วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ททท.จากาตาร์ต่อยอดความสำเร็จหลังนายกฯเยือนอินโดดึงTraveloka-ทรานส์นุสาแอร์นำร่องขายเที่ยวไทย3 อีเวนต์

 


นิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจาการ์ตา อินโดนีเซีย


ททท.จากาตาร์ต่อยอดความสำเร็จหลังนายกฯเยือนอินโด

ผนึกTraveloka-ทรานส์นุสาแอร์ลุยขายเที่ยวไทย 3 อีเวนต์

“ลอยกระทง-วิจิตรเจ้าพระยา-เคาน์ดาวน์”กทม./เชียงใหม่

เพิ่มตลาดศก.รอง5เมืองใหม่-เร่งปั๊มทัวร์มุสลิม/คนรุ่นใหม่

คิง เพาเวอร์สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองหั่นราคาลดต่ออีก35%

คิงเพาเวอร์ออนไลน์คอเลคชั่นใหม่ส่งถึงบ้านลดสุด20%

POWER PASSอิ่มฟรีที่สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองถึง31ธ.ค.นี้

ททท.หนุนจัด“BKKCAW 2026”ไทยผู้นำเที่ยวคุณค่ายั่งยืน

บางจากคว้ารางวัล Asia's Best Employer Brand Award

TCEBจัดMEET Thai Plus 2026เซินเจิ้นปั๊มไมซ์จีนพันล้าน

สิงหาพาแม่สายศิลป์เช็คอิน 3พิพิธภัณฑ์คราฟท์เสน่ห์ไทย

5 วิธีจำกัดเสมหะออกจากร่างกายช่วยระบบหายใจได้ดี

“ศุภจี”ถกบอร์ดนโยบายท่องเที่ยวชาติทำด่วน 3เรื่องใหญ่

การบินไทย Q2/69 รายได้เพิ่ม8.5%กำไรเหลือ 1,521ล้าน

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97  #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋  #KingPower  #TAT   #บางจาก  #พาแม่เที่ยว3พิพิธภัณฑ์คราฟท์

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้...https://www.facebook.com/share/v/1EiUxsW6r3/


ช่วงที่ 1 สัมภาษณ์ !! นายนิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจาการ์ตา อินโดนีเซีย เร่งขยายความสำเร็จท่องเที่ยวไทยหลังนายกฯ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ททท.ได้ MOU 2 พันธมิตร “ทรานส์นุสาแอร์ไลน์ส” เปิดบินแล้ว “จาการ์ตา-กรุงเทพฯ” ต่อด้วย “บาหลี-ภูเก็ต” 9 ก.ย.นี้ พร้อมนำร่อง ต.ค.นี้กับ Traveloka แพลตฟอร์มเบอร์ 1 อินโดฯ ปูพรมขายเที่ยวเมืองไทยบินทรานส์นุสา 3 อีเวนต์ “ลอยกระทง-วิจิตรเจ้าพระยา-เคาน์ดาวน์” กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ปลายปี’69-70 ใช้ศักยภาพเด่น 4 เรื่อง “ประชากรมาก300ล้านคน-รุก2กลุ่มใหญ่คนรุ่นใหม่กับนักเดินทางมุสลิม-เปิดเที่ยวบินตรง-ขยายพื้นที่รองในเขตเศรษฐกิจใหญ่ 5 เมืองใหม่” นำเสนอแหล่งเที่ยวใหม่กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพิ่มรายได้จากการช้อปปิ้ง อาหาร ที่พัก ผนวกการขายสินค้าหรู Healing is The New Luxury

นายนิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจาการ์ตา อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไทยเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนอินโดนีเซียเมื่อ 4-6 สิงหาคม 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.พร้อมด้วยนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ และ ททท.สำนักงานจาการ์ตา ได้สร้างความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวโดยได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ทางด้านการตลาดกับผู้นำธุรกิจพันธมิตร 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

พันธมิตรแรก “TransNusa Airlines สายการบินเอกชนชั้นนำในอินโดนีเซีย เดินหน้าความร่วมมือเชิงรุกตั้งเป้าขยาย “การท่องเที่ยวเชื่อมโยง” ระหว่างสองประเทศ ไทยกับอินโดนีเซีย ทางผู้ว่าการ ททท.ได้ขอบคุณที่ทรานส์นุสาแอร์ไลน์ส เปิดเที่ยวบินตรง ไป-กลับ เส้นทางที่ 1 “จาการ์ตา-กรุงเทพฯ(สุวรรณภูมิ) เริ่มแล้วตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา วันละ 2 เที่ยว หรือ 14 เที่ยว/สัปดาห์ เส้นทางที่ 2 “บาหลี-ภูเก็ต จะเริ่มวันที่ 9 กันยายน 2569

