ่” เล่าวว่าเมื่อปี 2476 “ยุคแรก” ปู่หรือก๋งบุกเบิกนำเข้าโอ่งมาจากจีนมาขาย พอเดินทางมาถึงราชบุรีเจอดินและทำเลเหมาะ ชวนพรรคพวกตั้งโรงงานผลิตโอ่งลายมังกรใช้ดินในท้องถิ่นผสมขี้เถ้าปั้นโอ่งด้วยสีธรรมชาติออกเหลืองปนน้ำตาล ต่อมา “ยุคสอง” คนใช้โอ่งน้อยลงจึงเริ่มมีวิวัฒนาการ ปั้นโอ่งทำเป็นประดับตกแต่ง เข้า “ยุคสาม” เรียกยุค knowhow -ดีไซน์แตกต่างจากทั่วไปในสไตล์เซรามิกมากขึ้น สั่งซื้อดินจากขาวจากลำปางมาปั้นและดินจากสุราษฎร์ธานีมาตกแต่งลาย โดยยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้ผสมสานดีไซน์สมัยใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นกลุ่ม โรงแรม รีสอร์ต อสังหาริมทรัพย์
ขณะเดียวกันก็ทำให้ “เถ้าฮงไถ่” เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยว จัดทำเป็นแหล่งเรียนรู้ ปรารถนาให้คนเข้าใจเรื่องศิลปะร่วมสมัย เป็นแหล่งเรียนรู้ซึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอย่างไร้ขีดจำกัด ทุก 2-3 ปี จะจัดกิจกรรมที่เรียกว่า “ปกติศิลป์-Art Normal” โดยนำชุมชนรอบพื้นที่เข้ามาร่วมสร้างสรรค์นำเสนอผลงานดี ๆ สู่สายตาชาวโลก รักษาวิถีชีวิตชุมชนโอ่งราชบุรีให้คงอยู่อย่างมีคุณค่าอย่างยั่งยืน

สนใจไปชมแหล่งท่องเที่ยวผลิตโอ่งราชบุรี “เถ้าฮงไถ่” โทร.032-337-574 หรือ ดูรายละเอียดที่ www.thtceramic.com

@ออกกำลังกายด้วยการเดินดีต่อใจ
ร่คนเราจะมีพัฒนาการตามธรรมชาติของระบบต่างๆ ได้สูงสุดถึงอายุ 30 ปี  หลังจากนั้นจะเริ่มถดถอยลงอย่างช้า ๆ  ดังนั้นจึงควรเริ่ม “ออกกำลังกาย" โดยทั่วไปแล้ว “การเดิน” น่าจะเหมาะที่สุด เพราะสามารถทำได้ง่าย สะดวก และไม่ต้องอาศัยทักษะซับซ้อน ใช้เวลาเพียงเดินต่อเนื่องประมาณ 20 – 30 นาทีขึ้นไป  เดินสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง
ข้อดีของการเดิน
ด้านร่างกาย
1.  ช่วยให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น  ปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือสารอาหารใด ทำให้หัวใจและปอดมีความแข็งแรงทนทานได้เหมือนออกกำลังกาย
2.  ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ  โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่มักมีปัญหากระดูกบาง
3.  ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย
4.  ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก  อาจใช้การเดินช่วยลดน้ำหนักตัวได้  โดยเดินวันละประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น          
5.  ลดความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ  เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลงนั้นพบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานดีขึ้นร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้งานได้ดนั่นคือควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น
ด้านจิตใจ  ช่วยให้คลายเครียด รู้สึกสบายหลังเดินออกกำลังกาย   ซึ่งช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ได้มากขึ้น  ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดและทำให้รู้สึกสุขสบาย
เทคนิคการเดินที่ถูกต้อง
            แนะนำให้เดินเร็ว ๆ ก้าวเท้าถี่ ๆ แกว่งแขนแรง ๆ   และก่อนออกกำลังกายต้องอบอุ่นร่างกายยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ร่างกายรับรู้ถึงการเตรียมพร้อมของการทำงานของระบบต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการบาดเจ็บของระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ สิ่งสำคัญคือ  “เดินแล้วต้องรู้สึกเหนื่อย” แนะนำให้ใช้การเดินสลับวิ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ เช่น เดิน 50 ก้าว สลับวิ่ง 50 ก้าว ประมาณ 5 ชุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มจนได้ 10 ชุด/วัน  แล้วค่อยลดจำนวนก้าวเดินลงเป็น 40 ก้าวสลับกับวิ่ง 50 ก้าว จนครบ 10 ชุด/วัน  ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนเหลือการเดินเป็น 10 ก้าวสลับกับวิ่ง 50 ก้าว

