เจาะลึก!!“ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์”ประธานที่ปรึกษารองนายกฯ
ชู2ภารกิจใหม่“ศก.สร้างสรรค์+Visitor
Economy-การค้า/ลงทุน”
เปลี่ยนอนาคตประเทศไทยปั๊มท่องเที่ยว+ศก.ใหม่6ล้านล้าน/ปี
ลุยใช้AIนำชาติพ้นกับดักทุนเทาต่างชาติดันธุรกิจSMEsโตสดใส
พูลแมนคิงเพาเวอร์เสิร์ฟพิเศษมื้อเที่ยง
DonburiSet-Handroll”
เช็คโปร!!คิงเพาเวอร์ 4 สนามบิน
จัดใหญ่ลดไม่ยั้งสูงสุด35%
ททท.หนุนรร.แฟร์มองต์แห่งแรกดึงทัวร์หรูทั่วโลกแห่มาไทย
บางจาก-สัมมาชีพขยาย“Fry To Fly”ต่อยอดผลิตน้ำมันSAF
เที่ยวพัทลุงล่องเรือชมแสงแรกปากประเสน่ห์ยกยอวิถีประมง
4วิธีป้องกันเสียงรบกวนในหูก่อนเกิดผลเสียต่อการได้ยิน
ททท.ชูAmazing
ChiangMaiGreenGuide Festโชว์โมเดลกรีน
การบินไทย-มจพ.ลุยผลิตพัฒนาช่างเครื่องบินครบ 4 เรื่อง
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เที่ยวพัทลุง
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1D3GGvESUe/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์ !! “ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์” ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์) เปิด 2 ภารกิจใหม่ ภารกิจแรก นำ “คณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้มาเยือน Visitor Economy” จัดระเบียบใหม่ตลาดโลกผู้มาเยือนไทยแยกจากท่องเที่ยว
5 กลุ่มใหญ่ “ครอบครัว-การแพทย์/สุขภาพ-ฝึกกีฬา-ไมซ์-อื่นๆ”
นำข้อมูลส่งรัฐบาลทำนโยบายตอบโจทย์ตรงเป้า สู่ Quick Big Win คาด 10
ปีหน้าจะโกยรายได้เท่าท่องเที่ยวดูดเงินเข้าประเทศรวมปีละกว่า 6 ล้านล้านบาท ภารกิจที่ 2 “คณะทำงานการค้า การลงทุน
ระหว่างประเทศ” ช่วยธุรกิจ SMEs พ้นกับดักแข่งทุนใหญ่
ทุนเทาต่างชาติ ผนึกกระทรวงพาณิชย์ ใช้ AI เชื่อมกระทรวงใหญ่อย่างคลัง
หน่วยความมั่นคง ดึงธุรกิจแปลก ๆ เข้าสู่จอเรดาห์และกฎหมายไทย
พร้อมสนับสนุนธุรกิจไทย 4 เรื่อง
“ลงทุนใหม่ให้ถูกทาง-จับชีพจรส่งออกโต-ใช้งบปี’70สั่งซื้อสินค้าภาคการผลิตในประเทศ-บังคับใช้กฎหมายจริงจัง”
ดร.วีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศุภจี สุธรรมพันธ์) เปิดเผยว่า
ในฐานะผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงกฎหมายและกฤษฎีกา
ปัจจุบันประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ แล้วถึง 320 คณะ บางก็ตั้งโดย ฝ่ายนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) คำสั่งนายกรัฐมนตรี
กรณีล่าสุดตั้งตามมติของกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมี “นายกรัฐมนตรี”
เป็นประธาน แล้วก็ตั้งอนุกรรมการ มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีดูแล 4 คน ดูแลอีก 4 คณะ ประกอบด้วย “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ดูแลด้านการเงิน
การลงทุน ในและต่างประเทศ ตั้งเพิ่มอีก 7 คณะ “นางศุภจี
สุธรรมพันธ์” ดูแลด้านท่องเที่ยว สินค้า การเกษตร และเทคโนโลยี ตั้งอีก 4 คณะ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รับ 2 คณะทำงาน
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รับ 2 คณะทำงาน “นายยศชนันท์
วงศ์สวัสดิ์” ตั้งอีก 3 คณะ “นายปกรณ์ นิลพันธุ์” ตั้งอีก 5
คณะ
คณะอนุกรรมการใหม่ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี
4 คน กำหนดทำงานบูรณาการร่วมโดยไม่ขัดแย้งกัน ในส่วนของ
รองนายกฯ ศุภจี กำกับดูแล การท่องเที่ยว วัฒนธรรม พาณิชย์ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม SMEs
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะอนุกรรมการมี 4 คณะ
เพื่อนำไปสู่การตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกุล เริ่มต้นจาก “Quick :ทำโดยเร็ว” ภายใต้การขับเคลื่อนที่ผมดูแลอยู่ 2
คณะทำงาน ดังนี้
คณะทำงานชุดที่