ระหว่างหารือกับซีอีโอสายการบินทรานส์นุสา อินโดนีเซีย ทางผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ ยังได้นำเสนอให้พิจารณาเปิดบินมายังเส้นทางใหม่ ๆ ในเมืองไทยมีแนวโน้มจะเปิดบินได้อีก 3 แห่ง คือ หัวหิน อู่ตะเภา และเชียงใหม่


พันธมิตรที่สอง “Traveloka แพลตฟอร์มจองการท่องเที่ยวแบบครบวงจรอันดับ 1 ของอินโดนีเซียและอาเซียน ซึ่งมีผู้ใช้บริการหลากหลายมาก ทาง ททท.ให้น้ำหนักความสำคัญตลาดนักเดินทางอินโดนีเซีย 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ 1 คนรุ่นใหม่หรือ Millenail กับ กลุ่มที่ 2 มุสลิม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุดในอินโดนีเซียมามากสุดเกือบ90% ของประชากรทั้งหมด

“กิจกรรม” ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นระหว่าง ททท.กับ 2 พันธมิตรอินโดนีเซีย จะนำร่องทำแผนส่งเสริมการขาย 2 งาน คือ “เทศกาลลอยกระทง” ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 และอีเวนต์ใหญ่ “วิจิตรเจ้าพระยา” ช่วงเดือนธันวาคม 2569 โดยจะเริ่มปูพรมทำตลาดตั้งแต่ตุลาคมนี้เป็นต้นไป นำเสนอขายผ่านแพลตฟอร์ม Traveloka ใช้บริการบินโดยทรานส์นุสา แอร์ไลน์ส นำชาวอินโดนีเซียเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย


ขณะนี้ “ปริมาณจราจรทางอากาศ” ระหว่างอินโดนีเซียมายังไทยมีบริการบินตรงหลัก ๆ จาก 7 แอร์ไลน์ส ได้แก่ การบินไทย ไทยแอร์เอเชีย ไทยไลออนแอร์ บาติกแอร์ การูด้าแอร์ไลน์ส์ ซิตี้ลิงค์แอร์ไลน์ส รวมทั้งสิ้นกว่า 20,000 ที่นั่ง/สัปดาห์ หรือเกือบ 70,000 ที่นั่ง/เดือน แล้วยังมี “เที่ยวบินอ้อม” (in direct flight) ของ มาเลเซีย กับ Scoot/สิงคโปร์  โดยให้ความสำคัญกับการบินจากต้นทางหลักในอินโดนีเซีย 3 เมืองใหญ่ คือ จาการ์ตา เมดาน บาหลี

ผอ.นิติ กล่าวว่า สัญญาณช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย ให้น้ำหนักการใช้จ่ายเงินระหว่างการท่องเที่ยวเรียงตามลำดับ 1.ช้อปปิ้ง 2.รับประทานอาหาร (Gastronomy) 3.การท่องเที่ยวพักผ่อน (Leisure) รวมทั้งเริ่มเพิ่มจุดขายการท่องเที่ยวแบบหรูหรา Healing is The New Luxury บ้างแล้ว 4.ทำสปา เวลเนส กรุงเทพฯ หัวหิน เชียงใหม่ ด้วยโครงสร้างของนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางมาไทยเป็น “เดินทางด้วยตนเอง” (FIT) ประมาณ 80 % มาเป็น “หมู่คณะ/กรุ๊ปทัวร์” (GIT) อีก 20 %  


“สินค้าท่องเที่ยว” ที่จะนำเสนอตั้งแต่ปลายปี 2569 ต่อเนื่องปีงบประมาณ 2570 ททท.จาการ์ตา มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเทรนด์ยอดนิยม โดยเฉพาะ 1.การท่องเที่ยวเชิงกีฬาวิ่งมาราธอน ปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียจองเข้าร่วมวิ่งติดอันดับ 5 ของทั้งหมด ปี 2569 ก็ยังมีแรงต่อเนื่องมีจำนวนเกือบหลักพันคน 2.เที่ยวงานประเพณีลอยกระทง งานวิจิตรเจ้าพระยา ในกรุงเทพฯ งานยี่เป็งเชียงใหม่ 3.เทศกาลเคาน์ดาวน์ สัมผัสประสบการณ์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เดือนธันวาคม นี้

