วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย2561ภาคเหนือนำชุมชนพันธ์ใหม่บุกกรุง-รมช.ไพรินทร์สั่งยกเครื่องใหม่29สนามบินภูมิภาค

ภาคเหนือกระหึ่มเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปี’61
10ชุมชนปั้นโอท็อปพันธุ์ใหม่โกยเงินคนกรุง
นำกะรัตรีวอร์ดคิงเพาเวอร์แลกลีมูซีน-มื้อค่ำหรู
ผู้นำททท.ลุย4เรื่องโหมNewShadeเวียดนาม
บางจากชู3Esงานปลอดภัย3ล้านชม.-จัดวันเด็ก
ตลุยเฉดใหม่5ภาค10โซนเที่ยวไทยในสวนลุม
ยุคนี้คนไทยต้องรีบระวัง-ป้องกันโรคอ้วนลงพุง
ทอท.เร่งแจง”อาหารแพง-เช่าซื้อ”ศึกใหญ่ปีจอ
รมว.วีระศักดิ์แจงนัดหูกวางถกอาหารแพง15มค.
รมช.ไพรินทร์สั่งยกเครื่อง29สนามบินภูมิภาค

สวัสดีวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ gurutourza

ในวันเด็กปีนี้ทางรายการงานขอให้เด็กไทย ทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และใความสุข เป็นเยาวชนของชาติที่มีคุณภาพทั้งปัจจุบันและอนาคต

ช่วงที่ 1 “สมฤดี จิตรจง” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มาถอดรหัส “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย -อลังการล้านนา อยู่ดีมีสุข” นำดาวรุ่ง 10 ชุมชนมาร่วมโชว์จุดขายใหม่ ๆ ดึงความสนใจนักท่องเที่ยวคนไทยต้องเดินทางซ้ำ ๆ ตลอดทั้งปีในแหล่งเก่าและใหม่ในคลัสเตอร์ภาคเหนือตอนบน ตอนกลาง ตอนล่าง และมีเซอร์ไพรส์ในโซน “แรงบันดาลใจ” พาเหรดสินค้าโอท็อปพันธุ์ใหม่เข้าเมืองให้คนกรุงได้ช้อปจนกระเป๋าฉีก ส่วนที่ต้องห้ามพลาดคือ “มหกรรมขยะได้โชค” และ พาสปอร์ต 5 ภาค ลุ้นรับรางวัล แพกเกจเที่ยวไทยฟรีทั้งปี

สมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.
สมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แผนการตลาดต้อนรับการท่องเที่ยวในประเทศ ปี 2561 ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561 ระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม นี้ ที่สวนลุมพินี ได้ชูจุดขาย “แอ่วเหนือครั้งใหม่ ไม่เหมือนเดิม” มุ่งตอกย้ำนักท่องเที่ยวกลุ่มซ้ำในจังหวัดเดิมขยายการเดินทางไปสู่พื้นที่ใหม่ ๆ  จึงได้จัดทำหมู่บ้านภาคเหนือ “อลังการล้านนา” สะท้อนถึงความอยู่ดีมีสุข ใช้แม่เหล็กหลักจากสถานที่ถ่ายทำละครยอดฮิต ไฮไลต์จำลองเมืองล้านนาโดยใช้สิงห์สีขาวเป็นประตูทางเข้ามาจากสัญลักษณ์เมืองน่าน ต่อด้วยศิลปวัฒนธรรมเด่น ๆ อย่างหอคำพร้อมโทนสีขาวและทอง สร้างจุดขายเป็นคลัสเตอร์เหนือตอนบน ตอนกลาง ตอนล่าง และนำผังไร่เชิญตะวันเข้ามาไว้ในงาน โดยชวนนักท่องเที่ยวร่วมเขียนคำอธิษฐานไปแขวนแล้วนำกลับสู่ไร่เชิญ

ส่วนธีมสะท้อนถึงประชาชนภาคเหนืออยู่ดีมีสุข ด้วยการนำเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือ 10 ชุมชน เช่น ชุมชนปางห้า จ.เชียงราย ได้รับการพัฒนารองรับนักท่องเที่ยวได้มีกิจกรรมทำกระดาษสา สอนนักท่องเที่ยวทำ D.I.Y.ชุมชนพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน หนึ่งเดียวในประเทศที่ทอผ้าด้วยเทคนิคการใช้เอวและร่างกาย

โซนสินค้าท้องถิ่นโอท็อปคัดเด่น ๆ มาให้ช้อปปิ้ง อาทิ ทองสุโขทัย ผ้าตีนจกจากแหล่งต่าง ๆ และมีโซนใหม่ “แรงบันดาลใจ” นำผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมมือต่อยอดจากโอท็อปทำให้มีความทันสมัยส่งออกต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เหมาะกับคนกรุงเทพฯ รวมทั้งมีเวิร์คช็อปให้เรียนรู้ดีไซน์ใหม่ ๆ

โซนร้านกาแฟดัง 20 ร้านดังภาคเหนือ กาแฟผสมเมล็ดแม็คคาเดเมีย ผสมกับกาแฟโดยไม่ใส่น้ำตาล จากลำปาง หรือ Lock Expresso เชียงใหม่ดังมากและมีพรีเซนเตอร์บาเรสต้าหน้าตาดีมาก หรือกาแฟอาริบิก้า ดอยหมอก จากดอยช้าง เชียงราย มีเทคนิคการชงพิเศษกว่าที่อื่น ๆ

ส่วน “อาหารถิ่น” ออกแบบเป็นกาด (ตลาด) 55 ร้าน แต่ละวันจะสลับหมุนเวียนกันมาขาย โดยนำร้านที่ได้รับความนิยมจากโซเชียลมีเดีย ร้านข้าวเกรียบปากหม้อเป่าปาก ทำคล้ายก๋วยเตี๋ยวแห้งและน้ำผสมกัน รสเด็ดมาก หรือ“ขนมเทียนเสวย” จ.อุตรดิตถ์ เคยนำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ

สำหรับความบันเทิงได้จัดให้ “รำวงสาวน้อยพิษณุโลก” วัยเกิน 65 ปีขึ้นไป เกือบ 200 คน ซึ่งมีสีสันตรงชุมชนรวมตัวกัน เปิด 18.00-20.00 น.ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมรำวงรอบละ 5 บาท

ผอ.สมฤดี กล่าวถึงการสร้างรายได้จากงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย เข้าสู่ภาคเหนือ โดยภาพรวมทั้ง 5 ภูมิภาค จะมุ่งนำ “สินค้าชุมชน” มาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้คนเดินทางต่อเข้าไปยัง “เมืองรอง” ไม่ต่ำกว่า 60 % สร้างแรงจูงใจให้คนต้องกลับไปเที่ยวซ้ำ ๆ โดยมีสินค้าไฮไลต์ที่จะซื้อโดนใจคนรุ่นใหม่ ผลิตภัณฑ์ดีไซน์ “ผ้าหลากหลายมิติ” ผ้าย้อมครามกับผ้าสีธรรมชาติทำเสื้อผ้ากับกระเป๋าเก๋ ร้านยาโนแฮนดี้คราฟทำผ้าใยกัญชง ขณะที่สินค้าราคาสูง ทองสุโขทัย ผ้าตีนจกภาคเหนือ  ล้วนแล้วแต่จะเป็นตัวเชื่อมไปสู่ “การเพิ่มรายได้” มากขึ้น แต่เป้าหมายต้องการให้ผู้เข้าชมงานไปเยี่ยมให้ครบทั้ง 10 ชุมชน สินค้าเครื่องเงินและอื่น ๆ ราคาซื้อได้ไม่แพง

ตลอดการจัดงานได้จัดให้มี “แจกโชคลุ้นรับของที่ระลึก” เป็นภาพรวมของงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย จากทั้งหมด 10 โซน ให้นักท่องเที่ยวถือพาสปอร์ตงานไปแสตมป์ตามจุดต่าง ๆ รวมถึงการทำโครงการ “ขยะได้โชค” ลุ้นรับรางวัลแพกเกจท่องเที่ยวฟรี เพราะภายในงาน 5 วันจะมีขยะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก จึงต้องการรณรงค์ให้นำขยะมาที่กองอำนวยการเพื่อชั่งน้ำหนักแล้วรับเป็นของไป แต่ ททท.ได้ร่วมกับ SCG นำภาชนะซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาบริการแก่ผู้ค้าขายได้นำไปบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อช่วยกันลดขยะต่าง ๆ ได้ด้วย

ประการสำคัญปีนี้เมื่อนักท่องเที่ยวเดินครบทุกหมู่บ้านทุกโซน หากต้องการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ททท.ทั้ง 5 ภูมิภาคจะมีคู่มือแนะนำแจกเพื่อให้เลือกเส้นทางที่สนใจที่จะนำไปใช้ท่องเที่ยวได้ตลอดปีนี้ รวมไปถึงบริเวณประตูด้านอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ได้จัดทำห้องบริการของสมาคมนำเที่ยวภายในประเทศทั้งหมดมาแนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจจะเดินทางเที่ยวเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะได้ตลอดงาน

สำหรับงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ในสวนลุมพินี ทุกครั้งที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ตรงสู่ผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายปีละหลายร้อยล้านบาท ปี 2561 ททท.ตั้งเป้าจะมีรายได้เกิดขึ้นทันทีตลอดงานไม่ต่ำกว่า 420 ล้านบาท จากผู้เข้าชมงาน 600,000 แสนคน

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์กะรัตแลกฟรีลีมูซีน-ดินเนอร์หรู”

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยของขวัญที่พร้อมแจกให้ผู้ถือบัตรสมาชิก คิง เพาเวอร์ ที่มีอยู่กว่า 700,000 ราย ได้ใช้คะแนนสะสม “กะรัต รีวอร์ดส์” 4 รายการ คือ

รายการแรก “แลกรับฟรีบริการรถลีมูซีน” สำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร CROWN & VEGA สามารถใช้คะแนนในบัตรเพียง 1,500 คะแนน แลกสิทธิ์ได้ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี และ พัทยา

รายการที่ 2 “อิ่มอร่อยด้วยกะรัต รีวอร์ดส์” ในดิวตี้ฟรีสาขาต่าง  ๆ ที่ ร้านอาหาร ลามูน รามายาณะ มื้อกลางวัน ใช้เพียง 350 คะแนน มื้อค่ำใช้ 500 คะแนน และในในโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ที่ร้านอาหาร Cuisine Unplugged เลือกเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำใช้เพียง 1,300 คะแนน แลกสิทธิ์ได้ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี และ พัทยา

รายการที่ 3 “ฟรี WRAP & FLY” บริการห่อกระเป๋าเดินทางฟรี โดยใช้ 120 คะแนน แลกรับคูปอง  1 ใบ ที่จุดบริการสมาชิก ชั้น 4 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

รายการที่ 4 “แชร์ความสุขด้วยพอกเก็ต WiFi” แลกรับเป็นคูปอง WiFi มูลค่า 100 บาท ได้ที่ เมมเบอร์ คลับ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และศรีวารี

สอบถามเพิ่มเติมที่ คอล เซ็นเตอร์ คิง เพาเวอร์ 1631

ข่าวที่ 2 “ผู้นำททท.สั่งลุย4เรื่องโหมNewShadesในเวียดนาม”



นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าวางกลยุทธ์การพัฒนารายได้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าประเทศในปี 2561 ตามเป้า 3 ล้านล้านบาท โดยพุ่งเป้าให้สำนักงานทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกทำเชิงรุกหนักให้สอดคล้องกับธีมขาย Amazing Thailand : Open to the New Shades  4 เรื่อง คือ 1.เพิ่มค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่อคนต่อทริป ด้วยการปลุกกระแสนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรก (first visit) ทั้งตลาดต่างประเทศและคนไทย พุ่งเป้ารุกหนักเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจนวาย นักเรียน/เยาวชนสามารถทำได้ทันทีคือทริปนักเรียนจากญี่ปุ่นและยุโรป ควบคู่กับเจาะกลุ่มคุณภาพ เช่น คู่แต่งงาน ฮันนีมูน ท่องเที่ยวหรูหรา เซลิบริตี้/ผู้มีชื่อเสียง กลุ่มสตรี/ผู้หญิง ซึ่งใช้จ่ายเงินสูงในทุก ๆ ด้าน ปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพต่างชาติอยู่ราว 25 % ของทั้งหมด

2.ขยายพื้นที่ทำการตลาดจากเมืองหลักต่างประเทศสู่เมืองรอบ ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ขยายจากลอนดอน เป็นแมสเชสเตอร์ กลาสโกรว์ และยุโรปตะวันออก เพื่อนำมากระจายสู่เมืองรองของไทยอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่

3.ชูการขายสินค้าท่องเที่ยวไทยที่มีความหลากหลายเชื่อมโยงเส้นทางอย่างเป็นรูปธรรมเข้าสู่ชุมชน รณรงค์ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ช่วยอุดหนุนเศรษฐกิจฐานรากทำให้เกิดความยั่งยืนลดความเหลื่อมล้ำ

4.เลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดเล็งยังกลุ่มเป้าหมายชัดเจนเลิกใช้วิธีหว่านในตลาดภาพรวม แต่หันไปเพิ่มความเข้มข้นในกลุ่มคุณภาพ และกลุ่มเดินทางครั้งแรกต้องแนะนำไปยังเฉดหลักเมืองยอดนิยมในปัจจุบัน ส่วนกลุ่มเดินทางเที่ยวซ้ำ ๆ (repleater/revisit ) ก็ขายแหล่งท่องเที่ยวเฉดใหม่ ๆ ตามเมืองรองที่มีให้เลือกทั่วประเทศ รองรับการเพิ่มโครงสร้างใหม่ของ ททท.ปีนี้จะเปลี่ยนเข้าสู่ Big Data ทำตลาดเชิงรุกด้วยดิจิตอล 4.0

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 5-6 มกราคม 2561 ได้ยึดโรงละคร ไซ่ง่อน โอเปร่า เฮาส์ ใจกลางนครโฮจิมินห์ เพื่อเปิดตัว “Amazing Thailand : Open to the New Shades” มีทีมผู้บริหาร ททท. ร่วมงานครบทีม ทั้งนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นายกฤษณะ แก้วธำรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา นางวไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และแปซิฟิก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ พร้อมด้วย นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการ และนายวิโรจน์ ผายเมืองฮุย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงาน ททท.โฮจิมินห์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในพื้นที่นำภาคเอกชนสื่อมวลชน เวียดนาม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีอาหารไทยจากร้านช้างทอง (Elephant Golden) คัดสรรเมนูไฮไลต์เสิร์ฟตลอดงานเพื่อสร้างประสบการณ์อันซึ้ง

อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์ เวียดนาม มีเดีย สัมภาษณ์พิเศษโดยเจาะลึกถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยพร้อมเปิดประตูต้อนรับเวียดนาม ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเมืองหลัก กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เมืองรอง ในแถบภาคอีสานซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุมชนบ้านลุงโฮ นครพนมและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจาก ททท.มุ่งมั่นทำตามนโยบาย ASEAN Economic Cooperation Connectivity เสริมสร้างการขายท่องเที่ยวเชื่อมโยง Two Countries One Destination ในปี 2561 ตั้งเป้าจะมีชาวเวียดนามมาท่องเที่ยวเมืองไทย 1 ล้านคน และมีคนไทยไปเที่ยวเวียดนามเกือบ 300,000 คน

สำหรับสถิติระหว่างมกราคม-กันยายน 2560 (ณ ขณะนั้นจำนวนรวม 26.07 ล้านคน) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวเมืองไทยครั้งแรกหรือ first visit จำนวน 11.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.71 % และกลุ่มเดินทางเที่ยวเมืองไทยซ้ำ-re visit จำนวน 14.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.17 % รวมทั้งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นครอบครัว (family) 5.46 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.21 %



นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.กล่าวว่าได้นำเสนอการท่องเที่ยวของไทยให้กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนทุกสาขาในเวียดนามที่เข้าร่วมงาน Open to the New Shades ณ กรุงโฮจิมินห์ เกือบ 400 คน ได้สัมผัสความลึกซึ้งผ่านภาพยนต์โฆษณาพร้อมบรรยายพุ่งเป้าขยายผล 3 เฉดใหม่ คือ New Destination-เส้นทางใหม่ New Product-สินค้าท่องเที่ยวมุมใหม่ และ New Segmentation-กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายใหม่ โดยได้เชิญศิลปินเพลงแถวหน้าของเมืองไทย “โก้-แซ็กแมน” ไปบรรเลงเพลงแจ๊สในไซ่ง่อน โอเปร่า เฮาส์ โดยใส่กลิ่นอายเพลงด้วยเนื้อหาแหล่งท่องเที่ยวไทยผสมผสานลงไปสร้างความแปลกใหม่และความประทับใจให้เกิดภาพจำไทยในมิติความหลากหลายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานโฮจิมินห์ กล่าวว่า การเปิดตัว Amazing Thailand : Open to the New Shades ในนครโฮจิมินห์ ตั้งแต่เริ่มเปิดศักราชใหม่ปี 2561 จะช่วยตอกย้ำนักท่องเที่ยวเวียดนามสนใจเที่ยวเมืองไทยตลอดปีนี้ได้ถึงเป้า 1 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ช่วงตารางบินฤดูหนาว (ตุลาคม 2560-มีนาคม 2561) มีสายการบินประจำบริการ ไป-กลับ เวียดนามสู่ประเทศไทย สัปดาห์ละ 211 เที่ยว อีกทั้งยังตื่นตัวเปิดจุดบินตรงจากเมืองรองของเวียดนามเข้าสู่เมืองรองของไทย เปิดบินตรง ไป-กลับ เช่น บางกอกแอร์เวย์ส เดือนมีนาคมนี้เตรียมเปิด ฮานอย-เชียงใหม่ ส่วนเวียดเจ็ตแอร์เวย์ส   โฮจิมินห์ สู่ปลายทาง ภูเก็ต เชียงใหม่ และ ดาลัด-กรุงเทพฯ

สำหรับสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยว "เวียดนาม" เข้าประเทศไทย ในปี 2560 ( สรุป ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2560) มีการเติบโตทางรายได้รวม 27,536.25 ล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทำไว้ 23,874.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  15.34 % มีนักท่องเที่ยว 867,712 คน เพิ่มขึ้น 12.50 % จากปี 2559 มีเพียง 771,285 คน



ตลอดปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มอาเซียนใหม่  CLMV จะพบว่า "เวียดนาม" สร้างรายได้ท่องเที่ยวเข้าไทยมากเป็นอันดับ 2 มีความโดดเด่นเป็นตลาดดาวรุ่งมาแรงอย่างชัดเจน

ส่วนอันดับ 1 คือ  "สปป.ลาว" ทำสถิติใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยสูงถึง 37,120.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.12% จากปี 2559 ทำได้ 32,815.09 ล้านบาท  โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว  1,458,640 คน เพิ่มขึ้น 16.12 % จากปี 2559 มีเพียง 1,256,173 คน

อันดับ 3 "กัมพูชา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 23,690.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.22 % ปี 2559 ทำได้เพียง 19,226.68 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 764,699 คน เพิ่มขึ้น 25.47 % จากปี 2559 มีเพียง 609,461 คน

อันดับ 4 "เมียนมา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 14,014.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.52 % ปี 2559 มีเพียง 12,680.26 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 328,405 คน เพิ่มขึ้น 6.50 %  ปี 2559 มีเพียง 308,354 คน

ส่วนยอดรายได้รวมจากตลาดอาเซียนใหม่ CLMV ทั้ง 4 ประเทศ ตลอดปี 2560 เข้ามาใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวในไทยยอดรวมสูงถึง  102,361.74 ล้านบาท แตกต่างจากปี 2559 ทำไว้เพียง 88,596.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  13,765.54 ล้านบาท

ในปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบการขยายตัวของนักท่องเที่ยวอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ยังพบนัยสำคัญดังนี้

ภาพรวมทางด้าน "รายได้" สร้างมูลค่ารวม 102,361.74 ล้านบาท เท่ากับมีส่วนแบ่งการใช้เงินท่องเที่ยวในไทยเกือบ 50 % ของรายได้จากนักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนทั้งหมด 9 ประเทศ ที่เข้ามาใช้จ่ายรวม 242,357.40 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนเก่าอีก 5 ประเทศ  ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ใช้เงินเที่ยวเมืองไทยรวมกันเพียง 139,996 ล้านบาทเท่านั้น

ข่าวที่ 3 “บางจากฉลองปลอดภัย3ล้านชั่วโมง3Es-จัดวันเด็ก”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้จัดกิจกรรมโครงการ "3 ล้านชั่วโมงความปลอดภัยในการทำงาน" เพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริหารและเพื่อนพนักงานบางจากฯ ทุกคนที่ร่วมปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury) ครบ 3 ล้านชั่วโมงทำงาน

มุ่งเน้นความปลอดภัยด้วยหลัก 3Es คือ Everyone goes home safely everyday ทุกคนกลับบ้านปลอดภัยทุกวัน Environment and asset are protected มุ่งมั่นปกป้องสิ่งแวดล้อม ชุมชนและทรัพย์สิน Efficient and reliable operations ผลิตด้วยเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างจิตสำนึกให้พนักงานมุ่งมั่นทำงานอย่างปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 08.00-11.30 น.  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดให้เด็กๆ และผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กกับบางจาก ภายใต้แนวคิด “รู้สนุกคิด ประดิษฐ์สร้างสรรค์” ประจำปี 2561 ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ถนนสุขุมวิท 64 พบกับเหล่าฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ กิจกรรมที่หลากหลาย ให้ความสนุกสนาน เฮฮา และโชว์สุดพิเศษ อาทิ การแสดงมายากล โชว์กายกรรม มินิคอนเสิร์ต “แปม ไกอา” หน้ากากโพนี่ จาก The Mask Singer และมินิคอนเสิร์ตจากวง “สามบาทห้าสิบ” ฯลฯ พร้อมอาหารเครื่องดื่ม และของรางวัลมากมาย

ช่วงที่ 2 เกาะติดมุมใหม่ในการท่องเที่ยว “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561” ยก 5 ภูมิภาค เนรมิต 10 โซนความสุขมาไว้ในสวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม นี้ ตามไปดูศาสตร์พระราชา เส้นทางท่องเที่ยวหลากมิติ มุมอร่อยของดีกทม.อาหารถิ่น 5 ภาค 75 ร้านเด็ด วัฒนธรรมความบันเทิง กิจกรรมผจญภัยไปกับ 12 หน่วยงาน และช้อปเพลินกับพาเหรดสินค้าประชารัฐ 12 องค์กรรัฐและเอกชน ครั้งเดียวในรอบปี แล้วมาเรียนรู้การระวังโรคอ้วนลงพุง ตามแกะรอยเรื่องร้อน ๆ อาหารแพงในสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เรื่อยไปจนถึงคำสั่งของ รมช.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร สั่งกรมท่าอากาศยานไทยยกเครื่องบริหารสนามบินภูมิภาคใหม่ 3 เรื่อง

@ตลุยเทศกาลเที่ยวเมืองไทยNewShade10โซน



ตามไปดูกันให้ครบทุกซอกทุกมุมกับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมเปิดสวนลุมพินี 17 - 21 มกราคม 2561 ทุกวันจะเปิดตั้งแต่เที่ยงไปจนถึง 4 ทุ่ม ให้เข้าไปตลุยเที่ยวชมมากถึง10 โซน เพื่อ ชม ช้อป ชิม แชร์ ชีล ช่วย เติมเต็มความสุขกับวิถีทั่วไทยที่ยกมาไว้กลางกรุงตลอด 5 วัน

เริ่มจาก โซน 1 เที่ยวตามรอยพระบาท ตามศาสตร์พระราชา จัดการแสดงสาธิตเห่เรือสุพรรณหงส์จำลอง ความยาว 22 เมตร นิทรรศการ “ตามรอยพระบาท ตามศาสตร์พระราชา”



โซน 2 แนะนำโปรแกรมและสินค้าท่องเที่ยวภายในประเทศ ปี 2561 เช่น โครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด...พลัส, โครงการท้าเที่ยวข้ามภาค, โครงการวันธรรมดาน่าเที่ยว, กิจกรรมสำหรับกลุ่มผู้หญิง, กิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงโครงการ “Go Local – เที่ยวท้องถิ่นไทย ชุมชนเติบใหญ่ เมืองไทยเติบโต”

โซน 3 หมู่บ้านท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค (กลาง-ตะวันออก-เหนือ-ใต้-อีสาน) นำเสนอหมู่บ้านท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศจำลองเสมือนจริง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่กระตุ้นคนเข้าไปยัง 5 ภูมิภาค  คือ



ภาคกลาง “สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม” ภายใต้แนวคิด “วิถีถิ่น แผ่นดินทอง” (วิถีชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา)

ภาคตะวันออก “สีสันตะวันออก”ภายใต้แนวคิด “Sea-fruit” เติมเต็มประสบการณ์มหัศจรรย์กับ “สีสันตะวันออก”

ภาคเหนือ “เหนือฝันล้านแรงบันดาลใจ” ภายใต้แนวคิด “อลังการล้านนาเรืองรอง”

ภาคใต้ “ปักษ์ใต้...ปักหมุด หยุดเวลา” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวใต้ ได้อะไรมากกว่าที่คิด”

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “อีสานแซ่บนัว”  ภายใต้แนวคิด“Cool Isan (วิถีถิ่น สู่วิถีเทรนด์)

แต่ละวันจะจัดขบวนแห่วัฒนธรรม 5 ภูมิภาคทุกวัน เวลา 17.00 น. ภายในบริเวณสวนลุมพินี



โซน 4 อาหารดัง 50 เขต กทม. พบอาหารเด่น ททท.  5 ภูมิภาค โดยนำเสนอ “ปิ่นโต ภาชนะคู่บ้านวิถีไทย” วัตถุดิบความอร่อยแบบฉบับ กทม. และอาหารเด่นขึ้นชื่อจาก 5 ภูมิภาค รวม 75 ร้านค้า

โซนที่ 5 เวทีกลาง (การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการแสดงร่วมสมัย) จัดพิธีเปิด ต้อนรับบุคคลสำคัญ จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 5 ภาค การแสดงร่วมสมัยและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยม ในทุกวันของการจัดงาน อาทิ ตู่ ภพธร, ป๊อป ปองกูล, นภ พรชำนิ, ก็อต จักรพันธ์, ฝน ธนสุนทร, ก้อง ห้วยไร่, ปู่จ๋าน ลองไมค์, ลำไย ไหทองคำ

โซน 6 TAT STUDIO นำเสนอภายใต้แนวคิด “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน: Amazing Thailand Tourism Year 2018” กิจกรรมภายในโซนนี้เป็นสถานีโทรทัศน์และวิทยุ หรือ Studio ที่มีกิจกรรมการทำรายการเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ในงานฯ มี DJ ดำเนินรายการทางวิทยุ  และการถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์เฉพาะกิจ โดยเชื่อมสัญญาณและถ่ายทอดผ่านจอ LED ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหลัก 3 จอ และบริเวณ TAT Studio อีก 2 จอ

 โซน 7 กิจกรรมท่องเที่ยว OUTDOOR FEST เป็นโซนกิจกรรมประเภท Outdoor โดยความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร 12 หน่วยงาน

โซน 8 TAT LAB นำเสนอกิจกรรม Workshop รูปแบบต่าง ๆ เช่น กิจกรรม Workshop เพื่อสุขภาพ ได้แก่ ทำอโรม่า ทำลูกประคบ กิจกรรม Workshop เพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำเครื่องประดับจากกระดาษจัดสวนในขวดแก้ว กิจกรรม Workshop ด้านอาหาร ได้แก่ อาหารออร์แกนิคทำพิซซ่า ฯลฯ รวมถึง Special Zone อาหารและเมนูอินเทรนด์มากมายจาก Celeb ได้แก่ ส้มตำ-แม่น้อย โพธิ์งาม ไก่ปิ้ง  เนื้อปิ้ง-น็อต วรฤทธิ์ แซนวิชเพื่อสุขภาพ-- โย ยศวดี และ เอ อัญชลี เบเกอรี่- นาตาลี ขนมเปี๊ยะ-ป๋าเทพ  คุกกี้-น้ำฝน พัชรินทร์



โซน 9 กิจกรรม CSR “ขยะให้โชค” จัดกิจกรรม “ขยะให้โชค” สร้างจิตสำนึกใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณขยะในแหล่งท่องเที่ยว พร้อมลุ้นรับรางวัลชิงโชคและของที่ระลึก เพียงนำขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ขวดน้ำพลาสติก, ขวดแก้วและกระป๋องต่าง ๆ มาทิ้งลงในถังขยะที่จัดไว้ บริเวณทางออก เพื่อร่วมบริจาคให้กับหน่วยงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

 โซน 10 ประชารัฐ (หน่วยงานพันธมิตรร่วมจัดกิจกรรม) ความร่วมมือทางธุรกิจท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมออกบูธจัดแสดงนิทรรศการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานทั้งสิ้นกว่า 12 หน่วยงาน ได้แก่
 •กรมทรัพยากรธรณี •องค์การสวนสัตว์ •ตำรวจท่องเที่ยว •บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) – ประชารัฐรักสามัคคี •ขสมก.• ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) •นครชัยแอร์ •การท่องเที่ยวกองทัพเรือ •การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  • โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา • บริษัท ไปรษณีย์

@ยุคนี้ต้องระวังโรคอ้วนลงพุงมาเยือน

โรคอ้วนลงพุง (metabolysis sindome) คือกลุ่มความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิตระดับน้ำตาล ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุงจึงมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด ซึ่งคนไทยกว่า 29% กำลังเผชิญต่อโรคอ้วนลงพุง

จากข้อมูลความถี่ของการเกิดโรคอ้วนลงพุงในการศึกษา Interasia ในประชากรไทยทั่วประเทศ ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไป จำนวน 5,091 ราย พบว่าคนไทยเกิดโรคอ้วนลงพุงถึง 29.3%

รู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่ายโรคอ้วนลงพุง???

นำสายวัดมาวัดรอบเอว โดยชายไทยต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 90 ซม. และหญิงไทยต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 80ซม.

