วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สมาคมธุรกิจนำเที่ยวในประเทศนำทีมผ่าแผนตลาดททท.ปี62 วันที่ 9 ก.ค.61-เที่ยวกาญจนบุรีมีดีเพียบ

เอกชนทัวร์ไทยลุยถกททท.ผ่า3ปมตลาดปี’62
วอนช่วยอุ้มธุรกิจป้องต่างชาติแห่ดูดเงินออก
คิงเพาเวอร์แจกกิฟว์โวเชอร์4ช้อปดาวน์ทาวน์
ททท.3ทวีปโชว์แผนรุกตลาดโกย2.2ล้านล้าน
ผู้นำบางจากเทหนุนทำวิจัยพลังงานไทยยั่งยืน
บีซีพีจีปลื้มติดอันดับหุ้นยั่งยืนESG 100ปี’61
ต่างชาติสนลงทุนโปรเจ็กต์“ทอท.สุวรรณภูมิ”
ทริปสนุกเที่ยวได้งาน“เมืองกาญจน์”ใกล้กรุง
รู้แล้วต้องบอก6วิธีป้องกันอันตรายผงเข้าตา
ททท.ชวนแชะแชร์55จังหวัดลุ้นรับ2แสนบาท
กรมอุทยานฯเปิดให้เข้าฟรีทั่วไทย 28ก.ค.61
ผู้สูงวัยไปแล้วคุ้มงานอินเตอร์แคร์12-14ก.ค.

ต้อนรับเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ #gurutourza

ช่วงที่ 1 เปิดใจ “ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช” ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) แกนนำธุรกิจท่องเที่ยวเอชนพร้อมใช้เวทีแถลงแผนการตลาดใหม่ปี’62 ลุยเสนอ ททท. 3 แนวทางใหญ่ “เพิ่มฐานนักท่องเที่ยวพันธุ์ใหม่-ผนึกความร่วมมือกับเอกชนจัดแคมเปญนอกเหนือ 6 เทศกาลใหญ่ประจำปี-อัดฉีดโฆษณากระตุ้นแฟนคลับเที่ยวกับทัวร์ในเมืองรองต้องห้ามพลาด กระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนฐานราก รอความหวัง ททท.ช่วยฟื้นกิจการทัวร์ไทยที่ร่วงระนาวคืนชีพกลับสู่เวทีแข่งขันสากลอีกครั้ง



นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า ในฐานะผู้คร่ำหวอดอยู่วงการนำเที่ยวภายในประเทศพร้อมจะสะท้อนความต้องการบูรณาการความร่วมมือเรื่องการจัดทำแผนการตลาดประจำปี 2562 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะเปิดให้เอกชนสมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 เตรียมข้อเสนอหลัก ๆ  เพื่อเสนอให้พิจารณาแนวทางจัดทำเครื่องมือการตลาดอย่างชัดเจน เรื่องของความร่วมมือของรัฐกับเอกชนท่องเที่ยว

เพราะขณะนี้นักท่องเที่ยวคนไทยเลือกเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวเหลือไม่ถึง 7 %  หลังจากปี 2560 ททท.ตั้งเป้าจะมีคนไทยเที่ยวในประเทศ 146 ล้านคน-ครั้ง ประมวลผลแล้วเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวที่มีทั้งหมดเพียงแค่ 2 ล้านคนเศษเท่านั้น (ซึ่งพฤติกรรมจะตรงกันข้ามกับคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างชาติยังคงพึ่งพาบริษัทนำเที่ยว)

สาเหตุที่คนไทยเลือกใช้บริษัทนำเที่ยวน้อยลงอาจมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสายการบินโลว์คอสต์ขายตั๋วโดยสารเครื่องบินราคาถูก ห้องพักโรงแรมทำโปรโมชั่นลดแรง ๆ ส่วนผู้ประกอบการนำเที่ยวปรับตัวเข้าหาผู้บริโภคล่าช้า ขณะที่ ททท.เองก็มีหน้าที่ทำการตลาดเชิงรุกบุกหนักตลอดทั้งปี

ในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวคงจะไม่ได้ตำหนิ ททท.เพียงแต่จะเสนอขอให้สร้างทางเลือกทำงานเคียงข้างกเบื้องต้น 2 เรื่อง คือ



เรื่องที่ 1 “มอบเครื่องมือทางการตลาด” ให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อร่วมมือกัน “เจาะกลุ่มเป้าหมาย” ที่ยังมีความผูกพันกับการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งมีความพร้อมจะใช้บริษัทนำเที่ยว  เช่น ผู้สูงอายุ เจนวาย ผู้เริ่มเดินทางครั้งแรก เอกชนจะขอให้ ททท.ช่วยจัดทำแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งหันมาใช้บริษัทนำเที่ยวบ้าง ตัวอย่างเช่น ตลาดกลุ่มฮันนีมูน สามารถให้บริษัทท่องเที่ยวเข้าไปร่วมวางโปรแกรมนำเสนอเส้นทางขายได้ด้วย ทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก บริการครบวงจร โดย ททท.สามารถเป็นตัวกลาง



เรื่องที่ 2 ททท.ช่วยเพิ่มบทบาทบุกเบิกการออกแบบ “แนวคิดใหม่ ๆ ทางการตลาด” โดยให้ธุรกิจเอกชนท่องเที่ยวอยู่ได้ด้วยแทนการที่นักท่องเที่ยวคนไทยจะลืมเลือนบริษัทนำเที่ยวลงไปเรื่อย ๆ เพราะผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีประสบการณ์สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี

นายยุทธชัยย้ำว่า ในการประชุมแผนการตลาดประจำปี 2562 ของ ททท.จะใช้ในปีงบประมาณ เริ่ม 1 ตุลาคม 2561- 30 กันยายน 2562  โดยกำหนดให้เอกชนท่องเที่ยวเข้าร่วมเสนอความเห็นได้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สนท.เตรียมเสนอ ททท. 3 เรื่องหลักดังนี้



1.เพิ่มการขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้เอกชนมีช่องทางเข้าไปร่วมวงการขายไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ได้รับอานิสงส์จากการทำตลาดตลอดครึ่งปีหลัง 2561 ต่อเนื่องถึงปี 2562



2.การขยายฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาต่อยอดท่องเที่ยวหน้าฝน หรือ Green Season ควรอัดฉีดโปรแกรมพิเศษร่วมมือกับผู้ประกอบการ จับมือกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน หันมากระตุ้นการท่องเที่ยวนอกฤดูกาลให้กว้างและระยะยาวมากขึ้น นอกเหนือจากการทำเฉพาะเทศกาลใหญ่ปีละ 6 เทศกาล ได้แก่ เคาน์ดาวน์/ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เข้าพรรษา-ออกพรรษา วันแม่ ปิดเทอม



3.ขอนำยุทธศาสตร์ภาคเอกชนไปบูรณาการตลาดร่วม ททท.อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดทำแคมเปญพิเศษเพื่อกระจายรายได้ทุกภาคส่วน ซึ่งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศได้นำสมาชิก สทน.ลงนาม MOU กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME BANK) จัดหาดอกเบี้ยราคาพิเศษ 1-3 % ให้บริษัทนำเที่ยว เพราะสูญเสียตลาดท่องเที่ยวไปมากจนเริ่มจะอ่อนแอ จึงต้องหาสถาบันการเงินมาสนับสนุนการระดมนำเงินทุนเข้าไปฟื้นฟูการขาย โครงการนี้เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับแบงก์เอสเอ็มอี อย่างเข้าใจในนโยบายของรัฐที่ต้องการให้เอกชนปรับฐานการทำระบบบัญชีธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย

ระหว่างนี้ทางสมาคมฯ เตรียมหารือกับสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ช่วยเสริมเขี้ยวเล็บผู้ประกอบการมุ่งทำการตลาดอย่างประหยัดพุ่งตรงเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างตรงเป้า โดยต้องการดูผลการหารือในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 นี้ว่า ททท.จะสามารถชี้ทางให้เอกชนเข้าเป้าได้เลยหรือไม่

ส่วนทางสมาคมฯ เมื่อรู้ว่า ททท.สามารถเข้ามาช่วยได้ก็ได้จะประสานกับฝ่ายอบรมของ สสว.เพิ่มเขี้ยวเล็บระดมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเจาะลึกเข้าสู่ตลาดเป้าหมายทันที ไม่ทำตลาดการขายแบบสะเปะสะปะอีกต่อไป

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายใหม่เองก็จะได้ทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลมากขึ้น เพื่อก้าวเข้าสู่การใช้เงินลงทุนหรือโหมการขายต่อไปได้โดยเอกชนจะต้องการความมั่นใจถึงการบูมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น กระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่าง นครศรีธรรมราช พัทลุง ลำปาง และอื่น ๆ เป็นเมืองที่เอกชนยังคงทำการตลาดได้โดยมีท่องเที่ยวชุมชนสามารถพัฒนาต่อเนื่อง หากทำเส้นทางที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงลำบากหรือมีต้นทุนสูงกว่า คนก็จะหันมาเที่ยวกับบริษัททัวร์แทน

นายยุทธชัยกล่าวถึงแผนพัฒนาธุรกิจของเอกชนมีความต้องการจะก้าวเข้าสู่ดิจิตอลสูงมาก แต่กำลังมองหาเจ้าภาพหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยหารือกับทางกระทรวง ICT ขอให้จัดทำแพลตฟอร์มโดยฝากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ด้วย แต่จนกระถึงขณะนี้รัฐบาลเปลี่ยนเป็นกระทรวงดิจิตอล อีกทั้งคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายุคนนั้นได้หารือกับหอการค้าไทย ร่วมมือกันวางระบบป้องกันตระกูล ด็อตคอม (.com) ทั้งหลายจากต่างประเทศเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวของคนไทยนำเงินออกนอกประเทศไปเกือบหมด จึงตื่นตัวจะทำเว็บไซต์

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยขนาดเล็กและขนาดกลางเคว้งมาจนถึงปัจจุบัน เพราะยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางผู้ประกอบการตอนนี้ก็อ่อนแอลงมากไม่มีพลังเพียงพอ จึงฝากความหวังไว้กับภาครัฐจะมอบให้องค์กรใดขับเคลื่อนทำให้ง่าย ๆ โดยทำให้ผู้ประกอบการไทยฝั่งผู้ขายนำข้อมูลเข้าถึงผู้ซื้อได้สะดวก และนำร่องทำการตลาดให้ก่อนระยะเริ่มต้น จากนั้นก็ปล่อยมือให้เอกชนเข้ามาทำเอง

แล้วบริษัททัวร์ในประเทศกลุ่มเก่าที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานได้บูรณาการความร่วมมือกับธุรกิจพันธุ์ใหม่กลุ่ม Start up ท่องเที่ยว ด้วยหรือไม่ อย่างไร