“พื้นที่นำเสนอขาย” ปี 2570 จะผลักดันการท่องเที่ยว “เขาใหญ่” ซึ่งมีชื่อเสียงในตลาดอินโดนีเซียได้ชื่อว่าเป็น “ยุโรปแห่งเอเชีย” ตอบโจทย์พฤติกรรมชาวอินโดนีเซียชื่นชอบการเช็คอิน ถ่ายรูป ลงโซเชียลมีเดีย เช่น “ทอสคานา” คล้ายอิตาลี วินยาร์จ คล้ายอังกฤษ ฝรั่งเศส ฟาร์มดอกไม้สวยงาม อนาคตเมื่อเปิดใช้มอเตอร์เวย์ส M 6 จากดอนเมืองไปยังนครราชสีมา จะยิ่งเป็นแรงเสริมดึงดูดอินโดนีเซียมาไทยมากขึ้น รวมทั้งมีวันพักค้างในเขาใหญ่เพิ่มขึ้น

“แผนขยายตลาดเมืองรองในอินโดนีเซีย” เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทย ตั้งเป้าไว้ 5 เมือง ได้แก่ 1.มากัซซาร์ 2.ปาลิปาปัน 3.เซมารัง 4.ปาเล็มบัง 5.บันดุง ล้วนมีศักยภาพเป็นเมืองเศรษฐกิจ ส่วนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเมืองรองในไทย ก็มี “นครราชสีมา” ตั้งเป้าต่อยอดขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯ ขยายเส้นทางสู่เขาใหญ่เพื่อให้รู้จักมากขึ้น จากเดิมจะนิยมไปเที่ยวกรุงเทพฯ-พัทยา


“การใช้จ่ายเงินท่องเที่ยว” นักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย ใช้เงินเที่ยวเมืองไทยมากเรียงตามลำดับ 1. ช้อปปิ้ง 2. ค่าที่พัก 3. รับประทานอาหาร 4.ซื้อของที่ระลึก 5.การเดินทาง ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้รถไรเดอร์ Grab และอื่นๆ

“ต่อยอดแผนตลาดปี 2570 ททท.จาการ์ตา จะนำเสนอขายการท่องเที่ยวเมืองไทยด้วยธีม Healing is The New Luxury ตามแผนหลักของ ททท.ส่วนกลาง เน้นเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมาย เดินทางมาเที่ยวไทยครั้งแรก (First Visit) กับ นักท่องเที่ยวเดินทางมาซ้ำ ๆ (Re Visit) โดยใช้ประโยชน์จาก 4 ศักยภาพหลัก ประกอบด้วย

1.อินโดนีเซียมีประชากรจำนวนมากถึงกว่า 300 ล้านคน จึงมีความหลากหลายให้เลือกขยายฐานได้

2.มีเที่ยวบินตรง ไป-กลับ ตามเส้นทางเมืองใหญ่มายังประเทศไทยทั้งจาก จาการ์ตา เมดาน สุราบายา บาหลี

3.การขยายตลาดใหม่พื้นที่รองในเมืองเศรษฐกิจเข้มแข็ง 5 เมือง มากัซซาร์,ปาลิปาปัน,เซมารัง, ปาเล็มบัง และบันดุง

4.ตั้งเป้าให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเดินทางมุสลิม ซึ่งเป็นประชากรหลักมีจำนวนมากที่สุด และอยู่ในวัยคนรุ่นใหม่/มิลเลเนียล

ผอ.นิติกล่าวว่า ต้องขอบคุณผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ล่าสุด ททท.จาการ์ตา นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินโดนีเซียเดินทางไปสำรวจสินค้าในพื้นที่บริเวณเขาใหญ่ ปากช่อง ได้รับฟัง และกระตือรือร้นในการจะเตรียมความพร้อมรองรับตลาดนี้ เช่น อาหารฮาลาล โรงแรมที่พักที่ถูกต้องตามมาตรฐานการทำละมาด รวมทั้งในกรุงเทพฯ เองก็มีความพร้อมอย่างมาก



ปี 2570 ตั้งเป้านำอินโดนีเซียมาท่องเที่ยวเมืองไทยประมาณเกือบ 800,000 คน ซึ่งจะมีสามารถทำได้ตามหรือเกินเป้าหมาย ภายใต้ตัวแปร กรณีไม่มีเหตุสะดุดทางเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันมีผลกระทบกับสายการบินขาเข้าและออกบ้าง  จากคนชะลอการเดินทาง เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีผู้โดยสารขาเข้าจากต่างประเทศจำนวนน้อย จึงทำให้สายการบินต้นทุนสูง

ททท.จาการ์ตา อยากเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทย เปิดโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีความรักเมืองไทยอย่างมาก ชอบคนไทย ชอบช้อปปิ้ง พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียมีความเป็นมิตร ช่วงเดือนสิงหาคม 2570 ททท.จะจัดโร้ดโชว์นำผู้ประกอบการไทยไปจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมทั้งการนำเอกชนจากอินโดนีเซียมาสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองไทย ก็ขอความร่วมมือช่วยสนับสนุน ททท.เพื่อผนึกพลังกันสร้างตลาดที่มีกำลังการใช้จ่ายระดับปานกลางถึงสูงเข้าสู่เมืองไทย กระจายรายได้สร้างเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีต่อ ๆ ไป

