วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

ททท. “มุมไบ-นิวเดลี”เปิดข้อมูลตลาดอินเดียรอเที่ยวไทยปี’65 โชว์โทมัสคุ้กโพลล์-ชาเตอร์ไฟลต์พร้อม-รุก3ตลาดศักยภาพสูง

ททท. “มุมไบ-นิวเดลี”เปิดข้อมูลตลาดอินเดียรอเที่ยวไทยปี’65

โชว์โทมัสคุ้กโพลล์-ชาเตอร์ไฟลต์พร้อม-รุก3ตลาดศักยภาพสูง

 เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #ทททมุมไบนิวเดลลี #อินเดียเที่ยวไทย

                            นางสาวชลดา สิทธิวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานมุมไบ

 ททท.อินเดีย 2 สำนักงาน “มุมไบ-นิวเดลี” ตั้งเป้าปี’65 นำเข้านักท่องเที่ยวลุ้น เปิดตลาดไตรมาส 4 ต.ค.-ธ.ค.64 พร้อมรุกเจาะ 3 กลุ่มศักยภาพ “กอล์ฟ-คู่แต่งงาน-มิเลนเนียล” นำร่องบินเช่าเหมาคาดมาได้ 4,200 คน สร้างรายได้เข้าไทยกว่า 187 ล้านบาท ยืนยัน “โทมัส คุ้ก” ทำผลสำรวจเดือนมิ.ย.64 ผู้ตอบในอินเดีย 94% ยืนยันเลือกเที่ยวเมืองไทยแน่นอน หลังรัฐบาลปูพรมกระจายฉีดวัคซีนทั่วอินเดีย 600 ล้านโด๊ส



นายวชิรชัย สิริสัมพันธ์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนิวเดลี 

นางสาวชลดา สิทธิวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานมุมไบ และนายวชิรชัย สิริสัมพันธ์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนิวเดลี ร่วมกันเปิดเผยว่า สถานการณ์การรระบาดของโควิด-19 ในอินเดียมีแนวโน้มดีขึ้น เริ่มผ่อนคลายมาตรการจากจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและมีอัตราผู้รักษาหายสูงขึ้น โดยเฉพาะเมืองนิวเดลีและมุมไบ เนื่องจากมีความพร้อมกระจายผลิตวัคซีน เวชภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ปัจจุบันชาวอินเดียยังคงให้ความสำคัญกับการเลือกไทยเป็นประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง โดยมีแรงจูงใจหลักจาก 3 ปัจจัย 1.เดินทางระยะใกล้ 2.ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrival (VOA)  3.ชาวอินเดียฉีดวัคซีนหลัก 2 ชนิด ได้แก่  Covishield และ Covaxin เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2564 ให้ประชาชนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เฉลี่ยวันละ 5 ล้านโดส รวมทั้งได้กระจายวัคซีนไปแล้วกว่า 600 ล้านโดส มีประชากรได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 10.3 % ของทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลอินเดียคาดจะฉีดวัคซีนครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุในเมืองใหญ่อย่างนิวเดลลีและมุมไบ ครบ 100% ภายในเดือนตุลาคม 2564

ปี 2565 ททท. ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มตลาดอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางครั้งแรก (First Mover) ได้แก่ กลุ่มศักยภาพ กอล์ฟ คู่แต่งงาน (Wedding) และคนรุ่นใหม่ (Millennials) ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วจากเมืองหลัก ตามประมาณการณ์หากไตรมาส 4 ช่วง 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2564 เมื่อศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 (ศบค.) มีมติผ่อนคลายเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวและมีเที่ยวบินพาณิชย์กลับมาบินใน 6 เมืองหลัก ได้แก่ นิวเดลี มุมไบ กัลกัตตา เชนไน ไฮเดอราบัด และบังกะลอร์ สัปดาห์ละ 1 เที่ยว เที่ยวบินละ 250 ที่นั่ง รวม 14 สัปดาห์ 



เมื่อพิจารณาจากขีดความสามารถของที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) จะทำให้มีนักท่องเที่ยวอินเดียมาไทยได้ประมาณ 21,000 ที่นั่ง สร้างรายได้ราว 938,448,000 บาท หากไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ แต่ใช้วิธีจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter flight) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จาก 2 เมืองหลัก นิวเดลีและมุมไบ เที่ยวบินละ 150 ที่นั่ง รวม 14 สัปดาห์  จะมีอินเดียมาไทย 4,200 คน สร้างรายได้ประมาณ 187,689,600 บาท 


ระหว่างนี้ ททท.พยายามผลักดันโดยพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่  

1. นักท่องเที่ยวอินเดียยังคงต้องการเดินทางท่องเที่ยวไทย โดยการสอบถามเกี่ยวกับมาตรการเข้าประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ

2.มาตรการการเดินทางเข้า-ออกอินเดีย มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน สามารถเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาในประเทศได้ตามมาตรการควบคุมโรค ซึ่งกำหนดให้รายงานตัวผ่านระบบออนไลน์ แสดงหลักฐานการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ภายใน 72 ชั่วโมง และขอความร่วมมือสังเกตอาการตนเอง (Self Monitoring) เป็นเวลา 14 วัน

3. ช่วงโควิด-19 แม้ว่าต้นทุนการเดินทางจะสูงขึ้น แต่ยังพบการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียโดยเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight) ระหว่าง 28 ประเทศภายใต้ข้อตกลง Air Bubble Agreement อาทิ มัลดีฟ รัสเซีย ศรีลังกา เยอรมัน แคนาดา สะท้อนว่านักท่องเที่ยวอินเดียไม่ค่อยอ่อนไหวกับสถานการณ์ มีกำลังซื้อสูง 

