วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ททท.ผ่าไฮไลต์แผนตลาดปี’70 “The Year of Transformation” พลิกท่องเที่ยว4ด้าน“คุณค่า-ประสบการณ์-ศก.วิถีชีวิต-ยั่งยืน

 


ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ททท.ผ่าไฮไลต์แผนตลาดปี’70The Year of Transformation

พลิกท่องเที่ยว4ด้าน“คุณค่า-ประสบการณ์-ศก.วิถีชีวิต-ยั่งยืน

ชูการขายพุ่งเป้า-เลิกแข่งกับดักราคา-ปรับสมดุลตลาดใหม่

หนุน Quick Big Win “กระจายรายได้-Wellness Well Being

ลุยช้อปคิงเพาเวอร์ก่อนขึ้นเครื่อง4สนามบินลดยาวถึง31ธ.ค.

คิงเพาเวอร์ 2 โปร HomeDeliveryไม่ต้องมีไฟลต์แจกลด 20%

คิงเพาเวอร์นำของใหม่มาให้ลองเช่า“SONY WH-1000 X M6

ททท.-B.Duckปลุกเที่ยวB.Duck Playful กทม.วันนี้-20ก.ย.นี้

บางจากเปิดแผน5ปีสู่กลุ่มพลังงานโลกปี74รายได้1 ล้านล้าน

TCEBนำไทยรุกตลาดจีนแนะไมซ์รับโอกาสศก.ใหม่ 9 เรื่อง

ททท.ชวนเที่ยวฟรีงานไปกันปราการ–EasternFlavor Fest

4 วิธีพักกาย พักใจ พักให้เป็นแล้วสุขภาพกายใจดีทุกวัย

AOTเปิดบิ๊กแคมเปญเสน่ห์ไทย5สนามบินวันนี้-12ต.ค.69

กลุ่มดุสิตเปิดรร.ใหม่“อาศัย กามูดา โคฟ”มาเลย์15ก.ย.69

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97  #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋  #KingPower  #TAT   #บางจาก  #ไปกันปราการEastFest2026

 

ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/1USAYn2yQ1/

ช่วงที่ 1 !! สัมภาษณ์ “ชูวิทย์ ศิริเวชกุล” รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เจาะเบื้องหลังแผนตลาด ททท.ปี’70 ยกเครื่องครั้งใหญ่ “ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงท่องเที่ยวประเทศไทย : 2027 The Year of Transformation” พลิกเกมใหม่ 4 ด้าน “แข่งขันด้วยคุณค่า-ขายประสบการณ์แทนสถานที่-เปิดโหมดเศรษฐกิจวิถีชีวิต Life Economy-ปรับตัวสู่ยั่งยืน” รักษาอันดับไทยในเวทีโลก  รับมือบิ๊กเกม 3 ปัจจัย “การเดินทางรายปี-พฤติกรรมลูกค้า-โครงสร้างตลาดขาดสมดุล” เลิกย้อนเข้าไป “ติดกับดักตัดราคา” ด้วยวิธีโหมภาพลักษณ์เชิงบวก-เลือกขายสินค้าคุณภาพสูง-ทำตลาดพุ่งเป้าชัด” ตั้งเป้าท้าทายกระจาย “รายได้และนักท่องเที่ยว” เมืองหลัก 60% เมืองรอง 40% ขานรับนโยบาย “Quick Big Win2 รัฐบาล 2 โครงการ “ดึงคนเที่ยวเพิ่มอีก 15 เมือง 55 ชุมชน+เปิดปฏิบัติการขายเชิงมูลค่า “Wellness Well-Being” เต็มรูปแบบ

นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนตลาดท่องเที่ยวประจำปี 2570 (TAT SD 2027) “2027 The Year of Transformation” ภายใต้โจทย์สถานการณ์ ความท้าทาย และโอกาสทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย ด้วย 4 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 ระหว่างมกราคม-สิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวมาไทยแล้ว 20.6 ล้านคน เรียงลำดับตามจำนวนได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย เกาหลี โดยภาพรวมแล้วตัวเลขมีสัญญาณที่ดีเฉลี่ยเกือบ 100,000 คน/เดือน เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมของตลาดระยะใกล้ (short haul) และระยะไกล (Long haul) สะท้อนถึงไทยยังคงเป็นประเทศจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แม้จะผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น สงครามอิหร่าน ตะวันออกกลาง ความไม่สงบ ทำให้เที่ยวบินให้บริการไม่สม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งเรื่องล่าสุดภาพลักษณ์ของไทยเรื่องความปลอดภัยมีนักเดินทางสาวชาวจีนโดนลักพาตัว


ปัจจัยที่ 2 “พฤติกรรมนักท่องเที่ยว” ชะลอตัวช่วงน้ำมันโลกขาดแคลน ล้วนมีผลต่อต้นทุนในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ ต้องหันไปเลือกเที่ยวใกล้  ๆ บ้านมากขึ้น ปรับจากนักท่องเที่ยวแบบพักค้างคืนกลายเป็นนักทัศนาจร ไปเช้าเย็นกลับ ส่งผลมาถึง “การขายท่องเที่ยว” ทั้งระบบของไทย

ดังนั้น “ผู้ประกอบการท่องเที่ยว” จะต้องปรับตัวค่อนข้างมาก แล้วทุกครั้งที่ต้องเจอเรื่อง “กับดักราคา” ทางการแข่งขันกันเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น ห้ำหั่นกันสูงมาก เช่น เวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางต่ำกว่าไทย บางสายการบินระบุนักท่องเที่ยวใช้เงินมาไทย 1 ครั้ง สามารถไปเที่ยวเวียดนามได้ถึง 2 ครั้ง

ปัจจัยที่ 3 “ประเทศไทย” กำลังเผชิญกับ “โครงสร้างการตลาดท่องเที่ยวไม่สมดุล” ด้วยกำลังซื้อปัจจุบันเป็นนักเดินทางเพื่อการพักผ่อน (Leisure) แต่มีกลุ่มใช้เงินค่อนข้างสูงที่เดินทางเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Niche Market) จำนวนยังน้อยอยู่


ฉนั้น“แผนการตลาดท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ 2570 จึงต้องเร่งปรับตัวอีกค่อนข้างมาก ตามที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศใช้ “Year of Transformation : ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ททท.จะเดินหน้าขับเคลื่อนดังนี้

เรื่องที่ 1 ภาพลักษณ์ “ประเทศไทย” ได้รับการจัดอันดับในตลาดโลก มีดัชนีติดอันดับ 2 สลับกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย

เรื่องที่ 2 สินค้าการท่องเที่ยว มีคุณภาพสูงได้หยิบยกมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เช่น 1.นิสัยใจคอคนไทยสนุกสนาน มีความใกล้ชิดกันในครอบครัว รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ซึ่งหาได้ยากจากประเทศอื่น ๆ เมื่อนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทยแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย 2.สินค้าเวลเนส มีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ คือ ไทยมีศาสตร์ความเชื่อตามพระพุทธศาสนาผสมผสานเข้ากับเวลเนส เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองปัจจุบันธุรกิจเวลเนสภาพรวมทำสถิติโตที่สุดในโลกถึง 28.4 % ส่วนไทยเติบโตสูงถึง 36 % ติดอันดับ 3 ของโลก

เรื่องที่ 3 เจาะนักท่องเที่ยวตลาดมีวัตถุประสงค์การเดินทางเฉพาะ (Niche Market) กลุ่มใหม่ ๆ ของไทยมีจำนวนมาก นักท่องเที่ยวเทรนด์เกิดใหม่ตลอดเวลา เช่น Digital Nomad, ผู้สูงวัยรายได้สูง และอื่น ๆ

ขานรับ “สายการบินนานาชาติ” เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะทางฝั่งยุโรปตะวันออก และ “รับมือการตัดราคาขาย” ในตลาดท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งไทยจะไม่กระโดดเข้าไปร่วมวง เพราะจะทำให้ตลาดย้อนกลับไปสู่ยุคเดิมเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

ด้วยความท้าทายเหล่านี้ทำให้ ททท.ประกาศให้ พ.ศ.2570 เป็น “ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง : Year of Transformation” รวม 4 ด้าน ประกอบด้วย



ด้านที่ 1 การแข่งขัน เปลี่ยนแปลงไปสู่ Value Over Volumn เน้น “คุณค่า” แทน “ปริมาณ” ด้วยมุมมองใหม่ ๆ ไม่ได้เน้น “จำนวนคนเดินทาง” ด้วยหันมาสร้างคุณค่าด้วยวิธี “เพิ่มการใช้จ่าย/คน/ทริป” มากขึ้น

ด้านที่ 2 เปลี่ยนมาขายเชิงประสบการณ์ (Experience) แทนการขาย “สถานที่ท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เพราะโลกก้าวเข้าสู่ยุคการตลาด 7.00 แล้ว หมายถึงการเข้าถึงหัวใจของนักท่องเที่ยว (Mind Centrix) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่าจากนี้ไปจะ “เดินทางท่องเที่ยวซ้ำ ๆ” จากประสบการณ์ ความประทับใจ ในประเทศนั้น ๆ

ททท.จึงต้องทำการบ้านใหม่วิเคราะห์ “สถานที่ท่องเที่ยวของไทย” มี “อัตลักษณ์” เด่นอะไรบ้าง ที่พร้อมนำส่ง “อารมณ์/Emotion” และ “ประสบการณ์/Experience” อะไรบ้างไปยังนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิด “ความประทับใจ” อยู่ในความทรงจำของทุกคน

ด้านที่ 3 เปลี่ยนมาเป็น “Life Economy : เน้นการยกระดับสินค้าและบริการเศรษฐกิจควบคู่วิถีชีวิต” จากเดิมใช้ “Tourism Economy : เน้นจากการมองเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวหรือปริมาณ” เป็นหลัก โดยจะทำให้นักท่องเที่ยวที่มาไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น และมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะมีจุดขายหลายเรื่อง ถือเป็น “เครื่องจักรใหม่ : New Engine” ของไทย

ซึ่งจะมีสินค้าใหม่ ๆ มาขายทำให้ประเทศไทยเป็น High Value Destination ให้ได้ เช่น เวลเนส Well-Being เป็นภาพใหญ่เรื่องป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งมีหลายอย่างคือ การล้างพิษ (Detox) การออกกำลังกาย รีดน้ำเหลือง นวดต่าง ๆ ซึ่งไทยมีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ด้านที่ 4 Sustainable Tourism :การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ตลาดโลกในหลายทวีป ซึ่งทาง“สหภาพยุโรป” ประกาศบังคับใช้กฎหมาย CSRD :Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งคู่สัญญามีสิทธิ์ตรวจสอบบริษัทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ได้ด้วย หากไทยไม่ได้ทำด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ททท.จึงเร่งทำมาตรฐานหลายโปรแกรม เช่น STGs, CF-HOTEL, Green Hotel มีสมาชิกทั่วไทยกว่า 700 แห่ง และ Trusted Thailand เป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่มีโรงแรม และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยลงทะเบียนปฏิบัติตามเงื่อนไขเข้าร่วมด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว



ททท.จะเดินหน้า “เปลี่ยนแปลง” อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเคียงข้างภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน นำร่องทำเต็มที่ 3 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1  Events Marketing มีตลาดเป็นกลุ่มแฟนคลับ ติดตามศิลปิน หรือมาชมคอนเสิร์ตรายการใหญ่ ๆ เช่น Wonder Fruit, Tomorrowland , EDC , World Pride และทุก ๆ 2 สัปดาห์ก็ยังมี Fan Meet ศิลปินเกาหลี จีน มาจัดอีเวนต์เมืองไทย

ปี 2570 ททท.จึงได้จัด Signature Thailand มุ่งยกระดับทัดเทียมสากลเป็น Global Events ขึ้น 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.ไหลเรือไฟ นครพนม 2.แห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี 3.แห่ดาว สกลนคร มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน

เรื่องที่ 2 ทำตลาดพุ่งเป้าเจาะนักเดินทางกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ((Travel Meet Purpost ) เพราะหลังจาก ททท.ได้วิเคราะห์แล้วว่า หลังโควิด-19 การท่องเที่ยวของหลายประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่วน “ไทย” โดยโครงสร้างตลาดเป็นนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่จำนวนมาก (Mass Tourism) แต่พบตัวอย่างสิงคโปร์ ใช้กลยุทธ์พุ่งเป้าไปยังกลุ่มตลาดดังกล่าวแล้วประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มโค้ช กลุ่มจัดประชุมสัมมนา ซึ่งไทยก็มีสินค้าแบบเดียวกัน



ดังนั้นปี 2570 ททท.จะหันมาเน้นขายสินค้าดังกล่าวมากขึ้นซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง เวลเนส ท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy) ซึ่งทำรายได้สูง

เรื่องที่ 3 เสนอขายสินค้าเชิงประสบการณ์ (Experience) ความประทับใจ ความทรงจำ ให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองไทยซ้ำ ๆ ตอนนี้ ททท.กำลังพัฒนา “แดชบอร์ดอัจฉริยะ” รวบรวมข้อมูลภายในและภายนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากภาครัฐ เอกชน มาไว้ด้วยกันเป็น “ศูนย์รวมแดชบอร์ดใหญ่” ของประเทศ เพื่อใช้วิเคราะห์ เพื่อรุกตอบโจทย์ “ให้ตรงกลุ่มเซกเมนต์ตลาดเป้าหมาย” มากที่สุด มีอุปสรรค  ทำ Customer Journey หรือการออกแบบเส้นทางตอบโจทย์ความต้องการ ความชอบ ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนมากที่สุด ศึกษาประเด็นต่าง 