นายยุทธชัยกล่าวว่า ทางสมาคม สทน.กำลังพยายามหาช่องทางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกลุ่มเก่ากับ Start up กลุ่มใหม่ไฟแรง สามารถนำกิจการไปเติบโตไปได้ดีกว่าเพราะเชี่ยวชาญในช่องทางการใช้ดิจิตอลเข้ามาเป็นเครื่องตลาดการขาย แต่มีจุดอ่อนตรงขาดประสบการณ์ทางด้านโปรดักซ์ท่องเที่ยว จึงต้องการแลกเปลี่ยนกัน รวมถึงยังขาดความเข้าใจในการสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ส่วนเอกชนภาคท่องเที่ยวของไทยตอนนี้ยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่า “หน่วยงานใด” จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแล Start up ท่องเที่ยว เพราะบางส่วนไปอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรมบ้าง กระทรวงพาณิชย์บ้าง และบางส่วนก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งไม่มีแผนงานชัดเจน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย




ล่าสุดเอกชนเริ่มหารือกับ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บ้างแล้วถึงประเด็นการสร้างแผนพัฒนา Start up ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากเรื่องกรมการท่องเที่ยว เป็นเจ้าภาพทำ MOU แหล่งเงินกู้จาก SME Bank

ในปี 2562 สทน.มองโอกาสทางการตลาดไว้อย่างไรบ้าง หลังจาก ททท.กำหนดเป้าหมายชัดเจนจะกระตุ้นให้มีคนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ (domestic) สูงถึง 160 ล้านคน-ครั้ง เติบโต 8-10 %

นายยุทธชัยกล่าวว่าหากภาครัฐสามารถกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเติบโตอย่างมหาศาล ภาคเอกชนก็ย่อมมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ต่อเนื่องถึงผลดีที่จะตามมาอีกหลาย ๆ เรื่อง เช่น โครงการรณรงค์ให้ธุรกิจจัดทำระบบบัญชีเดียว การสร้างงานสร้างอาชีพมากขึ้น บริษัทนำเที่ยวสัญชาติไทยแข็งแรง ป้องกันต่างชาติเข้ามาครอบงำโดยมีกิจการของคนไทยเป็นกำแพงค้ำยันไว้

ภายใต้เงื่อนไขภาครัฐกับเอกชนท่องเที่ยวทั้งระบบจะต้องร่วมมือกัน สร้างความแข็งแรงในอุตสาหกรรมเดินหน้าไปด้วยกัน โดยมีเครื่องมือทางการตลาด การขาย อย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงผลดีของการเลือกเดินทางกับบริษัทนำเที่ยวคนไทย หากบูรณาการได้ตามแนวทางนี้ จะทำให้เครือข่ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศก้าวขึ้นไปอีกระดับส่งเสริมธุรกิจคนไทยเข้มแข็งเป็นฐานทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะถึงอย่างไรแล้วนักลงทุนต่างชาติก็ไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมความต้องการของคนไทยได้ดีเท่ากับคนไทยด้วยกัน

โดยสรุปแล้วหากทุกฝ่ายร่วมมือกันทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวสัญชาติไทยแข็งแกร่ง ต่อไปก็จะสามารถยกระดับกิจการคนไทยเข้าสู่สนามแข่งขันนานาชาติในเชิงการสร้างรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นตามเจตนารมย์ของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์แบบต่อไป

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์แจกกิฟท์โวเชอร์ช้อปดิวตี้ฟรี4สาขา”



กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดเต็มให้สมาชิกบัตรคิง เพาเวอร์ เพียงซื้อสินค้าวันนี้ – 31 สิงหาคม 2561 ที่ร้านค้าดิวตี้ฟรีสาขาในเมือง (downtown) 4 แห่ง ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ศรีวารี พัทยา และ ภูเก็ต รับทันที เมื่อช้อปทุก 15,000 บาท (สุทธิ)  รับคืน  Gift Voucher  600 บาท  (จากยอดซื้อทุก 15,000 บาท ) และ ช้อปครบ 50,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) รับเพิ่ม Gift Voucher 5,000 บาท

สำหรับโปรโมชั่นดังกล่าว จำกัดยอดซื้อสินค้าไม่เกิน 150,000 บาท / วัน และจำกัด 1สิทธิ์ / ท่าน / วัน

เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ ตรวจสอบได้ ณ จุดขาย สินค้า สามารถผ่อนชำระ 0% ได้ ส่วนที่ไม่สามารถร่วมรายได้การได้ คือ คูปอง 30% VEGA & CROWN  บัตรเครดิตร่วมคิงเพาเวอร์กับธนาคารไทยพาณิชย์ บัตรกสิกรไทย สิทธิ์ Birthday Celebration , ยอดเงินในบัตรสมาชิก, E- Cash, Cash Card , Gift Card , Gift Voucher, Cash Voucherรวมถึงคูปองส่วนลดอื่น ๆ

สอบถามได้ที่ คอล เซ็นเตอร์ 1631 หรือ www.kingpower.com

ข่าวที่ 2 “ททท.3ทวีปทำเงินโชว์ตลาดเชิงรุกปี’62”



ในการประชุมแผนการตลาดประจำปี 2562 : Tourism Autority of Thailand Action Plan /TATAP 2019 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2561 ประกาศเป้าหมายจะสร้างรายได้ให้ถึง 3.41 ล้านล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ 2.29 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ อีก 1.12 ล้านล้านบาท

จึงภารกิจท้าทายในพื้นที่รับผิดชอบหลัก ๆ ใน 3 ทวีป ทั้ง เอเชียแปซิฟิก ยุโรป และตะวันออกกลาง
นายสันติ ชุดินทรา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าการวางแผนการตลาดเชิงรุกปี 2562 สำนักงาน ททท.ในเอเชียจะพุ่งเป้าเพิ่มรายได้จากการจับคู่ตลาดสำคัญ ๆ กับพื้นที่ท่องเที่ยวในไทย 15 เมืองรอง ช่วงนำร่องต้องใช้วิธีคัดเลือกบางส่วนจาก 55 เมืองรอง โดยดูพฤติกรรมความต้องการของแต่ละประเทศแล้วกระจายการเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งความสนใจเฉพาะ (Niche Market) เช่น เกาหลีใต้ต้องขายเชียงราย อินเดียขายจันทบุรี จีนเปิดเส้นทางใหม่ขายไปยัง ลำปาง เชียงราย สตูล ส่วนญี่ปุ่นขายไปตรังและอุดรธานี

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ให้โจทก์ ททท.สำนักงานในยุโรปทั้งหมด ใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดแนวใหม่ให้สอดรับธีมหลักภายใน 5 Go ประกอบด้วย 1. Go High รุกเจาะกลุ่มตลาดระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง 2. Go for low เพิ่มช่องทางการกระจายการท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว 3. Go to new customer ขยายฐานนักท่องเที่ยวคู่ขนานกันทั้งกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ทำการตลาดเมืองเศรษฐกิจรองที่อยู่รอบเมืองหลัก

4. Go local จัดทำโครงการขายท่องเที่ยวในไทยพ่วงกันทั้งเมืองหลักกับเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายรัฐบาลต้องการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้เสริมเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และ 5. Go Digital marketing นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นช่องทางดึงตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลข้ามทวีปทั้ง 4 ภูมิภาค ยุโรป อเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง ตามโจทก์ของผู้นำ ททท.ต้องการเห็น 1 โครงการ 1 การตลาดดิจิตอล

นายพิชยา แสงจันทร์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พื้นที่ตลาดใหญ่ในกลุ่มตะวันออกลาง กล่าวว่า การขยายฐานรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 มีความท้าทายมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ถึงแม้ปี 2560 จะทำรายได้รวมเข้าเมืองไทยกว่า 46,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 % ส่วนสถิติช่วง 4 เดือนแรกปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 10 % เป็นผลมาจากกำลังซื้อหลักในตลาดอิหร่านถูกแซกแซงอย่างรุนแรงทำให้กำลังซื้อซบเซาลงอย่างมาก แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง ททท.ดูไบเตรียมเร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวและรายได้ให้เข้าเป้า 3 %

การบุกทำตลาดตะวันออกกลางช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ต่อเนื่องถึงปี 2562 เล็งไปยัง 3 ตลาดหลัก ได้แก่

1.กลุ่มผู้หญิง ตามสถิติ 3-4 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวผู้หญิงเดินทางเข้าไทยสูงถึง 65 % ขณะนี้ได้เข้าไปจับมือกับกลุ่มภาคีพันธมิตร Lady Club กับบริษัทตัวแทนนำเที่ยวกลุ่มตลาดผู้หญิง (Agent Tour Operators) เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้หญิงจากตะวันออกกลางใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวในไทยเฉลี่ยมากกว่า 7,700 บาท/คน/วัน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเมืองไทยเฉลี่ยเพียง 5,130 บาท/คน/วัน) และมีวันพักเฉลี่ย 12.30 คนต่อทริป
2.กลุ่มครอบครัว พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวตะวันออกกลางมีขนาดใหญ่ครอบครัวละ 5 คนขึ้นไป ตอนนี้จึงจะต้องหารือกับโรงแรมในไทย ซึ่งยังมีข้อจำกัดเรื่องห้องพักยังไม่รองรับให้ได้ถึง 3 ห้องขึ้นไป/ครอบครัว

3.กลุ่มเดินทางเพื่อดูแลและป้องกันสุขภาพ Health & Wellness นิยมเข้ามาใช้บริการแพทย์ทางเลือกในไทย และเป็นกลุ่มเดินทางซ้ำ ๆ มากถึงปีละ 70 %

ข่าวที่ 3 “บางจากหนุนวิจัยพลังงานไทยยั่งยืน”



นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมลงนามความร่วมมือส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศ พร้อมร่วมเสวนาในงาน CEO Forum: Electricity R&I Challenges in the 21st Century “พลังงานไฟฟ้าก้าวไกล วิจัยนำไทยยั่งยืน”

ทั้งนี้ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ที่ร่วมกันจัดโดย 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. )

ข่าวที่ 4 “BCPG ติดอันดับหุ้นยั่งยืน ESG 100 ปี 2561”


นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศให้บีซีพีจี ติดอันดับ ESG 100 ประจำปี 2561 ด้วยการคัดเลือกจาก 683 บริษัทจดทะเบียน  (ไม่รวมหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู)    ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มทรัพยากร (Resources)

ทั้งนี้ การจัดอันดับพิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกันโดยใช้เรตติ้งโมเดลที่พัฒนาขึ้นจากหลักการแนวทางตามมาตรฐานการประเมิน ความยั่งยืนของ GISR (Global Initiative for Sustainability Ratings)