หาค่าดัชนีมวลกาย โดยนำค่าน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง

หากมีค่าอยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่าปกติ แต่ถ้าใครมีค่ามากกว่าก็มีภาวะเสี่ยงเช่นกัน
คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งรอบพุงมากเท่าไหร่ ยิ่งสะสมในช่องท้องมากเท่านั้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็นภาวะ “อ้วนลงพุง”

 ดังนั้นจึงแนะนำให้เลือกรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี พร้อมออกกำลังกาย เป็นประจำ และดูแลก่อนจะเข้าสู่ภาวะโรคอ้วนลงพุง

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “ทอท.เผชิญศึกรอบด้านต้อนรับเปิดปีจอ”



นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยว่า เว็บไซต์บลูมเบิร์กได้รายงานถึง ทอท. เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกในหุ้นกลุ่มท่าอากาศยาน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปี 2560 มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยาน ทอท.รวมเกือบ 100 ล้านคน ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 ปี 2561 ทอท.จะเร่งเดินหน้าแผนลงทุน 10 ปีในทุกสนามบินที่จะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 2.2 แสนล้านบาท เพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบท่าอากาศยานของประเทศไทยภายใต้กรอบแนวคิดแบบการบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานเดินหน้าทำในลักษณะกลุ่ม Cluster เพื่อดูแลน่านฟ้าให้ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของสนามบินแต่ละแห่ง รวมทั้งช่วยส่งเสริมการตลาดแหล่งท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม Cluster เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยรวมแล้วเกิดผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

 จากนั้น ทอท.ก็ได้ชี้แจงกระแสข่าวเชิงลบที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่ต้นปีจอ เรื่องแรก คือ ราคาอาหารและเครื่องดื่มภายในสนามบินตามที่ปรากฏข่าวในสื่อญี่ปุ่นผู้ใช้เฟสบุค (Akihiro Koki TomiKawa)  โดยนาย Koki Aki ระบุราคาอาหารภายในสุวรรณภูมิและดอนเมืองแพงเกินเหตุ นั้น ทอท.ยืนยันว่า 1.ได้กำหนดเงื่อนไขสัญญาให้ผู้ประกอบการต้องควบคุมราคาสินค้าและค่าบริการไม่ให้สูง
เกินกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 20 – 25 % ตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ท่าอากาศยานแต่ละแห่งตั้งอยู่ รวมทั้งได้ขอความร่วมมือให้จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นให้สอดคล้องกับราคาของตลาด พร้อมทั้งติดป้ายแสดงราคาด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ทอท.ได้มีการสุ่มตรวจราคาอาหารของผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานตลอดเวลา

2.  ราคาจำหน่ายน้ำเปล่าที่บรรจุขวดขนาด 500 มล.ในราคาขวดละไม่เกิน 10 บาท ยกเว้นน้ำแร่ขายขวดละ 25 – 50 บาท รวมทั้งให้ผู้ขายเพิ่มรายการอาหารจานเดียวหรืออาหารชุดราคาประหยัดอย่างน้อย 1 รายการ พร้อมทั้งติดป้ายราคาสินค้าทุกรายการ และประชาสัมพันธ์ถึงบริการตู้น้ำดื่มกดฟรี และร้านอาหารสวัสดิการราคาประหยัด เป็นทางเลือกให้กับผู้โดยสารอีกด้วย

เรื่องที่สอง ทอท.ชี้แจงโครงการเช่าเครื่องตรวจวัตถุตามร่างกายผู้โดยสาร (Body Scanner ว่า ได้เริ่มเช่าอุปกรณ์ Body Scanner มาติดตั้งใช้งานตั้งแต่ปี 2554 โดยการพิจารณาเทคโนโลยีที่ผ่านมาตรฐานและการรับรองจาก Transportation Security Administration (TSA)
ปัจจุบันเทคโนโลยี Body Scanner ที่ได้รับการรับรองมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวในโลก คือ L-3 รุ่น Provision ATD และ Provision 2 โดยมีบริษัท เอ็ม ไอ ที โซลูชั่น จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทย

ราคาอุปกรณ์ดังกล่าวเครื่องละ 5.6 ล้านบาท เป็นราคาที่ General Services Administration Schedules (GSA) สหรัฐอเมริกาตั้งไว้เฉพาะขายให้แก่รัฐบาลและหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น มิใช่ราคาขายเชิงพาณิชย์ในตลาดที่ขายให้กับท่าอากาศยานทั่วไป โดย ทอท.ได้ดำเนินการสืบราคาของอุปกรณ์แล้วมีราคาเริ่มต้นเครื่องละ 19 ล้านบาท ไม่รวมการประกันภัย และการบำรุงรักษาแบบรวมอะไหล่ทั้งหมด

ส่วนค่าเช่าเครื่องเมื่อรวมค่าบำรุงรักษาแบบรวมอะไหล่ ค่าประกันภัย และค่าดอกเบี้ย ที่ ทอท.ทำสัญญา 5 ปี กับบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยคิดค่าเช่า 3 ปีแรก เดือนละ 650,000 บาทต่อเครื่อง เมื่อต่อสัญญาในรัฐบาลปัจจุบันได้ต่อรองลดลงอีก20 % เหลือเดือนละ 510,000 บาท  ตลอดสัญญา 5 ปี เป็นเงิน 35.64 ล้านบาทต่อเครื่อง

ทาง ทอท.ได้สอบถามไปยัง L-3 Communication ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าว และได้รับหนังสือ Subject: concerns on L3 Provision System related Projects in AOT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ยืนยันราคาที่ตัวแทนจำหน่ายในไทยเสนอให้เช่าพร้อมบำรุงรักษาแบบรวมอะไหล่ทั้งหมด รวมค่าประกันภัยและค่าดอกเบี้ยเป็นราคาที่เป็นมาตรฐาน

ข่าวที่สอง "วีระศักดิ์แจงความจริงเรื่องอาหารแพงในสนามบิน"



นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุคเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 ถึงที่มาของกระแสข่าวที่ตนถูกพาดพิงในการให้ข้อมูลกับสื่อกรณีอาหารในสนามบินแพงก็ให้เลิกกินหรือกินไปจากบ้านบ้าน นั้น ตนเองไม่ได้กล่าวอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ตามลำดับเหตุการการสื่อสารคำถามคำตอบกันผ่านทางไลน์กับสื่อมวลชน มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน จึงทำให้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา

อย่างไรก็ตามในสันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2561 เวลา 11.00 น.ตนเองจะประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  กรณีเรื่องราคาอาหาร เครื่องดื่มตามร้านในสนามบิน ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 4 ตึก 2 กระทรวงคมนาคม

ข่าวที่สาม“รมช.ไพรินทร์สั่งยกเครื่อง29สนามบินภูมิภาค”


นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าให้นโยบายกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ยกเครื่องใหม่ 3 เรื่อง คือ 1.ศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มรายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินภูมิภาค 29 แห่ง เพิ่มขึ้นให้สมดุลจากเดิมมีอยู่เพียง 10% และพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมสนามบินมากถึง  90%  2.ต้องรักษาขีดความสามารถประเทศไทยเป็นฮับการบินของอาเซียน เพราะปัจจุบันมีผู้โดยสารที่เดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำผ่านเข้าออกสนามบินภูมิภาคของกรมปีละกว่า 60 ล้านคน 3.ต้องเร่งวางแผนปรับปรุงอาคารสถานที่สนามบินภูมิภาคให้ทันสมัย ปลอดภัย มีมาตรฐานเดียวกันทุกสนามบินเพราะขณะนี้สนามบินภูมิภาคมีความหลากหลายมากควรออกแบบตัวอาคารเพื่อให้บริการเป็นมาตรฐาน ง่ายต่อการขยายเชื่อมโยงสู่สนามบินอื่น ๆ เพื่อทำให้ผู้โดยสารจดจำผังการใช้งานอย่างสะดวก

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ภายในปี 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนสนามบินภูมิภาคในลักษณะ PPP พร้อมประกาศเชิญชวนผู้สนใจได้ภายในปี 2561 นำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ สนามบินนครศรีธรรมราช, เพชรบูรณ์, ชุมพร และลำปาง

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

ททท.จัดยิ่งใหญ่เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561-ยก5ภาค 10โซนมาไว้มนสวนลุม17-21 ม.ค.61

ททท.ตั้งเป้าเทศกาลเที่ยวเมืองไทย2561โกย6แสนคน
17-21ม.ค.5ภาคจัดใหญ่ระดมทุกกิจกรรมมาไว้สวนลุม

เรื่องโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน www.facebook.com/penroongyaisamsaen #Amazingthailand #thailandfset



นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย”ครั้งที่ 38 ประจำปี 2561 ได้นำจุดเด่นของแต่ละภูมิภาคมานำเสนอ นับว่าเป็นมหกรรมท่องเที่ยวยิ่งใหญ่ประจำปี ของ ททท. ระหว่าง 17 - 21 มกราคม 2561 บริเวณสวนลุมพินี ตั้งเป้าจะมีผู้เข้าร่วมงานตลอด 5 วัน  ไม่ต่ำกว่า  600,000 คน ในจำนวนนี้จะเกิดเดินทางท่องเที่ยวจริงไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทยกว่า 61 %

 สำหรับการจัดงานแต่ละวันเปิดเวลา 12.00 - 22.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยจะจัดพิธีเปิด 17 มกราคม 2561 เวลา 18.00 น. โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้สัมผัสถึง10 โซน

โซน 1 เที่ยวตามรอยพระบาท ตามศาสตร์พระราชา จัดการแสดงสาธิตเห่เรือสุพรรณหงส์จำลอง ความยาว 22 เมตร นิทรรศการ “ตามรอยพระบาท ตามศาสตร์พระราชา” ภายใต้เนื้อหา “วิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชา ตำราของพ่อ”

โซน 2 แนะนำโปรแกรมและสินค้าท่องเที่ยวภายในประเทศ ปี 2561 เช่น โครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด...พลัส, โครงการท้าเที่ยวข้ามภาค, โครงการวันธรรมดาน่าเที่ยว, กิจกรรมสำหรับกลุ่มผู้หญิง, กิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงโครงการ “Go Local – เที่ยวท้องถิ่นไทย ชุมชนเติบใหญ่ เมืองไทยเติบโต”

โซน 3 หมู่บ้านท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค (กลาง-ตะวันออก-เหนือ-ใต้-อีสาน) นำเสนอหมู่บ้านท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศจำลองเสมือนจริง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่กระตุ้นคนเข้าไปยัง 5 ภูมิภาค  คือ

ภาคกลาง “สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม” ภายใต้แนวคิด “วิถีถิ่น แผ่นดินทอง” (วิถีชุมชนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา)

ภาคตะวันออก “สีสันตะวันออก”ภายใต้แนวคิด “Sea-fruit” เติมเต็มประสบการณ์มหัศจรรย์กับ “สีสันตะวันออก”

ภาคเหนือ “เหนือฝันล้านแรงบันดาลใจ”  ภายใต้แนวคิด “อลังการล้านนาเรืองรอง”

ภาคใต้ “ปักษ์ใต้...ปักหมุด หยุดเวลา”  ภายใต้แนวคิด “เที่ยวใต้ ได้อะไรมากกว่าที่คิด”

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “อีสานแซ่บนัว”  ภายใต้แนวคิด“Cool Isan (วิถีถิ่น สู่วิถีเทรนด์)



ทั้งนี้ ททท. จัดขบวนแห่วัฒนธรรม 5 ภูมิภาคทุกวัน เวลา 17.00 น. ภายในบริเวณสวนลุมพินี
โซน 4 อาหารดัง 50 เขต กทม. พบอาหารเด่น ททท.  5 ภูมิภาค โดยนำเสนอ “ปิ่นโต ภาชนะคู่บ้านวิถีไทย” วัตถุดิบความอร่อยแบบฉบับ กทม. และอาหารเด่นขึ้นชื่อจาก 5 ภูมิภาค รวม 75 ร้านค้า
โซนที่ 5 เวทีกลาง (การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการแสดงร่วมสมัย) จัดพิธีเปิด ต้อนรับบุคคลสำคัญ จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 5 ภาค การแสดงร่วมสมัยและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยม ในทุกวันของการจัดงาน อาทิ ตู่ ภพธร, ป๊อป ปองกูล, นภ พรชำนิ, ก็อต จักรพันธ์, ฝน ธนสุนทร, ก้อง ห้วยไร่, ปู่จ๋าน ลองไมค์, ลำไย ไหทองคำ เป็นต้น

โซน 6 TAT STUDIO นำเสนอภายใต้แนวคิด “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน: Amazing Thailand Tourism Year 2018” กิจกรรมภายในโซนนี้เป็นสถานีโทรทัศน์และวิทยุ หรือ Studio ที่มีกิจกรรมการทำรายการเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ในงานฯ มี DJ ดำเนินรายการทางวิทยุ  และการถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์เฉพาะกิจ โดยเชื่อมสัญญาณและถ่ายทอดผ่านจอ LED ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหลัก 3 จอ และบริเวณ TAT Studio อีก 2 จอ ให้นักท่องเที่ยวที่เดินชมงานได้ชมรายการถ่ายทอดบรรยกาศสด

 โซน 7 กิจกรรมท่องเที่ยว OUTDOOR FEST เป็นโซนกิจกรรมประเภท Outdoor โดยความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร 12 หน่วยงาน

โซน 8 TAT LAB เปิดกิจกรรมWorkshop รูปแบบต่าง ๆ เช่น กิจกรรม Workshop เพื่อสุขภาพ ได้แก่ ทำอโรม่า ทำลูกประคบ กิจกรรม Workshop เพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำเครื่องประดับจากกระดาษจัดสวนในขวดแก้ว กิจกรรม Workshop ด้านอาหาร ได้แก่ อาหารออร์แกนิคทำพิซซ่า ฯลฯ รวมถึง Special Zone อาหารและเมนูอินเทรนด์มากมายจาก Celeb และกิจกรรมพูดคุย/เสวนา ร่วมกับศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงในสาขาต่าง ๆ

โซน 9 กิจกรรม CSR “ขยะให้โชค” จัดกิจกรรม “ขยะให้โชค” สร้างจิตสำนึกใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณขยะในแหล่งท่องเที่ยว พร้อมลุ้นรับรางวัลชิงโชคและของที่ระลึก เพียงนำขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ขวดน้ำพลาสติก, ขวดแก้วและกระป๋องต่าง ๆ มาทิ้งลงในถังขยะที่จัดไว้ บริเวณทางออก เพื่อร่วมบริจาคให้กับหน่วยงานเพื่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

 โซน 10 ประชารัฐ (หน่วยงานพันธมิตรร่วมจัดกิจกรรม) ความร่วมมือทางธุรกิจท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมออกบูธจัดแสดงนิทรรศการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานทั้งสิ้นกว่า 12 หน่วยงาน ได้แก่ • กรมทรัพยากรธรณี • องค์การสวนสัตว์ • ตำรวจท่องเที่ยว • บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) – ประชารัฐรักสามัคคี • ขสมก.• ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) • นครชัยแอร์ • การท่องเที่ยวกองทัพเรือ • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  • โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด  • สายการบิน AirAsia

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

ยุทธศักดิ์ สุภสร นำทัพท่องเที่ยวปีจอ2561-บุกขายOpen to the New Shades

ยุทธศักดิ์นำทัพท่องเที่ยวรับปีจอ 2561
โหมNewShadesในเวียดนามสั่งทั่วโลกรุก4เรื่อง

https://www.matichon.co.th/news/794566

เรื่องโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza #Amazingthailand #Opentothenewshades

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” นำทีม ททท.เปิดศักราชปีจอ 2561 บุกโฮจิมินห์ นำร่องโหม Open to The New Shades รับเทรนด์ตลาด CLMV แห่ใช้เงินเที่ยวไทยรวมปีละกว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมปลุกสำนักงานในนอกประเทศรุกหนัก 4 ภารกิจ “เพิ่มรายได้ต่อหัวจากนักเที่ยวเดินทางครั้งแรก-ขยายการทำตลาดเมืองรองทั่วโลกหลั่งไหลสู่แหล่งท่องเที่ยวรองในไทย-ปั้นสินค้า New Shades อุ้มเศรษฐกิจฐานราก-เลือกเครื่องมือใหม่ทำตลาดเป้าหมายรองรับโครงสร้างไทย ททท.ดิจิตอล 4.0”

นายยุทธศักดิ์ สุภสร
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เ


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าวางกลยุทธ์การพัฒนารายได้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าประเทศในปี 2561 ตามเป้า 3 ล้านล้านบาท โดยพุ่งเป้าให้สำนักงานทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกทำเชิงรุกหนักให้สอดคล้องกับธีมขาย Amazing Thailand : Open to the New Shades  4 เรื่อง คือ 1.เพิ่มค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่อคนต่อทริป ด้วยการปลุกกระแสนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรก (first visit) ทั้งตลาดต่างประเทศและคนไทย พุ่งเป้ารุกหนักเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจนวาย นักเรียน/เยาวชนสามารถทำได้ทันทีคือทริปนักเรียนจากญี่ปุ่นและยุโรป ควบคู่กับเจาะกลุ่มคุณภาพ เช่น คู่แต่งงาน ฮันนีมูน ท่องเที่ยวหรูหรา เซลิบริตี้/ผู้มีชื่อเสียง กลุ่มสตรี/ผู้หญิง ซึ่งใช้จ่ายเงินสูงในทุก ๆ ด้าน ปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพต่างชาติอยู่ราว 25 % ของทั้งหมด

2.ขยายพื้นที่ทำการตลาดจากเมืองหลักต่างประเทศสู่เมืองรอบ ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ขยายจากลอนดอน เป็นแมสเชสเตอร์ กลาสโกรว์ และยุโรปตะวันออก เพื่อนำมากระจายสู่เมืองรองของไทยอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่