โครงการนี้มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สูงขึ้น ไม่ใช่แค่นำนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อน (Leisure) เพียงอย่างเดียว เพื่อจะได้ทำให้ “ไทย” เป็นประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณค่าสูง High Value Destination อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น “จุดอ่อน” (Pain Point) “นักท่องเที่ยวกระจุกตัว” เดินทางอยู่ภายใน 4-5 จังหวัดเท่านั้น กรุงเทพมหานคร พัทยา/ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่สมุย(สุราษฎร์ธานี) เชียงใหม่ เชียงราย



ปี 2570 ททท.ตั้งเป้าจะขยายนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มอีก 15 จังหวัด 55 ชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลได้จัดทำโครงการ Travel Plus ด้านต่าง ๆ ได้แก่ “Community Plus” การท่องเที่ยวชุมชน ททท.จะทำงานร่วมกับกรมการท่องเที่ยว และ อพท. พัฒนาชุมชนเครือข่าย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งการเข้าถึง การขนส่ง/คมนาคม ที่พักโรงแรม ทำกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อ “กระจายรายได้” ทั่วถึงท้องถิ่นมากขึ้น

สำหรับ “สัดส่วนเป้าหมาย” ปี 2570 ททท.จะกระจายนักท่องเที่ยวไปยัง “เมืองหลัก” 60 % และ “เมืองรอง” 40% นั้น มาจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวยังไม่สามารถแยก “ความแตกต่างสถานที่เที่ยวประเภทเดียวกันได้” เช่นทะเลอันดามัน กับอ่าวไทย ในแต่ละจังหวัดก็มีลักษณะต่างกัน ดังนั้นปีหน้า ททท.จะให้สำนักงานในประเทศ 45 แห่ง 2 ศูนย์บริการท่องเที่ยว ช่วยกันค้นหาอัตลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวให้ชัดเจน เช่น เชียงใหม่ กับ เชียงราย หรือ ทะเล “ภูเก็ต” มีเอนเตอร์เทนเมนท์ ไนท์ไลฟ์ สนุกสนาน กับ “พังงา” เงียบสงบ สโลว์ไลฟ์ เหมาะกับตลาดแต่ละกลุ่มต่างกัน

ปี 2570 จะมีตัวอย่างธีมขายท่องเที่ยวตามอัตลักษณ์ต่างกัน เช่น “ททท.ภูมิภาคภาคเหนือ” นำเสนอ เติมเหนือให้ใจได้ฮีล ซึ่งมี 2 อารมณ์ เวลเนสผ่อนคลาย กับธรรมชาติฮีลใจกาย ซึ่งจะสามารถช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง/เมืองน่าเที่ยวได้ด้วย

ปี 2570 ททท.ยังได้ทำแผนการตลาดขานรับ “นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลด้วย 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 กระจายรายได้และนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง 15 จังหวัด 55 ชุมชน สร้างความเท่าเทียม โดยมีโครงการท่องเที่ยวรองรับอย่าง “เมืองไทยเที่ยวได้ 365 วัน” สามารถไปจัดกิจกรรมของดี อาหาร อีเวนต์

ส่วนที่  2 ส่งเสริม Wellness Well-Being การเดินทางท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น โดยผสานกิจกรรมดูแลสุขภาวะระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว

เป็นกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ทำให้นักท่องเที่ยวเปรียบเทียบการมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว “รู้สึกผ่อนคลายดีขึ้น” จากทำงานที่เหน็ดเหนื่อย ความกดดันจากครอบครัว ผสานเข้ากับการทำกิจกรรมสุขภาวะให้ดีขึ้น ซึ่งไทยสามารถพัฒนาบริการเวลเนสของโลกได้



นายชูวิทย์ กล่าวปิดท้ายว่า ททท.ในฐานะ “Orchestrator” องค์กรกลางทำหน้าที่คุมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ ขอฝากให้คนไทยทั้งประเทศช่วยกันทำหน้าที่ที่ดี โดยเฉพาะ “ผู้ประกอบการ” ปี 2570 ควรเร่งปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงเต็มที่เข้าสู่ “การตลาด 7.00” สร้างมูลค่านักท่องเที่ยว (Visitor Economy) นำส่ง “อารมณ์-ประสบการณ์-ความประทับใจ” ย้ำว่าถึงแม้จะก้าวสู่เป้าหมาย “คุณค่าเหนือปริมาณ :Value Over Volumn “ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ายังจะไม่ต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวในปริมาณ แต่จะทำให้ทั้ง Value กับ Volumn เติบโตไปด้วยกัน เพราะตอนนี้ยังเห็นบางส่วนปรับตัวไม่ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีผู้สร้างบทบาทใหม่เข้ามาเพิ่มคือ IA กับเทคโนโลยี

ประการสำคัญมากอีกเรื่องคือ “ความปลอดภัย” ของนักท่องเที่ยว เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับแต่ละส่วนกว้างมาก สายการบิน โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว ชุมชน ท้องถิ่น และอีกมากมาย ทุกคนในเมืองไทยล้วนเป็น “ผู้มีส่วน” กำหนดอนาคตของประเทศไทย จึงฝากเรื่องสวัสดิภาพ ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น ของนักท่องเที่ยวทุกคน ไม่อยากจะเห็นข่าวการลักพาตัว อุบัติเหตุ ซึ่งกระจายไปเร็วมากในโลก โซเชียล มีเดีย ซึ่งฟีดเรื่องเชิงบวกและลบแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ที่มีผลต่อการท่องเที่ยวของประเทศทั้งสิ้น

 

ฟังข่าวต้นชั่วโมง

ข่าวที่ 1-คิงเพาเวอร์เปิดช้อปก่อนขึ้นเครื่อง4สนามบินลดยาวถึง31ธ.ค.