ขณะที่การจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจนี้ ถือเป็นแหล่งข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญและเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทน ที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

ข่าวที่ 5 “ทอท.ผุดเชิงพาณิชย์รอบสุวรรณภูมิต่างชาติสนลงทุน”



นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT/ทอท.” เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมวางแผนพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าพัฒนาทำกิจกรรมโครงการเชิงพาณิชย์ โดยจะทำให้เกิดความชัดเจนได้ในช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 ในที่ดิน 2 แปลง มูลค่าการลงทุนเบื้องต้นประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งพร้อมเปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าควบคู่กับใช้เงินลงทุนด้วย ในบริเวณรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย 1.พื้นที่ 990 ไร่ ของราชพัสดุ จะครบกำหนดสัญญาที่ ทอท.เช่าปี 2575 และ 2.พื้นที่ 723 ไร่ ของ ทอท.พร้อมให้เช่าทำธุรกิจได้ 30 ปี

โดย ทอท.จะใช้วิธีเปิดประมูลหาผู้ชนะเพื่อให้สิทธิสัมปทานด้วยการจะวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของกิจการที่ขอเข้ามา เพื่อให้สอดคล้องกับอายุเวลาสัมปทาน เช่น ธุรกิจเอมีจุดคุ้มทุน 3 ปี จะได้สัมปทานอายุ 5 ปี ธุรกิจบีมีจุดคุ้มทุน 7 ปี จะได้สัมปทานอายุ 10 ปี เป็นต้น

ล่าสุดคณะกรรมการ ทอท. มีมติให้ดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ 9 กิจกรรม ได้แก่ 1.โรงแรม 2.การขนส่งและ โลจิสติกส์ 3.สำนักงานและศูนย์ธุรกิจ 4.ร้านค้า และศูนย์การค้า 5.การท่องเที่ยวและนันทนาการ 6.การประชุม สัมมนา และนิทรรศการ 7.ที่พัก อาศัย 8.การกีฬา และ 9.การรักษาพยาบาล

ขณะที่มีรายงานจากทางกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การเปิดพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของ ทอท.ให้เอกชนเข้ามาพัฒนากิจกรรมเชิงพาณิชย์ 2 แปลงใหญ่ ล่าสุดพบมีเอกชนรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาแบบครบวงจร โดยเฉพาะ การลงทุนโครงการธุรกิจโลจิสติกส์ ก่อสร้างคลังสินค้า เรื่อยไปจนถึงโรงแรมหรูที่ได้มาตรฐานสากล แต่ก็จะต้องพิจารณาให้เป็นไปตามกติกาความโปร่งใสเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ช่วงที่ 2 เตรียมตัวให้พร้อมแล้วชวนเพื่อน ๆ กอดคอกันไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำกิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างท่องเที่ยวในรอบอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในเขตรักษาพันธุ์ป่าสลักพระ ค่ายสุรสีห์ วิสาหกิจชุมชน แล้วช่วยแวะไปเยี่ยมเยาวชน “โรงเรียนมูลนิธิเด็ก” กัน ส่วนการดูแลสุขภาพต้องรู้กับ “6วิธีป้องกันผงเข้าตา” แล้วตามติดข่าวใกล้ตัว “ชวนก๊วนเพื่อน” ลุ้นเที่ยวถ่ายภาพ 55 จังหวัด ลุ้นรับ 2แสนบาท “28 กรกฎาคมนี้” กรมอุทยานฯ เปิดให้เข้าไปเที่ยวฟรีทั่วประเทศ “ผู้สูงวัย” ห้ามพลาดงานอินเตอร์แคร์ 12-14 กรกฎาคม นี้ที่ไบเทค บางนา

@ลุยเที่ยวได้งานในกาญจนบุรี

ได้เวลาชวนเพื่อน ๆ หลบความวุ่นวายในเมืองกรุงไปทำกิจกรรมตามแหล่งท่องเที่ยวสไตล์เก๋ ๆ ใน “กาญจนบุรี” กันดีกว่า แค่ในเขต “อำเภอเมือง” ก็มีให้เลือกมากเสียจนตัดสินใจลำบาก ทว่ามีคุณค่าแห่งวิถีชีวิตอยู่ทุกพื้นที่



จุดแรก ชวนกันไปยิงเม็ดไม้ ปลูกป่า ทำแนวกันไฟ ฝายชะลอน้ำ ที่ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ” เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกในเมืองไทย เปิดเมื่อปี 2508  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณนี้มีสัตว์ป่าอย่างช้างอาศัยอยู่ เหมาะกับการศึกษาวิจัยหรือทำงานอาสาสมัครเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวชอบที่จะไปทำกิจกรรมร่วมกัน พร้อมกับเดินศึกษาธรรมชาติ 3 เส้นทาง คือ ห้วยลำอีซู  ห้วยสะด่อง และสลักพระ ซึ่งเดินไปได้ถึงอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ และ ห้วยแม่ละมุน

หากไปท่องเที่ยวก็แวะได้ทุกวัน ยกเว้นถ้าจะไปทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะต้องแจ้งทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ล่วงหน้า 15-30 วัน โทร. 0-2561-0777 , 0-2579-6666



จุดที่สอง คนไทยหัวใจนักอนุรักษ์ แนะนำให้เข้า “ค่ายสุรสีห์” ของหน่วยทหาร กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุร มีกลิ่นอายของยุคสงครามเวียดนามให้สัมผัส ภายในมีประติมากรรมเสาเกียรติ พล.ร.9 ให้ชื่นชมไปพร้อมกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึกเวียดนาม สวนสัตว์นานาชาติในค่าย  ตลาดน้ำกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องตำนานพระนเรศวรมหาราช

ส่วนไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวชอบเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์ อาทิ เดินป่าเชิงอนุรักษ์ เรียนรู้การดำรงชีพในป่า เข้าร่วมฐานผจญภัยต่าง ๆ ได้แก่ โรยตัวจากที่สูง กระโดดหอความสูง 34  ฟุต รอกข้ามลำน้ำ ยิงปืน ปั่นจักรยานเสือภูเขา



จุดที่สาม นักท่องเที่ยวที่ชอบดดงดอกไม้ ทั้งแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ ต้องที่ “วิสาหกิจชุมชนผลิตดอกไม้แห้งจากวัสดุธรรมชาติบ้านหนองสองตอน” ตำบลแก่งเสี้ยน ที่ชาวบ้านกลุ่มสตรีรวมตัวกันนำ ไม้กระถิน กิ่งไม้ ดอกหญ้า มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำเป็นชิ้นงานเชิงสร้างสรรค์ กลายเป็นสินค้าส่งออกขึ้นชื่อของเมืองกาญจน์ไปเรียบร้อยแล้ว



สำหรับนักท่องเที่ยวจิตอาสาชอบการช่วยเหลือทำบุญ แนะนำให้แวะไปที่ “โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มูลนิธิเด็ก” ที่ตำบลวังด้ง ศูนย์รวมเด็กด้อยโอกาสที่ถูกพ่อแม่ทิ้งกลายเป็นกำพร้า ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงเปิดเป็นโรงเรียนกินนอนสอนฟรีให้เด็กในหมู่บ้านกว่า 250 ชีวิต แวะไปให้กำลังใจเด็ก ๆ เหล่านี้ได้ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวกาญจนบุรี

@6 วิธีป้องกันอันตรายจากผงเข้าตา
หมอชาวบ้าน มีข้อแนะนำมาบอกเรื่อง "ผง" ที่จะเข้าตา หรือ "สิ่งแปลกปลอม"  อย่างขี้เลื่อย ขี้แกลบ ปีกแมลงเศษแก้ว เศษเหล็ก เขม่าถ่าน ฯลฯ นอกเหนือจากนี้ไม่ค่อยพบ เพราะอาจจะละลายไปกับน้ำตา หรือหลุดออกเสียก่อนขณะกระพริบตา กลอกตาไปมาเองได้ ควรหลีกเลี่ยงผงเข้าตาได้ด้วย 6 วิธี คือ

1. พยายามเลี่ยงต่อการเดินผ่านบริเวณที่กำลังมีฝุ่น, เศษผง, เศษกระดาษกำลังล่วงลอยฟุ้งอยู่ บางครั้ง ตัวเราอาจจะมองไม่เห็น เศษฝุ่น, ผง ที่กำลังลอยไปมาขณะนั้นชัดเจน

2.ไม่พยายามเดินสวนทางกับทิศที่กำลังมีลมพายุพัด เพื่อเลี่ยงการปะทะกับฝุ่นและผงโดยตรง โอกาสที่จะมีสิ่งสกปรกแปลกปลอมปลิวเข้าตาตลอดเวลา

3. ขณะปัดกวาดบ้าน หรือข้างฝาบ้านสูงกว่าระดับสายตา ควรหาแว่นตากันลมกันแดดที่ไม่เกี่ยวกับสายตา (เท่าที่ท่านมีหรือพอจะหาได้ขณะนั้น) มาส่วนใส่กันขี้ผงล่วงหล่นใส่ตาไว้ก่อน

4. ระหว่างออกนอกบ้าน ถ้ามีพาหนะที่เป็นรถเครื่อง รถมอเตอร์ไซค์ ควรจะสวมแว่นกันลมกันแดดขณะขับขี่ หรือหมวกกันน็อคที่มีกะจังกันลมช่วยได้มาก นอกจากกันลมกันฝุ่น กันพวกแมลงอีกด้วย

5. อย่าพยายาม ยืนหรือหันหน้าสวนทิศทางลม ใต้กองไฟที่กำลังสุมอยู่ ขี้เขม่าเถ้าถ่านปลิวเข้าตาได้

6. อย่าพยายามยืนดูหรือเข้าไปใกล้บริเวณที่กำลังมี การรื้อถอน ก่อสร้าง หรือการกระทำที่ทำให้เกิดฟุ้งกระจายของฝุ่น, ผง, เศษขยะใดๆ

เป็น 6 วิธีป้องกันผงเข้าตาอย่างง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้ด้วยความไม่ประมาท

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “ททท.ชวนแชะแชร์55จังหวัดลุ้นรางวัล2แสน”



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนร่วมสนุกกับโครงการ TAKE A BREAK เปิดให้นักท่องเที่ยวชวนเพื่อนกลุ่มละ 4 คน มาร่วมสนุกกับกิจกรรม Photo Fashion Contest 2018 ระหว่างวันนี้ - 20 กรกฎาคม 2561 เพียงส่งภาพถ่ายแต่งกายเป็นธีม ชิคๆ เก๋ๆ เลือกสถานที่ท่องเที่ยว 55 จังหวัด ลงโพสต์และแชร์ ลุ้นรับเงินรางวัลมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยติดตามการเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้ที่https://www.facebook.com/TakeaBreakThailand/m.me/TakeaBreakThailand/