3.ชูการขายสินค้าท่องเที่ยวไทยที่มีความหลากหลายเชื่อมโยงเส้นทางอย่างเป็นรูปธรรมเข้าสู่ชุมชน รณรงค์ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ช่วยอุดหนุนเศรษฐกิจฐานรากทำให้เกิดความยั่งยืนลดความเหลื่อมล้ำ

4.เลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดเล็งยังกลุ่มเป้าหมายชัดเจนเลิกใช้วิธีหว่านในตลาดภาพรวม แต่หันไปเพิ่มความเข้มข้นในกลุ่มคุณภาพ และกลุ่มเดินทางครั้งแรกต้องแนะนำไปยังเฉดหลักเมืองยอดนิยมในปัจจุบัน ส่วนกลุ่มเดินทางเที่ยวซ้ำ ๆ (repleater/revisit ) ก็ขายแหล่งท่องเที่ยวเฉดใหม่ ๆ ตามเมืองรองที่มีให้เลือกทั่วประเทศ รองรับการเพิ่มโครงสร้างใหม่ของ ททท.ปีนี้จะเปลี่ยนเข้าสู่ Big Data ทำตลาดเชิงรุกด้วยดิจิตอล 4.0


นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 5-6 มกราคม 2561 ได้ยึดโรงละคร ไซ่ง่อน โอเปร่า เฮาส์ ใจกลางนครโฮจิมินห์ เพื่อเปิดตัว “Amazing Thailand : Open to the New Shades” มีทีมผู้บริหาร ททท. ร่วมงานครบทีม ทั้งนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นายกฤษณะ แก้วธำรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา นางวไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และแปซิฟิก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ พร้อมด้วย นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการ และนายวิโรจน์ ผายเมืองฮุย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงาน ททท.โฮจิมินห์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในพื้นที่นำภาคเอกชนสื่อมวลชน เวียดนาม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีอาหารไทยจากร้านช้างทอง (Elephant Golden) คัดสรรเมนูไฮไลต์เสิร์ฟตลอดงานเพื่อสร้างประสบการณ์อันซึ้ง


อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์ เวียดนาม มีเดีย สัมภาษณ์พิเศษโดยเจาะลึกถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยพร้อมเปิดประตูต้อนรับเวียดนาม ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเมืองหลัก กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เมืองรอง ในแถบภาคอีสานซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุมชนบ้านลุงโฮ นครพนมและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจาก ททท.มุ่งมั่นทำตามนโยบาย ASEAN Economic Cooperation Connectivity เสริมสร้างการขายท่องเที่ยวเชื่อมโยง Two Countries One Destination ในปี 2561 ตั้งเป้าจะมีชาวเวียดนามมาท่องเที่ยวเมืองไทย 1 ล้านคน และมีคนไทยไปเที่ยวเวียดนามเกือบ 300,000 คน

สำหรับสถิติระหว่างมกราคม-กันยายน 2560 (ณ ขณะนั้นจำนวนรวม 26.07 ล้านคน) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวเมืองไทยครั้งแรกหรือ first visit จำนวน 11.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.71 % และกลุ่มเดินทางเที่ยวเมืองไทยซ้ำ-re visit จำนวน 14.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.17 % รวมทั้งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นครอบครัว (family) 5.46 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.21 %



นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.กล่าวว่าได้นำเสนอการท่องเที่ยวของไทยให้กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนทุกสาขาในเวียดนามที่เข้าร่วมงาน Open to the New Shades ณ กรุงโฮจิมินห์ เกือบ 400 คน ได้สัมผัสความลึกซึ้งผ่านภาพยนต์โฆษณาพร้อมบรรยายพุ่งเป้าขยายผล 3 เฉดใหม่ คือ New Destination-เส้นทางใหม่ New Product-สินค้าท่องเที่ยวมุมใหม่ และ New Segmentation-กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายใหม่ โดยได้เชิญศิลปินเพลงแถวหน้าของเมืองไทย “โก้-แซ็กแมน” ไปบรรเลงเพลงแจ๊สในไซ่ง่อน โอเปร่า เฮาส์ โดยใส่กลิ่นอายเพลงด้วยเนื้อหาแหล่งท่องเที่ยวไทยผสมผสานลงไปสร้างความแปลกใหม่และความประทับใจให้เกิดภาพจำไทยในมิติความหลากหลายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว



นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานโฮจิมินห์ กล่าวว่า การเปิดตัว Amazing Thailand : Open to the New Shades ในนครโฮจิมินห์ ตั้งแต่เริ่มเปิดศักราชใหม่ปี 2561 จะช่วยตอกย้ำนักท่องเที่ยวเวียดนามสนใจเที่ยวเมืองไทยตลอดปีนี้ได้ถึงเป้า 1 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ช่วงตารางบินฤดูหนาว (ตุลาคม 2560-มีนาคม 2561) มีสายการบินประจำบริการ ไป-กลับ เวียดนามสู่ประเทศไทย สัปดาห์ละ 211 เที่ยว อีกทั้งยังตื่นตัวเปิดจุดบินตรงจากเมืองรองของเวียดนามเข้าสู่เมืองรองของไทย เปิดบินตรง ไป-กลับ เช่น บางกอกแอร์เวย์ส เดือนมีนาคมนี้เตรียมเปิด ฮานอย-เชียงใหม่ ส่วนเวียดเจ็ตแอร์เวย์ส   โฮจิมินห์ สู่ปลายทาง ภูเก็ต เชียงใหม่ และ ดาลัด-กรุงเทพฯ



สำหรับสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยว "เวียดนาม" เข้าประเทศไทย ในปี 2560 ( สรุป ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2560) มีการเติบโตทางรายได้รวม 27,536.25 ล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทำไว้ 23,874.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  15.34 % มีนักท่องเที่ยว 867,712 คน เพิ่มขึ้น 12.50 % จากปี 2559 มีเพียง 771,285 คน

ตลอดปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มอาเซียนใหม่  CLMV จะพบว่า "เวียดนาม" สร้างรายได้ท่องเที่ยวเข้าไทยมากเป็นอันดับ 2 มีความโดดเด่นเป็นตลาดดาวรุ่งมาแรงอย่างชัดเจน

ส่วนอันดับ 1 คือ  "สปป.ลาว" ทำสถิติใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยสูงถึง 37,120.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.12% จากปี 2559 ทำได้ 32,815.09 ล้านบาท  โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว  1,458,640 คน เพิ่มขึ้น 16.12 % จากปี 2559 มีเพียง 1,256,173 คน

อันดับ 3 "กัมพูชา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 23,690.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.22 % ปี 2559 ทำได้เพียง 19,226.68 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 764,699 คน เพิ่มขึ้น 25.47 % จากปี 2559 มีเพียง 609,461 คน

อันดับ 4 "เมียนมา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 14,014.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.52 % ปี 2559 มีเพียง 12,680.26 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 328,405 คน เพิ่มขึ้น 6.50 %  ปี 2559 มีเพียง 308,354 คน

ส่วนยอดรายได้รวมจากตลาดอาเซียนใหม่ CLMV ทั้ง 4 ประเทศ ตลอดปี 2560 เข้ามาใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวในไทยยอดรวมสูงถึง  102,361.74 ล้านบาท แตกต่างจากปี 2559 ทำไว้เพียง 88,596.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  13,765.54 ล้านบาท

ในปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบการขยายตัวของนักท่องเที่ยวอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ยังพบนัยสำคัญดังนี้
ภาพรวมทางด้าน "รายได้" สร้างมูลค่ารวม 102,361.74 ล้านบาท เท่ากับมีส่วนแบ่งการใช้เงินท่องเที่ยวในไทยเกือบ 50 % ของรายได้จากนักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนทั้งหมด 9 ประเทศ ที่เข้ามาใช้จ่ายรวม 242,357.40 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนเก่าอีก 5 ประเทศ  ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ใช้เงินเที่ยวเมืองไทยรวมกันเพียง 139,996 ล้านบาทเท่านั้น

ภาพรวมทางด้าน "จำนวน" นักท่องเที่ยวอาเซียนใหม่รวมกันมีมากถึง 3,419,426 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30 % ของอาเซียนทั้งหมด 9 ประเทศ ที่มีรวม 8,190,000 คน  โดยมีนักท่องเที่ยวอาเซียนเก่า 5 ประเทศ รวมกันได้เพียง 4,771,396 คน



วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

เปิดใจผู้ว่ายุทธศักดิ์ สุภสร บุกตลาดอาวียดนาม CLMV อาเซียนปี 61-ดุสิตธานีเลื่อนปิดบริการ1ปี

เปิดใจ”ผู้ว่าฯยุทธศักดิ์”นำทัพท่องเที่ยวบุกตลาดปีจอ’61
รุกเจาะเวียดนาม-อาเซียนชูขายOpen to The NewShade
คิงเพาเวอร์โชว์ออลสโตร์ขายสินค้าไทยแนวใหม่ทุกสาขา
ททท.แพร่-น่านจัดโปรเก๋ไก๋นุ่งซิ่นจิบชาแฮ็ชแท็กถึงกพ.นี้
บางจากชวนเติมน้ำมันรับแต้ม2-4เท่าแลกสิทธิ์ตลอดปี
ตามรอยผักกะชับบ้านทะเลน้อยของอร่อยทั่วระยอง(ฮิ)
หมอชาวบ้านรณรงค์คนไทยช่วยป้องกันโรคตัวเย็นเกิน
โรงแรมดิโอกุระจัดเต็มสปาญี่ปุ่น-ชิมล็อบสเตอร์ลอยฟ้า
อินเตอร์คอนกรุงเทพฯเสิร์ฟเมนูอาหารมิชลินสไตล์บาร์
คาเฟ่แคนทารีชูเมนูคาวหวานเสิร์ฟทุกเมืองท่องเที่ยว

สวัสดีวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen #gurutourza

ช่วงที่ 1 ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดใจถึงการชูธงนำทัพท่องเที่ยวรุกตั้งแต่ต้นปในการบุกเข้าสู่อาเซียนใหม่เต็มรูปแบบซึ่งเป็นกำลังหลักมาเที่ยวไทยปีละเกือบ 10 ล้านคน เริ่มจาก “เวียดนาม” ขยายพื้นที่สำนักงานใหม่ และจับมือกับเวียดเจ็ตแอร์ไลน์ ดึงตลาดครอบครัว นักช้อปปิ้ง คนรักสุขภาพ เข้ามาใช้เงิน แล้วจะชวนมาชมงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561 มางานเดียวเที่ยวครบทั้งประเทศ แล้วยังปิ๊งจัด “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ สงกรานต์” ในเมืองรองหลังจากประสบความสำเร็จจากการจัด อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาน์ดาวน์ 4 เมืองรอง 1 เมืองหลัก เพื่อระดมนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่ 55 เมืองรองตลอดทั้งปีให้ได้ 13 ล้านคน กระจาย “รายได้” จากการเที่ยวในประเทศ 1 ล้านล้านบาทสู่ชุมชนทั่วไทย ทำให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง



นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าช่วงต้นปี 2561 เตรียมรุกตลาดอาเซียน โดยการขยายพื้นที่สำนักงานในโฮจิมินห์ เวียดนาม รองรับการเติบโตในอนาคตในฐานะ 1 ในกลุ่มประเทศดาวรุ่งอาเซียนใหม่แถบ CLMV -กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม  ซึ่งแต่ละปีอาเซียนทั้งหมดเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย 8-9 ล้านคน

การขยายพื้นที่สำนักงาน ททท.โฮจิมินห์ ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณถึงไทยให้ความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญตลาดเวียดนามปี 2561 รวมทั้งการผนึกความร่วมมือกับสายการบินเวียดเจ็ตแอร์ไลน์ ต่อเนื่องถึงการมอบหมายให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรุกเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพมุ่งไปยังนักท่องเที่ยวครอบครัว ช้อปปิ้ง และสุขภาพ ททท.จะทำเป็นโปรดักซ์แชมเปี้ยน ขานรับกับแคมเปญ Open to the New Shades และ AEC Connectivity ผสมผสานกันไปอย่างเต็มที่

ขณะที่สถานการณ์  "ตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนาม" เข้าประเทศไทย ในปี 2560 ( ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2560) เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตทางรายได้รวม 27,536.25 ล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทำรายได้ ไว้ 23,874.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  15.34 % โดยนักท่องเที่ยว 867,712 คน เพิ่มขึ้น 12.50 % จากปี 2559 มีจำนวน 771,285 คน



ปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มอาเซียนใหม่  CLMV จะพบว่า "เวียดนาม" ทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 มีความโดดเด่นเป็นตลาดดาวรุ่งมาแรงอย่างชัดเจน

ส่วนอันดับ 1 คือ  "สปป.ลาว" ทำสถิติใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยสูงถึง 37,120.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.12% จากปี 2559 ทำได้ 32,815.09 ล้านบาท  โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว  1,458,640 คน เพิ่มขึ้น 16.12 % จากปี 2559 มีเพียง 1,256,173 คน

อันดับ 3 "กัมพูชา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 23,690.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.22 % ปี 2559 ทำได้เพียง 19,226.68 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 764,699 คน เพิ่มขึ้น 25.47 % จากปี 2559 มีเพียง 609,461 คน

อันดับ 4 "เมียนมา" นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในไทย 14,014.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.52 % ปี 2559 มีเพียง 12,680.26 ล้านบาท โดยปี 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 328,405 คน เพิ่มขึ้น 6.50 %  ปี 2559 มีเพียง 308,354 คน

เมื่อรวมยอดรายได้จากตลาดอาเซียนใหม่ CLMV ทั้ง 4 ประเทศ ปี 2560 เข้ามาใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวในไทยยอดรวมสูงถึง  102,361.74 ล้านบาท แตกต่างจากปี 2559 ทำไว้เพียง 88,596.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  13,765.54 ล้านบาท

ททท.ยังคงให้น้ำหนักกับโปรดักซ์ท่องเที่ยวหมวดอาหารถิ่นในเมนูแตกย่อย ขยายให้สอดคล้องกับความต้องการของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอาเซียนใหม่


รวมทั้งในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561 ระหว่าง 17-21 มกราคม 2561 ณ สวนลุมพินี จะเชิญชวนต่างชาติเข้ามาด้วย สถิติปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมกว่า 1 แสนคน โดยให้ ททท.แต่ละสำนักงานต่างประเทศมางานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย มางานเดียวได้สัมผัสทุกเมืองครบถ้วนทั้งประเทศ

สำหรับความเก๋ไก๋ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2561 ไฮไลต์ความโดดเด่นจะแตกต่างจากปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากรวบรวมของดีของเด่น วัฒนธรรม ประเพณี สินค้า แหล่งท่องเที่ยว ปีนี้สภาพอากาศเย็นจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนได้มากขึ้น และการปรับเวลาการเปลี่ยนให้เร็วขึ้นในแต่ละวันจะเปิดก่อนเที่ยงวัน ต่างจากปีก่อนจะเปิดช่วง 16.00 น.ขึ้นไป

ขณะเดียวกันก็จะใช้งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งนี้ ปูพรมขาย 55 เมืองท่องเที่ยวรองเพื่อนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี ทั้งค่าที่พัก โฮมสเตย์ ที่กำหนดตามพระราชบัญญัติที่พัก บวกกับการกระตุ้นด้วยการแจกโชค แจกคูปอง จับมือกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การร่วมมือกับบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวในประเทศ สายการบิน ยังไม่รวมการจัดกิจกรรมอาหารถิ่น ยกระดับวัฒนธรรมประเพณีขึ้นมาให้มากที่สุด

เป้าหมายต้องการเพิ่มนักท่องเที่ยวเข้าสู่ 55 เมืองรองตามนโยบายรัฐบาลขยับจากปัจจุบันมีสัดส่วนนักท่องเที่ยว 30 % เป็น 35 % ททท.จะต้องเพิ่มนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรองทั้งหมดอีก 5 % หรือคิดเป็นตัวเลขรวมประมาณไม่ต่ำกว่า 13 ล้านคน