 

“คิง เพาเวอร์” ได้คัดไอเทมฮิตแบรนด์ดัง น้ำหอม เครื่องสำอาง สกินแคร์ แฟชั่น มาให้นักเดินทางได้เติมเต็มความฟินกับร้านค้าปลีกเพื่อการเดินทางอย่างไม่สิ้นสุดต่อเนื่องได้ก่อนเดินทางตลอด 4 เดือนนี้ ระหว่างกันยายน-ธันวาคม 2569 จัดโหมดช้อปก่อนขึ้นเครื่อง พร้อมไฮไลต์ให้สมาชิก “POWER PASS” เก็บคะแนน CARAT ไว้ใช้สิทธิพิเศษ แลกรับทั้ง แบบฟรี ฟิน ส่วนลด จองที่พัก ท่องเที่ยว สนุกกับกิจกรรมแอคทีฟมากมาย ได้ทุกทริป ดังต่อไปนี้

 

เปิด “โหมดช้อป!! ก่อนขึ้นเครื่อง” คิง เพาเวอร์ คัดไอเทมฮิตมาเอาใจคนไทยที่ชื่นชอบความหอม ความงาม ผิวสวย เมื่อมาถึงแล้วก่อนขึ้นเครื่องออกจาก สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ แวะช้อปติดตัวไว้ใช้ได้เลยในร้านคิง เพาเวอร์ 4 สนามบิน ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2569 ลดสูงสุด 35%

 

“ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” หั่นราคา “น้ำหอมกับสกินแคร์” ลดสูงสุด 35% แบรนด์ดังมากายเฮกันคัดสินค้าเข้าร่วมรายการ ให้เลือกแบบจุใจ  “ผลิตภัณฑ์บิวตี้” ลดสูงสุด 25% + ON-TOP 5% เมื่อช้อปครบต่อใบเสร็จ ช้อป 4,000 บาทขึ้นไป ลดสูงสุด 10% ช้อป 6,000 บาทขึ้นไป ลดสูงสุด 15% ช้อป 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดสูงสุด 20% ช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไปลดสูงสุด 25%

 

“ท่าอากาศยานดอนเมือง” ลดเต็มเหนี่ยวเมื่อช้อป “ผลิตภัณฑ์บิวตี้” ลดสูงสุด 30% + ON-TOP 5% ช้อป 3,000 บาทขึ้นไป ลดสูงสุด 20% ช้อป 5,000 บาทขึ้นไป ลดสูงสุด 25% ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป ลดสูงสุด 30%

 

“ท่าอากาศยานภูเก็ต” แบรนด์ดังแผนกเครื่องสำอาง และน้ำหอมที่เข้าร่วมรายการ ชวช้อป “ผลิตภัณฑ์บิวตี้” ครบ 4,000 บาทขึ้นไป ลดทันที 800 บาท ขณะที่ “แบรนด์แฟชั่น” แว่นตา นาฬิกา ลดสูงสุด 10%+ON-TOP 5% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไปลดสูงสุด 10%

 

“ท่าอากาศยานเชียงใหม่” แผนกน้ำหอม เครื่องสำอาง นำสินค้าที่เข้าร่วมรายการให้เปิดช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป ลดทันที 500 บาท ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที 1,000 บาท

 

ข่าวที่ 2 -คิงเพาเวอร์2โปรHomeDeliveryไม่ต้องมีไฟลต์แจกลด20%

 

“คิง เพาเวอร์ ออนไลน์” เปิดมหกรรม SHOP HOME DELIVERY” วันนี้ -31 สิงหาคม 2569 เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสินค้าคุณภาพ ช้อปแบรนด์โปรดได้ทุกเวลา พร้อมบริการส่งตรงถึงบ้าน สะดวก ครบ จบในทุกออร์เดอร์ ไม่ต้องมีเที่ยวบินก็ช้อปได้ สินค้าแบรนด์ดังแผนกต่าง ๆ คัดไอเทมดเข้าร่วมรายการช่วงสัปดาห์สุดท้ายเดือนสิงหาคมนี้ช้อปด่วน 2 โปรโมชั่น

 

โปรโมชั่น 1 : SHOP HOME DELIVERY นำสินค้ามากมายให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ช้อปที่เดียวจบครบทุกรายการคุ้มค่าเงิน มอบส่วนลดแรง 15-20 % รีบคลิกช้อปได้เลย ดังนี้

 

1.ลดสูงสุด 15% ช้อปไม่มีขั้นต่ำ! รหัสส่วนลด 15HMAUG

2.ลดสูงสุด 20% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท รหัสส่วนลด 20HMAUG

 

โปรโมชั่น 2 : จัดใหญ่ให้ “ฟรี” คูปองส่วนลด 500 บาท ช้อปง่าย ๆ ทาง “คิง เพาเวอร์ ออนไลน์” แค่มียอดซื้อครบ 2,000 บาท ด้วยรหัสส่วนลด TOLAUG500 คนละ 1 สิทธิ์ /รายการสั่งซื้อ เลือกซื้อสินค้าแบรนด์และแผนกที่ร่วมรายการได้ทุกวัน เพื่อเป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์ชั้นนำ พร้อมรับสิทธิพิเศษส่งตรงถึงทุกคน  แถมยังช้อปได้ ทุกที่ ทุกเวลา มาทำให้ทุกการช้อปคุ้มค่ามากกว่าที่เคยไปด้วยกัน

 

ข่าวที่ 3-คิงเพาเวอร์นำของใหม่มาให้ลองเช่า“SONY WH-1000XM6

           

TRY & BUY ลองใช้ ก่อนช้อป บริการใหม่ จาก คิง เพาเวอร์ ให้คุณทดลองใช้สินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “SONY WH-1000XM6 ตัวท็อป Noise Cancelling” เปิดแล้วโลกเงียบช่วยให้ตลอดทริปเงียบสนิท MUTE ทุกเสียงรบกวน

 

ลองมาเปลี่ยนทุกไฟลต์ ให้กลายเป็น “โซนส่วนตัว :Private Zone” ได้ใช้เรือธงในราคาหลักร้อย ไม่ต้องจ่ายหลักหมื่น

 

“ราคาเช่า” ทดลองเช่าใช้บริการในทริปเดินทาง วันละ 399 บาท

 

“ราคาซื้อ” หลังจากเช่าแล้วชอบตัดสินใจซื้อจะได้ส่วนลด 5% เหลือเพียงแค่ 11,390.50 บาท/ชุด

 

-จองสินค้าง่าย ๆ ผ่าน LINE OFFICIAL ACCOUNT @KINGPOWER

 

-เพียงคลิก TRY & BUY แล้วแชทกับพนักงานได้ทันที

 

ข่าวที่ 4-ททท.-B.Duckปลุกเที่ยวB.Duck Playfulกทม.วันนี้-20ก.ย.นี้

 

            นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมมือกับ B.Duck ปลุกการท่องเที่ยวสนุกกับกิจกรรม Creative Event “B.Duck Playful 20th-Glow In The Duck” ส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยวันนี้-20 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยได้นำ “น้องสุขใจ-น้องรักยิ้ม” มาสคอต ททท. ร่วมสร้างสีสันและเติมเต็มประสบการณ์ความสนุกภายในงาน ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กความบันเทิงเชิญชวนครอบครัวที่ใหญ่ที่สุด ภายใต้แนวคิด “Two Giant Inflatable Playlands × B.Duck Carnival” นำเสนอ Giant Air Dome Inflatable Playland แห่งแรกของเมืองไทย ด้วยขนาดความสูง 12 เมตร มีโซนเกมคาร์นิวัล มุ่งสร้างประสบการณ์ความสนุกดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในครีเอทีฟ อีเวนต์ โดยได้นำ B.Duck คาแรกเตอร์ออริจินัลชั้นนำจากเอเชีย มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสนุกและส่งต่อความสุขให้คนทุกช่วงวัย

 

“บัตรเข้าชม” ประเภททั่วไปในราคา 250 บาท หรือเลือกแพ็กเกจบัตร B.Duck ราคา 888 บาท ได้ที่หน้างาน B.Duck Playful 20th-Glow In The Duck วันที่ 24 สิงหาคม – 20 กันยายน 2569 เวลา 14.00 – 22.00 น.ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์

           

เมื่อปี 2568B.Duck 20th Anniversary City Fun Carnival” ประสบความสำเร็จ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 110,000 คน ปี 2569 จึงกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ภายใต้คอนเซปต์ “Be Playful” ชวนทุกคนปลดปล่อยความสนุก เติมเต็มจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่แห่งความสุขให้คนทุกวัยได้ออกมาเล่น ใช้เวลาร่วมกัน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความประทับใจไปด้วยกัน ปีนี้จัดเต็มด้วย 3 ไฮไลต์ ดังนี้

 

Air Dome Giant Inflatable Playland สวนสนุกเป่าลมขนาดใหญ่ภายในโดมยักษ์ ออกแบบมาให้สนุกได้ทั้งครอบครัว กับเครื่องเล่นหลากหลายรูปแบบทั้งสไลเดอร์ยักษ์ โซนผจญภัย เครื่องเล่นปีนป่าย และโซนกระโดด พร้อมสร้างสีสันและประสบการณ์ความบันเทิงให้ครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบ

 

ลานกิจกรรมกลางแจ้ง “Square B และ Square C ได้เนรมิตให้เป็น B.Duck Carnival เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งเกมคาร์นิวัลสุดคลาสสิก Official Pop-up Store ขนคอลเลกชันพิเศษและสินค้าลิมิเต็ดมาให้แฟน ๆ ได้เลือกช้อป รวมถึง B.Duck Ice Cream เติมความสดชื่นให้กับวันแห่งความสนุก

           

B.Duck Inflatable ขนาดยักษ์ พร้อมทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กและจุดเช็กอินสุดน่ารักแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ และเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความสนุกจะเปลี่ยนโหมดเข้าสู่ “Glow in the Duck” เมื่อระบบไฟ LED แบบไดนามิกและเสียงดนตรีผสานกันอย่างลงตัว เปลี่ยนพื้นที่ให้สว่างไสวและมีชีวิตชีวา มอบประสบการณ์ที่แตกต่างตั้งแต่ความสนุกคึกคักในช่วงกลางวัน ไปจนถึงบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสง สี และความมีชีวิตชีวาอย่างเต็มรูปแบบ

 

ททท. และ B.Duck ร่วมมือกันครั้งนี้เป็นมากกว่าการสร้างความสนุก แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นประสบการณ์ และเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นเหตุผลของการเดินทาง ผ่านพลังครีเอทีฟ อีเวนต์  และคาแรกเตอร์ที่เข้าถึงคนทุกวัย ตอกย้ำแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวมุ่งสร้าง Value over Volume นำเสนอประสบการณ์ด้วยเหตุผลใหม่ให้คนทุกวัยออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน พร้อมยกระดับพื้นที่เมืองให้เป็น Urban Destination ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่น่าจดจำ ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสกรุงเทพฯ พร้อมสร้างความประทับใจต่อยอดสู่การเดินทางครั้งต่อไป

 

ข่าวที่ 5-“บางจาก”เปิดแผน5ปีสู่กลุ่มพลังงานโลกปี74รายได้1ล้านล้าน

 

 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บมจ.บางจากฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถรับมือความผันผวน (Energy Security and Resiliency) เป็นแกนสำคัญ โดยใช้ความแข็งแกร่งด้วยวิธี “ผนึกธุรกิจครบวงจร” เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและบริหารสมดุลด้านพลังงานเมื่อเกิดวิกฤต หรือห่วงโซ่อุปทานชะงัก ภายในปี 2573 ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA เป็น 2 เท่า พร้อมก้าวขึ้นเป็น “กลุ่มธุรกิจพลังงานระดับโลก”  นำองค์กรติดอันดับเครดิตสากลระดับ Investment Grade และภายในปี 2574 จะสร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท

 

 ขณะนี้กลุ่มบริษัทบางจากมีฐานธุรกิจพลังงานครบวงจร ตั้งแต่ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การกลั่น การตลาด การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ความแข็งแกร่งดังกล่าวมาจากผลดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 ทำได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มี EBITDA 43,763 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิ 18,383 ล้านบาท โดยได้แรงสนับสนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้ง SAF ธุรกิจการค้า ธุรกิจต้นน้ำ ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน Bangchak Hong Kong (BHK) จะเป็นฐานสำคัญขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้

 

ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานติดขัด ความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความสามารถในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน แปรรูป และส่งมอบถึงตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

“ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม” จึงยังมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านแหล่งพลังงาน (Energy Security) ภายในปี 2578 โลกยังต้องการน้ำมันจากแหล่งผลิตใหม่อย่างน้อย 20 ล้านบาร์เรล/วัน

 

“โรงกลั่น” มีบทบาทแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์พลังงานที่ตลาดต้องการอย่างเพียงพอและมั่นใจ (Energy Reliability) โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังการกลั่นโลกตึงตัว

 

“เครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์” ช่วยกระจายแหล่งจัดหาและเส้นทางขนส่ง เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบเมื่อเกิดความผันผวนหรือวิกฤต (Energy Resiliency)

 

เมื่อเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำ กับ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก 2 แห่ง ที่มีกำลังการกลั่นรวม 294,000 บาร์เรล/วัน เข้ากับเครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์ “กลุ่มบริษัทบางจาก” จึงสามารถบริหารพลังงานได้ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงตลาด พร้อมทั้งมีความคล่องตัวปรับแผนตามสถานการณ์ และการดำเนินงานเมื่อเกิดวิกฤต (Resiliency)  มีความสามารถในการรักษาความต่อเนื่อง เห็นได้จากการรักษาการขนส่งและส่งมอบสินค้าช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2569 ที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัด

 