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก “บอร์ดบินไทยใจป้ำอนุมัติลงทุน3โปรเจ็กต์”
บอร์ดบินไทยใจป้ำอนุมัติรวดเดียว 3 โปรเจ็กต์ใหม่ “เพิ่มฝูงบินใหม่ 28ลำ-เพิ่มจุดบินและความถี่ทั่วยุโรป-ขยายครัวการบิน”
เรืออากาศตรีมนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2560 มีมติอนุมัติแผนจัดหาเครื่องบินใหม่ทดแทนเครื่องบินใหม่ 5 ปี ระหว่างปี 2560-64 จำนวน 28 ลำ เป็นของการบินไทย 19 ลำ ชนิดลำตัวกว้าง 17 ลำ และลำตัวแคบ 2 ลำ และของไทยสไมล์ 9 ลำ ปลายปี 2562 จะเริ่มทยอยรับมอบเครื่องบินลำแรกได้ ระหว่างนี้ต้องเร่งศึกษาผลดีผลเสียวิธีการจัดซื้อหรือเช่าให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้งภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
พร้อมทั้งอนุมัติบริการบินเพิ่มเติม 1.เปิดจุดบิน กรุงเทพฯ-เวียนนา (ออสเตรีย) สัปดาห์ 4 เที่ยว เพราะจากการศึกษาข้อมูลปัจุบัน สามารถเชื่อมโยงเส้นทางของการบินไทยในยุโรปตะวันออก 2.เพิ่มความถี่กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ กรุงเทพฯ-โรม มิลาน กรุงเพทฯ-มอสโก กรุงเทพฯ-สแกนดิเนเวีย เป็นสัปดาห์ละ 7 เที่ยว จากเดิม 4-5 เที่ยว
ขณะเดียวกันก็เร่งแก้ไขปัญหาฝูงบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ จำนวน 6 ลำ ที่ต้องติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ของโรลล์รอยซ์เริ่มคืบหน้าบ้างแล้วจะเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในกันยายนนี้ เริ่มจากกรกฎาคมนี้ซ่อมเสร็จแล้ว 1 ลำ และเตรียมนำไปซ่อม 3 ลำ สิงหาคมซ่อม 2 ลำ
ล่าสุดบอร์ดการบินไทยอนุมัติขยายครัวการบินด้วยงบลงทุน 95 ล้านบาท เพื่อเพิ่มรายได้อีกปีละ 250 ล้านบาท จากปัจจุบันทำได้เพียง 150 ล้านบาทควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร เจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน รองรับไลน์การผลิตอาหารเพิ่มอีกวันละ 3,500-5,000 ชุด จากปัจจุบันผลิตได้วันละ 10,000 ชุด

ข่าวที่สอง “โรงแรม3แบรนด์ไทย5ปีหน้าบุกทั่วเอเชีย216แห่ง”
ตลอดครึ่งปี 2560 โรงแรมบิ๊กแบรนด์ของคนไทย “ดุสิต-ออนิกซ์-ไมเนอร์” ดาหน้ากันออกมาให้ข้อมูลถึงแผนบุกขยายการลงทุนและรับบริหารโรงแรมในต่างประเทศ 5 ปีข้างหน้า รวมกันกว่า 226 แห่ง เป็นการรุกเข้าไปก่อนเพื่อขานรับเศรษฐกิจเอเชียพุ่งจะสามารถชิงโกยสัดส่วนรายได้ธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศให้ทะลุ 50 %
แบรนด์แรก กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า วางแผนรับบริหารโรงแรมเพิ่มในอีก 5 ปีข้างหน้า ใน 14 ประเทศ ขณะนี้ได้ทยอยทำสัญญารับบริหารราว 51 แห่ง จากปัจจุบันเครือดุสิตมีโรงแรมบริการใน 8 ประเทศ 29 แห่ง โดยล่าสุดจับมืกับกลุ่มบริษัทโดสเซ่น อินเตอร์เนชั่นแนล (brand licent) มุ่งพัฒนาแบรนด์โรงแรมดุสิตปริ๊นเซสในจีนตั้งเป้าไว้ 40 โรงแรม
การปักธงขยายแนวรุกสู่ต่างประเทศมีเป้าหมายต้องการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้มีสัดส่วนถึง 50 % จากปัจจุบันมีอยู่เพียง 30 % ของทั้งหมด ซึ่งเดิมมีรายได้จากโรงแรมในประเทศสูงถึง 70%
ส่วนการลงทุนในประเทศ กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ร่วมลงทุนกับซีพีเอ็น ใช้เงิน 36,000 ล้านบาทก่อสร้าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ก” ในลักษณะมิกซ์ยูส ขึ้นแทนดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่เตรียมปิดแล้วทุบทิ้ง

เครือออนิกซ์ของตระกูลอิตัลไทยเพิ่ม 99โรงแรม
ส่วนโรงแรมแบรนด์ไทยอีกกลุ่ม ของทายาทธุรกิจอิตัลไทย “กลุ่มออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” รายงานว่าภายในปี 2567 จะขยายโรงแรมขนาดกลางในภูมิภาคเอเชียเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 79  แห่ง ใน 11 ประทศ โดยจะเพิ่มเป็น 99 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 20 แห่ง
ขณะที่การลงทุนโรงแรมในประเทศ วางแผนใช้เงิน3,500 ล้านบาท ปรับโฉมกิจการในพัทยา ทั้ง โรงแรมอมารี พัทยา จะเพิ่มเฟสใหม่ทำห้องสวีสในโซนเดิมของพัทยา การ์เด้น วิงให้แล้วเสร็จช่วงต้นปี 2562 พร้อมกับพัฒนาโรงแรมใหม่ โอโซ่ พัทยา อยู่ใกล้กับโอเชี่ยน ทาวเวอร์

กลุ่มไมเนอร์โฮเทลส์ยึดหัวหาด32ประเทศ
 กลุ่มไมเนอร์ โฮเทลส์ ย้ำถึงแผนการลงทุน 5 ปีหน้า การขยายกลยุทธ์บริหารโรงแรมตามเป้าปี 2563 ใน 32 ประเทศ ให้ได้ครบถึง 250 แห่ง เพิ่ม จากปัจจุบันมีอยู่ 24 ประเทศ 154 แห่ง ครอบคลุมทั่วเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา และมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเป้าหมายปี 2564 จะเพิ่มสัดส่วนสร้างรายได้จากโรงแรมในต่างประเทศมากถึง 68% ปัจจุบันทำได้ 54% โดยมาจากโรงแรมในไทยอีก 46%
ขณะเดียวกันก็จะลงทุนโรงแรมใหม่ โดยใช้เงินประมาณ 3,400 ล้านบาท รวม 31 แห่ง เป็นการลงทุน 6 แห่ง ในเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย แทนซาเนีย และไทย  กับรับบริหาร 25 แห่ง ประเทศหลัก ๆ เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์
เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
คอลัมนิสต์ท่องเที่ยวและนักเขียนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว gurutourza