ฟังข่าวต้นชั่วโมง


ข่าวที่ 1-คิง เพาเวอร์สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองหั่นราคาลดต่ออีก35%

“คิง เพาเวอร์” ในสนามบินนานาชาติของไทย “หั่นราคา อย่างต่อเนื่อง!” ช้อปบิวตี้ไอเทมฮิต มอบส่วนลดสูงสุดถึง 35% ทันทีที่ช้อป 1 ชิ้นก็ได้ลดทันทีโดยไม่มีขั้นต่ำ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง

ละลานตากับ “น้ำหอมและสกินแคร์” รุ่นฮิตกับโปรสุดคุ้ม ที่คัดมาแล้วให้คนไทยต้องชอบ มีให้เลือกเข้าร่วมรายการมากกว่า 42 รายการ พาเหรดกันมาเต็มพิกัดทั้ง ESTEE LAUDER  • BOBBI BROWN •  LANCOME    YVES SAINT LAURENT •  GIORGIO ARMANI และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย

สงวนสิทธิ์เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตที่ออกในประเทศไทยเท่านั้น ก่อนช้อปเพื่อให้ผู้ซื้อสบายใจ สามารถตรวจสอบเงื่อนไขโปรโมชั่น แบรนด์ และสินค้าที่ร่วมรายการ บริเวณจุดขายก่อนใช้จ่ายเงิน

 


ข่าวที่ 2 -คิงเพาเวอร์ออนไลน์คอเลคชั่นใหม่ส่งถึงบ้านลดสุด20%

“คิง เพาเวอร์ ออนไลน์” นำเสนอ CHIC IN EVERY DETAIL อัปเดตลุคใหม่ สไตล์ที่ใช่ เติมเต็มทุกลุคด้วยแฟชั่นไอเทมที่พร้อมให้คุณดูดีอย่างมั่นใจ ช้อปคอลเลกชันล่าสุด จากแบรนด์ AMERICAN TOURISTER, RAY-BAN, ON, FLOWER MOUNTAIN, NIKE ACCESSORIES, RALLY MOVEMENT, PASTEL CREATE WEAR, PEPPERSHIMMER, LOJEL และอื่นๆอีกมากมาย เข้าไปส่องไอเทมเด็ดก่อนใคร พร้อมรับดีลพิเศษได้ง่ายๆได้เลย กดช้อปแล้วรอรับของง่าย ๆ ได้ที่บ้าน เริ่มแล้ว วันนี้-31 สิงหาคม 2569 ลดสูงสุด 20%

SHOP WITHOUT LIMITS HOME DELIVERY” ช้อปได้ทุกเวลา ส่งตรงถึงบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ช้อปได้ง่าย ครบทุกหมวดสินค้าพร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน เพื่อความสะดวกในทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องมีไฟลต์บินก็ช้อปได้ แค่ช้อปออนไลน์ สินค้าก็ส่งถึงบ้านเลย ทั่วประเทศ

-ลดสูงสุด 15% ช้อปไม่มีขั้นต่ำ! รหัสส่วนลด 15HMAUG

-ลดสูงสุด 20% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท รหัสส่วนลด 20HMAUG

-สินค้า Home Delivery ส่งฟรี! ทั่วประเทศ เมื่อช้อปครบ 899 บาท

ข่าวที่ 3-POWER PASS อิ่มฟรีที่สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองวันนี้-31ธ.ค.


“อิ่มฟินกินฟรี”  สิทธิ์ดีแบบนี้มีให้เฉพาะสมาชิก POWER PASS เท่านั้น “รับเมนูพิเศษฟรี” ที่สนามบิน “สุวรรณภูมิและดอนเมือง” วันนี้ -31 ธันวาคม 2569 หรือรับได้จนกว่าสิทธิ์จะหมด

 

ดีล CARAT REWARDS ครบหลากหลายให้อิ่มฟินทั้งแลกฟรี พร้อมส่วนลดอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมรับเมนูพิเศษมากมายจากร้านค้าพันธมิตรชั้นนำทั้ง 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง  กดเเลกเลย https://kp.group/Ke032M  

 

ยังไม่เป็นสมาชิก สมัครฟรี ที่เว็บไซต์ powerpass.kingpower.com  หรือ LINE Official Account @KINGPOWER




ข่าวที่ 4-ททท.หนุนจัด“BKKCAW 2026”ไทยผู้นำเที่ยวคุณค่ายั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมสนับสนุนจัดงานBangkok Climate Action Week :BKKCAW 2026 ขับเคลื่อนประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางความยั่งยืนและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวคิดตามกระแส แต่เป็น “หัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า” ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ งาน และผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ความร่วมมือนี้สอดรับกับพันธกิจของ BKKCAW กำลังเร่งขับเคลื่อนทางออกด้านสภาพภูมิอากาศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำให้ไทยมีบทบาทผู้นำเพิ่มขึ้นด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน

งาน BKKCAW 2026 เตรียมจัดวันที่ 3-11 ตุลาคม 2569 โดยจะรวบรวมผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม เยาวชน และชุมชนท้องถิ่น นำเสนอโปรแกรมกิจกรรมทั่วเมืองที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการลงมือแก้ปัญหาความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน โดยมี ททท.ร่วมมือสนับสนุนช่วยยกระดับบทสนทนาว่าด้วยการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และบทบาทของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการเดินทางที่มีความหมาย รับผิดชอบ และมีเป้าหมายชัดเจน

ท่ามกลางการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนแปลง นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากขึ้นกับประสบการณ์ที่แท้จริงและสร้างผลเชิงบวกต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของไทยพร้อมเดินหน้าเสริมสร้างจุดยืนในฐานะ “ต้นแบบ” ด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน ภายใต้กรอบ Amazing Thailand ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะอาด ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

สะท้อนวิสัยทัศน์รัฐบาลไทยมีนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวคุณภาพเติบโตผ่านกลยุทธ์ Amazing 5 Economy ครอบคลุม Life Economy, Sub-Culture Economy, Night Economy, Circular Economy และ Platform Economy เชื่อมโยงนักนวัตกรรม ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และชุมชน BKKCAW จะทำหน้าที่เป็นเวทีแปลงหลักการเหล่านี้สู่แนวปฏิบัติสร้างคุณค่าให้ผู้คน สถานที่ และโลก

BKKCAW เป็นแพลตฟอร์มการลงมือทำ การเรียนรู้ ความร่วมมือระดับภูมิภาค มุ่งก้าวข้ามการดำเนินงานแบบแยกส่วน นำไปสู่การบ่มเพาะแนวทางที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งภาคส่วนได้จริง การจัดงานสัปดาห์แห่งกิจกรรมจึงถูกวางบทบาทให้เป็นตัวเร่งและจุดนัดพบสำคัญกระตุ้นสาธารณชน รวมพลังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย สร้างวาระร่วม ยกระดับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันผนึกกันขับเคลื่อนความยั่งยืน

ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า แม้การท่องเที่ยวจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล แต่กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอาจก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดย่อมส่งผลกระทบกลับไปยังวิถีชีวิตของประชาชน ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และคุณค่าของประสบการณ์การท่องเที่ยว

ททท. จึงมุ่งให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว โดยร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วนจัด Bangkok Climate Action Week 2026 จะช่วยยกระดับประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางความยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตด้วยการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กลยุทธ์ Amazing 5 Economy ควบคู่การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เชื่อมโยงนวัตกรรม 3 ด้าน 1.การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การมีส่วนร่วมของชุมชน 3.การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งมอบประโยชน์ให้นักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อคุณค่าให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต



ข่าวที่ 5-บางจากคว้ารางวัล Asia's Best Employer Brand Award

นางราตรีมณี ภาษีผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Asia's Best Employer Brand Awards 2026 จัดโดย World HRD Congress เมื่อเร็วๆ  ซึ่งได้การรับรองอย่างเป็นทางการจาก CHRO Asia , World Federation of HR Professionals และ World CSR Day ที่โรงแรมแพน แปซิฟิก สิงคโปร์

ในฐานะองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการสร้างแบรนด์โดยมีการบูรณาการวิสัยทัศน์ขององค์กรเข้ากับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการยกระดับขีดความสามารถองค์กร ตลอดจนการพัฒนาความสามารถของพนักงานเพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับมือกับอนาคต รวมถึงผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลยอดเยี่ยมในเชิงกลยุทธ์ นวัตกรรม การบริหารคน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กรให้ประสบความสำเร็จ และความมุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกที่ส่งเสริมศักยภาพบุคลากรในทุกมิติ

รางวัลดังกล่าวประเมินจากเกณฑ์สำคัญ 5 ด้าน คือ 1. ความผูกพันของพนักงานและวัฒนธรรมองค์กร 2. การสื่อสารของผู้นำและการขับเคลื่อนค่านิยมองค์กร 3. การเรียนรู้ การพัฒนา และการบริหารจัดการบุคลากร 4. ความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลกับทิศทางขององค์กร และ 5. ความโดดเด่นของ Employer Brand โดยต้องเป็นองค์กรหรือบุคคลที่โดดเด่นในการบริหารงานองค์กรที่สอดคล้องกับความยั่งยืนระดับสากล ที่ได้รับเชิญเข้ารับรางวัลโดยตรงจากสถาบันเท่านั้น