เลือกมุมถ่ายภาพตามแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละภาคของประเทศ ดังต่อไปนี้

  ภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี

  ภาคอีสาน 18 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี

  ภาคกลาง 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง

ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว

  ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ระนอง ยะลา และสตูล




คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประกวดและกติกาการแข่งขัน ดังนี้

1.ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องประกอบด้วย แกงค์เพื่อนตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป พร้อมแต่งตัวภายใต้ Theme เดียวกัน 2.กด Like Fanpage Take A Break Thailand 3.กด Share Post กิจกรรมไปที่หน้า Facebook ของท่านพร้อมตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ 4.โพสต์ภาพถ่ายจำนวน 1 รูป ลง Facebook ของท่าน ตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ พร้อมตั้ง Caption อธิบายรูปภาพในแบบฉบับของคุณพร้อมบอกสถานที่และจังหวัดที่คุณไป และใส่ hashtag #TakeABreakThailand #Photofashioncontest #LocalRunwayTH #TAT

5.ภาพถ่ายที่นำมาประกวดทั้งหมดต้องไม่เคยเผยแพร่ในงานใด หรือไม่เคยได้รับรางวัลในการประกวดอื่น ๆ              6.ลิขสิทธิ์ของภาพยังคงเป็นของโครงการ Take a break เท่านั้น โดยโครงการจะใช้ภาพถ่ายของผู้เข้าแข่งขันไปใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์

รางวัลสำหรับผู้ชนะ 3 อันดับ  ได้แก่ รางวัลที่ 1: 30,000 บาท + ที่พัก High Season Pool Villa&Spa koh kood 3 วัน 2 คืน สำหรับ 4 ท่าน มูลค่า 100,000 บาท รางวัลที่ 2: 20,000 บาท รางวัลที่ 3: 10,000 บาท รางวัลชมเชย: ที่พัก 3 วัน 2 คืน จำนวน 7 รางวัล

ข่าวที่สอง “กรมอุทยานฯเปิดให้เข้าฟรี 28 ก.ค.61”



กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศ ด้วยในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมถวายความจงรักภักดีสนองต่อพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงประกาศยกเว้นค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติสำหรับบุคคลชาวไทยและยานพาหนะ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561

ข่าวที่สาม “จัดใหญ่งานอินเตอร์แคร์เอาใจผู้สูงวัย12-14ก.ค.”



นายสืบพงษ์ สมิตทันต์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัทเอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนซ์เซอร์ จำกัด กล่าวว่า เตรียมจัดงาน อินเตอร์แคร์ เอเชีย 2018 ระหว่าง 12-14 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา คาด 3 วันจะมีผู้เข้างานกว่า 5,000 คน สร้างเม็ดเงินซื้อขายกว่า 550 ล้านบาท จะเป็นงานเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยด้วย
ภายในงานมีผู้ประกอบการชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี  นำผลิตภัณฑ์เข้ามาร่วมจำหน่าย แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบไปด้วย

 1. Homecare & Equipment อุปกรณ์และเครื่องมือในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน 2. Rehabilitation อุปกรณ์และเครื่องมือดูแลช่วยเหลือและปกป้องผู้สูงอายุ เช่น หุ่นยนต์ผู้ช่วย ศูนย์กระดูกและข้อ เครื่องช่วยฟัง 3. Medical Tourism/การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น สปา ฟิตเนส และสถานบริการนวดแผนไทย ลองสเตย์ 4. Service มีสินค้าและสถานบริการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้พิการ เช่น Nursing Home วีลแชร์ โรงพยาบาลที่ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ 5. Nutritional Food โซนแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริมและสมุนไพร อาหารเฉพาะโรค

ไฮไลต์ในงานยังจะมีบริการโปรแกรมแนะนำการท่องเที่ยวผู้สูงวัยแบบไม่หักโหมหรือเดินทางไกล เช่น เที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ทำบุญไหว้พระ ตักบาตร ฟังเทศน์ และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานผู้สูงอายุมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับผู้ประกอบการได้ถึง 100% ของเงินที่จ่ายให้ลูกจ้างสูงอายุเข้าทำงาน การสร้างที่พักอาศัยพร้อมสินเชื่อ การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญเพื่อผู้สูงอายุ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ภาคเอกชนที่ประกอบการเกี่ยวกับการจัดสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การจัดระบบสวัสดิการ และการดูแลผู้สูงอายุ

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 -12.00 น. ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ททท.เปิดเว็บupdateข่าวจริงเรือล่มภูเก็ต-กระทรวงท่องเที่ยวตั้งศูนย์ครบวงจรในสนามบินภูเก็ต

ททท.เปิดเว็บupdateข่าวจริงเรือล่มภูเก็ต
ก.ท่องเที่ยวตั้งศูนย์ในสนามบินครบวงจร

เรื่องโดย...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza #tatnews #เรือล่มภ็เก็ต

ขณะนี้ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวข่าวที่ถูกต้องทั้งหมดกรณีเรือท่องเที่ยวจมทะเลที่ภูเก็ต ทาง "การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" ขอให้เข้าำปดูรายละเอียดได้ตลอดที่
 https://www.tatnews.org/thailand-tourism-situation-update-regarding-the-boat-incidents-in-phuket/



 ส่วนทางเพจสำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 จะมีรายละเอียด update ภาษาจีนอย่างถูกต้อง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในนามผู้นำรัฐบาลไทย ขอแสดงความเสียอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคนในเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ต ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ให้กน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมมือกันคลี่คลายสถานการณ์อย่างถูกต้องและเร่งดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด

ประการสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีได้ประกาศห้ามละเมิดสิทธิ์ของผู้เสียชีวิตที่ถ่ายรูปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย โดยนำไปสู่การแชร์กันต่ออย่างไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฎิบัติออย่างยิ่ง



ขณะที่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำสั่งเรียบร้อยแล้วขณะนี้ได้เปิด "ศูนย์ประสานงานร่วมอำนวยความสะดวกญาตินักท่องเที่ยว ณ สนามบินภูเก็ต"  2 จุด คือ

1. จุดลงทะเบียน ทางออกผู้โดยสารประตู 4 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Inter Terminal)

2. จุดทางออก ประตู 5 -6 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Inter Terminal)

พร้อมื้งกำหนดขั้นตอนขั้นตอนให้ญาติของนักท่องเที่ยว ดำเนินการดังต่อไปนี้

1. จัด้จ้าหน้าที่จากชมรมมัคคุเทศก์ภาษา จีนในภูเก็ต ยกป้ายชื่อรอรับอยู่ที่จุดทำ Visa On Arrival (VOA)

2. สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้เปิดเคาน์เตอร์คอยอำนวยความสะดวกในการทำ VOA เพื่อเข้าประเทศไทย

3. เมื่อญาติออกจากโถงรับกระเป๋าจะมีจุดลงทะเบียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงลงชื่อได้ทันที

4. เมื่อพ้นออกจากอาคารผู้โดยสารจะเจอจุดที่ 2 ให้บริการรถ และที่พัก

ตามรายงานระบุว่าในช่วง 16.45 น. มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 34 คน ไม่มีญาติของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาขอใช้รถและที่พักแต่อย่างใด



อย่างไรก็ตามขอให้คนไทยทุกคน ช่วยกันคนละไม้ละมือ ในการสื่อสาร ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ และอย่าได้หลงเชื่อโซเชียลมีเดีย บางประเภทที่ให้ข้อมูลบิดเบือน และ/หรือก่อให้เกิดความสับสน เสียหาย ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ  ในสถานการณ์ทุกฝ่ายพยายามทุ่มเทแก้ไขอุบัติเหตุทางทะเลที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ให้ลี่คลายไปในทางที่ดีตามมาตรฐานสากลที่พึงกระทำต่อทุกคนทุกฝ่ายเป็นอย่างดีที่สุด

ทางด้านนายกสมาคมการท่องเที่ยวจีนไทย ให้ข้อมูลว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบภัยเรือล่มในภูเก็ตครั้งนี้ ส่วนใหญ่เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเอง (F.I.T) มาจาก 4 มณฑลหลัก ประกอบด้วย เจียงซู เจ้อเจียง กวางตุ้ง และเหอหนัน

ส่วนชาวจีนที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ (G.I.T.)  มีจำนวน  37 คน เป็นพนักงานบริษัทเฟอร์นิเจอร์จากเมืองไห่หนิง มณฑลเจ้อเจียง ในจำนวนนี้ 19 คน ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัย

ล่าสุดรองนากยกเทศมนตรีเมืองไห่หนิง ได้นำทีมปฏิบัติงาน เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อดูแลและติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ด้วยอีกทาง

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้พลังของคนไทยจะร่วมมือกันแก้ไขทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ว

รวมทั้งต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกคนอย่างสุดซึ้งด้วยใจจริง

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทอท.ดึง16สนามบินโลกจัด Sister Airport CEO Forum2018 ดันไทยฮับคาร์โก้-อาลัยจ่ายสมานศีลถ้ำหลวง

ทอท.ดึง16แอร์พอร์ตโลกหนุนไทยฮับเอเชีย
CEO Forumรุกคาร์โก้ลุยตั้งบริษัทร่วมทุน
คิงเพาเวอร์อัด4โปรปลุกยอดช้อป3สนามบิน
ผ่าแผนททท.ปี’62ชูGoโกยเงิน3.41ล้านล้าน
บางจากขายบี20ขานรับนโยบายรัฐเริ่มก.ค.
ปั้นสนามบินชุมพรแจ้งเกิดไทยแลนด์ริเวียร่า
รวมทุกดวงใจไทยอาลัยจ่าสมานฮีโร่ถ้ำหลวง
เที่ยว“ปากช่อง”หน้าฝนสดสนุกทุกมุมทุกวัน
ลองใช้ 12 แนวทางป้องกันไขมันในอาหาร
ขนส่งนำร่องบริการรถโดยสาร 34สนามบิน
สวนสัตว์อุบลชวนเที่ยวทุ่งดอกเทียนก.ค.นี้
บางกอกแอร์-SCBเปิดให้ใช้แต้มแลกตั๋วบิน

ต้อนรับเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” ในวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2561 เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz. ฟังเรียลไทม์ได้ทางมือถือ และอ่านได้ทาง www.facebook.com/penroongyaisamsaen    และบล็อกเกอร์ #gurutourza