ส่วนความถี่ในการโปรโมตเส้นทางท่องเที่ยวแต่ละเมืองรอง เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวเดือนละ 1 ล้านคน ททท.จะต้องกระตุ้นด้วยการช่วงชิงกลุ่มใหม่ที่เดิมไปเที่ยวต่างประเทศ นั่นคือ 1.เพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ ๆ 2.จัดกิจกรรมเพิ่มความถี่การเดินทาง นำปฏิทินประจำปีมาวางผังอย่างชัดเจน เช่น คิดจะจัดอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ สงกรานต์ หลังประสบความสำเร็จจาการจัดงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาน์ดาวน์ 2017 ใน 4 เมืองรอง 1 เมืองหลัก ระยอง-ลำปาง-สกลนคร-กาญจนบุรี และภูเก็ต จึงน่าจะเป็นต้นแบบนำโมเดลมาใช้ขยายผลกับงานที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศอย่างสงกรานต์ได้

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่าปี 2560 ททท.ประสบความสำเร็จนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยได้ถึง 35 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 33 ล้านคน ส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศอาจจะน้อยกว่าเป้าซึ่งตั้งไว้ 154 ล้านคนครั้ง สถิติล่าสุดทำได้ราว 153 ล้านคนครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือ “รายได้ท่องเที่ยวในประเทศ” เข้าเป้า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและไม่ต้องกังวลถึงจำนวนคนเดินทางมาก เพราะรายได้รวมคือ 2.77 ล้านล้านบาท สูงกว่าปี 2559 ทำไว้ 2.5 ล้านล้านบาท

ส่วนสัญญาณบวกปี 2561 ทั้งในประเทศและเศรษฐกิจโลกนั้น ททท.จะพยายามรักษาโมเมนตั้มการเพิ่มรายได้ไว้ พร้อมทั้งจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษเรื่อง “กระจายรายได้” และ “ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชนท่องเที่ยว” และให้การท่องเที่ยวมีส่วนหลักในการสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

พร้อมทั้งขอฝากคนไทยไว้ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถึงเรื่องการหันมาเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทย มองเห็นถึงประเทศเราเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก เช่นเดียวกับที่ต่างประเทศทั่วโลกเห็น แล้วก็หันมาใช้เงินท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อความสุขและความอยู่ดีกินดีของคนไทยด้วยกัน

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์เปิดออลสโตร์ขายสินค้าไทยแนวใหม่”



กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้นำร้านค้าดิวตี้ฟรีของเมืองไทย รายงานว่า ได้เปิดสโตร์สินค้าแบรนด์ไทยในร้านคิง เพาเวอร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ต้อนรับปีใหม่ตลอดมกราคม 2561 เพื่อให้ได้ช้อปกันอย่างจุใจไปกับ All KING POWER STORES เพื่อซื้อเป็นของขวัญมอบให้คนที่รักสามารถนำไปใช้ได้ทุกทริป เป็นสินค้าที่คิง เพาเวอร์ คัดสรรและออกแบบมาจากความเข้าใจของนักเดินทาง ช่วยให้แพ็คกระเป๋าได้ง่าย สนุก มากยิ่งขึ้น

ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ กระเป๋าผ้าแบบเป้สะพาย ซองใส่อุปกรณ์พกพา ใส่เครื่องสำอาง การ์ด ตั๋วเดินทาง และของใช้เล็ก ๆ น้อย หลากหลายชนิด ด้วยสีสันสวยงามตามเอกลักษณ์ไทย หาซื้อได้ที่โซน Jouney Flagship Store ในร้านคิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 3 และคิง เพาเวอร์ ทุกสาขา

ส่วนผลิตภัณฑ์ขนมไฮไลต์ในเดือนมกราคมนี้ คือ “ช็อกโกแลตรูปช้าง” แบรนด์ คิง เพาเวอร์ เรซิพี ได้นำช้างซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านเมืองของไทยมาดีไซน์เป็นช็อกโกแลต แต่งด้วยลวดลายประณีต ทุกกล่องจะมีรูปช้าง ซึ่งสามารถนำมาต่อกันเป็นภาพพาโนรามา แสดงถึงความสนุกสนานของการเดินทางบนหลังช้างท่องเที่ยววิถีไทย รวมทั้งมีโปสการ์ดลวดลายน่ารักให้เก็บสะสมรวมอยู่ในแพกเกจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวนานาชาติที่เข้ามาช้อปนำไปร้อยเรียงบันทึการเดินทางที่น่าจดจำตลอดการท่องเที่ยวในเมืองไทย

ข่าวที่ 2 “ททท.แพร่-น่าน”จัดโปรชีลนุ่งซิ่นจิบชาถึงกพ.61”

นางสาวเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ (ดูแลพื้นที่แพร่และน่าน) เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับจัดทำบัตรโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับการท่องเที่ยวปี 2561 มอบลดช็อป ชิม ชิล ระหว่างวันนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยได้ร่วมกับชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึกและสินค้าโอท็อปจังหวัดแพร่กว่า 50 ร้านค้า ตั้งเป้าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดไตรมาสแรกปีนี้ กระจายรายได้สู่ชุมชนทั้งจังหวัดต้อนรับฤดูท่องเที่ยว

ส่วนจังหวัดน่านได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มผู้หญิง ด้วยแคมเปญ "นุ่งซิ่น..จิบชา @ น่าน"  ระหว่างวันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 โดยร่วมกับโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา  หอการค้าจังหวัดน่าน  YEC น่าน และ อพท.น่าน จัดกิจกรรมเชิญชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้หญิงมาสัมผัสบรรยากาศเมืองน่าน ย้อนไปใน พ.ศ.2458 ตั้งแต่ยุคแรกที่มีมิชชันนารีเข้ามาในพื้นที่ บริเวณตึกรังษีเกษม  โดยจัดชุดน้ำชา พร้อมขนมไทยบริการชุดละ 60 บาท

พร้อมทั้งเปิดให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมแชะแชร์ภาพนุ่งซิ่นจิบชาผ่านทางอินสตาแกรม ติดแฮชแท็ก #TATPHRAE #นุ่งซิ่นจิบชา #ผู้หญิงเที่ยวน่าน ผู้ที่มียอดไลค์สูงสุดในแต่ละเดือนรับของที่ระลึกเมืองน่านได้จาก ททท.สำนักงานแพร่ จนกว่าจะจบงาน

ข่าวที่ 3 “บางจากชวนเติมน้ำมันรับแต้มสะสม2-4เท่า”

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  จัดเต็มฉลองเทศกาลปีใหม่ รับคะแนนรัวๆ แทนคำขอบคุณจากใจ ด้วยการเติมน้ำมันบางจากแล้วรับคะแนนคูณ 2-4 ไปได้เลย วันนี้- 15 ม.ค. 2561 เติมน้ำมันบางจาก E20 S / 91 S / 95 S รับคะแนนสะสมคูณ 2 (มูลค่าลดสูงสุด 40 สต./ลิตร) วันนี้ - 31 มี.ค. 2561 เมื่อเติมน้ำมันบางจาก E85 S รับคะแนนสะสมคูณ 4 (มูลค่าลดสูงสุด 80 สต./ลิตร) วันนี้ - 31 ธ.ค. 2561 เติมน้ำมันบางจาก ไฮดีเซล S รับคะแนนสะสมคูณ 2 (มูลค่าลดสูงสุด 10 สต./ลิตร)

ด้วยกติกาง่าย ๆ ดังนี้
1.สมาชิกบัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ ปกติรับคะแนนสะสมทุก 1 ลิตร ได้รับ 1 คะแนน พิเศษ..เติม E85 S รับคะแนนสะสมทุก 1 ลิตร ได้รับ 4 คะแนน  ตัวอย่าง เติมน้ำมัน 30 ลิตร คะแนนสะสมที่ได้เท่ากับ 30 คูณ 4 ดังนั้นคะแนนที่ได้รับในการเติมครั้งนี้เท่ากับ 120 คะแนน

2.สมาชิกบัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ ปกติรับคะแนนสะสมทุก 1 ลิตร ได้รับ 1 คะแนน พิเศษ..เติม E20 S / 91 S / 95 S รับคะแนนสะสมทุก 1 ลิตร ได้รับ 2 คะแนน  ตัวอย่าง เติมน้ำมัน 30 ลิตร คะแนนสะสมที่ได้เท่ากับ 30 คูณ 2ดังนั้นคะแนนที่ได้รับในการเติมครั้งนี้เท่ากับ 60 คะแนน

3.สมาชิกบัตรบางจากดีเซลคลับ ปกติรับคะแนนสะสมทุก 4 ลิตร ได้รับ 1 คะแนน พิเศษ..เติม ไฮดีเซล S  รับคะแนนสะสมทุก 2 ลิตร ได้รับ 1 คะแนน

การคิดคะแนนสะสมเมื่อเติมไฮดีเซลs : จำนวนการเติมน้ำมัน หาร 4(ผลลัพท์ที่ได้เศษปัดทิ้ง) คูณ 2
ตัวอย่าง เติมน้ำมัน 31 ลิตร คะแนนสะสมที่ได้เท่ากับ (31 หาร 4) คูณ 2 คะแนนที่ได้รับ 14 คะแนน

4.บัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ สามารถสะสมคะแนนจากการเติมน้ำมันสูงสุดไม่เกิน 100 ลิตร/ครั้ง และไม่เกิน 400 คะแนน

 ช่วงที่ 2 ต้อนรับปีใหม่กับการออกไปตามรอย “ผักกระชับ” เที่ยวเมืองระยอง (ฮิ) ในเส้นทางตลุยกินอาหารถิ่นบ้านทะเลน้อย แล้วไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าตากสร้างไว้ แล้วไปตะลอนชิม 10เมนูอาหารชุมชนโดยเชฟชุมพล ส่วน “อาการตัวเย็นเกิน” เป็นโรคหนึ่งที่ต้องป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ จากนั้นไปฟังโรงแรมระดับ 3-5 ดาว แข่งกันจัดเมนูมื้อพิเศษรับปีจอตลอดมกราคมนี้ ชิมล็อบสเตอร์ลอยฟ้า สปาสมุนไพรญี่ปุ่น แวะคาเฟ่ แคนทารี ทั่วไทยมีทั้งอาหารหวานคาวพร้อมเสิร์ฟทุกที่ ทุกเวลา

@ออกเที่ยวตลุยชิมของอร่อยทั่วเมืองรองระยอง(ฮิ)

 เพื่อเป็นการต้อนรับปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋ อย่างยั่งยืน  ในเมืองท่องเที่ยวรอง “ระยอง” กำลังเป็นดาวรุ่งมาแรงด้วยสีสันเมืองชายทะเลตะวันออกอ่าวไทยมีเกาะน้อยใหญ่ขึ้นชื่อทั้ง เกาะช้าง เกาะเสม็ด เกาะเกร็ด และรากวัฒนธรรมอาหารการกินภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นเข้มแข็ง และรัฐบาลกำลังขยายการรองรับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)



 “ระยอง” วันนี้มีแฟนพันธุ์แท้ต่างมุ่งหน้าเข้าไปค้นหา “แหล่งกินอาหารอร่อย” กันอย่างคับคั่ง แกะรอยเส้นทาง “ผักกระชับ” เมนูเด็ดดังที่มีจุดกำเนิดอยู่ที่ “ชุมชนบ้านทะเลน้อย” ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง เป็นชุมชนเล็ก ๆ มีวิถีชีวิตพอเพียงเลี้ยงชีพอยู่ด้วยการพึ่งตาตนเองใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

 ขณะนี้อาหารถิ่นเมนูผักกระชับของชุมชนบ้านทะเลน้อย กลายเป็นดาวดวงใหม่ในวงการท่องเที่ยว ที่ชาวบ้านนำมาปรุงเป็น แกงส้ม และผักกระชับทอดกรอบ อร่อยเทียบชั้นเทมปุระ ชาวบ้านได้รังสรรค์การทำเมนูอื่น ๆ เพิ่มอยู่ตลอดเวลา



สำหรับผักกระชับที่ปลูกในชุมชนบ้านทะเลน้อย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง โดยรอบพื้นที่มีต้นไม้ถิ่นออกลูกผลเพียงปีละครั้งเท่านั้น มีลักษณะขนแข็งแหลมคม เมื่อนำเมล็ดมาแช่น้ำใบไว้จะแตกยอดใบออกมาตามภูมิปัญญาดั้งเดิมหมอชาวบ้านบอกว่าสามารถนำมารักษาผู้ป่วยโรคกระดูกได้ จากนั้นก็ได้ขยายพันธุ์การปลูกสืบต่อกันมา แล้วนำมาทำเป็นอาหารด้วย เช่น แกงส้ม ผัดน้ำมัน ลวกต้มกินกับน้ำพริก กินอาหารเป็นยาไปในตัว



เมื่อไปถึง “ชุมชนบ้านทะเลน้อย” จะมีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสงบ ๆ ตามวิถีชาวบ้าน คือ “วัดราชบัลลังก์” มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยเสด็จผ่านมาในพื้นที่ก่อนจะเดินทัพรวมไพร่พลไปกอบกู้เมือง อีกทั้งได้สร้างพระพุทธรูปสำคัญไว้ในโบสถ์เก่าแก่ที่วัดราชบัลลังก์ด้วย ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวนิยมไปสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

บริเวณใกล้เคียงชุมชนสามารถแวะไปชมวิว “ป่าชายเลนแม่น้ำประแส” เพื่อชมวิถีการทำประมงพื้นบ้าน ช่วยกันอุดหนุนของทะเลสด ๆ ได้ด้วย
สำหรับเส้นทางสายกินทั่วเมืองรองมี 10 เมนูอาหารอร่อยที่ระยอง โดย เชฟชุมพล ตามโครงการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนไปชิมกัน



เมนูแรก “ผัดผักกระชับไฟแดงปลากุเลาปากน้ำประแส” ความอร่อยอยู่ตรงผักกระชับที่ได้อารมณ์ร่วมเมื่อเติมปลากุเลาปากน้ำประแสเข้าไปฟีเจอริ่งเข้าด้วยกัน

เมนูที่ 2 “แกงคั่วปูใบชะมวง” แกงกะทิหอมกลิ่นพริกแกงคั่วคลุกเคล้าใบชะมวง

เมนูที่ 3   “หลนกะปิกุ้งเคย” รสกลมกล่อมเข้มข้นด้วย ความหอมมันของกะทิ เต้าเจี้ยว ข้าวหมาก กุ้งลายเสือ

เมนูที่ 4   “ผัดขี้เมาไก่บ้านใส่หน่อกระทือ” รสเผ็ดซี้ดซ้าด นำไก่บ้านมาผักกับแขนงสับปะรดและหน่อกระทือทอดกรอบ เป็นวัตถุดิบหายากมีแห่งเดียวในระยองเท่านั้น

เมนูที่ 5  “ต้มกะทิปลาแดดเดียวใส่ผักกูด” นำปลา 3 น้ำ ทั้ง น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย ผสมอย่างลงตัวเป็นปลาแดดเดียวแล้วต้มกับกระทิหวานมันใส่ผักกูดเนื้อกรุบ ๆ ลงไป

เมนูที่ 6   “ต้มส้มปลากะพง (ระกำ)” ใช้เนื้อปลากะพงสดนำระกำผลไม้ถิ่นรสเปรี้ยวใส่ลงน้ำซุปคล้ายต้มส้ม อร่อยเกินบรรยาย

เมนูที่ 7 “ปลาหมึกแดดเดียวผักพริกเกลือ” นำปลาหมึกล้วน ๆมาผักกับพริกสีจัดจ้าน รสชาติร้อนแรง เมื่อตักเข้าปากรสชาติจี๊ดซี้ดกันเป็นแถว

เมนูที่ 8 “เส้นแกลงผัดทะเล” นำเส้นเหนียวหนึบมาผัดกับวัตถุดิบทะเลทั้ง กุ้ง หอย หมึก ปู ปลา แบบไม่ให้เส้นขาด เพียงแค่ชิมคำเดียวก็ฟินเหมือนได้อยู่ในทะเลระยองเลยทีเดียว