การปรับโครงสร้างเมื่อต้นปีนี้เป็น 5 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มบางจากมุ่งสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่จาก “เชื้อเพลิงฟอสซิล” สู่พลังงานสะอาด โดยมีธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง ใช้สินทรัพย์และระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่สามารถใช้ร่วมกับระบบเดิมได้ เช่น SAF และกรีนดีเซล (HVO) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ลดทอนความมั่นคงของระบบ และเพิ่มความพร้อมรับวิกฤตในอนาคต ตามรายละเอียดดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 ธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ : เพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Optimization)  ด้วยการเชื่อมโยงสินทรัพย์และเครือข่ายตั้งแต่โรงกลั่น เชื้อเพลิงชีวภาพ การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมีธุรกิจสำคัญคือ “SAF” รองรับการเติบโต เมื่อพฤษภาคม 2569 เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ทำให้ไตรมาส 2 สร้าง EBITDA ราว 1,000 ล้านบาท แนวโน้มโลกช่วง 10 ปีหน้า ข้อกำหนดหลายประเทศมีความต้องการ SAF เพิ่มขึ้นประมาณ 11 เท่า

 

-ธุรกิจการตลาดในประเทศ ภายในปี 2574 ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก 33% เพิ่ม EBITDA ในธุรกิจ non-oil และอินทนิลเป็น 3 เท่า “ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น” โตเป็น 2 เท่า  และ “บางจาก ฮ่องกง/BHKW มีเครือข่ายสถานีบริการ 31 แห่ง “คลังน้ำมัน” จะเป็นฐานธุรกิจในฮ่องกงและรองรับการเติบโตในภูมิภาค ครอบคลุมตลาดค้าปลีก ลูกค้าธุรกิจ เชื้อเพลิงเรือ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และน้ำมันหล่อลื่น ภายในปี 2574 ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเชื้อเพลิงเรือเป็น 25 % จาก 13%

 

กลุ่มที่ 2 ธุรกิจการค้าน้ำมัน : มุ่งสร้างความยืดหยุ่นและคล่องตัว ขยายเครือข่ายและผลิตภัณฑ์ โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ จัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ธุรกรรมอนุพันธ์ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าระดับสากลของกลุ่มบริษัท เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจกับลูกค้าภายนอกกลุ่มบริษัทฯ ควบคู่ “การบริหารความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาด” เพื่อใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาและความต้องการในแต่ละภูมิภาค

 

อีกบทบาทสำคัญคือช่วยให้กลุ่มบริษัทบริหารแหล่งจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว รักษาความต่อเนื่องการส่งมอบพลังงาน เมื่อเส้นทางขนส่งหรือห่วงโซ่อุปทานเกิดข้อจำกัด ตั้งเป้าภายในปี 2574 มี EBITDA ประมาณ 5,000 ล้านบาท

 

กลุ่มที่ 3 ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ : เร่งเพิ่มความมั่นคงเข้าถึงแหล่งพลังงาน โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญของ OKEA ในการบริหารสินทรัพย์ปิโตรเลียมช่วงกลางถึงปลายอายุการผลิตในนอร์เวย์ เน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์เดิม ควบคู่การพัฒนาโครงการเดิมและลงทุนใหม่อย่างมีวินัย วางฐานดำเนินงานในอ่าวไทยและขยายพอร์ตสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายแหล่งผลิต พร้อมสร้างผลตอบแทน กับกระแสเงินสดระยะยาว ภายในปี 2574 ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการผลิตเป็นประมาณ 100,000 บาร์เรล/วัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ)

 

กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน : ช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจพลังงานของกลุ่มบริษัทฯ โดยยกระดับธุรกิจผลิตไฟฟ้าสู่แพลตฟอร์มด้านพลังงานและสาธารณูปโภค “ธุรกิจผลิตไฟฟ้า” จะนำประสบการณ์และฐานดำเนินงานในไทยและสหรัฐอเมริกามาพัฒนารูปแบบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถขยายผลได้ ตั้งเป้าภายในปี 2574 จะขยายกำลังผลิตอีกไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ ควบคู่การพัฒนาบริการคลังและโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อใช้สินทรัพย์ให้เต็มศักยภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นดำเนินงาน พัฒนาโอกาสด้านการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ เน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ปี 2574 ตั้งเป้าทำEBITDA เป็น 1.5 เท่าจากฐานปี 2568

 

กลุ่มที่ 5 ธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ : บ่มเพาะธุรกิจแห่งอนาคตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กลุ่มบริษัทฯ โดยจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับศักยภาพธุรกิจและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ “ด้านการเงิน” กลุ่มบริษัทบางจากจะรักษาวินัยในการจัดสรรเงินทุน โดยเลือกลงทุนในธุรกิจหลักและโอกาสที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง ควบคู่การจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก นำเงินทุนกลับไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อรักษาสภาพคล่อง ความยืดหยุ่นทางการเงิน ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด

 

โดยเสริมความแข็งแกร่ง “ฐานะการเงิน” พร้อมสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี และการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง ด้วยอัตราผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น BCP ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 94% เทียบกับ SET ENERGY ที่ 38.1% และ SET50 ที่ 32.6%    

 

ข่าวที่ 6- TCEBนำไทยรุกตลาดจีนแนะไมซ์รับโอกาสเศรษฐกิจใหม่ 9 เรื่อง

           

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บได้นำสัญญาณที่ดีจากเวที Summer Davos 2026 สะท้อนให้เห็นถึง China Opportunity 2.0 : เมื่อจีนเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจจาก “Made in China” สู่ “Innovated in China” ทุนจีนยุคใหม่ไม่ได้กำลังมองหาพันธมิตรและจิ๊กซอว์สำคัญมาต่อยอดระบบนิเวศธุรกิจและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็น “โอกาสทอง” ของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยเข้าไปเติมช่องว่างสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้ สอดรับกับการนำทีมไปจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen : เปิดเวที “Thailand: Meet for More” มิติใหม่งานไมซ์เจาะตลาดใหญ่ในจีน วันที่  9–10 กันยายน 2569 ที่มหานครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จะได้ขับเคลื่อนไปกับตลาดจีน 9 เรื่อง ประกอบด้ว

 

เรื่องที่ 1 ไทยมีโอกาสเป็นประตูสู่นวัตกรรมของภูมิภาค - เพราะมีฐานที่แข็งแรงด้านการผลิตอุตสาหกรรมสามารถต่อยอดสู่การผลิตอัจฉริยะ (Intelligent Manufacturing) ใช้ AI ได้มากขึ้น ไมซ์จึงมีโอกาสเป็น “ประตูสู่นวัตกรรม” (Innovation Gateway) เชื่อมโยงบริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน พันธมิตรจากจีนและทั่วโลก

 