รวมทั้งมีสำรวจความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของคนอินเดีย โดย Thomas Cook เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 ราย พบว่า 46 % ต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ สนใจเมืองหรือประเทศที่ต้องการเดินทางมากที่สุดได้แก่ ดูไบ อะบูดาบี มัลดีฟส์ และไทย

ระหว่างนี้ ททท. ทั้ง 2 สำนักงาน จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอินเดียอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทั้งการให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์สถานการณ์ภายในประเทศ มาตรการด้านสุขอนามัย SHAตลอดจน Travel Agency (TA) ได้ทำสำรวจชาวอินเดียทั่วประเทศกว่า 300 ราย ในจำนวนนี้ 94% ยืนยันว่านักท่องเที่ยวอินเดียต้องการเดินทางท่องเที่ยวไทยแน่นอน

โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสุขอนามัย กิจกรรมท่องเที่ยว และราคาที่น่าดึงดูดเป็นหลัก ส่วนใหญ่มีระยะเวลาพักค้างต่ำกว่า 7 วัน เตรียมนำร่องทำการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียระดับกลางไปจนถึงกลุ่มระดับบน

ปัจจุบัน “กระทรวงการต่างประเทศ” ของไทยได้กลับมาเปิดรับคำขอออกใบรับรองในการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry: COE) ของผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ประสงค์จะเดินทางจากอินเดียเข้าไทย เริ่มตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา เฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้มีเอกสารอนุญาตทำงาน (work permit) และครอบครัว  โดยมีเงื่อนไข ต้องเดินทางด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเข้าสู่มาตรการ State Quarantine ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 14 วัน หลังจากนี้จึงจะประเมินและพิจารณากลุ่มอื่นๆ ต่อไป

สำหรับ สถิติปี 2562 ในช่วงสถานการณ์ปกติ มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาไทย 1,961,069 คน เติบโต25.48 % ใช้จ่ายเฉลี่ย 44,688 บาท/คน/ทริป พักค้างเฉลี่ย 7 วัน/คน/ทริป สร้างรายได้ 80,039.88 ล้านบาท เติบโต 9.96 % ทำให้ตลาดอินเดียขึ้นอันดับ 3 จากอันดับ 6 ในปี 2561 รวมถึงมีจำนวนเที่ยวบินเข้าไทยจากอินเดียกว่า 300 เที่ยว/สัปดาห์ด้วย สะท้อนว่าอินเดียเป็นตลาดศักยภาพที่น่าจับมอง มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว

            

Ep.34!!"ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์"64วันต่างชาติ2.6หมื่นคน4.73แสนคืน  สูตรเที่ยว7+7มาแรง"กระบี่-พังงา-สุราษฎร์"ครึ่งเดือนโกย3,215คน

 Ep.34!!"ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์"64วันต่างชาติ2.6หมื่นคน4.73แสนคืน 

สูตรเที่ยว7+7มาแรง"กระบี่-พังงา-สุราษฎร์"ครึ่งเดือนโกย3,215คน

 เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TAT #PhuketSandbox #SamuiPlus 

 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานสถานการณ์อัพเดท ต้อนรับเดือนกันยายน 2564 มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจใน 3 โครงการ คือ 1.ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ 2.การท่องเที่ยวตามสูตร 7+7 และ 3. สมุย พลัส โมเดล มีรายละเอียดดังนี้ 

 🌷1.ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่กักตัว 14 วัน ทำต่อเนื่องมา 64 วัน ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.-2 ก.ย.2564 

 1.1 จำนวนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 26,008 คน 

1.2 ยอดจองห้องพักสะสม 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.64) รวม 473,726 คืน 

🌻2.ท่องเที่ยวตามสูตรใหม่ 7+7 เริ่มเปิดเมื่อวันที่ 15 ส.ค.-2ก.ย.2564 ช่วงเวลาครึ่งเดือน

 2.1 นักท่องเที่ยวสะสมเข้าสู่ 3 พื้นที่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา รวมสูงถึง 3,215 คน 

 2.2 เขาหลัก จ.พังงามาแรง 701 คน 

 2.3 กระบี่ เกาะพีพี กับ หาดไร่เล คึกคัก 536 คน ส่วนเกาะไหง ยังเงียบเหงาไม่มียอดโชว์หรือยังเท่ากับ 0 2.4 สุราษฎร์ธานี "สมุย" เปิดก่อนยอดนำอยู่ 1,287 คน ตามมาด้วย "เกาะพะงัน" 469 คน ปิดท้าย "เกาะเต่า" 59 คน



วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564

“TCEB”โชว์พลัง4ไมซ์ซิตี้“ขอนแก่น-พัทยา-เชียงใหม่-ภูเก็ต” “อีสาน3ซิตี้-พัทยามูฟออน+นีโอ-เหนือ43อุต-ใต้GEMMSS”

 “TCEB”โชว์พลัง4ไมซ์ซิตี้“ขอนแก่น-พัทยา-เชียงใหม่-ภูเก็ต”

“อีสาน3ซิตี้-พัทยามูฟออน+นีโอ-เหนือ43อุต-ใต้GEMMSS”

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #TCEB #ขอนแก่น3ซิตี้ #พัทยามูฟออนนีโอ #เชียงใหม่ไมซ์43อุตสาหกรรม #ภูเก็ตGEMMSS



นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB”  เปิดเผยว่า ทีเส็บร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำมาตรฐานแนวทางปฏิบัติการจัดงาน ไว้ให้พร้อมเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด-19  (ศบค.) หลังปลดล็อกอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อเตรียมสร้างรายได้กระจายการจัดงานสู่ภูมิภาค Regional Economy เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยเน้นทำแผนฟื้นฟูตลาดให้กลับมาใหม่ด้วยเทคโนโลยีบวกกับไฮบริดออนไลน์ผ่านแคมเปญต่าง ๆ ช่วยเหลือผู้ประกอบการกระตุ้นจัดงานไมซ์ในประเทศฟื้นอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย การฟื้นฟูไมซ์ตามแผนการตลาดดังนี้คือ



“ตลาดในประเทศ” จัดทำ 2 แคมเปญหลัก ได้แก่ แคมเปญแรก “ทั่วไทยภูมิใจช่วยชาติ :Domestic Convention Recovery Campaign” นำไฮบริดเทคโนโลยีออนไลน์เข้ามาใช้ ทีเส็บจะสนับสนุนโดยเฉพาะการจัดแสดงสินค้าหรือ Exihibitionสร้างรายได้ปีละ 3 แสนล้านบาท EMPower แบ่งเป็น 2 ส่วน 1.ขนาด S & M ขนาดเล็ก



และขนาดกลางเป็นไฮบริดเข้ามาด้วยกัน เน้นให้ภูมิภาคลุกขึ้นมาจัด สนับสนุนค่าเช่าฮอล์ การก่อสร้าง สนับสนุนจัดเอ็กซิบิชั่น

แคมเปญที่สอง  “2 GO CAMPAIGN” จัดงานประชุมทั่วไทยปลอดภัย พร้อมก้าวไกลสู่สากล กระตุ้นการใช้ 2 Go คือ 1.Go Hybrid Campaign ประชุมปลอดภัยได้ทุกสถานการณ์ โดยใช้เงินอุดหนุนให้ผู้ประกอบการจัดงานได้ในสถานการณ์โควิด วงเงิน 100,000 บาท/งาน จัดงานแบบ O2O 2.Go Global Campaign พัฒนาชาติด้วยเครือข่ายทุนทางปัญญาระดับสากล สนับสนุนงานที่สามารถสร้างเครือข่ายผู้เข้าร่วมงานจาก 3 ประเทศขึ้นไป มีผู้ร่วมงานไม่น้อยกว่า 30 คน ทีเส็บพร้อมจะสนับสนุนเงินอุดหนุนเครือข่ายดังกล่าว 30,000 บาท/งาน

ส่วน “ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า”เฟส 2 ได้ขยายเวลาขอสนับสนุนไปถึงสิ้นปีนี้ 31 ธันวาคม 2564 พร้อมกับปรับเงื่อนไขรูปแบบการจัดงาน โดยสามารถจัดภายในจังหวัดแล้วสามารถขอเงินสนับสนุนจากทีเส็บได้ ต่างจากเดิมกำหนดให้จัดนอกพื้นที่จึงจะได้เงินสนับสนุน เป็นการทำต่อเนื่องจาก เฟสแรกที่มีคนเข้าร่วมกว่า 1,000 กลุ่ม มีผู้จัดงานไมซ์ทั่วประเทศกว่า 60,000 คน ส่วนเฟส 2

            ขณะที่ “ตลาดต่างประเทศ” กำลังเตรียมต้อนรับตลาดกลุ่มอินเซนทีฟจากอิสราเอล 2 กลุ่มแรก ช่วงตุลาคม 2564 และมกราคม 2565 โดย“ทีเส็บ” ต้องการตอกย้ำถึงศักยภาพ MICE CITY 10 เมือง ข้อดืคือ กระจายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดึงงานระดับโลกมากระจายจัดให้เกิด Regional Economy เป็นการสร้าง Build and Develop ทีเส็บพัฒนาศักยภาพของเมือง สร้างเมืองคุณภาพรองรับงานต่าง ๆ ผลิตคน และให้การสนับสนุนจัดงาน ผู้ประมูลชิงงานมาจัดในไทย หรือการประมูลนำ Specialize World Expo มาจัดที่ภูเก็ต

            ไฮไลต์การุกตลาดไมซ์ต่างประเทศด้วยแคมเปญ “BEST ALLIANCES CAMPAIGN : รวมพลังพันธมิตรร่วมใจช่วยชาติ ในลักษณะ One Community  ที่จะจัดทำร่วมกัน โดยมีทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าต่างประเทศ สมาคมการจัดการของประเทศไทย สมาคมพีแม็ก

            ทางทีเส็บเตรียมจัดสัมมนารายการใหญ่ งานแรก วันที่ 9 เดือน 9 ทางรอดของวิกฤต โดยมี ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาล ขึ้นเวทีปาฐกถา งานที่ 2 จัดกิจกรรม THAI MICE CONNECT สร้างเส้นทางใหม่ทั่วประเทศ เชิญชวนให้คนเข้าร่วมแข่งขันกว่า 100 ราย  จะเปิดให้เข้าร่วมได้ในวันที่ 15 กันยายน 2564  และ งานที่ 3 WINNOVATION TECNO MART วันที่ 21 กันยายน 2564

@ขอนแก่นพัฒนาสู่3ซิตี้ “ไมซ์-สมาร์ต-ครีเอทีฟ”

            นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ไมซ์ ซิตี้ ภาคอีสาน กล่าวว่า โควิดเป็นทั้ง Disrupt & Opputunity ขอนแก่นได้วางตำแหน่งเป็นจังหวัดเมืองศูนย์กลางทางการแพทย์ลุ่มแม่น้ำโขง กำลังก้าวสู่การพัฒนาใหม่ 3 City “MICE-Smart-Creative“

 

เนื่องจากโควิด-19 มีผลให้ธุรกิจมีอุปสรรคหรือเหมือนโลกหยุดหมุน ขอนแก่นอาจแตกต่างจากจังหวัดอื่นเป็นไมซ์ ซิตี้ ตลาดหลักประชุม สัมมนา กลุ่มในประเทศเป็นหลัก อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ได้พูดคุยกับเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนแต่งเติมเป็นทั้ง Smart City และ Creative City ให้มีความพร้อมมากขึ้น

            ระหว่างเหตุการณ์โควิด ได้แบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ส่วน

 

            ส่วนที่ 1 ฮาร์ดแวร์ “บ้านไผ่” เป็นจุดตัดของรถไฟความเร็วสูง และเป็นไบโออีโคโนมี และศูนย์น้ำมันทางท่อ จึงต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานทางถนนกับระบบราง และทางอากาศที่รัฐบาลได้ขยายสนามบิน

 

            ส่วนที่ 2 ซอฟท์แวร์ จับมือกับรัฐและเอกชน ใช้ศักยภาพความเป็น 3 City แบ่งเป็น อำเภอเมืองเป็นสมาร์ตซิตี้เดิม และอำเภออื่นเป็นนิวสมาร์ตซิตี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บทุกด้าน กำลังพัฒนาต่อยอดด้าน 1.Global Geopark ทีเส็บสนับสนุน 2.เมืองโบราณ History Park พัฒนาเป็นเมืองมรดกโลก

            อีกทั้งขอนแก่นได้อานิสงจากแคมเปญ “ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า” แม้ขอนแก่นจะเป็นพื้นที่สีแดงควบควมสูง ใช้ช่วงโลกหยุดหมุน จัดระเบียบและพัฒนาศักยภาพเมืองขอนแก่น เป็นตัวอย่างให้เห็นความมุ่งมั่น อีกส่วนมีคนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้จัดเตรียมพื้นที่เกษตรทำเป็น “เกษตรประนีต” หรือเกษตรกรรมคุณภาพสูง ยืนยันทุกมิติจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะเป็นมิติน้อยหรือมากก็ตาม

            ขอนแก่นพยายามติดต่อกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ (World City) หรือยุโรป ทำ Business Forum แล้วยังมีสิ่งที่พยายามเคลื่อนต้วมากบ้างน้อยบ้าง Handfill Festival ทำไดรว์อินมูวิวอล ในโรงภาพยนตร์จะได้รับเครื่องตรวจ ATK ฟรีทุกคน จัดกอลฟไทยแอลพีจีเอ 31 สิงหาคม -2 กันยายน นี้

            สำหรับการจัดกิจกรรมไมซ์ เตรียมออนไซต์รองรับการเปิดระเทศ เมื่อต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาได้ ขอนแก่นได้วัคซีน 25 % ของภาพรวม โดยศักยภาพการเป็นเมืองศูนย์กลางการแพทย์จึงได้ประชุม สัมมนาย่อย ๆ ด้วย เช่น งาน 1.หัตถกรรมโลก มัดหมี่ ฟินาเล่ 2564 : ถักทอสายใยโลก 2.Food & Fair TEC 3.คณะกรรมการโรคติดต่อให้ซ้อมจัดประชุมขนาด 100-500 คน เพื่ออนุมัติจัดแข่งขันฟุตบอลลีก ให้มีผู้ชม 25 % ประชุมร่วมกับเชียงใหม่ที่จะจัดประชุมเชิงวิชาการต่อไป

            เป็นการเตรียมความพร้อมอยู่และสู้กับโควิด เพื่อนำขอนแก่นกลับสู่ปกติได้ 100 % และหากรัฐบาลทำแผนฉีดวัคซีนเข็ม 1-2 ภายในตุลาคมนี้ขอนแก่นก็จะฉีดได้ตามเป้าหมาย

 

@“สนธยา คุณปลื้ม”เร่งเครื่องไมซ์“พัทยามูฟออน/นีโอพัทยา”

            นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ไมซ์จะเป็นพลังขับเคลื่อนชาติ ขณะนี้พัทยาเตรียมโครงการ “PATTAYA MOVE ON” จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยมี “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” เป็นโมเดล นำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพื้นที่เปิดเมืองพัทยาในส่วนแผ่นดิน 3 อำเภอ คือ พัทยา  54 ตารางกิโลเมตร เชื่อมกับ บางละมุง สัตหีบ มีประชากรพื้นที่และแฝงรวม 9 แสนคน กับ “เกาะล้าน” เป็นพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวบนเกาะ โดยแบ่งความรับผิดชอบกันดังนี้

“ภาครัฐ” เมืองจะทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ

            “ภาคเอกชน” ต้องทำหน้าที่กำหนดแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร Seal Route กับ SOP นำมาเสนอ

            “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับเมืองพัทยา” ดูแลด้านสิ่งอำนวยความสะดวก กับวัคซีนที่จะนำมากระจายฉีดให้ประชาชนในพื้นที่