 


ข่าวที่ 6-TCEBจัดMEET Thai Plus 2026เซินเจิ้นปั๊มไมซ์จีนพันล้าน

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บนำเอกชนไมซ์ไทย เดินสายจัด MEET Thai Plus 2026 Shenzhen: เปิดเวที “Thailand: Meet for More” มิติใหม่งานไมซ์เจาะตลาดใหญ่ในจีน ระหว่าง 9–10 กันยายน 2569 ที่เซินเจิ้น คอนเว็นชั่น แอนด์ เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ (SZCEC) มหานครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน คาดจะมีผู้เข้าร่วมงาน 1,500 คน

 

ทีเส็บเตรียมเปิดตัว MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” ตั้งเป้าหมายยกระดับงานไมซ์เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจของไทยแบบครบวงจร ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาร่วม 100 หน่วยงาน นำเสนอศักยภาพประเทศไทยในหลากหลายสาขาไมซ์ครอบคลุมมากที่สุดถึง 8  ด้าน คือ 1.การค้า 2.การลงทุน 3.การท่องเที่ยว 4.เทคโนโลยีและดิจิทัล 5.อาหาร 6.สุขภาพ 7.การศึกษา 8.เศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

ขณะนี้มีหน่วยงานภาครัฐแกนนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศตอรับเข้าร่วมงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ประกอบด้วย “กระทรวงการต่างประเทศ” นำโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (I-EA-T) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

 

ทีเส็บตั้งเป้ามุ่งใช้เวทีการจัดงานครั้งนี้เจาะกลุ่มนักธุรกิจจีนคุณภาพร่วม 1,000 ราย เปิดพื้นที่จับคู่เจรจาธุรกิจไทย–จีน ไม่น้อยกว่า 800 นัดหมาย คาดจะสร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่างงานจะทำพิธีลงนาม MOU เพื่อสร้างความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรม

 

สำหรับ “นครเซินเจิ้น” เป็นสถานที่จัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen เพราะมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ GBA :Greater Bay Area ตอกย้ำถึงทีเส็บพร้อมใช้ MICE เป็นแพลตฟอร์มสร้าง National Value และ High Impact เชื่อมประเทศไทยกับตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจและไมซ์แห่งภูมิภาคอาเซียนต่อไป

 

          ช่วงที่ 2 พาแม่ออกไปเที่ยวเมืองไทยด้วยกัน ครอบครัวสายศิลป์ ตรวจจุดเช็คอินด่วน ๆ ได้เลย การท่องเที่วแห่งประเทศไทยแนะนำ เสน่ห์ไทยไปชม “3พิพิธภัณฑ์คราฟท์” แล้วฟัง “5 วิธีจำกัดเสมหะ” ช่วยฟื้นฟูระบบหายใจได้ดี เกาะติดข่าวฮ็อต ๆ ข่าวแรก “ศุภจีถกบอร์ดนโยบายท่องเที่ยวชาติ”ทำด่วน 3 เรื่องใหญ่ เก็บค่าธรรมเนียมทัวร์ต่างชาติ จัดระเบียบห้องพักผิดกฎหมาย และพื้นที่ท่องเที่ยวมรดกโลก ข่าวที่สอง “การบินไทยQ2/69” รายได้เพิ่ม8.5%กำไรเหลือ 1,521ล้าน

 

 

ท่องเที่ยว –สิงหาพาแม่สายศิลป์เช็คอิน 3พิพิธภัณฑ์คราฟท์เสน่ห์ไทย

 

สิงหา พาแม่เที่ยว “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” มีเรื่องราวมาชวนครอบครัว “สายศิลป์” ออกเดินทางไปสัมผัสความงดงาม “ผ้าไทยและงานหัตถกรรม” กลับมาเรียนรู้เรื่องราวการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวงร่วมกันอีกครั้ง  ตามสถานที่ท่องเที่ยวงานคราฟ์ชั้นนำ ในกรุงเทพฯ และ รอบปริมณฑล 3 พิกัด

 

พิกัดที่ 1 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กรุงเทพมหานคร เปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้า 09.00 - 16.30 น. สำหรับรอบสุดท้ายชมได้ถึง 15.30 น. ทุกวันเสาร์ขยับเวลาปิดเป็น 16.00 น. ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสิ่งที่น่าตื่นตาเกี่ยวกับ “ความวิจิตรของฉลองพระองค์” และ “สิ่งทอในราชสำนัก” ผ่านนิทรรศการภายในหอรัษฎากรพิพัฒน์ ให้ทุกวัยได้ดื่มด่ำซึมซับงานหัตถศิลป์ที่ได้รับการอนุรักษ์และสืบสานความงดงามไว้เป็นอย่างดี