เรื่องที่ 2  AI กำลังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ - AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก (New Growth Engine) ไทยสามารถใช้ไมซ์เป็นเวทีเชื่อมโยงความรู้ การลงทุน และพันธมิตรจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

เรื่องที่ 3 ไมซ์ต้องสร้างประสบการณ์นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ - ไมซ์ยุคใหม่ต้องเดินหน้าสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณค่าทางธุรกิจ” (High-Value Experience) ผ่านกิจกรรม เช่น การเยี่ยมชมบริษัทหรือโรงงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าร่วมจาก “ผู้มาเยือน” (Visitor) สู่ “พันธมิตรทางธุรกิจ” (Strategic Partner)

 

เรื่องที่ 4 ไทยมีโอกาสเป็นจุดเชื่อมต่อห่วงโซ่ธุรกิจจีน–อาเซียน - ขณะนี้ไทยมีฐานการผลิตและโลจิสติกส์แข็งแรง เชื่อมกับห่วงโซ่ธุรกิจจีนและอาเซียน ไมซ์จึงสามารถเป็นเวทีเชื่อมผู้ผลิต นักลงทุน และพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างความร่วมมือทางอุตสาหกรรมและต่อยอดธุรกิจในอนาคต

 

เรื่องที่ 5 พลังงานสะอาดและ AI จะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง - เมื่อจีนและทั่วโลกเร่งลงทุนศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน AI (Green Energy & AI Infrastructure) ไมซ์ไทยจึงมีโอกาสดึงงานประชุมและแสดงสินค้าในสาขาเฉพาะด้าน เช่น พลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ใช้เวทีนานาชาติ เช่น Gastech 2026 สร้างโอกาสทางธุรกิจและแสดงศักยภาพไทย

 

เรื่องที่ 6 Green MICE จาก “มาตรฐาน” สู่ “ข้อได้เปรียบ” - การลดคาร์บอนและแนวคิด ESG กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนและเลือกคู่ค้าของธุรกิจทั่วโลก ดังนั้น “กรีน ไมซ์”จึงสามารถเป็นข้อได้เปรียบทางแข่งขันของไทย

 

เรื่องที่ 7 Healthcare & Wellness คือโอกาสสำคัญจากตลาดจีน - กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยความต้องการใหม่เศรษฐกิจผู้สูงวัยและสุขภาพ (Silver Economy & Healthcare Economy) ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical Tourism & Wellness) จึงสามารถใช้ไมซ์เชื่อมโยงความร่วมมือไทย–จีน ผ่านงานประชุม การแสดงสินค้า และเวทีด้านการแพทย์และสุขภาพ

 

เรื่องที่ 8 ไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมจีน–อาเซียน - ด้วยทำเลยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนา ทั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ไทยมีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน ไมซ์จึงสามารถสร้างความร่วมมือด้านธุรกิจ การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ (Supply Chain Diplomacy)

 

เรื่องที่ 9 ความยืดหยุ่นจะเป็นหัวใจของไมซ์ยุคใหม่ - ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน (Resilience) จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่การจัดงาน ไมซ์ต้องเตรียมพร้อมทุกด้านให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง

 

          ช่วงที่ 2 วันหยุดสบาย ๆ นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ไปสุขทันทีกับ “ททท.ชวนเที่ยวฟรีงานไปกันปราการ–EasternFlavor Fest” แล้วฟัง “4 วิธีพักกาย พักใจ” พักให้เป็นแล้วสุขภาพกายใจดีทุกวัย และติดตามข่าวดี ๆ ข่าวแรก “AOTเปิดบิ๊กแคมเปญเสน่ห์ไทย” 5สนามบินวันนี้-12ต.ค.69 เพิ่มรายได้จากผู้โดยสารผ่านเข้าออกสนามบิน ข่าวที่สอง กลุ่มดุสิตเปิดโรงแรมใหม่ “อาศัย กามูดา โคฟ”มาเลย์15ก.ย.69

 

ท่องเที่ยว –ททท.ชวนเที่ยวฟรีงานไปกันปราการ–EasternFlavor Fest

 

 เสาร์-อาทิตย์นี้ มีทริปมาชวนออกไปเปิดระสบการณ์งาน “ททท.ชวนเที่ยว...ไปกันปราการ – Eastern Flavor Fest 29-30 สิงหาคม 2569 ช่วง 15.00–21.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ  สัมผัสกับสีสันการท่องเที่ยวกรีนซีซั่นภาคตะวันออก  “ชวนปล่อยจอย ปล่อยใจ…ไปกับอรรถรสแห่งภาคตะวันออก”

 

ละลานตากับสินค้าท่องเที่ยว 5 Must Do in Thailand ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสแบบครบทั้ง “กิน-เที่ยว-ชม-ช้อป-ฟังดนตรี” และเปิดประสบการณ์ใหม่ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพหลั่งไหลมาท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเติบโตเพิ่มมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้เข้าพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและชุมชนท่องเที่ยว

 

ภายในงาน “ททท.ชวนเที่ยว...ไปกันปราการ – Eastern Flavor Fest” ได้แปลงโฉม พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ สมุทรปราการให้เป็นพื้นที่สวรรค์นักกินถิ่นตะวันออก ด้วยไฮไลต์ที่จะเพิ่มประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวทุกวัยได้สัมผัสบรรยากาศมนต์ขลังของสถานที่สุดตระการตา 4 พิกัด

 

พิกัดที่ 1 ยุทธนาวีภาคตะวันออกของไทย ย้อนชมความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าภูมิใจ พาดำดิ่งสู่ห้วงเวลาแห่งมรดกล้ำค่าผ่านเทคนิคแสง สี เสียง การจำลองขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระราชพิธีและศิลปวัฒนธรรมไทยโบราณอันยิ่งใหญ่ หนึ่งเดียวในโลก

 

พิกัดที่ 2 ชมประติมากรรมแสงทรงหยดน้ำ ชมความงดงามทางทัศนศิลป์ ผลงานคนไทยที่ได้ไปเฉิดฉายในเทศกาลแสงระดับโลก Vivid Sydney 2025 ออสเตรเลีย

 

พิกัดที่ 3 สนุกสนานกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังตลอดการจัดงาน บ่ายวันที่ 29 สิงหาคม นี้ พบกับ ธัช-กิตติธัช แก้วอุทัย จากรายการเพลงเอก ซีซัน 1 และ วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม แฟนคลับ ลีโอ อธิป จากรายการไมค์หมดหนี้ มีนัดมาพบกัน พร้อมกบชมดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารเรืออีกทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรรมร่วมสมัย

 