1 เศรษฐกิจสร้างสรรค์
และเศรษฐกิจผู้มาเยือน แบ่งเป็น
ส่วนแรก
“เศรษฐกิจผู้มาเยือน หรือ Visitor Economy”
ตรงตามศัพท์ที่องค์การสหประชาชาติบัญญัติไว้
แต่ที่ผ่านมาไทยเหมารวมเรียกคนทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ซึ่งไม่ใช้ความจริง เพราะคนเดินทางเข้ามาด้วยหลากหลายวัตถุประสงค์ ดังนั้นการ
“คัดแยกใหม่” จะช่วยรัฐบาลสามารถทำนโยบายให้สอดคล้องตรงกับความต้องการของนักเดินทางต่างชาติแต่ละกลุ่มอย่างถูกต้องตรงเป้าหมาย
รัฐบาลนี้มุ่งหวังให้เดินหน้าทำระบบ
“Visitor Economy”
เพื่อจัดเก็บข้อมูลจากพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม แล้วนำมาออกแบบ “นโยบาย”
ให้ตรงตามกลุ่มเพื่อผลลัพธ์ในอีก 10 ปีหน้า กลุ่ม “Visitor
Economy” จะเข้ามาไทยมีขนาดมูลค่าปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท
ใกล้เคียงกับการท่องเที่ยว พร้อมจะยกระดับอนาคตของประเทศให้มี “รายได้”
จากคนทั่วโลก รวมกันไม่ต่ำกว่าปีละ 6 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน
“กลุ่มต่างชาติผู้มาเยือนไทย :Visitor Economy”
แต่ละปีมีจำนวนปีละเกินครึ่งของประชากรไทย และคนจำนวนมากเข้ามาใช้เงิน
แต่ไม่ได้มาท่องเที่ยวโดยตรง มีตัวอย่าง 5 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่
1 ครอบครัวที่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียนเมืองไทย
ตั้งแต่ประถมไปจนถึงระดับด็อกเตอร์ ในโรงเรียนและภาควิชานานาชาติ ตามมหาวิทยาลัย
และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ พำนักอยู่ 3-5 ปี
จำนวนคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นลูกเศรษฐี มีเงินใช้จ่าย
ตามที่ห้างเมืองไทยรายงานยอดคนรูดบัตรคล่อง ซื้อของแพง เป็นกลุ่มนักเรียนนานาชาติ
กลุ่มที่
2 เดินทางพบแพทย์ ตรวจสุขภาพ
ไม่ใช่ผู้ป่วย มาปรับยา หรือมาเก็บไข่เพื่อตั้งครรภ์ ทั่วโลกนิยมมาไทย
ซึ่งไม่ใช่นักท่องเที่ยวแต่ใช้เวลาพักในไทย 35-40 วัน/ครั้ง
เลือกไปสร้างประสบการณ์ดี ๆ พร้อมกับรอยาจากแพทย์
แล้วกลุ่มนี้ยังเป็นนักเดินทางซ้ำ ๆ เพื่อมาคลอดด้วย
ล้วนเป็นกลุ่มที่นำรายได้ให้เมืองไทย หรือแม้แต่สภากาชาดไทย
โรงพยาบาลบางแห่งมีเครื่องมือแพทย์ยิงโปตรอน ฆ่าเซลมะเร็ง
ก็จะมีต่างชาติเดินทางมาใช้บริการจำนวนมากเช่นกัน
กลุ่มที่
3 มาฝึกทักษะกีฬา เรียนมวยไทย
เก็บตัวฝึกซ้อมการออกกำลังกายเฉพาะด้าน
กลุ่มที่
4 MICE ประชุม ได้รางวัลการเดินทาง
จัดประชุมวิชาการนานาชาติ จัดงานแสดงสินค้า
กลุ่มที่
5 นักเดินทางอื่น ๆ ที่ไม่ได้เพื่อการท่องเที่ยวโดยตรง
ส่วนที่สอง
“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะมุ่งส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ Start
up” ที่คิดค้นโครงการดี ๆ เช่น ทำระบบแพลตฟอร์มเพื่อรวม
“ที่จอดรถยนต์ในเขตเมืองใหญ่” อย่างกรุงเทพมหานคร
แล้วก็นำโมเดลขยายไปใช้ในเมืองขนาดใหญ่จังหวัดอื่น ๆ ได้ หรือจะขายไปยังอาเซียน ขายโฆษณา
ทำรายได้เป็นกอบกำ ทำให้ผู้ประกอบการภาคบริการเติบโตขึ้น
คณะทำงานชุดที่
2 การค้า
การลงทุน ระหว่างประเทศ ที่ผมเป็นประธาน เนื่องจากผู้ประกอบการของไทย
ตั้งแต่ขนาดกลางและเล็ก “SMEs” ตอนนี้มีทุนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ของคนไทยปะปนเข้ามาแฝงตัวแอบให้บริการ
ในรูปแบบ “นอมินี” ใช้คนไทยเป็นตัวแทนบังหน้าทำธุรกิจ เพราะจากการตรวจสอบด้วย AI
พบคนที่มาขอ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ตามเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อย
แต่กลับมีชื่อเป็น “กรรมการบริษัท” 4-5 แห่ง/คน
สะท้อนถึงไทยกำลังมีวัชพืชมากมายต้องรีบกำจัดออก
แต่
“นอมินี” ทางธุรกิจก็มี “นอมินีขาว” อยากประกอบธุรกิจถูกต้อง แต่กฎหมายไทยไม่เอื้อ
ดังนั้นรัฐจะแก้ไขส่องได้ตรงเป้าเพื่อรับรองจัดการภาษี ดำเนินกิจกรรมอย่างถูกต้อง
