“ศุภจี”นำพาณิชย์ดันสำเร็จกรอบเวลาใหม่“Credit Term SMEs”
ปลดล็อก“สภาพคล่อง-เป็นธรรมทางการค้า”เริ่มใช้ 2 พ.ย.69
เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #CreditTermSMEs #ปลดล็อกสภาพคล่องSMEs3ล้านราย #เริ่ม2พฤศจิกายน69
“ศุภจี”
นำพาณิชย์ถกทุกฝ่ายดันสำเร็จใช้กติกากรอบเวลาใหม่ “Credit
Term” เริ่ม 2 พ.ย.69 ช่วยธุรกิจ
SMEs ปลดล็อกการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างความเป็นธรรมทางการค้า “ประธานสภาSMEs”ยันช่วยธุรกิจรายย่อยไทยได้ 3 ล้านราย กรณีลดรอเงินจาก
90 วัน เหลือ 45 วัน ช่วยดึงเงินหมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจมากถึง
7.5 แสนล้าน
นางศุภจี
สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือในเวทีประชุมเดินหน้าผลักดันการ
“สร้างความเป็นธรรมทางการค้า” ล่าสุดได้อนุมัติหลักเกณฑ์ “ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า
: Credit Term” เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
(SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน
มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)
เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อ 2 ตุลาคม 2569 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป เป็นอีกก้าวสำคัญการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำการต่อรอง
และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
“หลักเกณฑ์ใหม่”
มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน
ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินดังนี้
-ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน
ไม่เกิน 30 วัน
-การค้า
การผลิต และบริการทั่วไป ที่อยู่ในขอบเขตประกาศ ไม่เกิน 45 วัน
-กำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
60 วัน
ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค.
ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน
เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs
“Credit
Term” ตามหลักเกณฑ์ใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน
แต่เป็นกลไกสำคัญสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด
วางแผนธุรกิจ ดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นฐานสำคัญเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้
SMEs ในระยะยาว
กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนให้ผู้ประกอบการในมิติอื่น
ๆ ควบคู่กันไป ผ่านเวที “การประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม”
ที่นางศุภจีเป็นประธานเมื่อ 21 ตุลาคม ได้หารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม
เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้ SMEs
โดยครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว
มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือ 1.แนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม
2.พัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล
เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ได้ประโยชน์กับผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าต่อเนื่อง
3 ส่วน ดังนี้
-การแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์
Credit Term
-การลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
-ยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า
เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
“นายสุปรีย์
ทองเพชร” ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์
Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง
SMEs ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายการทำธุรกิจ
ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ
“เกณฑ์ใหม่” จะลดระยะเวลาการชำระเงินจาก
60 วัน เหลือ 45 วัน คาดจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท หากสามารถลดจาก
90 วัน เหลือ 45 วัน
จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท จะช่วยให้ผู้ประกอบการนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ
ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3
ล้านราย ดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
“รศ.สุธรรม
อยู่ในธรรม” ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs
ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถดำเนินธุรกิจ
เมื่อกำหนดลดกรอบเวลาชำระเงินใหม่ จึงช่วยสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ
“คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า”
ในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ยึดนโยบายรัฐบาลรักษาความสามารถผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้
ให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน
กขค.
มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด
เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่การสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง
การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม
ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์
เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า
และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น