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ททท.ระดมเอกชนพัทยาจัดทัพธุรกิจใหม่รับEEC-เที่ยวศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน

ททท.นำเอกชนพัทยาจัดทัพธุรกิจใหม่ปี’61
ขยายแนวรุกEECต่อยอดท่องเที่ยว4จังหวัด
ยึดแหลมแท่นจัดอาหารถิ่น5ภาค28-30ก.ค.
คิง เพาเวอร์ลุยประมูลใหม่สุวรรณภูมิปี’61
ททท.ยุโรปปี'61บูมThailand in the Air
สมาชิกบางจากซื้อ1แถม1Wawachaทั่วไทย
ทัวร์ศูนย์ฯอาชีพเชี่ยวหลานกุ้ยหลินไทย
KTCจับมือร้านญี่ปุ่นลดแหลกแจกทัวร์ฟรี
5โรงแรมงัดจุดขายเด่นๆชิงลูกค้าหน้าฝน

สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz.ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” (ฟังทางมือถือเลือก FM 97.0 หรืออ่านใน www.facebook.com/penroong ฟังย้อนหลังทาง youtube www.facebook.com/rauydauykhao) #gurutourza #thailandfest #AmazingThailand

ช่วงที่ 1 “คุณลัดดา ศรุติลาวัณย์” ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา ตอกย้ำว่าปี 2560 รายได้ท่องเที่ยวชลบุรีคือแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ปี 2561 กำลังต่อยอดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC (Eastern Economic Corridor :EEC) เชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาทางกายภาพของการลงทุนขยายเส้นทางคมนาคม บก-น้ำ-อากาศเชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงแถบระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี และที่แน่ ๆ ช่วงวันหยุดยาว 28-30 กรกฎาคม 2560 นี้ จะจัดมหกรรม “เทศกาลอาหารถิ่นประเทศไทย” ยกอาหารเด็ดเมนูหารับประทานยากรวม 200 ร้าน มารวมไว้ที่แหลมแท่น บาดบางแสน แล้วจากนั้นจะเร่งเครื่องเจาะตลาดผู้หญิงและคนรวยเข้ามาเพิ่มอย่างคับคั่งต่อไป
สุลัดดา ศรุติลาวัณย์
ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา


“คุณสุลัดดา ศรุติลาวัณย์” ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา เปิดเผยว่า เตรียมทำกิจกรรมการตลาดเริ่มตั้งแต่วันที่ 28-30 กรกฎาคม นี้ จะจัดมหกรรม “เทศกาลอาหารถิ่นประเทศไทย”  จัดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยปีนี้จะใช้พื้นที่บริเวณแหลมแท่น หาดบางแสน ระยะทางยาว 1 กม. ภายในงานชูไฮไลต์การรวมสุดยอดเมนูอาหารถิ่นจาก 5 ภูมิภาค ททท.ทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียวกัน หารับประทานอาหารยาก ต้องไปถึงที่นั้น ๆ จึงจะได้ลิ้มรส การจัดครั้งนี้จึงเน้นระดมเมนูเด็ดของ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก มาไว้ในงานเดียวกัน เลือกมาภูมิภาคละ 10 ร้านเด็ดร้านดัง 50 ร้าน

แบ่งตามโซน โซนแรก “อาหารถิ่น” ได้แก่ “ภาคตะวันออก” ข้าวคลุกพริกเกลือ จันทบุรี หรือปลาคก ชลบุรี ซึ่งทำจากปลาตะเพียนต้มเค็ม “ภาคกลาง” นำเสนอเต้าหู้ดำ ราชบุรี “ภาคใต้” ก็มี หมึกดำหั่นตะไคร้ กระบี่

นอกเหนือจากอาหารถิ่นของแต่ละภูมิภาคแล้วก็ยังมี “โซนที่สอง” อาหารพิเศษซึ่งจัดทำเป็น “บางแสน ฟู้ดสตรีท” ของแต่ละร้านอาหารชั้นนำ ผนวกกับเข้าเมนูขึ้นชื่อ รวม ๆ กันจำนวน 100 ร้าน
ดังนั้นภายในงานเมื่อรวมจำนวนอาหารถิ่นกับฟู้ดสตรีทเข้าด้วยกันแล้วจะมีมากกว่า 150 ร้าน

“โซนที่สาม” อาหารกินตามตำนาน จะจัดนิทรรศการและกิจกรรมให้ความรู้ เล่าเรื่องราวของอาหารซึ่งแต่ละเมนูมีความเป็นมาผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมานาน ตัวอย่างเช่น “ไก่ต้มกระวาน” บอกถึงวัตถุดิบ ส่วนผสม ซึ่งเป็นเครื่องปรุงทั้งหมด แหล่หารับประทานได้ที่ไหน พร้อมสาธิตวิธีปรุงเมนูดังกล่าวโดยมีเชฟมาสาธิตบนเวที แสดงให้เห็นถึงพื้นที่แหล่งวัตถุดิบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทาง และองค์ความรู้ของอาหารเหล่านั้นเอาไว้ด้วย

ผลตอบรับของนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเข้าร่วมงานได้เลือกจัดเทศกาลอาหารถิ่นประเทศไทยช่วงวันหยุดยาว ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์” ซึ่งพื้นที่ชลบุรี บางแสน เป็นสถานที่ยอดนิยมท่องเที่ยววันหยุด เพราะเดินทางได้ง่าย คาดการณ์ปีนี้ได้ทำยอดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 60,000 คน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวน่าจะเหมาะกับการเดินทางเที่ยวระยะใกล้แถบภาคตะวันออกด้วย