 

พิกัดที่ 2 ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ (และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เช้า 09.00 - 16.00 น.ชวนกันออกไปเปิดโลกงานหัตถกรรมไทย ในโลกของคนรักเสน่ห์ไทย มีทั้ง งานทอผ้า งานจักสาน งานปั้น และงานฝีมือแขนงต่าง ๆ เมื่อพาคุณแม่ไปเดินชมจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น แล้วก็ชวนกันช้อปผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสะท้อนภูมิปัญญาของช่างไทย

 

พิกัดที่ 3 ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จ.อ่างทอง เปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้า 09.00 - 16.30 น. ตื่นตากับมนต์เสน่ห์ของตุ๊กตาดินเหนียวขนาดจิ๋ว ของช่างฝีมือในชุมชนรวมตัวกัน สร้างงานเพิ่มอาชีพให้ชาวบ้านบางเสด็จ สืบสานร่วมถ่ายทอดวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมไทย งานหัตถกรรม ไว้ให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนคนไทยและทั่วโลกได้ชม มาจนถึงทุกวันนี้

           

สิงหาคม นี้ แต่ละครอบครัวพาคุณแม่ ออกเดินทางไปเพิ่มประสบการณ์ความสุขกับเสน่ห์งานคราฟ์ไทยหลากหลายแนว เดินทางง่าย สะดวก ไปพักผ่อนหย่อนใจเติมความรู้กับการท่องเที่ยว 3 พิพิธภัณฑ์ ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยอย่างยั่งยืน

 

สุขภาพ –5 วิธีจำกัดเสมหะออกจากร่างกายช่วยระบบหายใจได้ดี

 

ช่วงอากาศแปรปรวนโดนฝนบ่อย ๆ คนหลายวัยอาจจะมี “เสมหะ”เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ อาจทำให้รู้สึกไม่สบายและส่งผลกระทบต่อการหายใจไม่อิ่ม เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ มีข้อแนะนำ 5 วิธี ดังนี้

 

1.พยายามขับน้ำมูกและเสมหะออกมา : เป็นวิธีกำจัดที่ดีที่สุด และอีกสิ่งอย่ากลืนเสมหะลงคอ เพราะอาจเป็นการนำเชื้อกลับเข้าสู่ระบบในร่างกายอีกครั้ง

 

2. ไอให้เสมหะออกมา : เหมาะกับผู้ที่มีเสมหะอยู่ในลำคอเท่านั้น ถ้าค้างอยู่ในปอดจะกระแอมไอไม่ได้

 

วิธีไอให้เสมหะออกมาคือ -สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะให้ลมหายใจเข้าไปอยู่หลังเสมหะ โดยสังเกตจากทรวงอกต้องขยายโดยไหล่ไม่ยก คอไม่ยืด แล้วกลั้นลมหายใจไว้สักครู่จากนั้นไอให้แรงพอควร

 

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น : ทำได้ง่าย และมักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่นทุกชั่วโมงจะช่วยละลายเสมหะให้คลายความเหนียว และช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมา พร้อมทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไปด้วย

 

4. หาเครื่องดื่มอุ่นๆ มาดื่ม : การดื่มน้ำขิงหรือน้ำซุปอุ่นๆ ก็ช่วยกำจัดเสมหะได้เช่นกัน เพราะอุณหภูมิน้ำที่สูงกว่าปกติจะช่วยละลายเสมหะในลำคอได้ดี

 

5. รับประทานอาหารรสชาติเผ็ดร้อน : ลองรับประทานอาหารรสชาติจัดจ้านดู เช่น แกงป่า ต้มยำ แกงเลียง ยำรสแซ่บ ส้มตำ หรือน้ำพริก เพราะสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้จะช่วยขับเสมหะ และช่วยเปิดทางให้ระบบหายใจคล่องตัวมากขึ้นได้ เช่น มะนาว มะแว้ง มะขามป้อม กระเทียม กระเจี๊ยบ สับปะรด และดีปลี แต่หากใครรับประทานอาหารรสเผ็ดไม่เก่ง ให้เปลี่ยนเป็นรับประทานแกงจืดร้อนๆ แทนได้

 

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

 

ข่าวแรก –“ศุภจี”ถกบอร์ดนโยบายท่องเที่ยวชาติทำด่วน 3 เรื่องใหญ่

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยที่ประชุมวางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยระยะต่อไป เน้นมุ่งสร้าง “คุณค่า” มากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ควบคู่ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน วางระบบการท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมไฮไลต์เร่งดำเนินงานเบื้องต้น 3 เรื่อง

 

เรื่องที่ 1 เดินหน้าร่างประกาศ “เก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวต่างชาติ” :

 

ที่ประชุมพิจารณาร่างหลักการและร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่อง          การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