เช่น กลุ่มต่างชาติที่ใช้ชื่อนอมินีลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมแล้วปล่อยเช่า และอื่น ๆ
หรือการลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ระหว่างไทยกับนานาชาติ ควรจะนำส่วนนี้มาปรับปรุงบริหารตลาดเก่าผสมตลาดใหม่
หรือผู้ประกอบการในจีนมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ครั้งละนับล้านชิ้น สาดขายไปทั่วโลก
กระทบกับผู้ประกอบการรายเล็กของไทย
จากการหารือกับทางรัฐบาลจีนได้ให้คำแนะนำว่าหากผู้ประกอบการจีนเข้ามาทำเรื่องไม่เหมาะสมก็ออกกฎหมายคุ้มครองตามสากลเรียกว่า
"มาตรการป้องกันการทุ่มตลาด”
ประเทศที่ใช้กฎหมายป้องกันเป็นก็จะได้รับผลกระทบน้อย
ดร.วีระศักดิ์
กล่าวว่า ในระยะอันใกล้นี้ก็จะเข้าไปปลดล็อกปัญหา “ทุนเทาต่างชาติ”
ที่แฝงเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและไมซ์
เบื้องต้นผมได้คุยกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
ซึ่งกำลังจะขึ้นเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงนี้คนต่อไป กำลังเตรียมใช้ AI ดึงข้อมูลเชื่อมกับกระทรวงเกี่ยวข้อง เช่น คลัง หน่วยงานความมั่นคง
เบื้องต้นมี “ชื่อคนแปลกๆ” ไปอยู่ใน “กิจการแปลกๆ” ปรากฎขึ้นจอเรดาห์บ้างแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อมูลแม่นยำมากขึ้น แล้วก็ดำเนินการตามกฎหมาย
ขณะนี้ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว
สนับสนุนให้ติดตั้งกล้องวงจรปิด จดจำรูปพรรณ “บุคคล” ทำไกด์เถื่อน
“รถยนต์/แท็กซี่ผี” ต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว
ซึ่งล้วนเป็นอาชญากรต้องส่งข้อมูลต่อหน่วยความมั่นคงจัดการอย่างถูกต้อง
ดร.วีระศักดิ์
กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศไทยหดตัวลง
จึงควรร่วมมือกันสนับสนุนช่วยเหลือนำร่อง 4 เรื่อง ประกอบด้วย
เรื่องที่
1 การลงทุนใหม่อย่างถูกทิศทาง
เพราะเป็นครั้งแรกที่พบข้อมูลในรอบ 54 ไตรมาส
“ภาคเอกชนลงทุน” สูงสุดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สะท้อนว่า “ผู้ประกอบการไทย”
รู้ตัวแล้วหากยังลงทุนแบบเดิม ๆ ต้องตายแน่นอน จึงตื่นขึ้นมาลงทุนใหม่ ๆ
แต่รัฐจะต้องเข้าไปศึกษาพฤติกรรมการลงทุนดังกล่าวว่าควรจะขับเคลื่อนด้านใด
มีอุปสรรค ที่รัฐสามารถช่วยได้ทันท่วงที
เรื่องที่
2 ผู้ส่งออก ปี 2569 ได้เห็นการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดโลกเติบโตถึง
17 % ท่ามกลางสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มูส เอลมาเน็ด
ปากทางเข้าคลองสุเอช ธุรกิจคนไทยยังส่งออกได้ดี
รัฐจึงขอเข้าไปตรวจชีพจรช่วยเพิ่มแรงส่งที่ดีให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้นต่อได้
เรื่องที่
3 ใช้นโยบายปีงบประมาณใหม่ 2570
เริ่มไตรมาส 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ให้ช่วยกันหันมาสั่งซื้อสินค้าภาคการผลิตจากตลาดในประเทศก่อนลำดับแรก
จากผู้ผลิตคนไทย หรือจัดอบรม/สัมมนา แนะนำให้ใช้บริการสถานที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น โรงแรมที่จดทะเบียน จ่ายภาษี
เรื่องที่
4 บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง
ปัดฝุ่นกฎหมายที่ต้องปรับให้เหมาะสม
เดินน้าร่วมมือกันป้องกันโรงแรมเถื่อนทั้งทุนนอก ทุนเถื่อน ทุนเทา
ที่เป็นปัญหาของประเทศ เพื่อนำเข้าคณะกรรมการชุดที่มีนางศุภจี รองนายกรัฐมนตรี
เป็นประธาน หรือนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อมีมติบังคับ กรม
กรอง หน่วยงาน แก้ไขบังคับระเบียบต่างๆ ให้นำมาปฏิบัติใช้ได้จริงอย่างถูกต้องต่อไป
ส่วนคณะทำงานอีก
2 ชุด มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รับผิดชอบ ประกอบด้วย
คณะทำงานชุดที่
3 ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง
จะทำหน้าที่รวบรวมตลาดรับซื้อสินค้าของเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านช่องทางใหม่ ๆ
ที่ไม่ใช่ล้ง หรือออนไลน์ แต่จะใช้ช่องทางใหม่ เช่น “พื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรม” ผู้ให้เช่าที่ดินให้โรงงานมาเปิดการผลิต
และศูนย์รวมผู้บริโภคกลุ่มพนักงานโรงงานนิคมละ 3-5 แสนคน
หากมีผลไม้หรือสินค้าเกษตรออกมาพร้อมกันเพื่อป้องกันการล้นตลาด
ก็จะจัดสรรพื้นที่ว่างนำไปวางขายได้ใน สถานที่ใหม่ ตลาดใหม่ ๆ สามารถช่วยเหลือเกษตรไปควบคู่กันไป
คณะทำงานชุดที่
4 ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs
เมืองไทยตอนนี้กลุ่มธุรกิจระดับเจ้าสัวมีเพียง 3% แนวคิดใหม่จะใช้วิธีชวนธุรกิจเศรษฐีระดับพี่ใหญ่
และผู้ประกอบการขนาดกลาง มาช่วยเหลือน้อง ๆ
SMEs จากร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสากรรม ธนาคารไทย
เข้ามาช่วย 1.ดูแลต้นทุน การทำระบบบัญชี เช่น
บริษัทขนาดเล็กถ้าจะทำให้ถูกต้องกฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี
ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ซับซ้อน ถ้าต้องจ้างทำบัญชีก็มีต้นทุน ดังนั้นทาง ดร.กอบศักดิ์
จึงได้ไปคุยกับสมาคมผู้ตรวจสอบบัญชี จะช่วยเปิดสอบรับเด็กที่เรียนบัญชี ระดับ ปวช.
ปวส.สอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน นำมาให้บริการรับสอบบัญชีธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนแล้วก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดธุรกิจเทา ๆ
แถมรัฐขาดรายได้ทางภาษี ต่อไปจะทำให้ซัพพลายเชนการค้าถูกต้องมากขึ้น
ข่าวที่ 1-เช็คโปร!!คิงเพาเวอร์ 4 สนามบิน จัดใหญ่ลดไม่ยั้งสูงสุด35%
เช็คโปรฯก่อนบิน ลดแรง ทุกสนามบิน! สูงสุด 35% ที่ คิง เพาเวอร์ ทุกสาขาใน 4 ท่าอากาศยานไทย สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ ลดแบบไม่ยั้งสูงสุด 35 %
●
“คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”หั่นราคา“ไอเทมฮิต” เอาใจคนไทย! ลดสูงสุด 35% เฮมาร่วมรายการทั้ง
น้ำหอม สกินแคร์ แบรนด์ดังมากมาย
1.ช้อป “บิวตี้”
ลดสูงสุด 25% + ON-TOP 5%
-ช้อปครบ 4,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 10%
-ช้อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20%
-ช้อปครบ 9,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 25%
-พิเศษ! สมาชิก POWER
PASSลดเพิ่มอีก 5%(เฉพาะสินค้าแผนกน้ำหอม
และเครื่องสำอางที่ร่วมรายการ)
2.ช้อป “แฟชั่น”
ลดทันที! 30% และสมาชิก POWER PASS รับคูปองส่วนลดสูงสุด
30% (ไม่มีขั้นต่ำ) จำนวน 2 ใบ เฉพาะสินค้าเข้าร่วมรายการแผนกแฟชั่น
นาฬิกา และแว่นตา
● คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานดอนเมือง
น้ำหอม สกินแคร์ แบรนด์ดังมากมายที่ร่วมรายการ
1.ช้อป
“บิวตี้”ลดสูงสุด 30% + ON-TOP 5%
-ช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20%
-ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 25%
-ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 30%
พิเศษ! สมาชิก POWER PASS ลดเพิ่มอีก 5%
2.ช้อป “แฟชั่น”
ลดทันที! 30% สมาชิก POWER PASS ช้อป 1 ชิ้น ลดทันที 30% (ไม่มีขั้นต่ำ)
● คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานภูเก็ต
1.ช้อป“บิวตี้” ครบ 4,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที! 800 บาท เลือกซื้อสินค้าแผนกน้ำหอม
และเครื่องสำอางที่ร่วมรายการ
2.ช้อป “แฟชั่น”
ลดสูงสุด 10% + ON-TOP 5%
-เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 10% พิเศษ! สมาชิก POWER
PASS ลดเพิ่มอีก 5%(เฉพาะสินค้าแผนกแฟชั่น
นาฬิกา และแว่นตาที่ร่วมรายการ)
● คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานเชียงใหม่
-ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที! 500 บาท ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที! 1,000 บาท
ข่าวที่ 2 -พูลแมนคิงเพาเวอร์เสิร์ฟพิเศษมื้อเที่ยง DonburiSet-Handroll”
โรงแรมพูลแมน
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ธุรกิจในกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์
นำเสนอความอร่อย “Bowl, Roll & Repeat at Tenko Omakase” ที่ห้องอาหาร
“เทนโกะ โอมากาเสะ” มาเติมเต็มมื้อกลางวันกับความอร่อย 2
เมนู Donburi และ Handroll ที่เชฟใส่ทุกรายละเอียดโดยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาไว้ในทุกคำ
ชวนสายกินมาเลือกอิ่มครบกับ
“Donburi Set” เสิร์ฟพร้อมซุปและของหวานในเซ็ทเดียว
หรือเลือก “Handroll” คำโปรด
ให้เชฟบรรจงม้วนสดใหม่ตามออเดอร์ในทุกคำ
มื้อเที่ยงดีๆ
ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า สามารถเดินเข้ามารับประทานได้ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี
ทุกสัปดาห์ได้ที่ห้อง “เทนโก โอมากาเสะ” กับมื้อเที่ยงอันแสนคุ้มค่า ระหว่างเวลา 12.00 – 14.00 น.
หรือจะสำรองที่นั่งล่วงหน้าก็ได้เพียงแค่กดโทร.
02-680-9999 หรือเพิ่มเพื่อน Line: @pullmanBangkok
ข่าวที่ 3-ททท.หนุนรร.แฟร์มองต์แห่งแรกดึงตลาดหรูทั่วโลกแห่มาไทย
นางสาวฐาปนีย์
เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานร่วมพิธีเปิดและตัดริบบิ้นโรงแรม “แฟร์มองต์
กรุงเทพ สุขุมวิท” (Fairmont
Bangkok Sukhumvit) ภายใต้แนวคิด "Celebrating The
First Bloom" พร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับ นางวัลลภา
ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์
คอร์ป จำกัด (มหาชน) “AWC” โดยมีคณะผู้บริหาร AWC และผู้บริหารเครือแฟร์มองต์ โฮเทลส์ และ รีสอร์ท ร่วมพิธีด้วย
“แฟร์มองต์/Fairmont” เป็นหนึ่งในแบรนด์โรงแรมหรูระดับตำนานของโลกในเครือแอคคอร์มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ
เป็นโรงแรมสัญลักษณ์ประจำเมืองสำคัญ (City Landmark) หลายแห่งทั่วโลก
อย่าง ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ มอนติคาร์โล
“ประเทศไทย”
นับเป็นการเปิดบริการครั้งแรกภายใต้ “แฟร์มองต์ กรุงเทพ สุขุมวิท” ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพมหานคร
ประกอบด้วย
-“ห้องพัก”
416 ห้อง ได้ถ่ายทอดความงดงามของดอกไม้ไทยผ่านงานสถาปัตยกรรม งานศิลปะ
และประสบการณ์การเข้าพัก เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทยเข้ากับความร่วมสมัยของเมือง
พร้อมนำเสนออัธยาศัยไมตรีแบบไทยในมาตรฐานระดับโลก
-พัฒนาสู่การเป็น
Luxury Lifestyle and MICE Destination แห่งใหม่ ของกรุงเทพมหานคร ด้วยพื้นที่จัดประชุมและจัดเลี้ยงรวมกว่า 2,200
ตารางเมตร รวมถึงห้อง “เดอะ ซิกเนเจอร์ แกรนด์ บอลรูม” มีความสูงถึง 12 เมตร
รองรับการจัดงานระดับนานาชาติ ควบคู่กับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์หลากหลาย
ช่วยส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy
Tourism) ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนการมุ่งสู่มาตรฐานอาคารสีเขียวภายใต้แนวคิด
Circular Economy และ Sustainability
ผู้ว่าฯ
ฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท. ขอขอบคุณความร่วมมืออันดีเสมอ โดยพร้อมบูรณาการกับเอกชนอย่างใกล้ชิด
มุ่งร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีควบคู่นำการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน
และยกระดับไทยสู่การเป็นประเทศเวิลด์คลาสด้านการท่องเที่ยว
ข่าวที่ 4-บางจาก-สัมมาชีพขยาย“Fry To Fly”ต่อยอดผลิตน้ำมันSAF
กลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกับหน่วยงานและโรงเรียนทั่วประเทศ