ขณะเดียวกันก็ได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อขยายหรือต่อยอดการท่องเที่ยวรองรับนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง แต่ละจังหวัดจะมีลักษณะเฉพาะต่างกัน เริ่มจาก “ชลบุรี” เป็นเมืองท่องเที่ยวและเทคโนโลยี ส่วนเรื่องการพัฒนาจะมี ทางกายภาพ คมนาคมเชื่อมโยง ประกอบด้วย

“ทางบก” ขยายเส้นทางมอเตอร์เวย์ส สู่ระยอง

“ทางน้ำ” ศึกษาทำให้เป็นฮับเรือยอร์ช เฟอรี่ซึ่งเปิดบริการประจำเส้นทาง พัทยา-หัวหิน มาแล้วระยะหนึ่ง พร้อมเป็นฮับครุยส์ขนาดใหญ่ มีมาแวะขึ้นท่าเรือแหลมฉบังตลอดทั้งปีประมาณ 80 ลำ แต่ละลำก็นำนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาสู่พื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ด้วย

“ทางอากาศ” ซึ่งมีท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นเสาหลักนำผู้โดยสารเข้ามาในฐานะสนามบินพาณิชย์ใกล้กรุงเทพฯ แห่งที่ 3 ต่อจากสุวรรณภูมิและดอนเมือง

การพัฒนาทางกายภาพทั้งหมดจะร้อยเรียงจากโลจิสติกส์ บก-น้ำ-อากาศ เข้ากับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ เชื่อมโยงกันครบวงจร จึงประเมินว่าน่าจะเกิดประโยชน์โดยรวม

ประการสำคัญยังจะผลักดันการ “ขยายเมืองพัทยาให้ใหญ่ขึ้น” หรือที่เรียกว่า Greater Pattaya ไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงไปสู่ บางสะเหร่ นาจอมเทียน เพิ่มมากขึ้น ปรับภาพลักษณ์พัทยาไปในตัวด้วย

โซนการท่องเที่ยวของชลบุรี ครอบคลุมตั้งแต่ บางแสน พัทยา เกาะสีชัง จะรวมเป็นโซนท่องเที่ยวทั้งหมด และมีกิจกรรมเสริมทางด้านอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง เรื่องกีฬา อย่างบางแสน พัทยา จะนิยมจัดแข่งกีฬาหลายชนิด เช่น ไตรกีฬา วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตลอด

ขณะที่ประเทศไทยเตรียมบูมเรื่อง “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ในปี 2561 เป็นนโยบายหลักของ ททท.กำลังรวบรวมเรื่อง Food ทั้งหมด ทั้งฝั่งพัทยา แยกเป็นอาหารถิ่น หรูหรา ทำเป็น FOOD MAP ให้นักท่องเที่ยวเห็นเป็นแนวคิดที่จะไปหารับประทาน ส่วนอาหารถิ่นเฉพาะพื้นที่ก็ทำต่อเนื่องและจะสร้างรูปแบบอย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงนำ “ชุมชน” ไปออกบูธเพื่อบ่งบอกตัวตนของอาหารพื้นถิ่นนั้น ๆ

การนำเสนอแผนการตลาดปี 2561 เรื่องแรก “อาหาร” จะชูลงทุนผลิตแผนที่การท่องเที่ยวเชิงอาหารหลากหลาย และอาหารถิ่น เรื่องที่ 2 ตลาดจัดประชุมสัมมนา ทั้งพัทยา ชลบุรี มีสถานที่รองรับประชุม สัมมนา มีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ ภายในปี 2561 ศูนย์ประชุมของสวนนงนุชพร้อมเปิดบริการใหม่ด้วย อีกทั้งยังมีที่พักโรงแรมรีสอร์ตทุกระดับเพียบพร้อม รองรับได้ทุกกรุ๊ปตลาดเป้าหมาย เรื่องที่ 3  “กลุ่มศักยภาพ” เดินหน้าต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง รวมทั้งครอบครัว เน้นกิจกรรม ที่ชอบความสวยงาม พักผ่อนสปา กิจกรรมไฮเอนด์ล่องเรือยอร์ช ต้องการสร้างให้เดินทางเข้ามา จึงต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัยยิ่งขึ้น

ตลาดผู้หญิงมาจากต่างประเทศ ที่ใช้จ่ายเงินสูงและมีจำนวนมาก ได้แก่ จีน และเอเชียใต้ จากอินเดียมีพฤติกรรมคล้ายคนไทยชอปไปซื้อของและชมสถานที่ท่องเที่ยว จัดงานใหญ่ ๆ เช่น แต่งงาน

การท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนทางพัทยา ททท.สำนักงานใหญ่บูมเรื่องเดือนแห่งผู้หญิงท่องเที่ยว Women Jouney นั้น ททท.พัทยาได้ทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคม-15 สิงหาคม นี้ เป็นกิจกรรมในชื่อแคมเปญ Exclusive Deluxe Pattaya ผลิตแพกเกจท่องเที่ยวเรือยอร์ช ดำน้ำ ชมปะการัง ทำกิจกรรมบนเรือ โดยร่วมกับทางโรงแรมชั้นนำ 4 แห่ง นำห้องพักผนวกเข้ากับกิจกรรมเสริม เช่น ปั่นจักรยานยามบ่าย หรือสปา ดื่มชายามบ่ายริมทะเล ขายเจาะกลุ่มตลาดผู้หญิงโดยเฉพาะ

หลังจากรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติแรงงานต่างด้าว ซึ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้นนั้น พัทยาก็ได้รับผลกระทบบ้างเพราะร้านอาหาร โรงแรม ก็จ้างต่างด้าวพอสมควร แต่อย่างไรก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแชร์ข้อมูลระหว่างกัน