            ส่วน “เมืองพัทยา” รับผิดชอบกำหนดกรอบความเกี่ยวพันกันการพัฒนาเมืองไมซ์ 3 เรื่อง 1.วัคซีน ขอนำมาฉีดประมาณ 1 ล้านโด๊ส  แต่เนื่องจากพัทยาเป็นไข่แดง ต้องดูพื้นที่รอบนอกต้องดำเนินการ ดูแลให้วัคซีนเขา เพื่อให้พื้นที่เราปลอดภัยด้วย หากมีวัคซีนมา 100 % พัทยาจะแบ่งไว้ 35 % แบ่งให้พื้นที่รอบข้าง 65 % ส่วนผู้สูงอายุกับคนตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนแล้วเกิน 90 % ภาคประชาชนทั่วไป มีวัคซีนกลาง 35 % ฉีดให้ประชาชนเกิน 30,000 คน แล้ว พร้อมทั้งสั่งจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อีก 50,000 โด๊ส มาฉีดให้คนพัทยา ทำให้พัทยากับพื้นที่เป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในระดับอาจจะยังไม่ถึง 70 %

            ส่วน “เกาะล้าน แซนด์บ็อกซ์” ปิดเกาะล้านฉีดวัคซีนแล้ว 370 คน เกือบ 100 % ถือเป็นพื้นที่นำร่องของส่วนหนึ่งของ PATTAYA MOVE ON นั่นเอง

2.สิ่งอำนวยความสะดวก เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน ไมซ์ ซิตี้ มีศูนย์ประชุม สวนนงนุช รอยัลคลิฟฟ์ และมีโดเมสติกไมซ์ จัดสัมมนาดูงานในชุมชนสร้างความเข้มแข็ง นอกจากนั้นก็มีโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยวเปิดเมือง

3.โอกาสทางธุรกิจ ที่จะเกิดขึ้นในฐานะพัทยาเป็นเมืองหลักเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน อู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

            “PATTAYA MOVE ON” มีความพร้อมสุด

            การเตรียมจัดกิจกรรมรองรับการเปิดประเทศ ในฐานะที่พัทยาเป็นเมืองหลักของเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ทั้งรถไฟ สนามบิน เดินหน้าไปแล้ว ก็ต้องมาดูถึงภายในเมืองพัทยาจะทำในส่วนการศึกษา 1.รถไฟรางเบา ที่เหมาะสม เชื่อมต่อรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพื่อรองรับการเติบโต ขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ NEO PATTAYA ซึ่งเดิมพัทยาพึ่งพาท่องเที่ยวถึง 70 % เมื่อ EEC เข้ามาแล้ว เป้าหมายต่อเนื่องเกี่ยวกับ 1.ที่พักอาศัย 2.ศูนย์กลางธุรกิจในและต่างประเทศ หรือสถานที่ทำงานของคนทั่วโลก (nomad)

            นโยบายการดูแลคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การทำงานแบบบูรณาการ หากรัฐ-เอกชน-ประชาชน ทำร่วมกันงานก็จะไปด้วยกัน

            ส่วนการจัดไมซ์มีทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ เอ็กซิบิชั่นออนบีช ปีนี้เดิมจะจัด Machain Art Indoor Exhibition, Family Plan, Seminar World Lion, AirShow นอกจากนั้นจะเป็นการทำงานร่วมกันกับทางทีเส็บ

            ตอนนี้ถึงจะมีโควิดก็ต้องเตรียมทั้ง แผน งบประมาณ และการจัดงาน เมื่อปลดล็อกหรือผ่อนคลายท่องเที่ยว เริ่มจาก พัทยา เฟสติวัล (แฮปปี้เบิร์ดเดย์ พัทยา) เติบโตมา 62 ปี เริ่มจากปี 2502 ทหารอเมริกาเดินทางมาพักผ่อน เดือนมิถุนายน จะสร้างอีเวนต์ทุกปีเพื่อเฉลิมฉลอง ปีนี้มีงบประมาณทำงาน ลอยกระทง งานพลุพัทยา พัทยาเคาน์ดาวน์ และปลายปีนี้ทำ คอฟฟี่เฟสติวัล ทำกับชมรมคาเฟ่แอนด์บริสโทพัทยา ณ ชายหาดพัทยาแบบสบาย ๆ เชิญชวนมากินดื่มกาแฟ

            สรุปปลายปี 2564 พัทยาจะจัดกิจกรรมมากมาย และร่วมกับทีเส็บไปประมูลงานนานาชาติมาจัดในพัทยา ซึ่งก่อนหน้านี้วางตำแหน่งเป็นเมืองท่องเที่ยว ท่องเที่ยวทำรายได้ปีละ 240,000 ล้านบาท จากต่างชาติ 10 ล้านคน คนไทย 5 ล้านคน แต่ต่อไป จะต้องวางตำแหน่งเพิ่มเติม เป็นเมืองพักอาศัย ศูนย์กลางการทำงานของคนทั่วโลก บนพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐาน วัฒนธรรม แล้วดูการทำงานรัฐ เอกชน ประชาชน เพื่อสร้างดีมานต์กับซัพพลายเดินหน้าควบคู่กันไปได้

            พัทยาต้องเติบโตควบคู่ภายใต้การท่องเที่ยว และให้ความสำคัญกับตลาดคนไทยซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของพัทยา จึงต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับ โดยมีอาคารจอดรถ หรือสถานที่จอดเพราะคนไทยชอบขับรถเที่ยว หรือตลาด แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะ “เกาะล้านแซนด์บ็อกซ์” รับทั้งตลาดคนไทยด้วย เมื่อคนเกาะล้านฉีดวัคซีนแล้วเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนบนฝั่งก็รองรับท่องเที่ยว โดยมีทั้งการขับเคลื่อน สิ่งอำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐาน ไมซ์ซิตี้รองรับท่องเที่ยวครบวงจรทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์