ขยายผลความร่วมมือด้านการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว
เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) โดยต่อยอดสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบผ่าน 2 โครงการคือ
1. Fry to Fly และ2.ไม่ทอดซ้ำ
ช่วยสร้างความตระหนักด้านสุขภาพให้ประชาชนควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สนับสนุนเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
หรือ Net Zero ของประเทศ ให้บรรลุผลภายในปี 2593
โดยได้จัพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว
ระหว่าง บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) บริษัท
กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ในกลุ่มบริษัทบางจาก และมูลนิธิสัมมาชีพ ภาคีความร่วมมือด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
มุ่งรณรงค์ให้นำน้ำมันใช้แล้วมาขายให้ BSGF นำไปใช้ผลิต SAF
กิจกรรมนี้เน้นลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมแต่ละพันธมิตร
คือ ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี ผู้ประกอบการจัดการเครือข่ายจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ
นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล กรรมการ BSGF นายอธิษฐ์ ชินันท์ธนาศิริ ผู้อำนวยการทั่วไป BFPL และนายมงคล ลีลาธรรม ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิสัมมาชีพ เป็นผู้ลงนามความร่วมมือดังกล่าว
โดยมี นายสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ BSGF นายเกรียงไกร
สินบัวทอง ผู้อำนวยการ มูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก
พระโขนง
ทาง “มูลนิธิใบไม้ปันสุข” ในนามกลุ่มบริษัทบางจาก
ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “สถานี Fry to Fly” ให้ครูและนักเรียนในกรุงเทพฯ ปริมณฑลที่เข้าร่วมกิจกรรม 4 โรงเรียน ถ่ายทอดการเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การคัดแยกขยะ การบริโภคน้ำมันปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
การบริหารจัดการสถานีในโรงเรียน
“นางกลอยตา ณ ถลาง”
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการ มูลนิธิใบไม้ปันสุข
กล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม ณ อาคารเอ็มทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ บางจากฯ
โครงการของบางจากเริ่มต้นช่วงปลายปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มีสถานศึกษาในเครือข่าย "สถานี Fry to
Fly" กว่า 50 แห่ง ใน 12 จังหวัด รวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว กว่า 10 ตัน นำเข้าสู่กระบวนการผลิต SAF แล้ว
และมีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ช่วงที่ 2 ที่ไหนๆ เมืองไทยก็น่าเที่ยว
เมื่ออยากลงใต้ ไปใช้วิชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้ที่ “พัทลุง”ล่องเรือชมแสงแรกปากประเสน่ห์ยกยอวิถีประมง แล้วฟัง “4วิธีป้องกันเสียงรบกวนในหู”
ก่อนเกิดผลเสียต่อการได้ยินตอนแก่ เกาะติดข่าวฮ็อต ข่าวแรก “ททท.ชูAmazing Chiang Mai
Green Guide Fest” โชว์โมเดลต้นแบบกรีน
เที่ยวยั่งยืน ข่าวที่สอง “การบินไทย-มจพ.”ลุยผลิตพัฒนาช่างเครื่องบินครบ
4 เรื่อง
ท่องเที่ยว –เที่ยวพัทลุงล่องเรือชมแสงแรกปากประเสน่ห์ยกยอวิถีประมง
ไปเก็บแสงแรกของวันที่
"ชุมชนปากประ จ.พัทลุง" จุดหมายของคนที่อยากพักใจ ไปใช้ชีวิตช้า ๆ
และเก็บภาพสวย
ๆพื้นที่ที่ลำน้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลากับชุมชนที่ครบทั้งเรื่องเที่ยว
เสน่ห์ของวิถีประมงพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่นและธรรมชาติที่งดงามจนอยากใช้เวลาอยู่ให้นานกว่าเดิม
● “เที่ยวสนุก”…ล่องเรือชมแสงแรกและวิถียกยอ ไฮไลต์ห้ามพลาด!