เรื่องที่ 2 ยกระดับมาตรฐานที่พัก แก้ปัญหานอกระบบ :

 

เร่งยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งสร้างคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่อยู่นอกระบบกฎหมาย ตามแนวทางสำคัญ ได้แก่

 

-ปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คน

-ขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุมแคมปิ้ง , Glamping รถบ้าน

-ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมการท่องเที่ยวด้วย แคนู/คายัค

 

-เตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน

 

เรื่องที่ 3 ผลักดัน 4 พื้นที่พิเศษ เชื่อมแผนพัฒนาสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน :

 

ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก มีมติให้เดินหน้าผลักดัน “สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร” เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 

โดยจะวิธีผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษ ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน (อพท.) 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.หมู่เกาะช้าง 2.ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 3.เชียงราย 4.คุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นนโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ยังได้ “รับทราบ” อีก 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ผลการดำเนินงานและมติสำคัญที่ผ่านมา 2.สถานการณ์และแนวโน้มการท่องเที่ยว 3.มาตรการ Visa และการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง 4.ความก้าวหน้าตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3

 

หลังเสร็จสิ้นการประชุม ท.ท.ช.เรื่องการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เปิดให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ โดยมีกลไกทางการเงินสนับสนุนการพัฒนาต่อเนื่อง ตามแนวทางและข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาจาก ท.ท.ช. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผลักดันให้เกิดการเห็นชอบในระดับนโยบาย สู่ภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรมต่อไป

 

ข่าวที่สอง การบินไทยQ2/69รายได้เพิ่ม8.5%กำไรเหลือ 1,521ล้าน

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศ “ผลการดำเนินงาน” ไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบการเติบโตหรือลดลงกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน ได้ดังนี้

 

มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 3,793 ล้านบาท หรือ 8.5% จากรายได้ผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันและค่าเบี้ยประกันภัยไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) เพิ่มขึ้น 20.3% ตามที่บริษัทฯ ได้ทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันให้สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันอากาศยาน และภาวะการแข่งขัน

 

มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 44,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.7% จากราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นถึง 104.6%

 

มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 3,691 ล้านบาท และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) (EBIT Margin) 17.5% สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อให้ผลการดำเนินงานและสภาพคล่องบริษัทฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

มีต้นทุนทางการเงิน 3,165 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้ 335 ล้านบาท

 

มีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมีกำไรสุทธิ 12,134 ล้านบาท และมี EBITDA 8,182 ล้านบาท

 

มีสินทรัพย์รวม 322,085 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 18,026 ล้านบาท หรือ 5.9%

 

-มีหนี้สินรวม 240,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 12,105 ล้านบาท หรือ 5.3%

 

-มีส่วนของผู้ถือหุ้น 81,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 5,921 ล้านบาท หรือ 7.8%

 

-มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 รวมทั้งสิ้น 123,757 ล้านบาท

 

“ด้านการปฏิบัติการ” ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

-มีเครื่องบิน 84 ลำ ใช้ประโยชน์เครื่องบินเฉลี่ย 12.9 ชั่วโมง/ลำ/วัน

-จำนวนผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น 3.66 ล้านคน

 

-มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) 16,778 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.4% จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้โดยสารต้องการเดินทางลดลง

 

-มีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) 11,993 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 11.3%

 

-อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 71.5% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนทำไว้ 77.0%

 

“ผลการดำเนินงาน” งวด 6 เดือนแรกปี 2569

 

-มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 99,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,198 ล้านบาท หรือ 3.3%

 

-มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 82,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4%

 

-มีกําไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 17,437 ล้านบาท

 

-มีต้นทุนทางการเงิน 6,152 ล้านบาท บริษัทฯ มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้ 1,424 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากกำไรจากการยกเลิกและเปลี่ยนแปลงสัญญาเช่าเครื่องบิน

 

-มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 11,645 ล้านบาท

 

“การรับมอบเรื่องบิน” ช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 บริษัทฯ ทำการรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบแอร์บัส A321neo 5 ลำ รับมอบเครื่องบินลำตัวกว้างโบอิ้ง B787-8 จำนวน 3 ลำ และ B787-9 1 ลำ เพื่อเสริมศักยภาพฝูงบินและรองรับการขยายเส้นทางการบินในอนาคต

 

ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ททท.จากาตาร์ต่อยอดความสำเร็จหลังนายกฯเยือนอินโดดึงTraveloka-ทรานส์นุสาแอร์นำร่องขายเที่ยวไทย3 อีเวนต์

  นิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจาการ์ตา อินโดนีเซีย ททท.จากาตาร์ต่อยอดความสำเร็จหลังนายกฯเยือนอ...