ปี 2560 แนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวของชลบุรี 2 ไตรมาสแรกอยู่ในแดนบวกและจะเติบโตจากเมื่อปี 2559 ทั้งจังหวัดประมาณเกือบ 200,000 ล้านบาท หากไม่มีผลกระทบจากเหตุการณ์เหนือความคาดหมายใด ๆ และปัจจัยรอบด้านยังคงอยู่ในแดนบวก เรื่อยไปจนถึงที่พัก การเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่จำนวน สถานแสดงโชว์ เป็นมิติใหม่ที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาชมซึ่งเป็นแมนเมดนำนวัตกรรมและพ็อตเรื่องวรรณคดีผสเทคนิคสมัยใหม่มาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชม หรือสวนน้ำสมัยใหม่เหมาะแก่กลุ่มครอบครัว

โดยสรุปตลอดปี 2560 “รายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี” จะสามารถทำได้เข้าเป้าหมายเกินกว่า 200,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิง เพาเวอร์พร้อมแข่งสัญญาใหม่สุวรรณภูมิ”


นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยถึงแผนงานการเตรียมพร้อมเข้าแข่งขันงานประมูลรอบใหม่สัมปทานกิจการร้านค้าปลอดภาษี (Duty free) ในท่าอากาศดอนเมือง ที่กำลังทยอยเปิดแล้ว และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะหมดสัญญาปี 2563  ขณะนี้รอดูเงื่อนไข และระยะเวลารอความชัดเจนในการเปิดประมูลครั้งใหม่

โดยกลุ่มคิง เพาเวอร์ จะเตรียมตัวให้พร้อมสุดสู้อย่างเต็มที่ รวมทั้งประเมินจะมีคู่แข่งขันลงสนามประมูลในกลุ่มเดิม ๆ เป็นปกติ

สำหรับแนวทางการเปิดประมูลใหม่นั้น นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) “ทอท.” ชี้แจงมาตลอดว่าสัญญาของ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จะสิ้นสุดปี 2563 แต่ในทางปฏิบัติ ทอท.จะเปิดประมูลใหม่ปลายปีนี้หรือต้นปี 2561 กำหนดเลือกเปิดประมูลเสรีแต่จะคัดเลือกผู้ชนะเข้าทำสัญญาสัมปทานเพียงรายเดียว


โดยจะแบ่งการประมูลพื้นที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะออกเป็น 3 สัญญา ประกอบด้วย 1.สัญญาบริหารร้านค้าปลอดภาษี (Duty Free) ทั้งพื้นที่เก่าและส่วนต่อขยายอาคารหลังใหม่สุวรรณภูมิ 2.พื้นที่เชิงพาณิชย์ (commercial area) และ 3.พื้นที่จุดส่งมอบสินค้าหรือ Pick Up Counter ซึ่งจะปรับรูปแบบให้ผู้ชนะประมูลอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมได้ด้วย (common use)

ข่าวที่ 2 “ททท.ยุโรปงัดตลาดโฉมใหม่ผนึก3แอร์ไลน์ตะวันออกกลาง”

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา อเมริกา และตะวันออกกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าการเตรียมแผนกลยุทธ์ปี 2561 เตรียมเสนอแผน ปี 2561 Thailand in the Air  ทุกภาคส่วนในไทยควรร่วมมือกันสร้างจุดขายให้ไทย Tourism for All ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีกลุ่มเทรนด์ใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก


ส่วน ททท.ได้เร่งสร้างความสัมพันธ์กับสายการบินกลุ่มตะวันออกกลางซึ่งมีศักยภาพความเป็นผู้นำตลาดโลกสูง โดยได้เจรจาพร้อมลงนามข้อตกลงเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ ระหว่าง ททท. กับ เอมิเรตส์แอร์ไลน์สจะนำผู้โดยสารผู้หญิงและนักท่องเที่ยวกลุ่มหรูหรา เข้ามาไทย ส่วนเอทิฮัดเน้นนำเข้านักท่องเที่ยวเชิงอาหารหรือ gastronmy และ “เตอร์กิสต์แอร์ไลน์” สนใจทำตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา จะเริ่มบินเข้าภูเก็ต เริ่ม 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป

อีกทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกภาคส่วนต้องพร้อมรับสถานการณ์โลก 2 เรื่อง คือ

 1.พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ตัดสินใจในช่วงนาทีสุดท้าย ไม่ได้วางแผนจองตั๋วโดยสารเครื่องบินล่วงหน้าเป็นระยะ 3 ,6 12 เดือน เหมือนในอดีตจึงยากต่อการพยากรณ์ตัวเลขล่วงหน้า แต่ก็เป็นความท้าทายที่ทุกฝ่ายจะต้องพร้อมรับมือกับกลุ่มลูกค้าทั่วโลก

2.การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศ ตัวอย่างกรณีที่ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง บอยคอตประเทศกาตาร์ แล้ว ททท.สำนักงานดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เองก็ต้องทำงานอย่างระมัดระวัง เพราะรัฐบาลของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เองมีกฎหมายพิเศษควบคุมเรื่องดังกล่าวอยู่ด้วย

ดังนั้นจึงต้องทำการตลาดแบบคู่ขนาน ทั้งทางด้านความต้องการของนักท่องเที่ยวคือดีมานต์กับสินค้าหรือซัพพลายท่องเที่ยวนั่นเอง

ข่าวที่ 3 “สมาชิกบางจากซื้อ1แถม1 WawaCha 8 แห่ง”

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค. 2560 ได้ให้สิทธิแก่ผู้ถือบัตรสมาชิกบางจากร่วมแคมเปญเปรี้ยวจิ๊ดได้ทุกวัน ในรายการ “ซื้อ 1 แถม 1 ที่ WawaCha” รับฟรี ชาเขียวจัสมิน ขนาด 22 ออนซ์ (มูลค่า 45 บาท) เมื่อซื้อชาส้มจิ๊ด ขนาด 22 ออนซ์ มูลค่า 69 บาท ที่ร้าน Wawa Cha ทั่วประเทศ 8 สาขา
 