เมนูที่ 9 “ทะเลผัดพริกขี้หนูสวน” ได้รวมวัตถุดิบทั้งทะเลมารวมไว้ในจานเดียว มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา หมึก ปรุงรสสไตล์แซบสุดโรยด้วยกระเทียมเจียว อร่อยพอดี ๆ
เมนูที่ 10 “พุดดิ้งทุเรียน ซอสมังคุด” เป็นของหวานทำจากทุเรียนสดเนื้อเนียนเด้งดึ๋ง เสิร์ฟคู่กับซอสมังคุด อร่อยจนต้องชวนกันไปลองชิมให้ได้

แล้วไปพบกับที่เมืองท่องเที่ยวรอง “ระยอง(ฮิ)” กันได้ตลอดปีจอ 2561 กับเส้นทางห้ามพลาดแหล่งแวะชิมอาหารถิ่นเมนูอร่อย ๆ   ดินแดนผักกระชับแห่งเดียวในเมืองไทย

@หมอชาวบ้านแนะการป้องกันภาวะตัวเย็นเกินไป

เว็บไซต์หมอชาวบ้าน WWW.doctor.or.th สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายถึง “ภาวะตัวเย็นเกิน” หรือไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia) นั้น เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิลดต่ำเกินไป ทำให้อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวใจ และสมองได้รับผลกระทบจนทำหน้าที่ผิดปกติ บางราย   ที่มีอาการรุนแรงอาจจะถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับสาเหตุมี 2 ปัจจัยคือ การสัมผัสกับความหนาวเย็น เช่น อยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวหรือแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดซึ่งมักเกิดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุ และจากการที่ร่างกายสูญเสียกลไกการปรับอุณหภูมิ ทำให้ไม่สามารถสร้างและเก็บความร้อนในร่างกายได้ มักพบในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปและในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวานที่มีภาวะประสาทเสื่อม ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะขาดอาการ ผู้ที่กินยานอนหลับ ยากล่อมประสาท รวมถึงผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
          การปฐมพยาบาล ควรเริ่มจากการพาผู้ป่วยหลบอากาศที่หนาวเย็น หรือขึ้นจากน้ำเย็นโดยนำเข้าไปในห้องที่อบอุ่นและไม่มีลมเข้า ถ้าเสื้อผ้าเปียกน้ำควรปลดออก เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่แห้ง จากนั้นทำการอบอุ่นร่างกายโดยห่อหุ้มด้วยผ้านวม ผ้าห่ม หรือเสื้อผ้าหนา ถ้าอยู่กลางแจ้งควรใช้ผ้าหนาคลุมใบหน้าและศีรษะเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน หรือนอนกอดเพื่อถ่ายเทความร้อนให้ผู้ป่วย ต่อมาจับผู้ป่วยให้นอนนิ่งในท่านอนหงายบนพื้น  ที่อบอุ่น โดยหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น ห้ามนวดหรือแตะต้องตัวผู้ป่วย   ด้วยความรุนแรงเพราะอาจกระทบกระเทือน จนทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ห้ามไม่ให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม ถ้าหยุดหายใจให้ช่วยเหลือด้วยวิธีการเป่าปาก จากนั้นรีบส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด
          ด้านการป้องกัน มีหลักควรปฏิบัติ ได้แก่ ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศหนาว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอปกคลุมถึงหน้าและศีรษะ และใส่ถุงมือ-ถุงเท้า ควรดูแลกลุ่มเสี่ยงในช่วงที่อากาศหนาวเย็น เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัด นี่เป็นคำแนะนำเบื้องต้นป้องกันภาวะ “ไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia) หรือภัยฤดูหนาว” โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ รวมถึงผู้ที่นิยมดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายหนาว พึงต้องสำเหนียกไว้

อาการระยะแรกจะมีอาการสั่น พูดอ้อแอ้ เดินเซ งุ่มง่าม หงุดหงิด สับสน ความสามารถในการคิดและการตัดสินใจด้อยลง เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงไปอีก ผู้ป่วยจะหยุดสั่น มีอาการเพ้อคลั่ง ไม่รู้ตัว อาจจะหมดสติและหยุดหายใจหรือเสียชีวิตได้ การวินิจฉัยเมื่อเกิดภาวะนี้เมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวถึงแพทย์แล้ว จะมีการวินิจฉัยจากประวัติการสัมผัสถูกความหนาวเย็น อาการที่ตรวจพบระยะแรกผิวหนังผู้ป่วยจะเย็นและซีด จากนั้นมีการหนาวสั่น หายใจเร็ว ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดสูง เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดต่ำกว่า 32 องศาเซลเซียสผู้ป่วยจะไม่หนาวสั่น แต่จะหายใจช้าลง ชีพจรเต้นช้าลงหรือเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับมี  ความดันเลือดต่ำ ปากเขียว ตัวเขียว รูม่านตาโต 2 ข้าง หรือถึงขั้นหมดสติ หยุดหายใจ

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “รร.ดิโอกุระจัดเต็มสปาญี่ปุ่น-ลอบสเตอร์ลอยฟ้า”

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ต้อนรับปีจอด้วยบริการในมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561 ด้วย 2 แพกเกจพิเศษ “สปาและเมนูล็อบสเตอร์”

เริ่มจากสปาแพ็คเกจใหม่ “สมูตตี้ รีทรีท” (Smoothie Retreat Package) ที่ ดิ โอกุระ สปา ระหว่างวันนี้– 31 มีนาคม 2561 ชั้น 25 บริการตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 22.00 น. ใช้เวลาทั้งสิ้น 90 นาที ค่าบริการ 3,800++ บาท (ราคาทั้งหมดยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  ) ไฮไลต์จับคู่ขัดผิวกับนวดผ่อนคลาย พร้อมสีสันและความหอมหวานของสตรอว์เบอร์รี่ และกลิ่นหอมสดชื่นของดอกคามีเลีย

แพ็คเกจ “สมูตตี้ รีทรีท” เริ่มต้นด้วยการขัดทำความสะอาดผิวทั่วร่างกายด้วยเกลือขัดผิว “สตรอว์เบอร์รี่ สมูตตี้” (Strawberry Smoothie Foaming Salt Scrub) ที่มีลักษณะคล้ายโฟมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่หอมหวาน เป็นเวลา 30 นาที เกลือขัดผิว “สตรอว์เบอร์รี่ สมูตตี้” นอกจากจะช่วยขจัดเซลผิวที่ตายแล้วออกและกระตุ้นการผลัดผิวอย่างอ่อนโยนแล้ว ยังอุดมไปด้วย วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจากสตรอว์เบอร์รี่ ช่วยลบรอยแผลเป็นและรอยดำให้จางลง มีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ป้องกันการเสื่อมและหย่อนคล้อยของผิวได้เป็นอย่างดี

จากนั้นจึงนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมสดชื่นของดอกคามีเลีย (Camellia) หรือ ดอกซึบากิ (Tsubaki) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 60 นาที น้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกซึบากิ นอกจากจะมีกลิ่นหอม และซึมเข้าผิวหนังรวดเร็วแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี ดี และ อี โอเมก้า 3 6 และ 9 ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังเหมาะกับช่วงต้นปีที่อากาศเย็นและผิวมักจะแห้งกว่าปกติ

แล้วช่วงค่ำชวนลิ้มลองเมนู “ล็อบสเตอร์” หลายรายการ ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์ ชั้น 25 ดื่มด่ำกับดินเนอร์ทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ระหว่างวันนี้- 28 กุมภาพันธ์ 2561 ราคาเริ่มต้น 490 บาท++

โดยเชฟ แอนโทนี ชอลท์ไมเยอร์ หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ ได้คัดสรร ล็อบสเตอร์สดใหม่นำเข้าจากอเมริกาเหนือมาเป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์เมนูพิเศษปรุงอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เมนูแนะนำ อาทิ ล็อบสเตอร์ทาร์ทาร์ เชฟได้นำล็อบสเตอร์สด ๆ มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

เสิร์ฟกับเมล็ดโซบะไอศครีมมันบดรมควัน และสาหร่ายอบกรอบ (Lobster Tartare, smoked potato ice cream, soba, fennel flowers, nori wafer) หรือจะเลือกทานเมนูล็อปสเตอร์ลวกเสิร์ฟพร้อมหอยเชลล์จากฮอกไกผัดให้สุกกำลังพอดี รับประทานกับฟองเต้าหู้ญี่ปุ่น หน่อไม้ฝรั่งขาว ราดด้วยซอสหน่อไม้ฝรั่งขาวรมควันและมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติ (Poach Lobster and Sautéed Hokkaido Scallop, grilled write asparagus sauce, lemon, yuba)

อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด ล็อบสเตอร์ราดซอสมิโซะขาวย่าง เสิร์ฟคู่กับผักอบในเมอร์แรงเกลือ (Lobster Char Coal, whole grilled lobster, white miso, young vegetables baked in salt crust) นอกจากนั้นยังมีเมนูอื่น ๆ อีกมากมาย

โทร. 02 687 9000 หรือ elements@okurabangkok.com และ spa@okurabangkok.com
ข่าวที่สอง “รร.อินเตอร์คอนฯโชว์อาหารมิชลินเสิร์ฟสไตล์บาร์”

โรงแรม เดอะ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เตรียมมหกรรมอาหารต้อนรับเดือนมกราคม 2561 เป็นโรงแรมที่รับมิชลินสตาร์และบรรจุอยู่ใน มิชลิน ไกด์ บุ๊ค (กรุงเทพฯ) เริ่มจากห้องอาหาร “Axis & Spin Lounge” ชั้น 37 สไตล์บาร์ส่วนตัวเสิร์ฟค็อกเทลรสเลิศตั้งแต่ทุ่มตรงเป็นต้นไป

ส่วนอาหารระหว่างมื้อตลอดเดือนมกราคม นี้ ที่ห้อง “H20” ชั้น ชั้น 25, 33,35, 36 , 37 สามารถเลือกเป็นมื้อค่ำแบบส่วนตัวในบรรยากาศริมสระน้ำ ด้วยโปรโมชั่นจ่ายเพียงคนละ 4,999 บาท++ จากปกติ 6,999 บาท ++ “ห้องอาหารอิตาเลียนชั้นนำ Medinii” ชั้น 35 เสิร์ฟมื้อค่ำให้ผู้ที่ต้องการการันตีโต๊ะวิวริมหน้าต่างซึ่งเปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ในราคาเพียงมื้อละ 1,499 บาท++ พร้อมทั้งมีบุฟเฟต์มื้อกลางวัน จันทร์-ศุกร์ ด้วยโปรโมชั่นคนละ 699 บาท++ (ราคาเต็ม 799 บาท++ ) และวีคเอนด์บรั๊นช์ เสาร์-อาทิตย์ คนละ

ข่าวที่สาม “คาเฟ่แคนทารีชูเมนูคาวหวานเสิร์ฟทุกเมืองท่องเที่ยว”

คาเฟ่ แคนทารี ทุกสาขา ชวนร่วมดื่มด่ำกับอรรถรสของเมนูพิเศษ “ดับเบิล ช็อกโกแลต เอสเปรสโซ เฟรปเป้” วันนี้– 28 กุมภาพันธ์ 2561 สัมผัสความกลมกล่อมหอมหวาน ของช็อกโกแลตปั่นสูตรพิเศษ ในราคาเพียง 130 บาทเท่านั้นรังสรรค์โดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ ผสมกาแฟเอสเปรสโซเข้มข้น เติมความกรุบกรอบด้วยช็อตโกแลตชิพ ท็อปปิ้งด้วยเอสเปรสโซ วิปครีมเนียนนุ่ม โรยด้วยเกล็ดดาร์กช็อกโกแลต สัมผัสความอร่อยนี้ได้อย่างไม่หยุดยั้ง

ส่วนของหวานก็มี “สติ๊กกี้เดท พุดดิ้ง” ที่คาเฟ่ แคนทารี ทุกสาขา  วันนี้ – 31 มกราคม 2561 ลิ้มรสพุดดิ้งเนื้อนุ่ม หอมหวานอินทผาลัม ฉ่ำซอสคาราเมลเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลา บนครัมเบิ้ลกรุบกรอบ อร่อยได้ในราคาเพียง 165 บาท ที่ คาเฟ่ แคนทารี 11 แห่ง คือ เชียงใหม่, กาดฝรั่ง, ระยอง, ศรีราชา, ปราจีนบุรี, บางแสน,เกาะยาวน้อย, ภูเก็ต, อยุธยา, สระบุรี และ ป๊อปอัพ คอร์เนอร์ แคนทารี โคราช

พอร์คช็อปแกงเขียวหวาน
คาเฟ่ แคนทารี บางแสน จ.ชลบุรี, กาดฝรั่ง จ.เชียงใหม่, ปราจีนบุรี และระยอง  ขอแนะนำเมนูสุดพิเศษประจำเดือนมกราคม  “พอร์คช็อปแกงเขียวหวาน”  โดยเชฟระดับมืออาชีพ ในราคาเพียง 195 บาท ครบเครื่องเรื่องความอร่อย หอมกรุ่นเครื่องแกงแบบไทยๆ ผสมผสานกับรสชาติกลมกล่อมของสเต็กหมู นุ่ม ละมุนลิ้น

สอบถามที่ call centre: 1627 หรือเ www.cafekantary.com

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เปิดแผนท่องเที่ยวปี'61ใช้ATF2018ชวน9รมว.อาเซียนทำ3เรื่องใหญ่-เที่ยวนครศรี4Open to the New Shades

“รมว.วีระศักดิ์”เปิดแผนBigChangeท่องเที่ยวปี’61
ใช้เวทีATF2018ผนึก10รัฐมนตรีพลิก3เรื่องใหญ่
ช้อปคิงเพาเวอร์โปรแรงใช้กะรัตเพิ่มส่วนลดไม่อั้น
ททท.งัดมิวสิกมาร์เก็ตติ้งสร้างฮือฮา55เมืองรอง
บางจากแจกต่อปีใหม่สมาชิกเก่าใหม่รับแต้มเพียบ
ทัวร์เมืองคอนล่องทะเล/พักชุมชน/หรอยอาหารถิ่น
นวดเพื่อสุขภาพสุขกายสบายใจคลายโรครับปีใหม่
ดุสิตธานีกรุงเทพเลื่อนปิด1ปีทำโปรต่อถึง5มค.62
อะเมซิ่งเคาน์ดาวน์เมืองรองสำเร็จเกินเป้าทุกพื้นที่
รัฐบาลลั่นดันท่องเที่ยวอุ้มเศรษฐกิจรากหญ้าปีจอ

สวัสดีวันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ในรายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen #gurutourza

ช่วงที่ 1 “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดนโยบายเชิงรุกต้อนรับศักราชใหม่ปีจอ 2561 แบบ Big Change พลิกจุดแข็งเมืองรอง ชุมชน นำ “ระบบโมเดล” ยักษ์ใหญ่ของโลกทั้ง google, youtube มาสร้าง “เครื่องมือกลาง” เป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จระหว่างผู้ให้กับผู้รับผ่านคลินิก @tourism 1 ทำให้ทุกคนกลายเป็นเครือข่ายฮีโร่ช่วยกันซ่อมสร้างแหล่งท่องเที่ยว

พร้อม ๆ กับพลิกแนวการค้า “สินค้าประชารัฐ-โอท็อป” ยกเครื่องใหม่ 3 เรื่อง “ฐานรากผลิตภัณฑ์-วิธีผลิต-บรรจุภัณฑ์” อย่างง่าย ๆ แค่เปิดช่องให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม ต่อไปคนจะซื้อสินค้าโดยไม่เสียดายเงิน จากนั้นจะโชว์ศักยภาพการเป็นเจ้าภาพจัด ASEAN TOURISM FORUM 2018 ระหว่าง 24-27 มกราคม 2561 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปลุกกระแสรัฐมนตรีอาเซียน 10 ประเทศ กับอาเซียนบวก 3 ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน กอดคอกันปูพรม 3 นโยบายใหญ่ “ท่องเที่ยวเชื่อมโยง-ยั่งยืน-ปลอดภัย” ยกระดับอาเซียนผงาดเป็นดาวเด่นแห่งเอเชีย



นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบายต้อนรับปี 2561 การเร่งผลักดันรายได้ท่องเที่ยวกระจายสู่ 55 เมืองรองและชุมชนท่องเที่ยว สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีและใช้เงินซื้อสินค้าท้องถิ่นจะเป็นส่วนหลักช่วยลดความเหลื่อมล้ำอุดหนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสร้างคุณค่าทางจิตใจ รวมถึงความสุขที่ได้ช่วยเติมเต็มโดยได้ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมบ้านเมือง

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมักจะเน้นความสะดวกสบาย ส่งผลให้การลงทุนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกไปกระจุกตัวอยู่ตามเมืองหลัก นับจากปีนี้เป็นต้นไปการส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรองจะเป็นอีกทางเลือกใหม่ โดยนักท่องเที่ยวจะต้องศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งมีเสน่ห์อยู่มากมาย เช่นเดียวกันปี 2560 ต่างชาติมาท่องเที่ยวเมืองไทยมากถึง 35 ล้านคน ในจำนวนนี้มาซ้ำถึง 60 % พร้อมที่จะแสวงหาสถานที่ใหม่ในเมืองรอง ส่วนคนไทยเองก็มีพฤติกรรมแชะแชร์ ซึ่งทางกระทรวงจะขยายผลให้คนไทยช่วยกันแชร์สถานที่เพื่อเชิญชวนคนเที่ยวเพิ่มขึ้น

หรือแม้แต่กิจกรรมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น การปั่นจักรยานไปทำซ่อมและทำความสะอาดห้องน้ำตามแหล่งท่องเที่ยว ได้ประโยชน์ทั้งกับชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือกลุ่มบิ๊กไบค์ก็สามารถเพิ่มการนำอุปกรณ์ห้องน้ำไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ  นักวิ่งก็ทำกิจกรรมวิ่งไปซ่อมแนวกันไฟป่า โบกปูนสร้างทางลาดเรียบ ๆ ให้เกิดวิ่ง ปีน ป่าย เพื่อคนพิการ ผู้สูงวัย เด็ก ได้ใช้อย่างสะดวกปลอดภัย

หน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องเพิ่มภารกิจใหม่ “ร่วมมือกับภาคประชาชน” เพราะปัจจุบันกรมพัฒนาการท่องเที่ยวมีเจ้าหน้าที่เพียง 120 คน ดูแลแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศมากถึง 6,000 แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย แล้วส่วนใหญ่นั่งอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสไปเฝ้าทะเล น้ำตก ภูเขา

ดังนั้นผมจะนำแนวคิดของ google, youtube มาใช้คือ “สร้างระบบ” มีเรื่องเล่านำคนอยากรู้กับคนอยากเล่ามาเจอกัน สร้างเครื่องมือกลางขึ้นมาเพื่อให้คนอยากรู้ อยากทำความดี อยากรักษา อยากพาเที่ยวมาเจอกัน เป็นนโยบายที่เรียกว่า “คลินิกท่องเที่ยว” เปิดเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นปีจอ ด้วยวิธีใช้อุปกรณ์มือถือทางไลน์เพิ่มเพื่อน “@tourism 1” เป็นศูนย์แจ้งซ่อมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ แล้วเห็นแหล่งใดทรุดโทรมมีปัญหา เกิดความไม่สะดวกให้กดถ่ายรูป บอกโลเกชั่น ส่งมายังไลน์ ซึ่งเป็นวิธีแจ้งตรงถึงเจ้าหน้าที่ เพื่อรวมฐานข้อมูลคาดจะได้นับแสนรูปเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวมีปัญหา แล้วจากนั้นจะมาแบ่งกลุ่มตามลักษณะของอาการปัญหาพร้อมกับใส่เลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อให้องค์กรหรือคนกลุ่มต่าง ๆ จองที่จะเข้าไปช่วยฟื้นฟูพัฒนาร่วมกัน ทั้งบริษัท องค์กรปกครองท้องถิ่น และอื่น ๆ รวมทั้งจากองค์กรข้ามชาติเข้ามาร่วมด้วย

เป็นกลยุทธ์แนวใหม่โดยไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว หรือการใช้จ่าย แต่จะทำให้เกิด “การมีส่วนร่วมรักษาแหล่งท่องเที่ยว” อย่างเป็นระบบ

นายวีระศักดิ์กล่าวว่า การนำสินค้าประชารัฐ โอท็อป ชุมชน มาวางจำหน่ายนั้น ต้องหันมาทำให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม อย่าทำให้ชุมชนกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแข่งกับเจ้าใหญ่ เพราะตามธรรมชาติแล้วผู้ซื้อจะตัดสินใจซื้อจากราคา ความคุ้นเคยกับแบรนด์ แต่ปัจจุบันสินค้าชุมชนขายผ่านคนกลางโดยไม่รู้ว่าขายได้หรือไม่หรือรู้จักแบรนด์เหล่านี้อย่างไร

ต่อไปจะกลับมาทบทวนวิธี เรื่องแรก  “จำหน่ายใหม่” โดยมีเรื่องเล่าและทำการตลาดให้เกิดความน่าสนใจ สร้างแรงจูงใจให้คนซื้อโดยอัตโนมัติ ผนวกกับเรื่องที่ 2 การบ่งบอกถึง “วิธีผลิต” อย่างเหมาะสม เช่น การสาธิตปั้นและเผาเบญจรงค์ การเขียนลายชามคโลก สร้างประสบการณ์ให้คนเรียนรู้มีส่วนร่วมจึงเกิดความรู้สึกอยากซื้อโดยไม่เสียดายเงิน เนื่องจากเป็นฝีมือของนักท่องเที่ยวทำขึ้นเองมีชิ้นเดียวในโลก เรื่องที่ 3 “หีบห่อหรือแพกเกจบรรจุสินค้า” ควรนำวัสดุจากท้องถิ่นมาดัดแปลงด้วยภูมิปัญญาสร้างความเก๋ไก๋ขึ้นมาอย่าง ชะลอม สุ่มจับปลา แปลงโฉมเป็นตะกร้าเล็ก ๆ ใส่สินค้าแปรรูปการเกษตร โดยภาพรวมต้องยกกลิ่นอายของท้องถิ่นมาไว้ในสินค้าทุกชิ้นเพื่อสะท้อนถึงรากวัฒนธรรมของตนเอง แล้วสินค้าจะขายได้เอง

นายวีระศักดิกล่าวว่าการเตรียมสร้าง 3 อย่าง 1.ชวนอาเซียนทำการท่องเที่ยวเชื่อมโยงโดยไม่มองประเทศสมาชิกเป็นคู่แข่ง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวนานาชาติระหว่างอาเซียนด้วยกันที่เข้ามาไทยก็มีปีละเกือบ 10 ล้านคน ตัวอย่างเขตรอยต่อไทย-เมียนมา มีคนขับรถข้ามมาจับจ่ายใช้สอย พักผ่อนแล้วซื้อสินค้ากลับไปเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันกฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดจนทำให้ชาวเมียนมาแถบพื้นที่รอยต่อใช้จ่ายเงินซื้อของหรือพักอยู่ในไทยได้ไม่เต็มที่ ทั้ง ๆ ที่มีคนชั้นกลางพร้อมใช้เงินอยู่เป็นจำนวนมาก หรือ สปป.ลาวที่เข้ามาช้อปปิ้งที่หนองคาย หรือจีนตอนใต้เข้ามาทางด่านเชียงของ แต่เจอหลายอุปสรรคจนไม่สามารถเข้ามาได้ ทั้ง ๆ ที่ชอบเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างข้าวที่นิยมเข้ามาเที่ยวพร้อมกับซื้อกลับบ้านไป

ดังนั้นจึงต้องทำให้ “การบูรณาการค้าตามแนวตะเข็บรอยต่อประเทศ” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมลดอุปสรรคการใช้จ่ายเงินของเพื่อนบ้านที่ขับรถเข้ามาเที่ยวในเมืองเชื่อมโยงให้เข้มแข็ง เพราะแทนที่ไทยจะต้องไปทำส่งออกเสียค่าใช้จ่ายแต่ถ้าหันมาทำให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าขนกลับบ้านเองได้จะช่วยเพิ่มเศรษฐกิจเมืองชายแดนได้มากกว่าทุกวันนี้

เรื่องที่ 2 จับมือกับสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้ตระหนักถึงเรื่องลดการเผาป่า อย่างกรณีเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนต่อคนเมือง ถ้าแก้ไขได้จะดีต่อทั้งนักท่องเที่ยว และอาเซียนด้วยกัน โดยรณรงค์ให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนหรือเมืองเพิ่มแล้วเข้าไปช่วยเหลือท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ จากประสบการณ์ที่มีองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เป็นที่ยอมรับในระดับสากลถึงการเป็นองค์กรคุณภาพทำชุมชนยั่งยืนได้จริง ๆ

เรื่องที่ 3 การคุ้มครองสื่อสารกันอย่างปลอดภัย เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพตั้งแก๊งคอล เซ็นเตอร์ หากินด้วยการข้ามแดนไปมา จะใช้เวที ATF 2018 ร่วมมือกันปราบแก๊งหลอกลวงให้สิ้นซาก

ส่วนเรื่องอื่น ๆ รัฐมนตรีอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ บวกกับอีก 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน จะหารือกันยกระดับอาเซียนเป็นศูนย์กลางของเอเชีย ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย จะเสนอนโยบายความร่วมมือทำให้อาเซียน สะดวก สะอาด ปลอดภัย ได้เอกลักษณ์ มีความยั่งยืน ส่วนประเทศสมาชิกและอาเซียนบวก 3 จะเสนอเรื่องใดเข้ามานั้นทางไทยจะฟังแล้วนำไปลงมือทำร่วมกัน เพราะรัฐมนตรีทั้งหมดที่มาร่วมในเวทีดังกล่าวไม่สำคัญจะต้องคล้องแขนแสดงสัญลักษณ์ จับมือถ่ายรูป ล้วนเป็นเรื่องเล็ก

ทว่าได้สั่งการให้ทางจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดงาน ATF 2018 ระหว่างวันที่ 24-27 มกราคม 2561 นั้นให้ทุกฝ่ายนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอาหาร โดยไม่ขัดต่อหลักวัฒนธรรมต่อเพื่อนสมาชิกต่างแดน แต่โชว์ให้เห็น สะอาดตามหลักสากล รายได้รายจ่ายระหว่างการประชุมส่งผ่านตรงไปถึงชุมชนแต่ละแห่ง รวมทั้งสื่อมวลชนที่ติดตามเข้ามาทำงานจะได้ช่วยเผยแพร่ความเป็นเอกลักษณ์ล้านนาด้วยการปรุงและเสิร์ฟแบบล้านนาอย่างแท้จริง โดยมีให้เลือกทั้งแบบโตกอาหารท้องถิ่นและโตกสากล

เป็นภารกิจรับการเปิดศักราชใหม่ 2561 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะต้องลุยปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนนโยบายในประเทศ “กระจายรายได้ท่องเที่ยวเมืองรองและชุมชน” เรื่อยไปจนถึงโชว์ศักยภาพในฐานะเจ้าภาพจัดอีเวนต์สากลต้อนรับสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม ASEAN TOURISM FORUM 2018 ในเชียงใหม่ตัวแทนแห่งอาณาจักรล้านนา ซึ่งสามารถใช้โอกาสนี้นำเสนอวัฒนธรรม อาหารถิ่น และวิถีชีวิต เผยแพร่สู่สายตาชาวโลกตอกย้ำความเป็นล้านนาหนึ่งเดียวในโลกที่ยังคงอยู่คู่ประเทศไทยมานับพันปี

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิง เพาเวอร์โหมแจกกะรัตช้อปไม่อั้นฉลองปีใหม่”



วรมาศ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า ได้มอบของขวัญต่อเนื่องให้นักช้อปด้วยแคมเปญ Explore Endlessly Celebration 2018 สามารถช้อปในร้านค้าดิวตี้ฟรี คิง เพาเวอร์ สาขาต่าง ๆ ระหว่างวันนี้ – 17 มกราคม 2561 สามารถรับส่วนลดได้สูงสุดถึง 20 % พร้อมส่วนลด On top จากคะแนนสะสมกะรัต คือ 1 กะรัต (Carat) มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท ซึ่งแลกเป็นส่วนลดได้ไม่จำกัด

รวมทั้งยังมีกิจกรรมแชร์ความสุขตลอดการเดินทาง สามารถร่วมแคมเปญ Samurai WiFi และ Global WiFi โดยนำคะแนนสะสมทุก ๆ 100 กะรัต หรือ Carat Rewards แลกเป็นพ็อกเก็ต WiFi มูลค่า 100 บาท ได้ที่แผนก เมมเบอร์ คลับ สาขา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และศรีวารี

นอกจากนี้ยังมีแคมเปญ Wrap & Fly เป็นบริการห่อกระเป๋าเดินทางฟรี โดยสามารถใช้คะแนน 120  Carat Rewards แลกรับคูปอง 1 ใบ ได้ที่จุดบริการสมาชิก ชั้น 4 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ




ดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.kingpower.com หรอคอ


ข่าวที่ 2 “ททท.งัดMusic Marketingเมืองรองเที่ยวไทย21ม.ค.”



ททท.ไอเดียเจ๋งงัดกลยุทธ์ “Music Marketing” เปิดเกมรุกชิงตลาดใหญ่กลุ่มนักท่องเที่ยวไทย-เทศ เตรียมนำร่อง 12 เพลงเมืองท่องเที่ยวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ลั่นพร้อมเปิดตัวสร้างความฮือฮาในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561” และยึดสวนลุมพินีจำลองศูนย์ข่าวเชิญดีเจดังจัดสด รายการวิทยุ โทรทัศน์ ตลอดงาน 17-21 ม.ค.นี้

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า วางกลยุทธ์เชิงรุกต้อนรับปีจอ 2561 โดยจะสร้างเทรนด์ใหม่ด้วย Music Marketing ใช้เสน่ห์ของกิจกรรมดนตรีกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวคนไทยและต่างประเทศ เตรียมจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561” วันที่ 21 มกราคม 2561 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ด้วยอัลบั้มเพลงแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ อาทิ Mr.กระบี่ ล้านนา Soneta, พรหมเทพ Sunset และMoonlight in อยุธยา

ขณะนี้ได้จับมือกับศิลปินชั้นนำ “โก้ แซกแมน” แต่งเพลงประจำของเมืองท่องเที่ยวแต่ละแห่งที่เป็นไฮไลต์รวม 12 เพลง ผสมผสานกับดนตรีที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดหรือแต่ละเมืองท่องเที่ยว อีกทั้งเตรียมพิจารณาจะนำไปเผยแพร่และแข่งขันในงานดนตรีระดับนานาชาติรายการซึ่งเป็นที่นิยมจัดประกวดในเวทีโลก อย่างการแข่งขันแจ๊สในแถบยุโรป หรือรายการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เพื่อสร้างภาพจำของประเทศไทยในเวทีโลกผ่านการตลาดเชิงดนตรีซึ่งเป็นอีกมิติของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

นายธเนศวร์กล่าวย้ำว่า Music Marketing สามารถที่จะเป็นหนึ่งใน Amazing Thailand : Open to the New Shades ตามกลยุทธ์ตลาดการขายท่องเที่ยวเชิงรุกแนวใหม่ของ ททท.ที่จะเป็นสีสันช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวคนไทยและทั่วโลกเพิ่มได้อีกช่องทางที่น่าสนใจอย่างมาก