นั่งเรือยนต์รับลมเย็น ๆ ยามเช้าตรู่
ชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือผืนน้ำที่งดงามของชุมชนปากประ
ท่ามกลาง "ยอ"
เครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ตั้งตระหง่านสะท้อนผืนน้ำสีทอง
ช่วงเวลาที่แนะนำ
: ควรลงเรือช่วง 05.30
- 05.45 น. เพื่อให้ทันชมแสงแรก (ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง)
ติดต่อบริการเรือนำเที่ยวได้ที่
บ้านปากประ พัทลุง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โทร. 063-889-5662
● “เรียนรู้ได้”
ตามหาปลาลูกเบร่ และชม "นาริมเล"
แห่งเดียวในไทยสัมผัสเสน่ห์วิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ผ่านการดูชาวประมงยกยอ จับ "ปลาลูกเบร่" ปลาพื้นถิ่นของดีเมืองพัทลุง
ที่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนและอนุรักษ์ปลาลูกเบร่อย่างยั่งยืน
● แวะชม "นาริมเล"
พื้นที่นาข้าวอินทรีย์ปลอดสารพิษริมทะเลสาบสงขลา
ซึ่งเป็นนาริมเลแห่งเดียวของประเทศไทย
● “กินอร่อยด้วย”
วัตถุดิบท้องถิ่นสดใหม่ อิ่มอร่อยกับเมนูพื้นบ้านปักษ์ใต้แท้ ๆ
ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากคลองปากประ
โดยเฉพาะเมนูปลาลูกเบร่ทอดกรอบทานคู่กับแกงขมิ้น
รับรองว่าหรอยแรงจนต้องขอข้าวเพิ่ม
ปักหมุดที่ชุมชนปากประ
ออกไปสัมผัสเสน่ห์ของวิถีชุมชน ลองใช้ชีวิตให้ช้าลง แล้วปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฮีลใจ
ที่บ้านปากประ ได้ที่ ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
สุขทุกที่เมื่อเที่ยวเมืองไทย
สุขภาพ –4วิธีป้องกันเสียงรบกวนในหูก่อนเกิดผลเสียต่อการได้ยิน
แพทย์หญิง ทศพร วิศุภกาญจน์ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำสุขภาพถึง “วิธีป้องกันเสียงรบกวนในหู” แม้ภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพหูอย่างเหมาะสม หาสาเหตุ ป้องกัน
และติดตาม เริ่มจาก 4 วิธี
1.หลีกเลี่ยงเสียงดัง หากต้องอยู่ในสถานที่เสียงดัง
ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น Ear Plug ที่ครอบหูป้องกันเสียง
รวมถึงหลีกเลี่ยงการเปิดเพลงหรือใส่หูฟังเสียงดังเกินไป
2.พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพช่วยลดความเครียดและฟื้นฟูระบบประสาทการได้ยินได้ดี
3.จัดการความเครียด ลองหาเวลาผ่อนคลาย ออกกำลังกาย
หรือพักจากหน้าจอและงานบ้าง เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้อาการชัดขึ้นได้
4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและดูแลสุขภาพโดยรวม
รวมถึงระบบประสาทและการได้ยิน
หากเริ่มมีอาการ : เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีเสียงรบกวนในหู
ควรพักร่างกายและจิตใจทันที โดยอาจลองทำ 4 วิธี
ดังนี้ 1.อยู่ในที่เงียบสงบ
2.เปิดเพลงเบา ๆ หรือเสียงธรรมชาติ
3.ลดการใช้งานหูจากเสียงดัง 3.พักสายตาและพักสมองจากงาน 4.หลีกเลี่ยงความเครียด
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการได้ยินและตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
อย่ามองข้าม “เสียงในหู”
เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพ
เพราะเสียงรบกวนในหูอาจเริ่มจากอาการเล็ก
ๆ ที่หลายคนคิดว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ในความเป็นจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า “ระบบการได้ยิน”
กำลังมีปัญหา ยิ่งรู้เร็วและดูแลตัวเองเร็ว
ก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินในระยะยาวได้
หากเริ่มได้ยินเสียงผิดปกติในหูบ่อยขึ้น
อย่าปล่อยผ่าน และควรใส่ใจสุขภาพหูตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –ททท.ชูAmazing
Chiang Mai Green Guide Festโชว์โมเดลกรีน
นายณัฐ ครุฑสูตร
รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
เปิดเผยว่า ททท.เตรียมเปิดตัวงาน "Amazing
Chiang Mai Green Guide Fest 2026” วันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 บริเวณสวนสาธารณะรถไฟ พร้อมผลักดันเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางสีเขียวระดับโลก
(Global Green Destination) ด้วยโมเดล
"Chiang Mai Prototype" ต่อยอดความสำเร็จจาก
Krabi Prototype พัฒนาและยกระดับซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุลทุกมิติ
โดยทุกภาคส่วนร่วมมือกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น เร่งบ่มเพาะและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ
(UpSkill) สามารถพัฒนาธุรกิจสู่มาตรฐานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ททท.