โดยมีสาขาร่วมรายการ  ได้แก่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น G, เซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 6,เซ็นทรัลอุดรธานี ชั้น 4 ,ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ชั้น 1,โลตัสถลาง ภูเก็ต,เดอะมอลล์โคราช ชั้น 1, เซ็นทรัลบางนา ชั้น 5, เมกาบางนา ชั้น G
 
เพียงแค่ทำตามกติกาง่าย  ๆ แสดงบัตรสมาชิกบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ หรือ ดีเซลคลับ ก่อนรับสิทธิ์ และจำกัด 1 บัตร/ 1 สิทธิ์/ 1 วัน
ดูรายละเอียดที่ www.bangchak.co.th

ข่าวที่ 4 “ชวนธุรกิจร่วมประกวดโปรเจ็กต์ไทยเท่”

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จับมือองค์กรพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “ไทยเท่ ทั่วไทย” ค้นหาสุดยอดผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคจากวัฒนธรรมท้องถิ่นมุ่งสู่ Trade & Services 4.0 และได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำโครงการ “เที่ยวไทยเท่” เริ่มเมื่อปลายเดือนมี.ค. 2560 ขณะนี้สามารถสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มผู้บริโภคได้แล้วถึง 25 ล้านคน

ทางหอการค้าไทย ได้จัดทำโครงการ “ไทยเท่ ทั่วไทย” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้แสดงฝีมือและพัฒนาความสามารถให้ก้าวไกลสู่สากล ผ่านการประกวด ระหว่างวันนี้.-31 ก.ค. 2560 ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับโอกาสในการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความพร้อม ก่อนจะตัดสินผลการประกวดในเดือนต.ค. 2560 ดูรายละเอียดการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ทาง www.thaichamber.org หรือ Email: thaitay@thaichamber.org

แบ่งผู้เข้าประกวดเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 1.กลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและโดดเด่นในการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม “พร้อมเท่” โดยหอการค้าไทย จะคัดเลือกและมอบรางวัลไทยเท่ให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นต้นแบบแก่ผู้ประกอบการรายอื่น รวมทั้งสนับสนุนการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

2.กลุ่มผู้ประกอบการที่มีความสนใจและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดวัฒนธรรมไทยเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม “กำลังเท่” โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้ถือว่ามีศักยภาพ หากพัฒนาเพิ่มเติมก็จะสามารถเติบโตได้อีกมาก และหอการค้าไทยฯ จะได้เข้าไปร่วมสร้างความเข้มแข็ง
 
โดยจะจัดการประกวดแยก 4 หมวด ตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ได้แก่ 1.กิน หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ 2.ใช้ หมวด เสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าท้องถิ่น ของที่ระลึก และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ 3.ทำ กิจกรรมในท้องถิ่น และ 4.เที่ยว ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก เส้นทางท่องเที่ยว

ช่วงที่ 2 เที่ยวเมืองไทยให้มีคุณค่าต้องแวะไปที่ “ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ส่วนสาวกรักสุขภาพต้องรู้วิธีดื่มน้ำขับสารพิษ และข่าวฮ็อตดี ๆ กับแคมเปญมากมายของโรงแรมทั่วไทย


@ชมศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน สุราษฎร์ธานี

หาเวลาล่องใต้ไปยัง “ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน” กันสักครั้ง ไปดูว่าหมู่บ้านเชี่ยวหลานที่ได้รับสมญานาม “กุ้ยหลินเมืองไทย” นั้นเป็นดินแดนแห่งสายน้ำและขุนเขา ที่มีวิวทิวทัศน์บรรยากาศดี อยู่ในบริเวณทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสก ห่างจากเขื่อนรัชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) เพียง 2 กม.หากมาในช่วงเดือนกรกฎาคมจะได้ชิมทุเรียนรสชาติอร่อยจากต้นทุเรียนที่มีอายุกว่า 200 ปี ฤดูหนาวสามารถชมวิวทะเลหมอกได้ด้วย

ส่วน “ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน” ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโครงการราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้ตั้งศูนย์ศิลปาชีพเมื่อ พ.ศ. 2542  ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้า โดยเริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์ศิลปาชีพ และมอบอุปกรณ์สำหรับทอผ้าให้ไว้ในปีเดียวกัน เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญญาของชาวบ้านไว้ด้วยกัน

โดยได้จัดให้มีวิทยากรจากศูนย์ศิลปีพบ้านท่านหญิง อำเภอวิภาวดี มาสอนให้สมาชิกในหมู่บ้านอำเภอบ้านตาขุน ได้เรียนรู้กระบวนการทอผ้า ตลอดจนฝึกอบรมการคิดค้นประดิษลายผ้าด้วยตนเอง

ศูนย์แห่งนี้ทอผ้าส่งให้กองศิลปาชีพ สวนจิตรลดา กรุงเทพฯ เพื่อการจำหน่าย

ภายในศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน มี “สิ่งอำนวยความสะดวก” คือ อาคารศูนย์ศิลปาชีพบ้านเขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นอาคารเปิดโล่งให้ทำกิจกรรม รองรับได้ประมาณ 200 คน พร้อมมี “บ้านพักโฮมสเตย์” ในพื้นที่รอบชุมชน

 สำหรับ “กิจกรรม” ภายในศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลานที่เป็นประโยชน์หลายอย่างด้วยกัน ได้แก่


“กิจกรรมศึกษาดูงาน” มีงานสาธิตการทอผ้าผืนและผ้าขาวม้าทอมือ พร้อมกิจกรรมชุมชน เช่น การกรีดยางพารา การแทงปาล์ม การทำปลาส้มที่ได้จากเขื่อน การทำปลาสลิดตากแห้ง การหุงข้าวจากกระบอกไม้ไผ่ และอีกหลากหลายวิถีชีวิตภายในชุมชนบ้านเชี่ยวหลาน