ส่วนในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2561” ระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม นี้ จะเพิ่มสีสันใหม่โชว์เคสต์เรื่องสื่อสารการตลาด โดยใช้พื้นที่สวนลุมพินี สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม ช้อป ชิม แชร์ ช่วย อย่างสนุกสนาน  ไปพร้อม ๆ กับการซึมซับประสบการณ์ตรงจาก “ศูนย์รวมห้องจำลองห้องจัดรายการข่าว” สด ๆ ด้วยการรายงานของทีมวิทยุ โทรทัศน์ พร้อมทั้งจะเชิญดีเจรายการท่องเที่ยวดัง ๆ สลับกันมาจัดรายการสดให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมงานได้สัมผัสของจริง เพื่อให้มีส่วนร่วมระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจในการถ่ายทอดข้อมูลการท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นต่อไป เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยมีสื่อแขนงต่าง ๆ หันมาจัดรายการท่องเที่ยวหลากหลายแนวด้วยกัน หากนำมาจำลองจัดแสดงภายในงานจะสื่อสารได้ดีมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ข่าวที่ 3 “บางจากแจกไม่ยั้งสมาชิกเก่าใหม่รับไปเลย250แต้ม”

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานถึงข่าวดี!! สมาชิกใหม่สมัครบัตรออนไลน์ และ สมาชิกเดิมอัพเดทข้อมูล รับทันที 250 คะแนน (มูลค่า 50 บาท)  ตั้งแต่วันนี้– 30 เม.ย. 2561

      ด้วยวิธีง่าย ๆ ในการสมัครสมาชิกใหม่ จะได้รับคะแนนสะสม 250 คะแนน ระบบจะโอนข้อมูลเข้าบัตรสมาชิกอัตโนมัติ

ส่วนการ “อัพเดทข้อมูลสมาชิก ได้รับคะแนนสะสม 250 คะแนน โดยคะแนนจะถูกโอนเข้าบัตรสมาชิกอัตโนมัติในวันถัดไป สมาชิกที่เคยได้รับคะแนนพิเศษจากการอัพเดทฐานข้อมูลก่อนหน้า จะไม่ได้รับสิทธิ์นี้ซ้ำ

สอบถามเพิ่มเติม Bangchak Call center โทร.1651

ช่วงที่ 2 มองหาเมืองรองแดนใต้ได้ที่ “นครศรีธรรมราช” จัดเต็มกับคอร์สเที่ยวคลายเครียด เข้าวัด ชิลทะเล พักชุมชนกลางหุบเขา และกินดะอาหารถิ่นซี้ดซ้าด 10 เมนูบ้าน ๆ ที่ต้องชิม ส่วนการดูแลสุขภาพจะพาไปนวดสุขกายสบายอารมณ์ แก้เมื่อยคลายโรค และเสิร์ฟข่าวต้อนรับปีจอ ดุสิตธานี กรุงเทพฯ เลื่อนปิดโรงแรมลงทุนใหม่ไปอีก 1 ปี จากเมษายนปีนี้เป็น 5 มกราคม 2562 ส่วนอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาน์ดาวน์ เมืองรอง 5 พื้นที่ เกินเป้าทั้งจำนวนคนและรายได้สู่ท้องถิ่น ขณะที่รัฐบาลลุงตู่ยังต้องพึ่งท่องเที่ยวอุ้มเศรษฐกิจรากหญ้าต่อไป

@ไปนครศรีล่องทะเล พักชุมชน กินดะทุกเมนูเด็ด

เข้าสู่ปีพุทธศักราช 2561 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวไฮไลต์มีทั้งเมืองรองและชุมชน ทริปหลังปีใหม่ไปสัมผัสเมืองรอง “นครศรีธรรมราช” ได้กับโปรแกรมพิเศษ “เที่ยวนครศรี วันธรรมดา รักษาโรคเครียด” มีให้เลือก 4 คอร์ส 4 ความสุขด้วยกัน


เริ่มคอร์สแรกด้วย “ใจสงบ” ท่องเที่ยวทำบุญให้จิตใจสงบสบายที่ “วัดพระมหาธาตุ” พร้อมทั้งเดินชมอารยธรรมความงดงามของโบราณสถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดีเรื่อยมาถึงรัตนโกสินทร์ เป็นมรดกแห่งประวัติศาสตร์ที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดี




คอร์สที่สอง “อะเมซิ่งขนอม” ท้องทะเลสีครามอันสงบเงียบที่มี “ฝูงโลมาสีชมพู” พร้อมส่งรอยยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยว แถมยังมหาดทรายยาว สลับกับเกาะน้อยใหญ่



คอร์สที่สาม “Must Go Kiriwong” เดินทางไปสูดโอโซนบริสุทธิ์ในชุมชนกลางหุบเขาที่ “หมู่บ้านคีรีวงศ์” แล้วลองไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบสโลไลฟ์ ผ่อนคลายสมองและจิตใจเพื่อชาร์ตแบตเตอรี่เข้าสู่ร่างกาย ก่อนจะลุยทำงานหนักต่อตลอดปีจอ

คอร์สที่สี่ “Wow Sichon” ชวนกันไปปั่นสลายความเครียด นำจักรยานคันโปรปั่นไปตามเส้นทางทั่วอำเภอสิชล ซึ่งเต็มไปด้วยเนินแห่งความท้าทายได้ทดสอบกำลังขา พร้อมออกกำลังกายหลั่งสารคลายเครียดออกมาโดยไม่รู้ตัว

เสร็จจากภารกิจเข้าคอร์สคลายเครียดแล้ว ต้องห้ามพลาดชิมอาหารถิ่นรสชาติจัดจ้านในสไตล์แดนใต้ในคอนเซ็ปต์ “หรอยสลายเครียด” ด้วยแต่ละเมนูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แนะนำ เมนูแรก “แกงส้มลูกเขาคัน” เป็นแกงส้มปลาผสมผักพื้นบ้านรสเปรี้ยว ๆ กรุบ ๆ จากลูกเขาคันคล้ายมะเขือพวง ตามด้วย “ขนมจีนน้ำยาเส้นสด” เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม ไก่ทอด ข้าวยำ ข้าวแกงคั่วกลิง ผักสมุนไพรพื้นบ้าน

สำหรับเมนูทะเลรสเด็ด แนะนำให้สั่ง “ซีฟู้ดท่าศาลา” สดจากท่าเรือรับประทานคู่กับน้ำจิ้มรสจัด ในบรรยากาศนั่งชมวิวทะเล และ “กั้งกระเทียมขนอม” ก็เป็นเมนูไฮไลต์ประจำถิ่นที่ต้องสั่งมาชิมให้ได้ จากการปรุงเนื้อกั้งนุ่ม หวาน คลุกเคล้ากระเทียมกรุบกรอบ รสอร่อยคล้ายปูผสมกุ้งเลยทีเดียว

ของหวานประจำเมืองคอนขึ้นชื่อต้องยกให้  “จำปาดะทอด” หอมกลิ่นขนุน กรอบนอก นุ่มใน ละลายในปาก ตามด้วย “มังคุดคัดเสียบไม้” หนึ่งเดียวในโลกรสชาติหวานกรอบติดลิ้น และ “ส้มโอทับทิมสยาม” กลิ่นหอมรสหวานมีวิตามินซีสูง
ตลอดทริปการเที่ยวนครศรีธรรมราช ในวันธรรมดา บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้าต่าง ๆ ได้จัดเตรียมความพิเศษไว้ด้วย การนำคูปองรับสิทธิพิเศษฟรี อาทิ เข้าชมฟรีพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ที่สุดในโลกแห่งการค้นพบศิวลึงค์ทองคำอายุกว่า 1,200 ปี เรียนฟรีการทำผ้าบาติกมัดย้อมที่หมู่บ้านคีรีวงศ์ที่โด่งดังไปทั่วยุโรป ไปเช็คอินที่สมาคมท่องเที่ยวขนอมฟรีแล้วนั่งเรือชมโลมาหรือแลกเป็น USB โลมาสีชมพูก็ได้ จะไปชิมกาแฟร้านโกปี๊ซื้อ 1 แถม 1 แล้วลองไปเล่นฟรี Paddle Board ที่สิชล คาบาน่าบีช รีสอร์ท

ทุก ๆ มุมใหม่เที่ยวเมืองรอง “นครศรีธรรมราช” ตลอดปีจอ 2561 เป็นอีกมิติในไสตล์ Open to The New Shades เสน่ห์เมืองรอง ธรรมชาติวิถีชุมชน คือความสุขที่มีอยู่ทั่วไทย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช และ เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย 1672

@การนวดเพื่อสุขภาพสบายทั้งกายและใจ

การนวดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยคลายเครียดคลายปวดเมื่อยได้ดีซึ่งคนส่วนใหญ่มักนิยมเข้าร้านนวดแผนไทยหรือสปาแต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลามากนักการนวดบำบัดด้วยตัวเองก็ทำได้ สามารถทำได้ทุกเวลา

1.ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อยต่างๆ

2.ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตภายในร่างกาย  ทำให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงผิวหนัง ช่วยให้ผิวพรรณสดใสเต่งตึง

3.ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร อันได้แก่ กระเพาะอาหารและลำไส้  ทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกทั้งยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นระบบ

4.ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การนวดยังช่วยเรื่องการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากเส้นเอ็น เลือด ลม   เช่น    การบำบัดอาการป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะข้ออักเสบ ยึดตึงแข็ง หรือเคลื่อน แก้ไขการผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ หลังโก่ง กระดูกคด ไหล่เอียง ฯลฯนวดนวด

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “ดุสิตธานีกรุงเทพฯเลื่อนปิดอีก1 ปีดีเดย์ใหม่ 5 ม.ค.62”

Mr.Lim Boon Kwee ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดทำจดหมายส่งถึงยังเครือข่ายภาคีพันธมิตรธุรกิจและแฟนคลับของโรงแรมระบุว่า จะเลื่อนกำหนดการเปิดบริการไปจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 จากก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารประกาศจะปิดในวันที่ 16 เมษายน 2561 เพื่อทุบอาคารแล้วลงทุนใหม่ทั้งหมดในสไตล์ Mix Use ทำเป็นไอคอนใหม่ของกรุงเทพมหานคร ภายในบริเวณพื้นที่จะมีบริการทั้งห้องพักโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ไลฟ์สไตล์ห้องอาหารและเครื่องดื่ม ครบวงจร

ระหว่างที่เลื่อนปิดให้บริการไปอีก 1 ปีข้างหน้านั้น ระหว่างวันนี้ไปจนถึง 5 มกราคม 2562 ดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยังคงจัดทำโปรโมชั่นคืนกำไรให้ลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจ ผู้จัดงานอีเวนต์ และนักท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และยังคงสามารถเข้ามาเลือกใช้บริการโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาอย่างยาวนานกันได้ต่อไป

จากนั้นในอีก 2 ปีข้างหน้าคอยพบกับดุสิตธานี กรุงเทพฯ โฉมใหม่ที่จะเนรมิตให้กลายเป็น ไอคอนการท่องเที่ยวหลักของกรุงเทพเมืองมหานครแห่งสีสันของประเทศไทย ที่จะดึงรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้นได้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC เปิดเผยว่า ตามที่ ดุสิตธานี อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ประกาศยุติการให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2561 เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม หรือมิกซ์-ยู  (Mixed-Use Development) นั้น หลังจากได้พิจารณาปัจจัยแวดล้อม และพิจารณาถึงความสำคัญกับการลงรายละเอียดทั้งการออกแบบและพัฒนาโครงการแล้ว บริษัทฯ จึงตัดสินใจเลื่อนการปิดให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ออกไปจากกำหนดเดิม เป็นให้บริการวันสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2562 เวลา 14.00 น. ดังนั้น ในปี 2561 นี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะยังคงเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมโครงการนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน)  มูลค่า 3.67 หมื่นล้านบาท ขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มดุสิตธานี เพื่อจะพัฒนาและยกระดับพื้นที่ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้า

ข่าวที่สอง “อะเมซิ่งเคาน์ดาวน์เมืองรองเกินเป้าทุกพื้นที่”


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า ตลอดค่ำคืนแห่งการเคาน์ดาวน์ ด้วยแคมเปญจัด Amazing Thailand Countdown 2018 แต่ละพื้นที่ได้รับความสนใจจากนักท่งเกินเป้าหมาย และสามารถสร้างรายได้กระจายทั่วประเทศรวมกว่าหลายพันล้านบาท ใน 5 พื้นที่ไฮไลต์ที่ททท. ชวนนักท่องเที่ยวร่วมนับถอยหลังระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เข้าสู่เช้าวันปีใหม่ 1 มกราคม  2561 ได้แก่  1.บริเวณข่วงนคร จ.ลำปาง 2.ลานมิ่งเมือง จ.สกลนครเมืองเก่า  3.กาญจนบุรี  จัดกิจกรรมที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว 4. ท่าเทียบเรือบ้านเพ จังหวัดระยอง และ 5.บริเวณหอนาฬิกา อาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ถนนถลาง และสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จังหวัดภูเก็ต

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ไฮไลต์จัด Amazing Thailand Countdown 2018 เป็นเมืองท่องเที่ยวรองริมชายฝั่งทะเลตะวันออก จัดเป็นครั้งแรกในงาน “ท่องเที่ยวสุขใจรับปีใหม่เก๋ไก๋ที่ระยอง” บริเวณท่าเทียบเรือบ้านเพ อำเภอเมือง โดยได้ออกแบบนำเรือไดหมึกจำนวนกว่าร้อยลำใช้แสงไฟสีเขียวมรกตระยิบระยับของเรืออันสว่างไสวเต็มท้องทะเลเป็นวิถีชีวิตชาวประมงมาสร้างสีสันให้นักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจการเที่ยวเมืองรอง อีกทั้ง ททท.สำนักงานระยอง ใช้โอกาสงานเคาน์ดาวน์เปิดตัว มาสคอตท่องเที่ยว "MAMAMOOD-มามะหมุด" เป็นผีเสื้อสมุทรสัญลักษณ์เมืองระยองที่จะช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

สำหรับสถิติในค่ำคืนเคาน์ดาวน์มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมาร่วมเคาน์ดาวน์ในระยองเกือบ 20,000  คน ตลอดงานนักท่องเที่ยวเดินชิมอาหารถิ่นที่มีความหลากหลายทั้งของคาวและหวาน รวมทั้งผลิตภัณฑ์โอท็อป เช่น เสื่อกระจูด สมุนไพรไทย ฯลฯ

ทั้งนี้การท่องเที่ยวระยองสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 30,000 ล้านบาท ปี 2560 มีนักท่องเที่ยวคนไทย 80 % และต่างชาติ 20 % ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีรัสเซีย ยุโรป  ญีปุ่น เข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก


นายธเนศวร์ กล่าวว่าทาง CCTV ได้ใช้งานเคาน์ดาวน์ระยองปีแรก เผยแพร่ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวจีนขยายมาทางฝั่งระยอง ซึ่งมีจุดขายในสไตล์ใหม่ ๆ สอดคล้องตามคอนเซ็ปต์  Open to The News Shades ของ ททท.ปี 2561 อีกทั้งสื่อจีนยังใหความสนใจเกี่ยวกับการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยวภายใต้นโยบาย  One Belt One Road  ของรัฐบาลจีน เป็นผลดีต่อเนื่องปี 2561 ททท.จะจัดกิจกรรมสื่อสารการตลาดและกลยุทธ์ต่าง ๆ เชิงรุกนำจีนมาไทยให้ถึงเป้าหมาย 12 ล้านคน จากสถิติ ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2560 มีจีนมาเที่ยวเมืองไทยกว่า 9.3 ล้านคน

ข่าวที่สาม “รัฐพึ่งท่องเที่ยวอุ้มเศรษฐกิจฐานรากปี61”

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในปี 2561 จะยังคงใช้ทั้งภาคการท่องเที่ยวและการเกษตร เป็นกลไกสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตและพยายามให้เป็นปีแห่งการขจัดความยากจน ผลักดันเม็ดเงินลงฐานราก กระจายรายได้ลงชุมชน



โดยได้เร่งขยายการลงทุนภาครัฐโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) คาดจะเห็นผลชัดเจนขึ้น เมื่อเริ่มลงทุนภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้




ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12ส.ค.น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง

ททท.ชวนท่องเที่ยว“เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม”อยุธยา 12 ส.ค. น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระพันปีหลวง   เรื่องโดย... # เพ็ญรุ่งใยสามเสน #...