พิกัดที่ 4 ช้อปดีลท่องเที่ยวราคาพิเศษ จากผู้ประกอบการภาคตะวันออก  รวมทั้งการ“ยกทัพความอร่อยกับของดีของเด็ดภาคตะวันออก” มาไว้ในงานนี้งานเดียวให้เลือกชิม เลือกช้อป ไม่ว่าจะเป็น สวนแก้วคูณ นครนายก ไอติมพร้าวหอม สมุทรปราการ แจงลอน แม่นิภา อ่างศิลา ชลบุรี

 

-ค้นหาแรงบันดาลใจสำหรับออกเดินทางไปสัมผัสแต่ละจุดหมายด้วยตัวเอง พร้อมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวครบครัน

 

-ลุ้นรับของรางวัลมากมายภายในงาน พิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียน ! สามารถแลกรับสิทธิ์คูปองแทนเงินสดมูลค่า 100 บาท (1 หมายเลขโทรศัพท์ ต่อ 1 สิทธิ์ตลอดงาน) ลงทะเบียนที่ https://shorturl.at/wMbZN  

 

“การเดินทาง” สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ลงสถานีโรงเรียนนายเรือทางออก 1หรือโทรสอบถามได้ที่ 1672 Travel Buddy

 

สุขภาพ –4 วิธีพักกาย พักใจ พักให้เป็นแล้วสุขภาพกายใจดีทุกวัย

 

สุขภาพดี เริ่มที่ “พักให้เป็น” วันหยุดไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยกิจกรรมเสมอไป เพราะการได้หยุดพักไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ แค่วางงาน วางมือถือ และให้เวลากับตัวเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ

 4 วิธีพักกาย พักใจ

  • อนุญาตให้ตัวเองได้พัก: หยุดความกังวลและให้เวลาร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
  • ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ: พาตัวเองไปพบสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เพื่อลดความเครียดสะสม
  • เติมความสุขกับคนรอบข้าง: ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเพื่อสร้างพลังใจที่ดี
  • ให้เวลากับสิ่งที่ตัวเองชอบ: ทำงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบเพื่อความสุขส่วนตัว

 

ฟังข่าวท้ายชั่วโมง

 

ข่าวแรก – AOTเปิดบิ๊กแคมเปญเสน่ห์ไทย5สนามบินวันนี้-12ต.ค.69

 

     บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) AOT” เดินหน้าจัดโครงการส่งเสริมการตลาด พร้อมแจกโชคสุดฟินลุ้นบินลัดฟ้าให้ผู้โดยสาร เพียงใช้จ่ายหรือซื้อสินค้าภายในท่าอากาศยานครบทุก 500 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลพิเศษต่างๆ ใน 5  ท่าอากาศยาน ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ไทย” หรือ “Charm of Thailand: ช็อป บิน ฟิน ลุ้น” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างสีสันการเดินทาง สร้างระบบนิเวศเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

 

     AOT จะจัดกิจกรรมนี้รอบละ 15 วัน รวม 2 รอบ รอบแรก เริ่ม 27 สิงหาคม - 10 กันยายน 2569 รอบสอง เริ่ม 28 กันยายน - 12 ตุลาคม 2569 ภายในอาคารผู้โดยสารภายในประแทศ ให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสบรรยากาศการตกแต่งบูธสะท้อนถึงศิลปะวัฒนธรรม และเสน่ห์อันโดดเด่นของแต่ละภูมิภาค และร่วมสนุกกับกิจกรรม “สะสมใบเสร็จ” จากการซื้อสินค้า และใช้บริการจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในอาคารผู้โดยสารของ AOT

 

แคมเปญ “เสน่ห์ไทย-Charm of Thailand: ช็อป บิน ฟิน ลุ้น” ของ AOT แจกสิทธิประโยชน์ดังนี้

 

ผู้โดยสารใช้จ่ายหรือซื้อสินค้าภายในท่าอากาศยานครบทุก 500 บาทขึ้นไป (รวมใบเสร็จได้) รับคูปองเงินสดลุ้นรางวัลได้ 1 สิทธิ์

 

สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ตั๋วเครื่องบินฟรี ไป-กลับ ในประเทศ เมื่อใช้จ่ายหรือซื้อสินค้าภายในท่าอากาศยานครบ 3,500 บาท

 

 

ข่าวที่สอง กลุ่มดุสิตเปิดรร.ใหม่“อาศัย กามูดา โคฟ”มาเลย์15ก.ย.69

 

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มดุสิตธานีนำแบรนด์ "อาศัย" (ASAI Hotels) เปิดตัวครั้งแรกโรงแรมใหม่ “อาศัย กามูดา โคฟ” (ASAI Gamuda Cove) รัฐเซอลาโงร์ มาเลเซีย ขนาด 280 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ตั้งอยู่ภายในโครงการเมืองใหม่ กามูดา โคฟ บนพื้นที่กว่า 1,530 เอเคอร์ พร้อมให้บริการตั้งแต่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ด้วยการนำเสนอที่พักไลฟ์สไตล์ราคาคุ้มค่าและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้แนวคิด Live Local เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับท้องถิ่นผสานเสน่ห์ทางธรรมชาติ กิจกรรมพักผ่อน และวิถีชุมชน โดยได้ออกแบบให้เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์เชื่อมโยงผู้คน เข้าด้วยกัน รวมทั้งมีจุดขายโดดเด่น ได้แก่

 

-อยู่ติดกับ “ปายา อินดาห์ ดิสคัฟเวอรี เวตแลนด์ส” พื้นที่ชุ่มน้ำและเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าขนาดกว่า 1,111 เอเคอร์ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าพื้นถิ่นและระบบนิเวศน้ำจืดที่หาได้ยาก ทำให้ผู้เข้าพักสามารถสัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติอย่างใกล้ชิดใน “รัฐเซอลาโงร์” นำเสนอแนวคิด "ใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่น" :Live Local

 

-อยู่ใกล้ “เวตแลนด์ส อาร์โบเรตัม” สวนพฤกษศาสตร์มีชีวิตขนาดกว่า 90 เอเคอร์ เหมาะกับการทำกิจกรรมศึกษาธรรมชาติ เส้นทางเดินชมสวน จุดดูนกยอดนิยม

 

-มีสแปลชมาเนีย วอเตอร์พาร์ก สวนน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องเล่นและสไลเดอร์กว่า 39 รายการ

 

-ดิสคัฟเวอรี พาร์ก ศูนย์รวมกิจกรรมกลางแจ้งและความบันเทิงของคนทุกวัย

ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ททท.ผ่าไฮไลต์แผนตลาดปี’70 “The Year of Transformation” พลิกท่องเที่ยว4ด้าน“คุณค่า-ประสบการณ์-ศก.วิถีชีวิต-ยั่งยืน

  ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท.ผ่าไฮไลต์แผนตลาดปี ’70 “ The Year of Transformation ” พล...