@เชียงใหม่จัดทัพ43อุตสาหกรรมดันไมซ์ฟื้นเศรษฐกิจ

            นายอนุชา มีเกียรติชัยกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยรวมจีดีพีของเชียงใหม่ 3 แสนล้านบาท มาจากไมซ์ 50,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากท่องเที่ยว พอเจอโควิดก็ได้รับผลกระทบแต่เอกชนไม่ยอมแพ้ จะใช้เซกเตอร์อื่น ๆ คือ “ภาคการเกษตร” มีพื้นที่เพาะปลูกใหญ่อันดับสองของประเทศ ทำแปรรูป เครื่องมือแพทย์ ดิจิทัล การศึกษา มีมหาวิทยาลัยกว่า 7 แห่ง และได้รับการยกย่องเป็นเมดิคัลฮับ มีมหาวิทยาลัยการแพทย์ และได้รับการยกย่องเป็นจังหวัดูแลสาธารณสุขดีสุดในอาเซียน

            เป้าหมาย – จะดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักด้วย ตามแผนจะต้องเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทำ Charming Chaingmai เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ปัจจุบันทำแผนพัฒนาเมือง 5 ปี ระหว่าง 2566-2570 เมืองแห่งความมั่งคั่ง นำ BCG กับนวัตกรรมเข้ามาใช้ ทางภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา แล้วก็ใส่ MICE เข้าไปทุกส่วน ทั้งการท่องเที่ยว เกษตร การค้าการลงทุน ต่อท่อเชื่อมกับไมซ์ มีกระบวนการของไมซ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

            ตอนเสนอโครงการทางสภาอุตสาหกรรมฯ เสนอการจัดงานต่าง ๆ รวมไมซ์เข้าไปกว่า 10 โครงการ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับภาคเหนือเตรียมจัด FDI EXPO 2022 จัด 2-6 กุมภาพันธ์ 2566 มีสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ และสถาบันการศึกษาอีกกว่า 20 แห่ง จัดต่อเนื่อง 5 วัน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ ในพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร จะมีครบทั้ง 1.สภาอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จับคู่ธุรกิจกว่า 12,000 ราย 2.อินเซนทีฟเยี่ยมชมงาน 3.สัมมนาจะมีทางวิชาการหัวข้อ BCG Model, biotechnology, climate change มีกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจ กับทีเส็บเข้าร่วมตลอดงาน

            ส่วนเอ็กซิบิชั่นมาครบ 43 อุตสาหกรรม 11 เซกเตอร์ รวม SMEs และภูมิภาคใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ โดยมี “เอกชน” พร้อมเป็นหน่วยขับเคลื่อน “ภาคการผลิต”

            การจัดกิจกรรมเตรียมพร้อมรับการเปิดเมือง จะใช้ศักยภาพของเชียงใหม่เมืองศูนย์กลางภาคเหนือแห่งอาเซียน มีเส้นทางบินเชื่อมเที่ยวบินระหว่างประเทศ 23 จุด และในประเทศอีก 12 จุด มีการข้อตกลงความร่วมมือกับนานาประเทศ สามารถดำเนินการหลายอย่างให้เกิดกับภูมิภาค โดยแบ่งภาคเหนือตอนบน1 ลำปาง/ลำพูน/แม่ฮ่องสอน และตอนบน 2 กกร.ประชุมวางแผนร่วมกันโดยมีไมซ์อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และมีสภาอุตสาหกรรมภาค 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยFDI EXPO 2022 ทุกภาคส่วนจะมีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างแน่นอน

@ภูเก็ตโชว์ยุทธศาสตร์“GEMMSS”แปลงทุกสถานที่ทำไมซ์

            นายภูมิกิติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เศรษฐกิจศาลพระภูมิมีขาเดียวคือพึ่งพาการท่องเที่ยว แตกต่างจังหวัดอื่นมีความได้เปรียบมากกว่าเพราะมีทั้งอุตสาหกรรม เกษตร พาณิชย์ โควิด-19 ทำให้ภูเก็ตเลือกได้ทางเดียวคือต้องนำท่องเที่ยวกลับมาให้เร็วที่สุดประกาศทำ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” (แทนภูเก็ต เฟิร์ส ออกโทเบอร์) เริ่ม 1 กรกฎาคม 2564

เอกชนภูเก็ตขอ 1.วัคซีน เริ่ม 24 มีนาคม 2564 2.การสื่อสาร จากนั้นทำให้เกิดความร่วมมือของรัฐ เอกชน ประชาชน ที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยนำไมซ์สผนวกเข้าไปไว้กับทุกเรื่องได้ จึงมียุทธศาสตร์ใหม่เกิดขึ้นคือ “GEMMSS Strategy” คือ G- Gastronomy, E- Education, M- Marina, M- Medical, S-Sport City, S-Smart City เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจของภูเก็ตจากเดิมที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว และทุกสาขาธุรกิจที่แตกออกมาจะมีกิจกรรมไมซ์เข้าไปผนวกเข้าอยู่ด้วย