คาดตลอดงาน 3 วัน
จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานรวมไม่น้อยกว่า 15,000 คน มียอดใช้จ่ายหมุนเวียนกว่า 20 ล้านบาท
และสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในเชียงใหม่กว่า 100 ล้านบาท
ไฮไลต์ในงานจะจัดกิจกรรม
6 โซน
ผสานเรื่องราวความยั่งยืนเข้ากับเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเชียงใหม่
ดึงดูดผู้คนเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสีเขียวที่มีคุณค่า
การดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเลือกใช้สวนสาธารณะรถไฟ อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญถ่ายทอดแนวคิดและไอเดียการตลาดเชิงสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบกรีน
อีเวนต์ ควบคู่การทำอีเวนต์เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) อย่างเป็นรูปธรรม
เน้นให้ความสำคัญเรื่องการลดปริมาณขยะ ลดและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติก
ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
นำเสนอเสน่ห์และอัตลักษณ์เชียงใหม่ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ ผ่านงานศิลปะ วัฒนธรรม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชุมชน ร่วมสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล
ควบคู่การสร้างคุณค่าให้ชุมชนและการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
งาน Amazing Chiang Mai Green Guide Fest 2026 พร้อมจะเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวสีเขียวกิจกรรมไฮไลต์
6 โซน ผสานเรื่องราวของความยั่งยืนเข้ากับเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเชียงใหม่
ได้แก่
● โซนที่ 1 Sustainability Showcase พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน เช่น STGs STAR และ CF-Hotels พร้อมกิจกรรมสาธิตและเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวคิดด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
● โซนที่
2 Sustainable Local Wisdom (Art, Craft &
Wellness) รวบรวมสินค้าและบริการสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการท้องถิ่น
ถ่ายทอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ชุมชนผ่านงานคราฟต์ร่วมสมัย และการออกแบบที่ใส่ใจความยั่งยืน
● โซนที่ 3 Sustainable Gastronomy สายกินเตรียมมาอิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่นกว่า
35 ร้านค้า
พร้อมเปิดประสบการณ์พิเศษ Farm-to-Table โดยผู้ที่ซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ภายในงานครบ
500 บาท
มีสิทธิ์ลุ้นเป็น 1 ใน 20 ผู้โชคดี เข้าร่วมกิจกรรม Farm-to-Table Showcase รังสรรค์เมนูโดยเชฟท้องถิ่น
● โซนที่ 4 Sustainable Business Exchange เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวสาย
Green กับชุมชน
เพื่อร่วมกันต่อยอดการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าให้ทั้งคนและพื้นที่
● โซนที่ 5 Eco-Friendly Music & Cultural Performance เติมสีสันทุกวันด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยวันละ
2 ชุด อาทิ
ระบำร่มบ่อสร้าง ฟ้อนเงี้ยว ตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนเก็บใบชา และฟ้อนเอิง
พร้อมดนตรีจาก Goodvibes, Lawin และ AongoCarrefour และเต็มอิ่มกับการแสดงของศิลปินชื่อดังตลอด
3 วัน
-วันที่
28 สิงหาคม 2569 พบกับ Serious Bacon และ
เขียนไขและวานิช
-วันที่
29 สิงหาคม 2569 พบกับ T_047 และ Mirrr
-วันที่
30 สิงหาคม 2569 ปิดท้ายความสนุกกับ Earth Patravee และ Moving and Cut และร่วมภารกิจ
“Green Mission”
● โซนที่ 6 Community & Sustainability Activity ชวนมาร่วมภารกิจ
“Green Mission” สะสมแต้มผ่าน Stamp Passport เข้าร่วมกิจกรรมต่าง
ๆ ภายในงานแล้วลุ้นรับของรางวัลพิเศษ เรียนรู้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทำให้เป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัวได้ทุกการเดินทาง
สะท้อนเสน่ห์เชียงใหม่ในมิติใหม่ที่ใส่ใจ ทั้งชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
“Amazing Chiang Mai Green Guide Fest 2026” ครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ได้วางแผนบริหารจัดการการ
“ปล่อยปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง 350 ตัน
(ลดลงจากปีที่แล้ว 50%) ด้วยการนำแนวทางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ตลอดกระบวนการจัดงาน
เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ได้แก่
-การบริหารจัดการและคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ
-จัดบริการ
EV Shuttle รับ–ส่งผู้เข้าร่วมมายังบริเวณงาน
2 เส้นทาง คือ ตลาดสันป่าข่อย
และกาดหลวง จนได้การรับรองเป็น Carbon
Neutral Event จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ข่าวที่สอง –การบินไทย-มจพ.ลุยผลิตพัฒนาช่างเครื่องบินครบ 4เรื่อง
นายเชิดพันธ์
โชติคุณ ประธานเจ้าหน้าที่สายช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ได้นำ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับศ.ดร. ธานินทร์ ศิลปจารุ
อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)
ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านนายช่างอากาศยาน
ระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชพฤกษ์
อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
การบินไทย
กับ มจพ.เดินหน้าทำความร่วมมือครั้งนี้
โดยมุ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของภาคอุตสาหกรรม
ครอบคลุม 4 เรื่อง ประกอบด้วย
เรื่องที่
1 การร่วมพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน
และหลักสูตรนายช่างอากาศยานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
เรื่องที่
2 พัฒนาทักษะด้านวิชาชีพของนักศึกษา
โดยมีแผนจะร่วมจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน
เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการจริง
โดยได้รับการอบรมหลักสูตรเฉพาะทางอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล
เสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์สำหรับการประกอบวิชาชีพในอนาคต
เรื่องที่
3 สะท้อนบทบาทของการบินไทยในการนำความเชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานมาสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของประเทศ
เรื่องที่
4 ร่วมกันสร้างบุคลากรที่มีทักษะและความพร้อมตามมาตรฐานวิชาชีพ
รองรับอุตสาหกรรมการบินเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศอย่างยั่งยืน
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.
.jpg)
.jpg)







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น