ช่วงที่ 1 เกาะติด “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT/ทอท.” ระดมสนามบินพี่น้องทั่วโลก16 แอร์พอร์ต ร่วม Airport Sister CEO Forum 2018 ช่วง 11-13 ก.ค.นี้ รวมพลังหนุนประเทศไทยเดินเครื่อง 2 บิ๊กโปรเจ็กต์ นำร่องปูพรมสุวรรณภูมิขึ้นผู้นำฮับคาร์โก้โลก เปิดประตูบริการขนสินค้าข้ามทวีปครบวงจรจากเอเชียเข้าตลาดยุโรป หลังจากศุลกากรยอมปลดล็อกกฎหมาย แถมได้ 2 กระทรวงหลัก “คมนาคม-เกษตรฯ” ดันเต็มที่ และพร้อมติดอาวุธ “ดิจิตอล แพลทฟอร์ม” ทุ่มทุนสร้างแอพลิเคชั่นซูเปอร์ไฮเทคให้ผู้โดยสารชิมลางใช้ปลายปี’61 s;y’เคลียร์ความแออัดทั้งคนและปริมาณจรจรทางอากาศทุกจุดทั้ง 6 สนามบินอินเตอร์ทั่วไทย

นิตินัย ศิริสมรรถการ
 กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT/ทอท.” เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Airport Sister CEO Forum 2018 ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2561 ที่เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ตั้งเป้าหมายใช้เวทีนี้ปฏิรูปความร่วมมือกับผู้บริหารสนามบินนานาชาติที่ลงนามเอ็มโอยูไว้กับ 12 องค์กร 16 ท่าอากาศยาน เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 นำร่องทำกับ มิวนิคแอร์พอร์ต เยอรมันนี กระทั่งถึงปี 2561 ลงนามกับ Liege (ลีแอ็ก)  เบลเยี่ยม ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่บริหารสนามบินแถวหน้าของโลกมีทั้งในเกาหลี ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา ภูมิภาคอาเซียน เวียดนาม สปป.ลาว เมียนมาร์ เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระยะยาวร่วมกัน

กำหนดหัวข้อการประชุมร่วมกันทุก ๆ 2 ปี ตัวอย่าง ญี่ปุ่นมุ่งเน้นเรื่องบริการสนามบินที่มีมาตรฐานดี ปีก่อน ๆ นั้นไทยเน้นเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม การบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้พื้นที่ชุมชนรอบสุวรรณภูมิอยู่อย่างมีความสุข


ส่วนการประชุมวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2561 นี้ จะพุ่งเป้าไปยังเรื่อง “นวัตกรรมและเทคโนโลยีบริหารจัดการสนามบินเทรนด์ใหม่” ซึ่งจะมี CEO ของสมาชิกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อตกลงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หลัก ๆ ทอท.จะเสนอ 2 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.Digital Platform 2.การสร้าง Cargo Airport Cirtifly Hub นำร่องแห่งแรกในประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภุมิ

เรื่องแรก Digital Platform จะขยายพัฒนาการให้บริการตามสถานการณ์ของโลก ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1โลกแห่งความเป็นจริง ทอท.ก็เดินหน้าทำไปในการวางแผนระยะ 5 ปีข้างหน้า ลงทุน 2 แสนล้านบาท ขยายสนามบินต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานของนักเดินทาง  แต่ระหว่างนี้ก่อนจะไปถึงอีก 5 ปีข้างหน้า สนามบินของ ทอท.มีความแออัดอย่างมากบริเวณพื้นที่การใช้สนามบิน จึงจำเป็นต้องนำ ส่วนที่ 2 โลกเสมือนจริง เข้ามาเสริมทัพด้วยการสร้าง application สร้างฐานรวมศูนย์ข้อมูลเข้ามาไว้ในแหล่งเดียวเพื่อใช้เป็นอีกช่องทางให้ผู้โดยสารใช้ App ตรวจสอบข้อมูลการใช้บริการสนามบินทุกส่วนก่อนการเดินทางขึ้นเครื่องบินแต่ละครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับการวางระบบปริมาณการจราจรทุกรูปแบบในสนามบินแต่ละแห่งให้รื่นไหลระบายออกไปยังจุดหมายได้เร็วที่สุด



เริ่มตั้งแต่ปริมาณจราจรเข้าออกสนามบิน รายงานพื้นที่ว่างในลานจอดรถยนต์ เคาน์เตอร์เช็คอินสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าออกเมือง แบบเรียลไทม์ถึงแต่ละจุดหนาแน่นหรือไม่อย่างไร แม้กระทั่งข้อมูลสายพานกระเป๋าในสุวรรณภูมิที่มีความยาวถึง 23 กม.แอพลิเคชั่นจะระบุตำแหน่งการโหลดกระเป๋าของผู้โดยสารขึ้นเครื่องอย่างราบรื่นหรือไม่ ประมาณปลายปี 2561 ก็จะสามารถใช้แอพลิเคชั่นดังกล่าวตรวจสอบทุกจุดบริการในสนามบิน ทอท.ทั้งหมดได้อย่างเต็มที่

สำหรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีแอพลิเคชั่นดังกล่าว ทอท.จะนำเข้ามาให้ผู้โดยสารคนไทยและนานาชาติใช้เพื่อสะท้อนถึงอนาคตการบริหารจัดการสนามบินของประเทศไทยมีประสิทธิภาพเทียบชั้นทั่วโลก

ขณะนี้ได้หารือกับทาง Sister Airport ไว้บ้างแล้ว โดย ทอท.จะเป็นผู้บุกเบิกนำร่องทำโครงการนี้เป็นหน่วยงานแรกในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วจากนั้นก็จะขยายเชื่อมโยงบริการไปยังเครือข่ายสมาชิกสนามบินซิสเตอร์ แอร์พอร์ต ทั่วโลกทั้ง 16 แห่ง


ส่วนที่ 2 การสร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศตรวจรับสินค้าเกษตรแห่งภูมิภาคเอเชียเข้าสู่ยุโรป : Cargo Airport Cirtifly Hub  ซึ่งก่อนหน้านี้ ทอท.ได้พูดคุยกับสมาชิกไว้ในเบื้องต้นเนื่องจากมีสินค้าเกษตร อาหารและยาหลายอย่างส่งจากไทยเข้าสู่ยุโรปแล้วถูกปฏิเสธ ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดในการนำมาตรฐานยุโรปมาตรวจยังต้นทางในไทยตามกฎที่เรียกว่า Cirtifly Hub  แล้วประทับตราการตรวจเช็คเรียบร้อยเพื่อส่งตรงเข้าประเทศจุดหมายปลายทางในสหภาพยุโรปได้

ขณะนี้ทางกรมศุลกากรได้แก้ไขกฎระเบียบ เปิดทางให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “ศูนย์กลางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางอากาศ” อีกทั้งยังมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยอีกทางในฐานะผู้ทำหน้าที่เจรจาในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G โดย คุณลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้เกียรติเป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการเรื่องการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างราบรื่น หลังจาก ทอท.กับสนามบินลีแอ็ก (Liege Airport) เบลเยี่ยม ลงนามความร่วมกันเปิดประตูสำคัญนำเสินค้าคาร์โก้เข้าสู่ทวีปยุโรปได้เรียบร้อยแล้ว



โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ทอท.ได้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) มีมติให้จัดตั้งบริษัทลูกเปิดดำเนินกิจการคาร์โก้ ยังคงเหลือเพียงขั้นตอนที่ทางคมนาคมจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เป็นวาระร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวงคือคมนาคมกับเกษตรฯ  เปิดทางให้เดินหน้าประกาศความร่วมมือจัดทำโครงการคาร์โก้ของ ทอท. ในลักษณะ G to G อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้นี้

เพราะก่อนหน้านี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีเพียงระเบียบปฏิบัติตามกฎ TAX FREE ZONE นั่นคือปลอดเฉพาะอากรขาเข้าแต่ไม่ได้เป็น Regulation Free Zone ทำให้สินค้าคาร์โก้บางชนิดเกิดปัญหาผ่านออกไปไม่ได้ เมื่อลูกค้าจากประเทศที่ 1 นำสินค้ามาแวะพักประเทศที่ 2 คือไทย โดยต้องการส่งไปยังปลายทางประเทศที่ 3 แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของไทย เช่น ยารักษาโรค ตามกฎหมายไทยระบุถึงแม้จะเป็นการแวะพักสินค้าก็ต้องมาผ่านกระบวนการตรวจขององค์การอาหารและยา (อย.) ทางลูกค้ายืนยันว่าไม่ได้ต้องการจะนำสินค้าดังกล่าวมาขายในไทย แต่ตามกฎหมายไทยกำหนดให้ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหรือ Regulation แบบไทย

วิธีปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นปัญหาที่ ทอท.และหน่วยงานเกี่ยวข้องในประเทศต้องช่วยกันปลดล็อกจนเป็นผลสำเร็จแล้ว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากซิสเตอร์ แอร์พอร์ต ทางฝั่งยุโรป ให้ทำสุวรรณภูมิเป็น Cirtify Airport ได้แล้วเช่นกัน


นายนิตินัย กล่าวว่า จะใช้จังหวะในเวทีการประชุม Airport Sister CEO Forum 2018 ขยายผลการเจรจาเชิญชวนสมาชิกกลุ่มประเทศ CLMV กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ หันมาเป็นลูกค้าของไทยใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นประตูขนส่งสินค้าคาร์โก้เข้าสู่ตลาดยุโรปได้โดยไม่ต้องไปตรวจซ้ำ เบื้องต้นแต่ละประเทศต่างเห็นดีด้วย เพราะในอดีตเคยประสบปัญหาสินค้าถูกตีกลับเสียหาย และพร้อมจะตกลงกันอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุม CEO Forum เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจน ทอท.ก็สามารถรู้ถึงปริมาณความต้องการของทุกประเทศที่พร้อมส่งสินค้าคาร์โก้ผ่านสุวรรณภูมิ ก่อนนำไปออกแบบโกดังเก็บสินค้า ห้องตรวจสอบ เตรียมไว้ พร้อมกับเตรียมจัดทำทีโออาร์ หาผู้ประกอบการเข้ามาร่วมทุนตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินการขนส่งสินค้าคาร์โก้ต่อไป

นายนิตินัยย้ำว่า ขณะนี้แผนปฏิบัติการสร้าง Cargo Airport Cirtify Hub สำเร็จแล้ว 99 % จึงพร้อมเดินหน้าทำให้คาร์โก้ของประเทศซึ่งมีปริมาณการขนส่งปีละ 1.42 ล้านตัน มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 19 ของโลก เติบโตอย่างเข้มแข็งทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายการส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจะพัฒนาขีดความสามารถขึ้นเป็นผู้นำศูนย์กลางการขนส่งสินค้าคาร์โก้ภูมิภาคเอเชีย อันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจภาพรวมของไทยในอนาคตระยะยาว

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1 “คิงเพาเวอร์อัด4โปรแรงพาสปอร์ตไทย-บัตรสมาชิก”



กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดบิ๊กแคมเปญตั้งแต่วันนี้  – 31 สิงหาคม 2561 ให้นักช้อปที่ถือ “พาสปอร์ตไทย” และ “บัตรสมาชิกคิง เพาเวอร์” ซื้อสินค้า 4 หมวด ในราคาพิเศษรับส่วนลดกลับคืนแบบสุด ๆ ที่ร้านสาขาใน 3 ท่าอากาศยาน  คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต ดังนี้

1.Perfume and Cosmetic Get Discount Up to 1,000 Baht (Departure) เพียงซื้อสินค้าในแผนกเครื่องสำอางและน้ำหอมตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2561 ลดทันที 400 บาท เพียงช็อปสินค้าแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอางครบ 4,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ และลดทันที 1,000 บาท เพียงช็อปสินค้าแผนกน้ำหอม และเครื่องสำอางครบ 8,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

2.The Watch & Jewellry Collection, Brand Boutique Get Discount Up to 1,000 Baht (Departure) รับทันทีส่วนลดสูงสุด 1,000 บาทสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทย และสมาชิกคิง เพาเวอร์ เพียงช็อปแผนกแฟชั่น นาฬิกา เครื่องประดับ และจิวเวลรี่ ครบ 8,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

3.Get On top 10% at King Power Suvarnabhumi Airport (Arrival) สำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทยลดทันที10% เพียงช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ พิเศษสมาชิกคิง เพาเวอร์ ลดทันที On top 10% จากบัตรยอดบัตร เพียงช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

4.Get On top 10% Don Mueang Airport, and Phuket (Arrival) พาสปอร์ตไทย ลดทันทีส่วนลด 10% เพียงช็อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ พิเศษสมาชิกคิง เพาเวอร์ ลดทันทีส่วนลด On top 10% จากบัตรสมาชิกคิง เพาเวอร์ เพียงช็อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป (สุทธิ) / ใบเสร็จ

ทั้ง 4 โปรโมชั่น มีเงื่อนไข  :  เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ ตรวจสอบสินค้าร่วมรายการเพิ่มเติมที่จุดขาย สามารถ ใช้ร่วมกับส่วนลดจากบัตรสมาชิกคิง เพาเวอร์ ร่วมรายการรายการผ่อนชำระ 0% ได้ แต่ไม่สามารถใช้ร่วมกับสิทธิ์ Birthday Celebration ยอดเงินในบัตรสมาชิก Cash Card, Gift Card, Cash Voucher, Gift Voucher รวมถึงคูปองส่วนลดอื่นๆ ยกเว้นยอดเงินในบัตรสมาชิกที่ได้รับจากการสมัครบัตรสมาชิก

สอบถามได้ที่ คอล เซ็นเตอร์ 1631 หรือดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.kingpower.com

ข่าวที่ 2 “ผ่าแผนททท.ปี’62ซูเปอร์Goโกย3.41ล้านล้าน”


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การประชุมแผนปฏิบัติการตลาดประจำปี 2562 (Tourism Authority Action Plan :TATAP 2019) ประกาศวางตำแหน่งของไทยต้องสร้างรายได้จากท่องเที่ยวติด 1 ใน 20 ของโลกตามเกณฑ์ IMD  ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.41 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่ม 10 % จากตลาดต่างประเทศ 2.29 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12 % และตลาดในประเทศ 1.12 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 % จะต้องรักษาส่วนแบ่งไว้ที่ 1 ใน 3 ของรายได้รวมตลอดทั้งปี โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกภายใต้คอนเซ็ปต์ Go Strategy  ให้โจทก์ทุ่มเททำทางด้าน “Supply” ผลักดันทำ Local Go Global เร่งเข้าไปมีบทบาทพัฒนาส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบการจัดทำ Destination Brand อย่างเป็นรูปธรรม ใน 5 สาขา  ได้แก่

1.ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรม 2.ท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ 3.ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและแพทย์แผนไทย 4.ท่องเที่ยวเรือสำราญทางน้ำ 5.ท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากทั้งประเทศ โดยมอบหมายให้ทุกสำนักงานเดินหน้าแนวใหม่ด้วย 3 S ประกอบด้วย

S 1 – Go Planet สร้างสินค้าให้เชื่อมโยงกับการกระจายได้  S2 - Go Sustainable สร้างความยั่งยืนส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่จะพัฒนาอย่างสมดุลทั้งขีดความสามารถในการรองรับกับปริมาณนักท่องเที่ยว  Go Eco Friendly ให้ความรู้ควบคู่กับการขับเคลื่อนท่องเที่ยวอย่างมีความรู้ให้น้ำหนักกับเนื้อหาของแหล่งมากกว่าการจัดอีเวนต์ พร้อม ๆ กับลดปริมาณขยะท่องเที่ยวภายใต้โครงการลดโลกเลอะอย่างเต็มรูปแบบ S3

ส่วนการกระตุ้น “ดีมานต์” ต้องพุ่งเป้าทำ Go Amazing Thailand  สร้างรายได้กระจายหมุนเวียนอย่างสมดุลเป็นธรรมในเมืองหลัก เมืองรอง ขณะนี้ยังมีปัญหาสัดส่วนนักท่องเที่ยวเมืองหลักมี 55 % สร้างรายได้มากถึง 90 % ส่วนเมืองรองมีนักท่องเที่ยว 45 % แต่ทำรายได้เพียง 10 % เท่านั้น จึงต้องเร่งปิดช่องว่างร่วมมือกันทำงานภายใต้ความท้าทายรุกเจาะขยายฐานกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพพัฒนาแหล่งใหม่เป็นจุดขายสำคัญ รวมทั้งการเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างประเทศขณะนี้ทำได้เพียง 53,150 บาท/คน/ทริป เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวคนไทยทำได้แค่ 4,120 บาท ต้องขยับได้สูงตามเป้าที่ตั้งไว้ 4 %

เริ่มจาก ททท.สำนักงานในประเทศทั้งเก่าและกำลังใหม่ปีนี้รวม 45 แห่ง จะต้องเพิ่มความเข้มข้นกลยุทธ์การตลาดภายใต้ 5 Go ประกอบด้วย


1. Go Greater เน้นเพิ่มจุดขายเมืองรองด้วยแคมเปญ “ไทยเท่” ต่อไปจะแต่ละเมืองจะต้องสร้าง Brand Destination โดยใช้พฤติกรรมความต้องการของนักท่องเที่ยวเป็นโจทก์หลัก ผลิตกิจกรรม นำอาหารถิ่น แหล่งแมนเมดสไตล์ใหม่ ทำการสื่อสารด้วยนวัตกรรมดิจิตอล แต่ละสำนักงานจะต้องคิดทำเรื่องนี้ 1 โครงการ  เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เข้าสู่พื้นที่อย่างแท้จริง

2.Go More Story สร้างสรรค์ไปสู่แคมเปญใหญ่ Million Shade of Thailand ดึงความสนใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาค้นหามากที่สุด

3.Go Equality ต้องปรับจุดอ่อนเรื่องการท่องเที่ยวเฉพาะฤดูให้เหลือน้อยที่สุดเพิ่มอัตราเข้าพักเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง


4.Go Tourism for All สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลได้อย่างแท้จริง

5.Go Together เน้นทำงานเชิงบูรณาการระหว่าง ททท.กับหน่วยงานอื่น ๆ ไปด้วยกันทั้งในและต่างประเทศ

ส่วน ททท.สำนักงานต่างประเทศ 29 แห่ง ก็ต้องพุ่งเป้าทำ 5 แนวทาง ประกอบด้วย

1.Go Local เน้นส่งเสริมเมืองรองกระจายรายได้โดยจัดทำ 1 โครงการ 1 เมืองรอง

2.Go Thailand เพิ่มค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่อคนต่อทริปให้ได้มากว่าปีละ 15,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ยังทำได้ไม่เข้าเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ 4 % จึงต้องเร่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างเข้มข้น

3.Go New Customer ขณะนี้ไทยขาดแคลนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เพราะมีกลุ่มท่องเที่ยวซ้ำสูงถึง 70-80 % จึงต้องเร่งติดเทอร์หาตลาดใหม่อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ ยั่งยืน

4.Go Low Season ต้องเปลี่ยนข้อจำกัดที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีถึงต้นปีเท่านั้น

5.Go Digital ต้องใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือตลาดการขาย นำ Big Data เข้ามาวิเคราะห์ให้เกิดปสิทธิภาพและผลสูงสุด

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายการบริหารจัดการท่องเที่ยวตามแผนการตลาด ททท.ปี 2562 จึงขอให้ทุกฝ่ายเสริมทัพด้วย Think Big Bigger 5 เรื่อง 1.B: Beyond marketing พัฒนาการตลาดให้เกิดการบูรณาการ 2. I : Impack More สร้างมิติใหม่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงกับชุมชน เศรษฐกิจฐานราก 3.G : Greater Development สร้างกลุ่มพื้นที่หรือ Area base ทำให้การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 4.Environment Sustainable ทำการตลาดและสร้างสรรค์แหล่งท่องเที่ยวโดยก่อให้เกิดความยั่งยืนเป็นสำคัญ 5.Reform ourselves เพิ่มบทบาทการทำงานขยายอย่างกว้างขวางไปสู่การนำท่องเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้วิกฤตต่าง ๆ ของประเทศได้ด้วย ดังนั้นจึงต้องการเห็น 1 สำนักงาน 1 โครงการ

ทั้งนี้ ททท.คาดปัจจัยสนับสนุนที่จะทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวขยายการเติบโตปีหน้าได้มากถึง 12 % คือ นักท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้เวลาเดินทางมายังไทยไม่เกิน 6 ชั่วโมง ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย เอเชียใต้ อาเซียน สถิติปีนี้จีนเข้ามาไทย 1 ใน 3 ของชาวต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้น 20 % ดังนั้น ททท.จะต้องรักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้ 2.ตลาดระยะไกล จากอเมริกา ยุโรป อย่างรัสเซีย เยอรมัน สหราชอาณาจักร จะรักษาค่าเฉลี่ยการเติบโตให้ใกล้เคียงกับปีนี้ ส่วน “ตลาดในประเทศ” เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวปีหน้าไม่ต่ำกว่า 160 ล้านคน-ครั้ง

ข่าวที่ 3 “วีระศักดิ์”มอบ4นโยบายผุดกม.เก็บเงินอินบาวนด์”