“กิจกรรมสันทนาการ” แนะนำให้เดินชมวิวทิวทัศน์บนสะพานแขวน เดินป่าศึกษาธรรมชาติ เข้าถ้ำต่าง ๆ ไปชมากล้วยไม้รองเท้านารี หรือนั่งสามล้อชมสวนและวิถีชีวิตชาวบ้าน

สนใจเยี่ยมชม ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร.080-522-4797, 087-270-0774, 080-522-4197

@ดื่มน้ำขับไล่พิษในร่างกาย

วงการโภชนาการ แนะนำเรื่อง “การดื่มน้ำสะอาดธรรมดา” เป็นสิ่งที่ดีกับสุขภาพช่วยปรับอุณหภูมิร่างกาย แต่บางคนอาจจะอยากจะเพิ่มรสชาติน้ำเปล่าให้มีความชวนดื่มยิ่งกว่าเดิมและยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีต่อร่างกาย

ขณะนี้มี “น้ำดื่มที่กำลังเป็นที่นิยมของหมู่คนรักและห่วงสุขภาพ” โดยเฉพาะในต่างประเทศ ที่เรียกว่า “Infused water” นั้นไม่ต้องไปขวนขวายซื้อหาไกล เพราะสามารถจะทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆที่บ้าน
       
“Infused water” คือแช่ผลไม้หรือน้ำหมักผลไม้ ด้วยการนำผลไม้สด ผักสดหรือสมุนไพร มาล้างทำความสะอาด เนื่องจากอาจจะมีสารตกค้าง ก่อนจะหั่นเป็นชิ้นเล็กบางแช่ลงไปในน้ำดื่ม ซึ่งควรเป็นน้ำสะอาดหรือเป็นน้ำแร่ก็ดี บรรจุลงภาชนะแบบใดก็ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องใส่สารให้ความหวานลงไป จากนั้นนำไปแช่ในตู้เย็น ทิ้งไว้หลายๆชั่วโมงจึงนำออกมาดื่ม จะทำให้รู้สึกสดชื่นและช่วยลดน้ำหนัก เพราะน้ำแช่ผลไม้ประเภทนี้จะช่วยกำจัดสารพิษและสารอื่นๆที่ทำให้เกิดการชะลอการเผาผลาญในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เหนื่อยล้า มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย
       
 เมนูน้ำแช่ผักผลไม้หรือสมุนไพรที่ทำได้ง่ายๆ เช่น แอปเปิ้ลอบเชย จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ส่วนประกอบคือแอปเปิ้ล 1 ผล อบเชยจะใช้แบบไม้หรือแบบผงก็ได้ หยิบเพียงเล็กน้อย เหยาะเกลือหิมาลัยนิดหน่อย หั่นขิง มะนาวเติมเข้าไป เสริมด้วยใบโหระพาซึ่งเป็นตัวช่วยย่อยอาหาร หรือหากชอบแตงโม อาจใช้เพียง 1 ถ้วยตวง หั่นแตงกวาชิ้นบางๆใส่เข้าไปพร้อมกับใบสะระแหน่ที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกาย เพียงแค่นี้ก็จะได้น้ำสุขภาพไว้ดื่มเพื่อเปลี่ยนรสชาติ.

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “KTCจับมือร้านญี่ปุ่นแจกไม่ยั้งส่วนลด-ทัวร์ฟรี”

นางประณยา    นิถานานนท์ ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เคทีซีได้ขยายฐานพันธมิตรร้านอาหารญี่ปุ่นและรุกทำการตลาดต่อเนื่องด้วยแคมเปญใหญ่ คือ “กินญี่ปุ่น ลุ้นเที่ยวญี่ปุ่น กับบัตรเครดิตเคทีซี” ต่อเป็นปีที่ 5 ปีนี้เคทีซีจับมือกับร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า 300 กว่าสาขา ที่มีความหลากหลายทั้งประเภท และรูปแบบของอาหารญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของสมาชิก มอบสิทธิพิเศษ ระหว่างวันนี้ – 30 กันยายน 2560 ดังนี้

1.ส่วนลดสูงสุด 30%  ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 ให้สมาชิกได้อิ่มอร่อยสุดคุ้มกับร้านอาหารที่ร่วมรายการ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี

2.ลุ้นรับแพ็คเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่น  สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในร้านอาหารที่ร่วมรายการ ทุกๆ 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรับแพ็คเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นประกอบด้วยบัตรโดยสารการบินไทย กรุงเทพฯ – ฮอกไกโด สนุกกับกิจกรรมบนลานสกีที่  ”นิเซโกะ” สกีรีสอร์ทชื่อดังของฮอกไกโด เยือนอาณาจักรแห่งอาหาร หรือ “Kingdom of Food” อิ่มอร่อยไม่อั้นกับปลาแซลมอน และปู 3 ชนิด ได้แก่ ปูขน ขาปูทาระบะ และขาปูซึไว จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 1,050,000 บาท

ข่าวที่สอง “เคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค 2017

โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ และบริษัท มีเดีย บิซิเนส เซอร์วิส จำกัด เจ้าของสิทธิ์ในการจัดการแข่งขัน ได้ร่วมจัดงาน เคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค 2017 การแข่งขันเรือใบชั้นแนวหน้าของภูมิภาค ซึ่งในปีนี้เป็นครั้งที่ 14 จะจัดงานที่โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต และ โรงแรมแคนทารี เบย์ ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 19 – 23 กรกฎาคม 2560

สนใจงานเคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค 2017 แม้ขณะนี้ห้องพักราคาพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมแข่งขันจะมีการจองเต็มแล้ว แต่ห้องพักในราคาปกติยังสามารถจองได้ที่ โทร. 076 391 123 หรือ อีเมล์: reservations@capepanwa.com