            ส่วนการเปิดเมืองรับการท่องเที่ยว หลังจากภูเก็ตเคยมีรายได้จากท่องเที่ยวปีละ 720,000 ล้านบาท ปี 2563 รายได้หายไปกว่า 70 % จึงได้เสนอให้มอง “ภูเก็ตเป็นห้องประชุมนานาชาติขนาดใหญ่” โดยดีไซน์ให้ชายหาด น้ำตก วิ่งเทรล ไปนั่งคุยในสวนทุเรียน ใช้ทุกสถานที่เป็นสถานที่ประชุมได้ เป็นสเตเดี้ยม ห้องประชุมวิวสวยสุด อีกทั้งยังมีคนเก่งหลากหลายอาชีพ นำความโดดเด่นของแต่ละส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน

“ภูเก็ต” วางเป็นแนวทางไมซ์ของซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ พร้อมจะผลักดันเป็น Worldclass MICE ให้ได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างเข้มแข็งในอนาคตต่อไป

 

“คิงเพาเวอร์”เปิดแล้ว1ก.ย.นี้“3ร้านดิวตี้ฟรี-2ไทยเทสต์ฮับ” จัดโปรโมชั่นต้อนรับ“นักช้อป-นักกิน”วิถีใหม่สะดวกปลอดภัย

 “คิงเพาเวอร์”เปิดแล้ว1ก.ย.นี้“3ร้านดิวตี้ฟรี-2ไทยเทสต์ฮับ”

จัดโปรโมชั่นต้อนรับ“นักช้อป-นักกิน”วิถีใหม่สะดวกปลอดภัย

เรื่องโดย...#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza #รายการรวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #KingPowerเปิดแล้ว1กันยายน64 #ThaiTasteHubรางน้ำมหานครคิวบ์
อ่านทั้งหมดได้ในมติชนออนไลน์ :

“คิงเพาเวอร์” เปิดปกติแล้ว!! เริ่ม 1 ก.ย.64 เป็นต้นไป ห้ามพลาด!! โปรเด็ดเพียบตลอดเดือน

ก.ย.นี้ ทั้งที่ “ร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมือง 3 สาขา“รางน้ำ-พัทยา-ภูเก็ต” ช้อป 5,000 บาทรับคูปองกินฟรี 300 บาท และ “ไทย เทสต์ ฮับ” ศูนย์รวมอาหารสตรีทฟู้ดแสนอร่อยที่คิงเพาเวอร์รางน้ำชั้น 3 กับคิง เพาเวอร์ มหานคร คิวบ์ชั้น 1 โปรแรง “One Price Monday :ราคาเดียวทุกวันจันทร์” แค่ 99 บาท/เมนู

 กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ พร้อมกลับมาเปิดบริการเต็มรูปตามปกติใหม่อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป ตามนโยบายผ่อนคลายล็อกดาวน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบค.) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ ทั้ง “ร้านค้าปลอดอากร” ในเมืองท่องเที่ยวหลัก รางน้ำ พัทยา ภูเก็ต และ “ไทย เทสต์ ฮับ :Thai Taste Hub” ศูนย์อาหารสตรีทฟู้ด แถวหน้าของเมืองไทย ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ฟื้นขึ้นอีกครั้ง ชวนกันมาช้อปและชิมเมนูเด็ดให้หายคิดถึงได้ที่คิง เพาเวอร์

ส่วนที่  1 “ร้านค้าปลอดอากร” คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ทุกคนสามารถแวะมาเลือกช้อปสินค้าที่มีให้เลือกมากมายได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-19.00 น. เช่นเดียวกับร้านดิวตี้ฟรีในเมืองท่องเที่ยวของคิง เพาเวอร์ อีก 2 สาขา ในเมืองพัทยาและภูเก็ต เปิดทุกวัน 11.00-19.00 น.

พิเศษ !! เลือกช้อปที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป (สุทธิ)/ใบเสร็จ รับทันทีคูปองรับประทานอาหาร Thai Taste Hub มูลค่า 300 บาท 1 สิทธิ์/คน/วัน รวมทั้งรับสิทธิ์ช้อปอย่างคุ้มค่ามากขึ้นกับโปรแกรมซื้อบัตรเงินสดหรือแคชการ์ด (Cash Card)

ตลอดเดือนกันยายน 2564  “คิง เพาเวอร์” ต้อนรับนักช้อปอย่างจุใจทั้ง 3 สาขา รางน้ำ พัทยา ภูเก็ต จัดแคมเปญ ‘คุ้มทุกวัน ช้อปได้ทุกวัน’ เลือกซื้อสินค้าโฮม เดลิเวอรี่ ราคาดิวตี้ฟรี  โดยไม่ต้องมีไฟลต์บิน อยู่ที่ไหนก็ชอปได้อย่างสะดวก ปลอดภัย

 

รวมทั้ง “ช้อปออนไลน์” คิง เพาเวอร์ ได้ตามปกติผ่านช่องทาง www.kingpower.com  หรือ  คิง เพาเวอร์  แอปพลิเคชัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะใช้บริการที่ปรึกษาส่วนตัวช่วยช้อปสินค้าที่ชอบได้ที่โทร.02-338-7870  กับ KING POWER CALL TO SHOP ช้อปง่าย ช้อปคุ้ม ส่งไว และสั่งผ่านบริการ KING POWER CHAT TO SHOP เพียงแค่เพิ่มเพื่อนทาง LINE : @KP_ChatToShop ช้อปได้ตั้งแต่ 09.00 -21.00 น. ทุกขั้นตอนมั่นใจได้ถึงการบรรจุสินค้าก่อนส่งด้วยมาตรฐานสุขอนามัยเพื่อการควบคุมการป้องกันโรคขั้นสูงสุด

ระหว่างวันนี้- 30 กันยายน 2564 คิง เพาเวอร์ จัดแคมเปญสุดฮ็อต “BEAUTY WONDER PRICES : เติมความสวยได้ในทุกวัน” ด้วยทัพสินค้าน้ำหอมและเครื่องสำอางแบรนด์ดัง พร้อมใจกันจัดโปรโมชั่นร้อนแรง “SUPER DEAL BEAUTY BUFFET” เลือกช้อปบิวตี้บุฟเฟต์ 6 หมวด18 ชิ้น จ่ายเพียง 30,000 บาทเท่านั้น ช้อปง่าย สะดวกและปลอดภัย จัดส่งสินค้าถึงหน้าบ้านคุณภายใน 7 วัน ช้อปคุ้มทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 – 21.00 น.

ส่วนที่ 2 “ศูนย์อาหารสตรีทฟู้ด ไทย เทสต์ ฮับ : Thai Taste Hub” ทั้ง 2 สาขา ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 3 กับ คิง เพาเวอร์ มหานคร คิวบ์ ชั้น 1 ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี สามารถเปิดให้นั่งรับประทานอาหารในร้านได้แล้วทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-19.00 น. และยังสั่งเดลิเวอรี่ได้ด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ 10.00 – 19.00 น. 

“ไทย เทสต์ ฮับ มหานคร คิวบ์” ศูนย์รวมสตรีทฟูดระดับตำนานใจกลางย่านสาทร ยังได้จัดโปรโมชั่น “One Price Monday :อิ่มคุ้มทุกวันจันทร์ราคาเดียว 99 บาท/เมนู จากวันนี้ไปจนถึงวันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564  บรรดาร้านระดับตำนานและมิชลินแนะนำ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอดสิงหาคมจนถึง  สั่งผ่านแอพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ หรือสั่งแล้วมารับด้วยตัวเองสั่งผ่านไลน์ @MahanakhonCUBE เวลา 10:00-18:00 น. 

พบความอร่อยสารพัดจานเด็ด 99 บาท/เมนู  สั่งได้เลย 1.ผัดไทยไฟทะลุพร้อมไข่เป็นดาวไล่ทุ่ง จากร้านผัดไทยไฟทะลุ (ปกติ 130 บาท) 2.ยำมาม่าหมูสับไข่ดาว จากร้านเผ็ด เผ็ด เฮ่! (ปกติ 160 บาท) 3.มาม่าหมูสับไข่ดาว จากร้านเผ็ด เผ็ด เฮ่! (ปกติ 160 บาท) 4.สุกี้ทะเล จากร้านสุกี้เมาเวอริค (ปกติ 120 บาท) 5.ข้าวหมูอบพร้อมเกี๊ยวน้ำหมูย่าง จากร้านบุญเลิศ (ปกติ 110 บาท)

6.ชุดเกาเหลาเลือดหมูพร้อมข้าวสวย จากร้านก๋วยจั๋บนายเอ็ก ปกติ 105 บาท) 7.ปาท่องโก๋ 1 ชุด พร้อมเครื่องดื่ม 2 แก้ว จากร้านชุมพลปาท่องโก๋ (ปกติ 125 บาท) 9.ข้าวเหนียวมะม่วงพร้อมขมนวุ้นใบเตยกระทิ จากร้านป้าหงษ์ขนมไทย (ปกติ 140 บาท) 

                พิเศษ!! “เพิ่มเมนูความอร่อยใหม่” กับเมนูอร่อย ๆ มากมาย ได้แก่ 1.เมนูผัดไทยไฟทะลุกับไก่ย่าง จากร้านผัดไทยไฟทะลุ นำเส้นผัดไทยเหนียมนุ่มซอสซึมเข้าเส้นเสิร์ฟพร้อมไก่ย่างชิ้นโต ราคา 190 บาท 2.แซ่บซี๊ดสไตล์อีสานจากร้านเผ็ด เผ็ด เฮ่! กับลาบเป็ดนครพนม  220 บาท 3.ยำแหนมข้าวทอด 185 บาท 4.ต้มกระดูกเป็ดมะนาวดอง 140 บาท

ไทย เทสต์ ฮับ มหานคร คิวบ์ พร้อม เสิร์ฟความอร่อยถึงบ้านผ่าน 3 แพลตฟอร์มฟูดเดลิเวอรี่ดัง คือ  1.โรบินฮู้ด (Robinhood) 2.ไลน์แมน (Lineman) 3.แกร๊ปฟูด (Grab Food) และบริการสั่งแล้วมารับด้วยตัวเอง ได้ทุกวันบริเวณชั้น 1 มหานคร คิวบ์ เวลา 10:00-18:00 น. 

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง อย่างมุ่งมั่นปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยภายใต้  “KING POWER CARE POWER” สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยววิถีใหม่ ด้วยบริการช้อปปิ้งอย่างปลอดภัยขั้นสูงสุด หรือ SAFETY SHOPPING & SAFETY SERVICES เพื่อให้ทั้งนักช้อปและนักกินทุกเพศ ทุกวัย สบายใจในทุก ๆ บริการ

ททท.นครพนมชูSignatureThailandไหลเรือไฟบุกตลาดโลก 16-27ต.ค.ดึงนักท่องเที่ยวชมศิลปะเรือ12อำเภอเต็มลำน้ำโขง

  นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม ททท.นครพนมชู SignatureThailand ไหลเรือไฟบุกตลาดโลก 16-...