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าระหว่างการประชุมแผนการตลาดประจำปี 2562 (TATAP 2019) ของ ททท.  เมื่อ 2-4 กรกฏาคม 2561 ณ โรงแรม ไมด้า จ.นครปฐม ได้มอบนโยบายให้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องที่ยวของประเทศ 4  แนวทางใหม่ คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทั่วประเทศทั้งชุมชน เมืองรอง เมืองหลัง 2.สร้างความสุขก่อให้เกิดความยั่งยืนยั่งยืนทั้งระบบแหล่ง ชุมชน รายได้ 3.มีน้ำใจทำให้ท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของบูรณาการความช่วยเหลือร่วมมือทางความรู้และด้านอื่น ๆ ซึ่งเป็นได้มากกว่าการทำตลาดนำคนเข้ามาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว 4.บุคลากร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ร่วมกันปลดล็อกให้บุคลากรสามารถย้ายข้ามหน่วยงานจาก ททท.องค์การมหาชนมหาชน เข้ามายังกระทรวงฯ ได้โดยใช้ฐานเงินเดือน สิทธิประโยชน์ ตัวชี้วัด การเลื่อนตำแหน่ง ได้ตามเงื่อนไขจากหน่วยงานเดิมเป็นได้ และหากมาทำแล้วสักระยะหนึ่งแล้วก็มีสิทธิขอย้ายกลับไปเติบโตในที่เดิมได้ด้วย

อีกทั้งยังได้ใช้เวทีประชุมคณะกรรมาธิการ สนช.เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เสนอจัดทำร่างกฎหมายจัดเก็บเงินประกันจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาไทย  3 ฉบับ คือ 1.ประกันสุขภาพตลอดการเดินทาง 2.ประกันอุบัติเหุตในการเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (adventure) ซึ่งหากนักท่องเที่ยวไม่ทำประกันดังกล่าวรัฐอนุญาตให้มีสิทธิปฏิเสธนักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมได้ 3.ประกันยานพาหนะขับรถท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามประเทศ

เบื้องต้นการจัดเก็บประกันสุขภาพและการร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัยจะประมาณคนละ 30-40 บาท ส่วนหน่วยงานและวิธีการจัดเก็บนั้นอยู่ในชั้นตอนต่อไป เพราะที่ผ่านมาต้องใช้เงินกองทุนการท่องเที่ยวปีละประมาณ 200 ล้านบาท เข้าไปอุดหนุนดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยในบ้านเรา อีกทั้งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการทำร่างกฎหมายประกันดังกล่าว จึงจะต้องหาข้อยุติเรื่องรูปแบบประกันที่จะนำมาใช้รวมถึงวงเงินคุ้มรรองตามค่าเฉลี่ยความเป็นเปรียบเทียบสถิติปัจจุบันกับอนาคต เพราะหากทุกอย่างผ่านมติกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว ก็จะเร่งเดินหน้าเพื่อประกาศใช้ได้ทันปีงบประมาณใหม่ช่วงปลายปี 2562

ข่าวที่ 4 “บางจากหนุนขายบี20รถขนส่ง/รถโดยสารก.ค.นี้”



นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เพื่อขายให้กลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่ ของกระทรวงพลังงาน สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมความเชื่อมั่นการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล 20 % ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ กระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น โดยบางจากฯ จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ให้กับลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้า รถโดยสาร

เบื้องต้นมีผู้ประกอบการที่แสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 20 ราย ยอดรวมราว 2.5 ล้านลิตรต่อเดือน ในราคาที่ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลปกติ 3 บาทต่อลิตร ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 6 ราย ได้รับอนุญาตจากกระทรวงพลังงานในการใช้น้ำมันบี 20 แล้ว ประกอบด้วย บริษัท ทองธารา ขนส่ง จำกัด บริษัท ศิริมงคลโลจิสติกส์ จำกัด บริษัท คุณอนันต์ แอนด์ เค-แมน เซอร์วิส จำกัด บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีพีไอคอนกรีต จำกัด และบริษัท เทพสมบัติ จำกัด เพื่อเริ่มจำหน่ายตั้งแต่สัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป

โดยบางจากฯ ได้เตรียมระบบการขาย ด้วยการจัดส่งน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ให้ผู้ประกอบการจากคลังบางจากและคลังบางปะอิน และมีแผนขยายการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าน้ำมันของบางจากฯ รายอื่นๆ ต่อไป เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนจากค่าบริการขนส่งและค่าขนส่งสาธารณะ บรรเทาผลกระทบจากปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดควบคู่กันไปด้วย

ข่าวที่ 5 “ทอท.ปั้นสนามบินชุมพรหนุนไทยแลนด์ริเวียร่า”



นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหา ชน) “ทอท.” เปิดเผยว่า หลังจากกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เตรียมโอนสนามบินภูมิภาคมาให้บริหาร 4 แห่ง ขั้นตอนระหว่างนี้ได้ทำเอกสารเสนอคณะรัฐมนตรีภายในอีก 3 เดือนก็จะได้ข้อสรุป เพื่อเข้าสู่กระบวนการเตรียมลงทุนปรับปรุงพัฒนาตามลักษณะทางกายภาพของแต่ละสนามบิน แนวโน้มจะใช้เงินดำเนินการทั้ง 4 สนามบิน ราว 10,000 ล้านบาท

ไฮไลต์คือชุมพร จะใช้เงินลงทุน 1,000-2,000 ล้านบาท พัฒนาให้เป็นสนามบินโชว์เคส รองรับนโยบายรัฐบาลในโครงการ Thailand Riviera การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทยทางด้านตะวันตก เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร

ช่วงระยะเริ่มเข้าบริหารสนามบินภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง จะเข้าจัดระบบลดปัญหาการขาดทุนสะสม พร้อมกับเร่งปูพรมการตลาดเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเข้าชุมพรให้ได้มากที่สุด ส่วนอุดรธานี จะสร้างเป็นศูนย์กลางการบินภาคอีสาน จะใช้ 4,000-5,000 ล้านบาท ยกระดับมาตรฐานสู่สากล ขระที่ สกลนคร ตาก เป็นสนามบินขนาดเล็ก ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามลำดับ

ส่วนรูปแบบการปรับปรุงและพัฒนาสนามบินภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง ให้มีขีดความสามารถเติบโตตามปริมาณนักท่องเที่ยวได้ในระยะยาว จะต้องทำให้ครบองค์ประกอบสากลคือ  1.งานวิศวะก่อสร้างเชิงกายภาพ 2.การลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์ความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานทางการบินสากล เช่น CAT8 และ CAT9  โดยเฉพาะอุดรธานีต้องขยายอาคารที่พักผู้โดยสาร ติดตั้งระบบเครื่องตรวจวัตถุตามร่างกายผู้โดยสารตามมาตรฐานของยุโรป เตรียมไว้รับเที่ยวบินตรงเส้นทางยุโรปในอนาคตด้วย

 “ทอท.พร้อมดูแลครอบครัวจ่าสมานหน่วยซีลที่ทำเพื่อชาติ”

ทั้งนี้ ทอท.และคนไทยทั้งประเทศ ร่วมแสดงความอาลัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของจ่าเอกสมาน กุนัน หน่วยซีลช่วยชีวิตนักฟุตบอลทีมหมูป่า 13 คนในถ้ำหลวง เชียงราย จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ซึ่งจ่าสมานเป็นพนักงานตระเวรระงับเหตุในสุวรรณภูมิ ของ ทอท.ซึ่งจะได้รับการพิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษและให้การช่วยหรือครอบครัวด้วยในเร็ว ๆ นี้

ช่วงที่ 2 ได้เวลาไปชีลธรรมชาติหน้าฝนใน “ปากช่อง” นครราชสีมา กันดีกว่า จากดงพญาเย็น สู่บ้านหมูสี มีความหลากหลายอรรถรสในไร่องุ่นทำไวน์ แหล่งช้อปปิ้งสไตล์ยุโรป บรรยากาศจำลองเมืองทัสคานีเทียบชั้นอิตาลีมาไว้กลางหุบเขา ใครพลาดเสียดายแย่ ส่วนการดูแลสุขภาพต้องรู้ไว้ถึง “12 วิธีลดไขมันในอาหาร” และข่าวใกล้เรื่องดี ๆ ที่ “34 สนามบินทั่วประเทศ” ทางกรมขนส่งทางบกเปิดสัมปทานให้มีรถโดยสารบริการเป็นจริงจังแล้วตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นไป ขณะที่ “สวนสัตว์อุบลราชธานี” จัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษาให้นักท่องเที่ยวไปร่วมทำดอกผึ้งสร้าง “ทุ่งดอกเทียนใหญ่สุดในโลก” ได้ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วน “บางกอกแอร์เวย์ส” จับมือกับ “แบงก์ไทยพาณิชย์ : SCB” อัดแคมเปญใช้แต้มแลกตั๋วบินได้ทั่วประเทศ จนถึง 31 สิงหาคม นี้

@เที่ยวปากช่องหน้าฝนสุขใจในโคราช

ธรรมชาติเขียวขจีใน “อำเภอปากช่อง” ตลอดแนวขุนเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ช่วงฤดูฝนเป็นมนต์เสน่ห์ที่เที่ยวที่ได้ทั้งความสดชื่น อากาศเย็นสบาย ๆ  มีสถานที่เพลิดเพลินให้ชมหลายมิติ



เริ่มจากใน “ตำบลพญเย็น”  มีไร่องุ่นกลางหุบเขา “พีบีวัลเลย์ เขาใหญ่ไวน์เนอรี่” เต็มไปด้วยองุ่นสายพันธุ์ต่างประเทศสุดลูกหูลูกตากว่า 2,000 ไร่ เดินชิมชมได้ตั้งแต่โซนองุ่นไร้เมล็ดเรื่อยไปจนถึงองุ่นผลิตไวน์ขาวและแดง แถมมีโรงบ่มขนาดใหญ่สุดในประเทศ จึงไม่แปลกใจเลยที่คว้าแชมป์รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น มาครอง





บริเวณใกล้ ๆ กัน จะมี “ไร่องุ่นกราน-มอนเต้” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกแห่งที่ได้รับรางวัลระดับโลกเช่นกัน เปิดให้ชมการผลิตไว้ ชิมไวน์ ได้ตั้งแต่ 11 โมง ถึง 4 ทุ่ม พร้อมอาหาร ร้านขายผลิตภัณฑ์องุ่นแปรรูป รีสอร์ตที่พัก



ในพญาเย็นยังมี “สวนดอกไม้เดอะบลูม” ในดินแดนกว่า 100 ไร่ มีไม้เมืองหนาวกว่า 30 สายพันธุ์ออกดอกบานสะพรั่งตลอดทั้งปี แถมมีฟาร์มเลี้ยงแกะ กระเป๋าแอร์เมสยักษ์ น้ำพุอธิษฐาน การ์ตูนดังจากทั่วโลก รับรองนักท่องเที่ยวประเภทยกครัวเที่ยวต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน



จากนั้นต้องแวะไปยัง “ตำบลหมูสี” เพื่อดื่มด่ำธรรมชาติ “สวนกาญจนาภิเษก”  (น้ำผุดธรรมชาติ)  เป็นน้ำพุธรรมชาติอยู่ตรงบ้านท่าช้าง ร่มรื่น สามารถลงเล่นน้ำคลายร้อนได้ เป็นน้ำผุดแปลกตาที่น่าสนใจมองเห็นพื้นดินด้านล่างได้เลย

ถัดไปก็มี “ฟาร์มหมอปอ” ตื่นตากับม้าสายพันธุ์ต่างประเทศมากมายเห็นแล้วจะต้องทึ่ง มีทั้ง สายพันธุ์สวยที่สุดในโลก ใหญ่และเล็กสุดในโลก โดยมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ร่วมอย่างสบายใจ เช่น ขี่ม้า นั่งรถแทร็กเตอร์ เก็บไข่ไก่ หรืออาบน้ำม้า ด้วยก็ได้

“เขาใหญ่อาร์ต มิวเซียม” ต้องแวะชมศิลปะกลางหุบเขาของคุณพงษ์ชัย จินดาสุข นำภาพวาดสะสม กับงานประติมากรรม มานำเสนอไว้เป็นจำนวนมาก เปิดให้ชมฟรี ๆ



ส่วนแหล่งพักผ่อนหย่อนใจต้องยกให้ที่ “พรีโม เพียซซ่า” แลนด์มาร์กแห่งการจำลองสถาปัตยกรรมหมู่บ้านโบราณในแคว้นทัสคานี อิตาลี มาให้ชมกันที่กลางหุบเขาวิวธรรมชาติเขียวขจี แถมมีบริการเสิร์ฟอาหารคาวหวาน กาแฟ ยามบ่าย แบบชีล ๆ



เช่นเดียวกับ “ปาลิโอ เขาใหญ่” ก็เป็นการจำลองเมืองยุโรปมาไว้กลางหุบเขาด้วยสถาปัตยกรรมอิตาเลียน ตกแต่งเป็นเมืองช้อปปิ้ง ตกแต่งบ้าน แฟชั่นดีไซน์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านอาหาร มุมกาแฟ เก๋ ๆ สดใส



สำหรับตลาดท้องถิ่นที่มีพืชผักเกษตรขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวไปถึงแล้วต้องแวะซื้อกลับบ้าน ก็มี “ตลาดน้ำกลางดง” ตำบลตลาดกลางดง อำเภอปากช่อง เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 10 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น เป็นตลาดศิลปะ หรือ Art Floating Market ขนาด 8 ไร่ ในบรรกาศคล้าย English Garden Stlye นอกจากศิลปะตามมุมต่างๆ แล้ว ยังมีอาหารขาย เช่น ก๋วยเตี๋ยว สเต็ก อาหารปิ้งย่าง ส่วนของหวานต้องชิม ไอศรีม กาแฟโบราณ ขนมปังปิ้ง

หากเป็นตลาดวิถีถิ่นชาวบ้านต้องแวะ “สวนลุงไทร” อำเภอวังน้ำเขียว ดินแดนแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นปลูกผักปลอดสารพิษ ผลผลิตจานสวย ๆ จากผักบ้าน ๆ ผักสลัด ผักแก้ว สลัดคอร์ด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ต เรดลีฟ บัตเตอร์เฮด และอื่น ๆ ที่ส่งไปเสิร์ฟถึงร้านอาหารตามโรงแรมดังมากมาย

เที่ยวเมืองไทย ไป ปากช่อง กับวังน้ำเขียว ช่วงหน้าฝนปีนี้สุขใจจริง ๆ

@12 แนวทางลดไขมันในอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

1.ควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร ไม่ใช่น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม

2.ลดการกินอาหารทอดและแกงกะทิต่างๆ เช่น หมูทอด ไก่ทอด

3.ลดการกินขนมหวานที่ใส่กะทิหรือมะพร้าว แม้จะมีรสหวานน้อยก็ตาม ได้แก่ กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง

4.ลดการกินเป็ด ไส้กรอก หมูสับ หมูแฮม หมูยอ กุนเชียง (อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป มีไขมันแฝงมาก)

5.ลดการกินขนมอบ ขนมกรอบๆ ที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น มันฝรั่งทอด ถั่วชุปแป้งทอด โดนัต เค้ก คุกกี้ ขนมปังทาเนยอบกรอบ

6.เลือกกินเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อล้วนๆ แยกเอาไขมัน และหนังออกให้หมด หรือเลือกกินเนื้อปลาที่มีไขมันปลาแทน สัปดาห์ละ 2-3 ตัว

7.กินอาหารประเภท ต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง ย่าง อบ

8.กินผัก กินอาหารที่มาจากผักสด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 2 ทัพพี

9.กินผลไม้สด ไม่น้อยกว่าวันละ 2 มื้อ มื้อละ 1 จานเล็ก

10.พยายามทำอาหารกินเอง ให้กินอาหารนอกบ้าน หรืออาหารสำเร็จรูปให้น้อยที่สุด

11.ดื่มนม ให้ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย แทนนมสดธรรมดา หรือดื่มนมถั่วเหลืองไม่หวานจัด สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว

12.ลดการใช้น้ำตาลทราย วันละไม่เกิน 6 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม)

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

ข่าวแรก “กรมขนส่งผุดครั้งแรกรถโดยสาร34สนามบินทั่วไทย”



นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เปิดให้ผู้ประกอบการเดินรถเอกชนจำนวนมากยื่นเสนอขอใบอนุญาตทำธุรกิจรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อจากสนามบินพาณิชย์ทั่วประเทศครบแล้วทั้ง 34 แห่ง ภายในปี 2561 จะเปิดบริการครบทั้งหมด เบื้องต้นให้สัมปทานอายุไม่เกิน 7 ปี สอดคล้องตามแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะรองรับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองรองตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งบางสนามบินขออนุญาติเดินรถมากกว่า1 เส้นทาง เช่น เส้นทางสนามบิน-สถานีขนส่งภายในตัวเมือง หรือ สนามบิน-แหล่งท่องเที่ยว

สำหรับสนามบินทั้ง 34 แห่ง ที่จะมีรถโดยสารประจำทางบริการ ได้แก่ สนามบินของ 1.บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง 2.กรมท่าอากาศยาน  24 แห่ง 3.กองทัพเรือ 1 แห่ง และ 4.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด 3 แห่ง

ส่วนสเป็กของรถที่จะนำมาให้บริการต้องทำตามมาตรฐานใหม่ หรือไมโครบัสปรับอากาศ 20 ที่นั่ง และรถร้อยซึ่งเป็นรถเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด เช่น รถคอกหมูของจังหวัดสุโขทัย

กรมขนส่งทางบกยืนยันว่าในอนาคตอาจปรับปรุงมาตรฐานรถโดยสารที่บริการเชื่อมต่อเข้าสนามบิน ต้องจัดพื้นที่ว่างภายในบริเวณไว้ให้ผู้โดยสารวางสัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางได้ จะนำร่องในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น ภูเก็ต เร็ว ๆ นี้ จะเริ่มบริการได้คือ สนามบินอุดรธานี นครศรีธรรมราช สุโขทัย ตราด และ สมุย จ.สุราษฏร์ธานี

ข่าวที่สอง “สวนสัตว์อุบลชวนชมทุ่งดอกเทียนนับแสนก.ค.นี้”



สวนสัตว์อุบลราชธานี เชิญชวนท่องเที่ยวเทศกาลเข้าพรรษา ได้ตลอดเดือนกรกฎาคม 2561 โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวร่วมทำดอกเทียน พร้อมชมทุ่งดอกเทียนนับแสนดอก บานสะพรั่งทั่วอาคาร welcome center  โดยได้จัดกิจกรรมทำดอกเทียน ในสมัยก่อนชาวบ้านจะทำปราสาทดอกผึ้งช่วงงานบุญที่อุทิศให้ผู้ตาย และทำสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันแทบหาชมได้ยาก ตามปกติดอกผึ้งของชาวบ้านจะใช้มะละกอจุ่มเทียนที่ต้มแล้วนำไปจุ่มน้ำเพื่อให้เทียนที่ร้อนในพิมพ์มะละกอหลุดเป็นดอก

แตกต่างจากปีนี้ ทางสวนสัตว์อุบลราชธานีจะจัดทำเป็นทุ่งดอกเทียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หนึ่งเดียวในโลก โดยได้สร้างสรรไอเดียโดยใช้ลูกโพธิ์ศรีแทนมะละกอ ทำเป็นดอกเทียนหลากสี 7 สีรุ้ง ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ประดับตกแต่งสวยงาม  พร้อมด้วยร่มสีสันต่างๆ ผ้าขาวม้า ตุงใยแมงมุม ผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสานได้อย่างสวยงามลงตัว

ข่าวที่ 3 “บางกอกแอร์-SCBอัดโปรใช้แต้มแลกตั๋วบินถึง31ส.ค.61”


นายจิระพล หิรัญรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและวางแผนฝูงบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า  จัดกิจกรรมฉลอง 50 ปี บางกอกแอร์เวย์ โดยจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์เปิดให้ลูกค้าผู้ถือบัตรบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ใช้คะแนนแลกตั๋วโดยสารได้ ระหว่างวันนี้– 31 สิงหาคม 2561

โดยผู้ถือบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ใช้คะแนนแลกโปรโมชั่นสุดคุ้ม10,000 SCB Reward Points = 5,000 FlyerBonus Points และรางวัลยิ่งแลกมากยิ่งรับเพิ่ม ผู้ที่แลกคะแนนฟลายเออร์โบนัสสูงสุด 23 ท่านแรก รับบัตรกำนัลห้องพักโรงแรม จากโรงแรมชั้นนำ 3 วัน 2 คืน ได้แก่ โรงแรมบุราสารีเฮอริเทจหลวงพระบาง โรงแรมเลอปาเลจูเลียน่า โรงแรมอมาธาราเวลเนสรีสอร์ตและโรงแรมชาเทรียมกอล์ฟรีสอร์ทสอยดาวมูลค่ารวม 249,580 บาท

ช่องทางแลกตั๋วโปรโมชั่นและแลกคะแนน SCB Rewards โทร. 02-777-7777 หรือดูเพิ่มที่ www.flyerbonus.bangkokair.com

ติดตามฟังรายการได้เป็นประจำทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
ผู้ดำเนินรายการและคอลัมนิสต์ท่องเที่ยว-การบิน

ผู้ว่าฯททท.ติดเทอร์โบท่องเที่ยวThe Year of Transformation รุก3กลยุทธ์ผนึก2ตลาด“ในประเทศ+Shorthaul”ผสมจุดขายใหม่ 4 มิติ

  ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้ว่าฯททท.ติดเทอร์โบท่องเที่ยว The Year of Transformation รุก 3 กลยุท...