ข่าวที่สาม “โรงแรมริชมอน นนทบุรีทำโปร TIRAMISU CAKE 2017”

โรงแรมริชมอน นนทบุรี นำสุดยอดเค้ก TIRAMISU  เนื้อเค้กนุ่มละมุนละลายในปากเมื่อได้ลองลิ้มชิมรส มาจัดทำ โปรโมชั่นดีดี๊ ที่ Richmond Deli Bakery  ลด 50% (เมื่อซื้อชิ้นที่ 2)” และ “โปรโมชั่น Cookie ,Brownie ,Fruit cake เฉพาะวันพุธและศุกร์ ลด 15%”
ตั้งแต่วันนี้กรกฎาคม-เดือนสิงหาคม 2017 นี้เท่านั้น  โทร 02-831-8888 ต่อ 2128

ข่าวที่สี่ “ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯเสิร์ฟเมนูฤดูร้อนจากญี่ปุ่น”

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ แนะนำเมนูพิเศษช่วงฤดูร้อนในประเทศญี่ปุ่น โดย “เชฟฮิเงรุ ฮางิวาระ” หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดมาปรุงเป็นอาหารแสนอร่อยและอุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร ให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาค-27 สิงหาคม 2560 เท่านั้น

เชฟ ฮางิวาระ จึงได้สั่งปลาไหลฤดูร้อนชั้นดีจากญี่ปุ่นนำมารังสรรค์เป็นเมนูแสนอร่อยเพื่อให้บริการเป็นพิเศษ ทั้งมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ โดยช่วงกลางวันมีอาหารชุดพิเศษ ราคาชุดละ 1,300++ บาท ประกอบไปด้วย มะเขือยาวผัดปรุงรสชาติด้วยซอสมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมปลาหมึกยักษ์และกุ้งย่างตกแต่งด้วยถั่วแระญี่ปุ่น ซุปทะเลรสเผ็ด ปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด (ปลาทูน่า หอยปีกนก และปลาหางเหลือง) ปลาแซลมอนย่างราดซอสส้ม เป็ดและเผือกตุ๋นเสิร์ฟพร้อมแครอทและเจลลี่ซุปเนื้อวัว เทมปุระกุ้ง ปลาหวาน และผักนานาชนิด ข้าวอบปลาไหล ปิดท้ายชุดอาหารกลางวันด้วยพุดดิ้งชาเขียว และผลไม้ตามฤดูกาล

ส่วนมื้อค่ำให้บริการอาหารชุด “ไคเซกิ”  ราคาชุดละ 4,500++ บาท ประกอบด้วยอาหาร 7 รายการ ให้บริการตามแบบราชสำนักญี่ปุ่นเริ่มด้วย หอยเชลล์ย่าง กุ้ง ผักตามฤดูกาลจากประเทศญี่ปุ่นผัดปรุงรสและตกแต่งด้วยถั่วแระญี่ปุ่น ซุปปลาไหลย่าง ปลาดิบชั้นดี 4 ชนิด (ปลาทูน่า ปลาทรายแดง ปลาหางเหลือง และหอยสังข์ญี่ปุ่น) ปลากระพงและเนื้อวัวย่าง เป็ดย่างเสิร์ฟพร้อมมันหวานญี่ปุ่นและเจลลี่ซุปเนื้อวัวราดซอสมิโซะ เทมปุระปูหิมะ ปลาหวาน และผักนานาชนิด เส้นหมี่ญี่ปุ่นใส่ปลาไหล และข้าวห่อสาหร่ายไส้ผักดอง วาราบิโมจิรสชาเขียวและผลไม้ตามฤดูกาล

นอกจากนั้นยังมีเมนูอาหารจานเดี่ยวไว้คอยให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำอีกหลากหลายรายการ อาทิ ไข่ม้วนสอดไส้ปลาไหล ข้าวปั้นหน้าปลาไหล ข้าวหน้าปลาไหลใส่ซุปน้ำชา ปลาไหลย่างกับเนื้อญี่ปุ่นราดซอสทรัฟเฟิล เนื้อญี่ปุ่นย่างบนกระทะร้อนแบบเทปปันยากิ และอาหารน่ารับประทานอื่น ๆ อีกมากมาย ราคาเริ่มต้นที่จานละ 350++ บาท

ข่าวที่ห้า “วีกรุงเทพฯ-วิลลาหัวหินชูอาหารมิชาลีนฝรั่งเศส4วันรวด”


โรงแรม วี กรุงเทพฯ และ โรงแรม วี วิลล่า หัวหิน เอ็มแกลเลอรี บาย โซฟิเทล ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของเชฟหนุ่ม “ซิลเวน เซนดร้า” เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว  สุดฮอตที่บินตรงมาจากกรุงปารีส จะมาสร้างสรรเมนูระดับเวิร์ลคลให้ลิ้มลองที่ห้องอาหาร La VIE – Creative French Cuisine และ Villazzo เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น ระหว่าง 26-29 กรกฎาคม 2560 ที่ ห้องอาหาร La VIE – Creative French Cuisine ชั้น 11


มื้อกลางวัน ราคา 2,500 บาท เซต 3 คอร์ส  และราคา 4,000 บาท เซต 3 คอร์สจับคู่กับไวน์ชั้นเลิศ

มื้อค่ำ ราคา 5,500 บาท เซต 6 คอร์ส  ราคา 7,500 บาท เซต 6 คอร์สจับคู่กับไวน์ชั้นเลิศ
โทร. 083-8204224, 081-9100280, อีเมล์: fb@viehotelbangkok.com

ติดตามฟังรายการเป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง FM 97.0 MHz.


ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12ส.ค.น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง

ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12 ส.ค. น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสามเสน #...