“ททท.”ลุยลงทุนใหญ่ดิจิทัลปูพรมปี71ผงาดผู้นำ Digital Tourism
โฉมใหม่3แพลตฟอร์ม“CDP-Stakeholders-ThailandTourism.org
ต่อยอดหลังคว้ารางวัลโลกชูTAT-AIขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติยั่งยืน
“อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์”นำทีมขี่ม้าโปโลไทยคว้าชัยซีเกมส์แล้ว2ครั้ง
คิงเพาเวอร์ลดล้างสต็อกของขวัญส่งท้ายปี
80%วันนี้ – 4ม.ค.69
12.12ช้อปคิงเพาเวอร์ออนไลน์ลด30%ราคานี้มีแค่วันนี้-14 ธ.ค.
ผู้ว่าฯททท.ดันไทยสู่Gastronomyเปิด13ร้านใหม่“Bib Gourmand”
บางจากแจงปปง.อายัดหุ้นผู้ซื้อเฉพาะราย-ธุรกิจเดินหน้าได้ปกติ
บางจาก-น้ำมันพืชกุ๊ก”เปิดแลกน้ำมันเก่าแลกใหม่วันนี้-4มี.ค.69
หนาวนี้เที่ยวเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์12คืนเริ่ม
23ธ.ค.68
5 โรคร้ายจากฝุ่น PM2.5 “ปอด-มะเร็ง-ผิวหนัง-หัวใจ-เยื่อบุตา”
TCEBเปิด“ไมซ์อวดดิ๊...ไมซ์ไทย
ภูมิใจที่ได้อวด”บูมไมซ์มงคล
ททท.คาดวันพ่อ5-7ธ.ค.68ท่องเที่ยวไทยเงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ต้อนเข้าสู่รายการ “รวยด้วยข่าวเสาร์-อาทิตย์” เวลา 11.00-12.00 น.พบกับ “เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97MHz. ฟังทางfacebookLiveFM97.0 อ่านในwww.facebook.com/penroongyaisamsen #gurutourza #รวยด้วยข่าวเสาร์อาทิตย์FM97 #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #เที่ยวกับกู๋ #KingPower #TAT #บางจาก #เทศกาลโคมไฟนครสวรรค์
ฟัง Live สดจากลิงค์นี้... https://www.facebook.com/share/v/19mi3kdA5p/
ช่วงที่
1 สัมภาษณ์!! “กิตติพงษ์
ประพัฒน์ทอง” รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทุ่มลงทุนพลิกโฉม
“ฐานข้อมูลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวใหม่”
ปูพรมใช้ดิจิทัลเปลี่ยนโลกท่องเที่ยวก้าวสู่แผนวิสาหกิจปี’71 สู่ผู้นำ One Stop Digital Tourism ยกเครื่องครั้งใหญ่
3 บิ๊กแพลตฟอร์ม นำร่อง แพลตฟอร์มแรก “TAT CDP” สร้างความแม่นยำทำตลาดได้ตรงเป้า B to C แพลตฟอร์มที่สอง
“Stakeholders Portal Platform :SPP” เชื่อมธุรกิจไทยกับตลาดโลกทำ B to B คุยธรกิจได้24ชั่วโมง แพลตฟอร์มที่สาม ยกระดับ Thailandtourism.org เว็บไซต์หลังบ้าน แอปสำคัญ พร้อมต่อยอดรางวัลโลก
เชื่อมโยงถังข้อมูลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจชาติในอนาคต
นายกิตติพงษ์
ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.) เเปิดเผยว่า ททท.กำลังจะก้าวสู่การจัดทำแผนวิสาหกิจปี 2571
ทางด้านสู่ดิจิทัลและวิจัยจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
จากปัจจุบันเป็นหน่วยซัพพอร์ตสนับสนุนทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
แต่พอเข้าสู่แผนวิสาหกิจฉบับใหม่ภารกิจดิจิทัลและวิจัยจะเป็น “หน่วยงานผู้นำ :Leading
Process” จึงต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ปัจจุบันนี้เป็นต้นไป
เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กับบริการทุกภาคส่วน
ขับเคลื่อนหลัก ๆ โครงการ “ปรับฐานข้อมูลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใหม่”
ทั้งระบบ เพื่อซัพพอร์ตทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน โดยมีไฮไลต์การลงทุนพัฒนาเต็มรูปแบบ
3 แพลตฟอร์ม
● แพลตฟอร์มแรก TAT CDP : Customer DATA Platform เป็นคลังสมองสำคัญที่ใช้งานระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (Business to Consumer) โดยจะช่วยสร้าง “ความแม่นยำ” การแทร็กพฤติกรรมคนใช้บริการ ซึ่งจะนำเข้ามาจัดการกับข้อมูลลูกค้า (Customer Relationship Management : CRM) เป็นถังข้อมูลการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยใช้ซอฟต์แวร์จัดเก็บ วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลลูกค้าและปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประมวลผล จัดระเบียบข้อมูล ผู้ที่เข้ามาดูข้อมูล แล้วทำให้ระบบรู้จักทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม แล้วดึงเข้ามาลงทะเบียนไว้ในระบบได้ด้วย
ขณะนี้ถังข้อมูล “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สามารถจัดเก็บข้อมูลคนที่ลงทะเบียนไว้ได้แล้วถึง 2.1 ล้านคน โดยมีวิธีการแทร็กผู้ใช้บริการตามมาตรฐานกฎหมายทุกประการ
ทำให้
“หลังบ้าน” สามารถเก็บ “พฤติกรรมผู้เข้าชม” เพื่อเรียนรู้แล้วนำไปออกแบบโปรแกรม
แพกเกจ การท่องเที่ยว ส่งเสริมตลาดการขาย ออกผลิตภัณฑ์และทำโปรโมชั่นแต่ละช่วง
ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
● แพลตฟอร์มที่ 2 Stakeholders Portal Platform :SPP การทำงานแบบธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business) สื่อสารกันได้ตลอดเวลา ททท.ได้รวบรวมผู้ประกอบการทั่วเมืองไทย โดยใช้ฐานข้อมูลแพลตฟอร์ม TAT CDM ที่มีผู้ลงทะเบียนเป็นทั้งตัวแทนการขาย (sallers) กับตัวแทนผู้ซื้อ (buyers) อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เป็นแพลตฟอร์มทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้คู่ธุรกิจสามารถคุยกันได้ตลอดเวลา เป็นการเปิดโอกาสให้ “ผู้ประกอบการไทย” เข้าถึงข้อมูลการค้าอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องถึงการ “เพิ่มข้อเสนอโปรโมชั่น” ได้ทันที และ “การรับสมัครเข้าร่วมโร้ดโชว์/เทรดโชว์” ของ ททท.ได้ทุกงานในประเทศและทั่วโลก
เตรียมเปิดตัว Stakeholders Portal Platform อย่างเป็นทางการในงานมหกรรมเทรดรายการของ ททท. Thailand Tourism Market Plus :TTM+2026 เดือนมิถุนายน 2569 ที่สวนนงนุช พัทยา
● แพลตฟอร์มที่ 3 ยกระดับปรับปรุงการทำงานหลังบ้านครั้งใหญ่ทั้งเว็บไซต์ Thailandtourism.org โมบายแอปพลิเคชั่น เช่น AmazingThailand และอื่น ๆ ที่สำคัญ ปี 2569 เป็นครั้งแรกที่ได้งบประมาณเข้ามาปรับโฉมอย่างเต็มที่ ช่วงก่อนหน้านี้มีใช้งานช่องทางเหล่านี้หนักมาก เป้าหมายจะเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็น Website , Application ที่คนต้องเข้ามาดู ผนวกกับจะมีตัวชูโรงคือ TATAI เป็นระบบเอไอยุคใหม่
พร้อมกับตั้งเป้าจะดึงบริการเข้ามาไว้ด้วยอีก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ บริการที่ 1 ใบ ตม.6 อัตโนมัติ บริการที่ 2 ระบบจ่ายเงินอัตโนมัติ Payment Gateway พร้อมรองรับ QR CODE บริการที่ 3 TAX Refund นักท่องเที่ยวขอคืนภาษีต่าง ๆ
ล่าสุดมีโอกาสได้คุยกับทาง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ถึงการทำ One
Stop Application ซึ่งเป็นการทำโครงสร้างพื้นฐานรองรับการตลาดอนาคต
โครงการ Tourism Digital Platform นี้จะช่วยยกระดับและสร้างให้
Amazing Thailand เป็นแอปพลิเคชั่นที่นักเดินทางทั่วโลกหรือคนไทยเองต้องเข้ามาดาวโหลดใช้งาน
ผนวกกับแอปพลิเคชั่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ยังมีรายชื่อ “ผู้ประกอบการไทย” ลงทะเบียนอยู่แล้วกว่า 8,000 ราย หากรัฐบาลมีโปรโมชั่น แล้วต้องการใช้งานกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ก็สามารถทำแอปพลิเคชั่นเพื่อโปรโมชั่นภาคใต้จุดเดียวได้ทันที
ตั้งเป้าจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จภายในปี 2569 แล้วทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยสามารถตอบโจทย์ประสบการณ์ความประทับใจทุกกลุ่มได้อย่างเต็มที่ในอนาคต
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลท่องเที่ยวเป้าหมายแรก เน้นความสะดวกสบาย แม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนลงให้มากที่สุดโดยสามารถ sign in เข้าไปแล้วสามารถใช้ทุกอย่างของ ททท.ได้ รวมทั้งสามารถใช้บนเดสท็อปคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค มือถือ ได้ทุกช่องทาง ตอนนี้มี e-signature แล้ว จึงตอบโจทย์ “การท่องเที่ยวยั่งยืนและรับผิดชอบ” ขณะเดียวกันก็เป็น Digital Content Protection หรือการคุ้มครองเนื้อหาดิจิทัล ที่จะช่วยกรณีต้องใช้แผนปฏิบัติการสถานการณ์ฉุกเฉินได้
เลือกใช้ “คลาวนด์ เซิร์ฟเวอร์” ในเชิงการประชาสัมพันธ์โครงการสำคัญของ ททท.อย่าง 1.Trusted Thailand มาตรฐานความมั่นคง ปลอดภัยการท่องเที่ยวเมืองไทย เป็นการใช้โซเชียล มีเดีย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากจะทำให้ทรงพลังได้ต้องเข้าบริบทของสังคมด้วยการ เดินทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และอื่น ๆ
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่าล่าสุดเพิ่งเดินทางไปในงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งราชวงศ์เบลเยียม กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ประกาศให้ ททท.ได้รับ 2 รางวัล ได้แก่
1.รางวัลชนะเลิศ รายการ "Best Use of AI in Travel": โครงการ TAT-AI (Thailand’s Tourism Intelligence Powered by AI) การปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวอัจฉริยะ ร่วมกับ Google ทำข้อมูลที่แม่นยำตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบรายบุคคล (Personalized) รช่วยในการวางแผนการตลาดแบบ Data-Driven
ก่อนหน้านี้มีคำถามมากมายว่า ททท.ทำ AI ไปทำไมเพราะองค์กรชั้นนำได้ทำไว้หมดแล้วทั้ง ChatGPT, Gemini (Google) คำตอบคือ “นำ AI มาช่วยตลอดการเดินทางของนักท่องเที่ยว (Journey)” ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก ททท.อาจจะเป็นหน่วยงานการท่องเที่ยวแรกของโลกที่ทำโครงการนี้จึงได้รับรางวัลดังกล่าวมาให้ประเทศ ตามปกติคนอาจจะถามเรื่องท่องเที่ยวผ่าน ChatGPT ได้ แต่ TAT-AI มีความแตกต่างคือ “ตอบทุกคำถามได้แม่นยำ” มากกว่า AI แบรนด์อื่น ๆ เพราะ ททท.ได้นำข้อมูลที่สะสมมานานกว่า 65 ปี ออกจากองค์กรของรัฐ จึงมี “ความน่าเชื่อ” ที่นักท่องเที่ยวมั่นใจได้
2.รางวัลชนะเลิศ รายการ "Most Innovative Tourism Campaign": โครงการ เที่ยวไทยคนละครึ่ง เป็นแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ประสบความสำเร็จช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนสร้างเงินหมุนเวียนกว่า 35,000 ล้านบาท ผ่านการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลวิเคราะห์และทำการตลาดเชิงรุก
โครงการนี้สามารถพานักท่องเที่ยวไปยังเมืองปลายทางที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก แล้วก็ยังสามารถนำรายได้กระจายเข้าถึงท้องถิ่นทั่วไทยได้จริง
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ททท.ด้านดิจิทัลและวิจัย ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ และคนไทย มอบคุณค่าการเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ การสู้ระบบระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ที่ผ่านมาได้ต่อสู้กับทุกเหตุการณ์มาด้วยสปิริตแล้วก็ก้าวข้ามมาสู่ความสำเร็จในวันนี้ ดังนั้น ททท.ยังคงมีความพร้อมเป็นส่วนหนึ่งช่วยฟื้นฟูทุกพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง ปี 2569 น่าจะเป็นโอกาสของไทยเมื่อมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางมาไทยดีขึ้นตามลำดับ ก็ขอให้ทุกฝ่ายจับมือนำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างความสุขและสร้างรายได้ให้คนไทยทั้งประเทศ
ฟังข่าวต้นชั่วโมง
ข่าวที่ 1-“อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์”นำทีมขี่ม้าโปโลไทยคว้าชัยซีเกมส์แล้ว2ครั้ง
สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย รายงานผลการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 “กีฬาขี่ม้าโปโล”
เปิดสนามนัดแรก ประเภท Handicap 2–4 Goals มีผู้ร่วมแข่งขัน
5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย
ฟิลิปปินส์ ที่สนามหลัก “วีเอส
สปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโลปาร์ค” อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
“อัยยวัฒน์และอภิเชษฐ์” ศรีวัฒนประภา สองผู้บริหารคิง เพาเวอร์ นำทีมลงสนามในนามทีมชาติไทยขี่ม้าโปโลชิงชัยเหรียญทองซีเกมส์ โดยสามารถคว้าชัยชนะทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรก ประเดิมสนาม ชนะ ทีมชาติบรูไน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ครั้งที่ 2 ชนะ ฟิลิปปินส์ เดินหน้าสู่เป้าหมายครั้งนี้ที่จะต้องคว้า “เหรียญทองซีเกมส์” มาให้พี่น้องชาวไทยทุกคน
ไฮไลต์นัดประเดิมสนาซีเกมส์เมื่อวันที่
3 ธันวาคม “ทีมชาติไทย”
นำโดยนักกีฬาทีมชาติสองพี่น้อง “อัยยวัฒน์-อภิเชษฐ์” ศรีวัฒนประภา พบ “ทีมชาติบรูไน”
ทีมชาติไทยเปิดฉากโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมท่ามกลางบรรยากาศลุ้นระทึกตลอดทั้งเกม กระทั่งสามารถลิกสถานการณเอาชนะทีมชาติบรูไนแบบสุดมัน
ด้วยสกอร์ 7½ ต่อ 7 ประตู
“ไทย”
ออกสตาร์ตโชว์ฟอร์มแกร่งตั้งแต่นาทีแรก “ณัฐพงศ์ ประทุมลี” ก็ยิงประตูขึ้นนำก่อน จบการแข่งขันชักก้าแรกไทยตามหลัง
1½
ต่อ 3 ประตู
ชักก้าที่
2 บรูไนอาศัยความแม่นยำจากจุดโทษทำแต้มทิ้งห่างไปถึง 6 ต่อ 4½ ประตู
ชักก้าที่
3 เปิดเกมแลกเข้มข้น ก่อนถึงจุดเปลี่ยนปิดเกมในชักก้าสุดท้าย “ไทย” โชว์ความนิ่งและทีมเวิร์กขั้นสูงไล่ตามเป็น
6½
ต่อ 7 ประตู แล้วก็คว้าชัยชนะได้สำเร็จพลิกแซงทำประตูได้ 7½ ต่อ 7
การแข่งขันนัดแรก
“ณัฐพงศ์
ประทุมลี” ทำผลงานโดดเด่น
ยิงรวม 5
ประตู ทางด้าน “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ทำเพิ่มอีก 2 ประตู และธนาศิลป์ เชื้อวังคำ
ทำเพิ่ม 1 ประตู
พาทีมไทยประเดิมชนะศึกซีเกมส์
“ณัฐพงศ์ ประทุมลี” นักกีฬาขี่ม้าโปโลทีมชาติไทย ผู้ทำ 5 ประตู กล่าวว่าตอนเริ่มเกมมีอาการเกร็งบ้างในฐานะประเทศเจ้าภาพ แต่หลังจากได้คุยแผนกันแบบนาทีต่อนาที คิดเร็ว ทำเร็ว แก้เกมและเล่นให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยยอมรับขี่ม้าโปโลเป็นกีฬาที่มีความกดดันสูง จึงต้องตั้งสติแล้วเริ่มบุกใหม่อยู่ตลอด จนชักก้าสุดท้ายทุกอย่างลงตัวมาก เล่นสนุก สามารถฝ่าความกดดันสร้างความสำเร็จ
ส่วนการลงสนามนัดต่อไปต้องดีกว่านี้ และอยากให้ทุกคนช่วยเชียร์ เป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทยด้วย
ติดตามเพิ่มได้ทาง
Facebook
/ Instagram: Thailand Polo Association
ข่าวที่ 2 -คิงเพาเวอร์ลดล้างสต็อก80%ของขวัญส่งท้ายปีวันนี้–4 ม.ค.69
คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชวนนักเดินทางที่มีไฟลต์บินทริปสิ้นปีต้องมา! มัดรวมสินค้าราคาพิเศษ “YEAR-END Clearance Sale up to 80%”ของมีจำกัด มาช้อปก่อน ได้เลือกก่อน แฟชั่น | บิวตี้ | น้ำหอม | แว่นตา วันนี้ - 4 มกราคม 2569
ชวนเพื่อนฝูง ครอบครัว และคนรู้ใจ แวะมาฮีลใจ กับการช้อปลดล้างสต็อกส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เริ่มสำรวจได้ตั้งแต่ ชั้น 1 โซน Hallway และ ชั้น 2 โซนบิวตี้-น้ำหอม และแว่นตา
นักช้อปที่มาถึงก่อน
ได้สินค้าที่ชอบแบบโดน ๆ ก่อนใคร มาถึงแล้วแนะนำให้ตรวจสอบสินค้าเพิ่มเติมที่จุดขาย
แล้วตลุยช้อปให้สนุก ในราคาจับต้องได้ ทุกแผนก ทุกวัน
ข่าวที่ 3-12.12ช้อปคิงเพาเวอร์ออนไลน์ลด30%ราคานี้มีแค่วันนี้-14ธ.ค.68
12.12 FINAL SALE OF THE YEAR ที่ “คิง เพาเวอร์ ออนไลน์” วันนี้ -14 ธันวาคม 2568 เปิดมหกรรมปลดล็อกดีลแห่งปี ช้อปมันส์ทุกคลิก ลดครั้งสุดท้ายของปี ใครช้า…พลาด! รวมดีลจากแบรนด์ดัง ราคาเด็ดแบบไม่มีอะไรมากั้น เติมตะกร้าไว้แล้วช้อปให้สุดก่อนของหมด
เปิดให้ช้อปแบบไม่ต้องคิดเยอะหยิบใส่ตะกร้าได้อย่างมั่นใจ เพราะ “ราคานี้” อาจะไม่ได้มีบ่อย รีบปิดดีลก่อนหมดเวลา ใครเร็วก่อน คุ้มก่อน พราะของดี...ไม่เคยรอใคร ช้อปพร้อมรอรับของที่สนามบินขาออกประเทศ
1.ลดสูงสุด 30% ช้อปไม่มีขั้นต่ำ รหัสส่วนลด FINAL1212
2.พิเศษ! Member Online (POWER PASS) ลดเพิ่มทันที 5%
กดรับรหัสส่วนลด PWP1212
เลือกหยิบสินค้าแบรนด์และแผนกต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ
3.รับสิทธิประโยชน์เต็มที่ 5 รายการ
1.แบ่งชำระ 0% นานสูงสุดถึง 6 เดือน 2.รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 16,000 บาท 3.ฟรี! ของสมนาคุณสุดพิเศษ จากแบรนด์ดัง (ของแถมมีจำนวนจำกัดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า) 4.รับเลย! ส่วนลด 800 บาท เมื่อสมัครสมาชิกออนไลน์ 5.รับสิทธิ์การสมัครสมาชิก คิง เพาเวอร์ เมื่อช้อปขั้นต่ำ 1,000 บาท(สุทธิ)
สินค้า “Duty-Free” สุดฮอต มีไฟลต์บินแล้วรีบเลย! รับสินค้าที่สนามบินขาออกประเทศได้ทุกทริปการเดินทาง
ข่าวที่
4-ผู้ว่าฯททท.ดันไทยสู่Gastronomyเปิด13ร้านใหม่“Bib Gourmand”
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า
ททท.เริ่มแล้วเปิดเส้นทางเชิญชวนนักชิมตามรอย 13 ร้านใหม่
ที่เพิ่งได้รับการประกาศในมิชลิน ไกด์บุ๊ค ระดับ “ Bib Gourmand 2569 ” ตามรายชื่อร้านอาหารมอบความที่คุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ แล้วยังได้ร่วมกันต่อยอดเศรษฐกิจท่องเที่ยวของประเทศเติบโตอย่างแข็งแรงด้วย
จุดเด่นด้าน “ความคุ้มค่า”
คือเงื่อนไขหลักการเลือกลงทุนประสบการณ์ โดยเฉพาะเรื่อง “อาหาร” ด้วย “ราคาจับต้องเข้าถึงได้” โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานความอร่อยลง
ล่าสุด มิชลิน ไกด์ ประกาศรายชื่อ
“Bib Gourmand” ปี 2569 รวมทั้งหมด 137 ร้าน โดยมีร้านน้องใหม่เข้าสู่วงการ
13 ร้าน สะท้อนให้เห็นถึงรสชาติ “ความอร่อยราคาเข้าถึงได้” มีอยู่ทั่วประเทศ
กำลังกลายเป็น”แผนที่ใหม่” ดึงดูดการออกเดินทางไป “ค้นหารสชาติในแต่ละพื้นที่”
เพิ่มมากขึ้น
“Bib Gourmand” มีสิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจมากขึ้น
คือ “ความน่าเชื่อถือ” ของสถาบัน “MICHELIN” ผู้อยู่เบื้องหลังทำให้การเลือกของกินง่ายขึ้นในยุคที่รีวิวออนไลน์มีความน่าเชื่อถือแตกต่างไปจากเดิม
13 ร้านใหม่ที่ได้ “Bib
Gourmand 2569” ประกอบด้วย ในกรุงเทพฯ 4 ร้าน ได้แก่ 1.จานบาย คุณจิ๋ม อาหารใต้แท้ ๆ
โดดเด่นด้วยกะทิสด 2.แก้วลูนอาหารสูตรนครศรีธรรมราช/สุโขทัย 3.โกหล่น เมนูขนมจีนไหหลำขึ้นชื่อ 4.สรร
อาหารถิ่นเมืองเพชรหารับระทานยาก และต่างจังหวัด 9 ร้าน
ได้แก่ 5.ขนมหม้อแกงแม่ยาย (สาขาไผ่ลิง) จ.อยุธยา 6.เอื้องคำสาย จ.เชียงใหม่ ตำรับเหนือดั้งเดิม 7.ฉวี
อาหารอบอุ่นแบบโฮมเมด จ.เชีงใหม่ 8.ก๋องคำ จ.เชียงใหม่ อาหารเหนือแท้
ๆ 9.หนับ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเครื่องใน จ.นครราชสีมา 10.ผัดไทยบัวแดง ร้านเล็กที่โด่งดัง จ.อุดรธานี 11.กระชังเขาหลัก
ร้านซีฟู้ดสดใหม่ วิวสวย จ.พังงา 12.ถึงพะงัน
ร้านจำกัดเมนูปรุงตามวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ จ.พังงา 13.น้ำเพชร
ร้านพื้นบ้านเน้นของสด น้ำพริกโขลกสดทุกวัน จ.สุราษฎร์ธานี
“Gwendal
Poullennec” ผู้อำนวยการจัดทำคู่มือ MICHELIN
ระบุว่า ปี 2569 มีรายชื่อร้านอาหารครอบคลุม16
ประเภท สะท้อนบทบาทของร้าน Casual Dining กระจายตัวครอบคลุมมากกว่า
9 พื้นที่ ทำให้เห็นภาพโครงสร้างรสชาติอาหารไทยอย่างหลากหลายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“พลังของวัตถุดิบไทย”
กลายเป็นจุดแข็งสำคัญ สามารถช่วยต่อยอดร่วมกับแนวคิด “แหล่งที่มาความยั่งยืน” หรือ
Sustainable Sourcing ทำให้เกิดเป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์สะท้อนภาพภูมิศาสตร์แต่ละพื้นที่
“Bib Gourmand” จึงเป็นความภูมิใจของทั้ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น
และผู้ที่อยากพาเพื่อนต่างชาติมาสัมผัสรสมือดั้งเดิมของเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย
“การกินที่ดีในราคาย่อมเยา” กำลังกลายเป็นแรงส่งสำคัญผลักดันไทยก้าวสู่จุดหมายแห่งการเป็น
“เมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร” หรือ Gastronomy Tourism อย่างแท้จริง
“Bib
Gourmand” ขยายตัวเติบโตต่อเนื่องจึงดัชนีชี้ให้เห็นว่า
“อาหารท้องถิ่น” กำลังทำหน้าที่สำคัญในโครงสร้างหนึ่งทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
สำหรับ “Bib
Gourmand” คือรางวัลซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายเส้นทางช่วยชี้นำ
ส่วนการเสพรสชาติ“ดีที่สุด” นั้นยังมีองค์ประกอบอื่นรวมอยู่ด้วย นั่นคือ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคล
โดยยังมีอีกหลายร้านในแต่ละเมืองรอนักเดินทางค้นพบเสน่ห์อาหารทั่วเมืองไทย
ข่าวที่ 5-บางจากแจงปปง.อายัดหุ้นผู้ซื้อเฉพาะราย-ธุรกิจเดินหน้าได้ปกติ
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชี้แจงกรณี “สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” (ปปง.) ได้แถลงข่าวความคืบหน้า คดีเครือข่ายคณะบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายทางการเงินจำนวนมาก และมีมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหุ้นบางส่วนของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น
บริษัทฯ ขอเรียนว่า
การดำเนินการดังกล่าวเป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้น
รายนั้น และเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่แยกจากการดำเนินธุรกิจและการบริหาร
งานของบริษัทฯ
ซึ่งยังคงเป็นไปตามปกติและมีเสถียรภาพอย่างเต็มที่
บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good
Corporate Governance) ความโปร่งใส และมาตรฐาน ESG ในทุกกระบวนการมาโดยตลอด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน
และผู้มี
ส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกฝ่าย
คณะกรรมการบริษัทได้ “ตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจ” ได้ประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางการดำเนินงานในเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ซึ่งบริษัทฯ จะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้
ข่าวที่ 6-“บางจาก-น้ำมันพืชกุ๊ก”เปิดแลกน้ำมันเก่าแลกใหม่วันนี้-4มี.ค.69
นายวัฒนา พรพัฒน์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานค้าปลีกน้ำมัน กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทบางจาก ประกาศร่วมมือกับ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองกุ๊ก เลือกวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2568 เดินหน้าโครงการ “น้ำมันเก่าแลกใหม่” ตั้งจุดรับแลกน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อส่งเสริมการคัดแยกของเสียอย่างมีคุณค่า และผลักดันการนำของเสียกลับมาสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
เชิญชวนประชาชนร่วมเปลี่ยนน้ำมันเก่าเป็นคุณค่าใหม่
เพียงนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 2.5 กิโลกรัม
มาแลกรับน้ำมันถั่วเหลืองกุ๊ก ขนาด 1 ลิตร มูลค่า 58 บาท หรือเลือกรับเป็นเงินสด ได้ตั้งแต่ วันที่ 4 ธันวาคม 2568 - 4 มีนาคม 2569 ตามสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ 18 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่สำคัญในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ได้แก่ สาขาวิภาวดีรังสิต สาขาสุขาภิบาล 1 (2) สาขาจรัญสนิทวงศ์ สาขาสุขุมวิท 101/2 สาขาเลียบวารี สาขาศรีนครินทร์ 1 สาขาพหลโยธิน กม.22 สาขาคู่ขนานเอกมัย-รามอินทรา (5) สาขาสตรีวิทย์ 2 สาขาพระราม 3 (2) สาขาอ่อนนุช 17/1 สาขาสุวินทวงศ์ 2 สาขาวัดกำแพง สาขาประชาชื่น สาขาแคราย สาขากาญจนาภิเษก กม.41 สาขาเทพารักษ์ กม.9 และสาขาศรีนครินทร์ ศรีด่าน 6
คณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก
ร่วมกันเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อ 4 ธันวาคม 2568
นำโดย นายวัฒนา พรพัฒน์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานค้าปลีกน้ำมัน กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายอธิษฐ์ ชินันท์ธนาศิริ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานคลังน้ำมันและระบบส่งทางรถยนต์ บริษัท
กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) นายปรีชา สุทธิเลิศอรุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด และ
นายสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ร่วมกับ คณะผู้บริหารบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด นำโดย
นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายเพชร หวั่งหลี
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทบางจาก “Fry to Fly” นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาขยะน้ำมัน และสนับสนุนพฤติกรรมการไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน
ช่วงที่ 2
งานใหญ่ที่ผู้คนรอคอยกำลังจะเริ่มแล้ว “เทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์”
ชวนเช็คอินความสุขส่งท้ายปี 12 วัน 12 คืน
วันที่ 23 ธ.ค.2568-3 ม.ค.2569 เปิดอุทยานสวรรค์ดื่มด่ำแสงแห่งความสุขข้ามปี แล้วฟัง “5โรคร้ายที่มากับฝุ่น PM 2.5” รีบป้องกันด่วน
แล้วเติมความรู้ข่าวดี ๆ ข่าวแรก เปิดแล้วแคมเปญ “ไมซ์อวดดิ๊...ไมซ์ไทย
ภูมิใจที่ได้อวด” บนแพลตฟอร์ม ไมซ์มงคล ข่าวที่สอง
“คาดคนไทยเที่ยววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน” ภาคตะวันออกครองแชมป์รายได้
ท่องเที่ยว –หนาวนี้เที่ยวเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์12คืนเริ่ม 23ธ.ค.68
เที่ยวเทศกาลยิ่งใหญ่อลังการแห่งปี “เทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์” ครั้งที่ 8 ในธีม “Spirits of Nature & Island of Youth” เพิ่มความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 12 วัน 12 คืน เปิดชมฟรี เริ่ม 23 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569 บริเวณ “อุทยานสวรรค์” จังหวัดนครสวรรค์ พบกับแลนด์มาร์คแสงสวยจาก “โคมไฟ” นับร้อยชุด จัดวางเรียงรายในสวนสาธารณะกลางเมือง รายล้อมด้วยทะเลสาบ ต้นไม้สวยงาม เติมเต็มการท่องเที่ยวยามค่ำคืนให้มีชีวิตชีวาและโรแมนติก พร้อมจะมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวเสมือนหลุดเข้าสู่โลกแห่งแสงศิลป์แสนงดงาม 5 โซน
● โซนที่ 1 “แสงแห่งความสามัคคี” ตื่นตากับหุ่นโคมไฟขนาดใหญ่ สีสันเปล่งประกายสะท้อนความหวัง ความปรารถนาดีของชุมชน นำจัดวางอย่างลงตัว บ่งบอกถึงวิถีชีวิตผู้คนเมืองนครสวรรค์ได้หลอมรวมหลากหลายวัฒนธรรม ศูนย์รวมที่มีทั้งคนไทย จีน เมียนมา และชนเผ่าต่าง ๆ
● โซนที่ 2 วิญญาณแห่งธรรมชาติ (Spirits of Nature) ละลานตาด้วย หุ่นโคมไฟรูปต้นไม้
สัตว์ พร้อมสัญลักษณ์ธรรมชาติ ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวผ่านแสงสว่างอ่อนๆ สัมผัสได้ถึงโลกของธรรมชาติอันงดงา
● โซนที่ 3 เกาะแห่งวัยเยาว์ (Island of Youth) หุ่นโคมไฟสมัยใหม่ สีสันจัดจ้าน สะท้อนจิตวิญญาณความสดใสของคนรุ่นใหม่ นำพานักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่แห่งพลังสร้างสรรค์
● โซนที่ 4 งานแสดงและเวทีการแสดงศิลปะร่วมสมัย ดื่มด่ำพลังดนตรี การเต้นร่วมสมัย ดึงดูดผู้ชมสนุกกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และการเรียนรู้ศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีเสน่ห์
● โซนที่ 5 ตลาดของดีนครสวรรค์ ชิมช้อป อาหารพื้นเมือง ขนม ของฝาก สินค้าท้องถิ่น ห้ามพลาดลองชิมเมนูขึ้นชื่ออย่าง
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ผัดไทยโบราณ ขนมปังสังขยา และอีกสารพัดเมนู
เที่ยวไทย สนุกทุกที่ ทุกเวลา
มาร่วมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจทั่วไทย อย่าลืมไปเช็คอิน
“เทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์” ได้ตลอด 12 วัน 12 คืน วันที่ 23 ธันวาคม 2568-3 มกราคม 2569
สุขภาพ –5โรคร้ายจากฝุ่นPM2.5“ปอด-มะเร็ง-ผิวหนัง-หัวใจ-เยื่อบุตา”
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรมควบคุมโรค ห่วงใยประชาชน
จึงมีข้อแนะนำให้ระวังโรคที่มากับความรุนแรงของ PM 2.5 ซึ่งมีอานุภาพแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำลายระบบอวัยวะต่างๆ
ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและมะเร็ง สามารถก่อให้เกิด 5 โรค
ดังนี้
1.
โรคระบบทางเดินหายใจ : ทำให้ปอดเกิดการอักเสบ ระคายเคือง
และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจได้
2.
โรคถุงลมโป่งพอง อาจทำให้เกิดมะเร็งปอด(แม้ไม่ได้สูบบุหรี่)
3.โรคผิวหนัง : ทำให้ผิวหนังอักเสบ และเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
4.โรคหัวใจและหลอดเลือด : การสูดฝุ่นเข้าไปมากๆ
ทำให้เลือดข้นได้ และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
5
โรคเยื่อบุตาอักเสบ : ทำให้ระคายเคือง อักเสบ ตาแห้ง ตาแดง แสบตา คันตา
● การป้องกันและดูแลตนเอง
– สวมหน้ากาก ป้องกันฝุ่น PM 2.5
–
นอนหลับให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
–
งดกิจกรรมกลางแจ้ง
–
หากเกิดความผิดปกติกับร่างกาย ควรพบแพทย์
–
ติดตามการเฝ้าระวังดัชนีคุณภาพอากาศ
ฟังข่าวท้ายชั่วโมง
ข่าวแรก –TCEBเปิด“ไมซ์อวดดิ๊...ไมซ์ไทย
ภูมิใจที่ได้อวดบูม“ไมซ์มงคล”
ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
(องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ทีเส็บได้เปิดตัวดิจิทัล โชว์เคส
แคมเปญ “ไมซ์อวดดิ๊ … ไมซ์ไทย ภูมิใจที่ได้อวด”
ดึงชาวไมซ์ร่วมแบ่งปันเรื่องราวหรือผลงานไมซ์ความภาคภูมิใจใน 3 มิติ “งาน เมือง
คน” กิจกรรมออนไลน์ทั้งสนุก แชร์ง่าย สร้างภาพจำ สู่การสร้าง “การบอกเล่าเรื่องราวของประเทศ” (Country Storytelling) รูปแบบใหม่ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่มากขึ้น
โดยมีแพลตฟอร์ม
“ไมซ์มงคล” หนึ่งในโปรดักต์สำคัญของทีเส็บที่ชวนคนไมซ์มาสร้างสรรค์เรื่องราวดี ๆ
ครบทั้งอีโคซิสเต็มช่วยตอกย้ำการใช้ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ให้แข็งแรง สามารถปั้นดาวรุ่งไมซ์
ส่งต่อ สร้างแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์อุตสาหกรรมไมซ์ไทยสร้างฐานการต่อยอดสู่ระดับโลก
ดร.
ศุภวรรณ กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมเรื่องไมซ์โดดเด่น 3 มิติ ได้แก่ “ธุรกิจ/Business -เส้นทาง/Destination และ “คน/People” ซึ่งมีศักยภาพพัฒนาต่อยอดเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทย
ด้วยการส่งต่อพลังระหว่างชาวไมซ์ เปิดพื้นที่ให้ชาวไมซ์ได้ “อวดเรื่องไมซ์ดี ๆ
ของตัวเอง” แล้วทีเส็บยังจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัล “ไมซ์มงคล” ยกระดับไมซ์ไทยผ่าน 3 แกนหลัก “งานรุ่ง ธุรกิจปัง และมิตรมั่งมี”
สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคธุรกิจไมซ์ สร้างแพลตฟอร์มคนหางาน งานหาคน
สร้างศูนย์รวมงานอีเวนต์ภาครัฐ และชวนมืออาชีพมาแลกเปลี่ยนมุ่งต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสเร็จ
แคมเปญ
“ไมซ์อวดดิ๊…ไมซ์ไทย ภูมิใจที่ได้อวด” เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวดี
ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมไมซ์ ด้วยแพลตฟอร์ม “ไมซ์มงคล” ดึงดูดกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ใช้เป็นช่องทางนำเรื่องราวดี
ๆ เข้ามาร่วมต่อยอดแบ่งปันบอกเล่าสู่คนในและต่างประเทศได้รับรู้ถึงศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทย
ประกอบด้วย 3 แพลตฟอร์มย่อย ได้แก่
● งานรุ่ง
: คนหาไมซ์ (แพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์สายไมซ์ เน้นร่วมมือกับ FASTWORK)
● ธุรกิจปัง
: ไมซ์หาคน (รวบรวมงานไมซ์ภาครัฐ
เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโอกาสการได้งาน)
● มิตรมั่งมี :
วงแชร์ไมซ์ (พื้นที่รวมประสบการณ์ และแบ่งปันมุมมองเชิงลึกอุตสาหกรรมแบบมืออาชีพ)
นายซีเค
เจิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fastwork.co แพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ กล่าวว่าการได้เข้ามาช่วยเสริมโอกาสให้ผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์ไทยในชื่อ
“Fastwork” โดยร่วมกับทีเส็บเปิดแคทีกอลรี่ใหม่ FastExpo ภายใต้ “ไมซ์มงคล” มุ่งเน้นทำให้คนจัดงาน จัดอีเวนต์ และสัมมนา
เข้าถึงบริการอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นใน “ราคา” สมเหตุสมผล แนวทางขยายโอกาสฟรีแลนซ์ในอุตสาหกรรมไมซ์ตามรูปแบบนี้
จะยิ่งช่วยสนับสนุนงานไมซ์และอีเวนต์ไทยใช้คนในท้องถิ่น เพิ่มการจ้างงาน
กระจายรายได้ สร้างระบบนิเวศฟรีแลนซ์ให้เข้มแข็งขึ้นต่อไป
ดร.
โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทโร ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า พร้อมสร้างความแข็งแกร่งพลังชุมชนด้วย “Community Driven,
made the sustain growth สร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็ง เปิดโอกาสให้พลเมืองเล็ก
ๆ ในสังคมที่จัดคอนเสิร์ต จัดงาน ได้มีพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับไมซ์ชัดเจนจึงขอขอบคุณไอเดียทีเส็บ
ได้สร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดชุมชนคนสร้างงานไมซ์เมืองไทย สร้างโปรไฟล์มืออาชีพ
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถส่งต่อให้อุตสาหกรรมงานสัมมนา (Meetings) การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentives) งานประชุมนานาชาติ (Conventions) จัดนิทรรศการแสดง
(Exhibitions) และอีเวนต์ เป็นพื้นที่ตอบโจทย์แคมเปญ
ไมซ์อวดดิ๊ … ไมซ์ไทย ภูมิใจที่ได้อวด”
ดร.
จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ ผู้ทรงคุณวุฒิทีเส็บ กล่าวว่า รายละเอียดการเปิดตัวแคมเปญ
“ไมซ์อวดดิ๊ … ไมซ์ไทย ภูมิใจที่ได้อวด” ในวงเสวนา ไมซ์มงคล ได้รวบรวมพันธมิตรไมซ์ ประกอบด้วย นายช้างน้อย กุญชร ณ
อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด นายประสาน อิงคนันท์
ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย และ นายสานิท การุณยวนิช ที่ปรึกษาอาวุโส
ประจำประเทศไทย บริษัท DMG Events จำกัด
เป็นช่องทางหามิตรมาร่วม “ต่อยอดธุรกิจไมซ์” และทีเส็บจะจัดขึ้นตลอดทั้งปี
เพื่อสรรหาเรื่องราวดี ๆ ให้ชาวไมซ์ได้แลกเปลี่ยนและแสดงศักยภาพร่วมกัน
ข่าวที่สอง –ททท.คาดวันพ่อ5-7ธ.ค.นี้ท่องเที่ยวเงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การททท.จัดทำคาดการณ์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568 คาดจะมีผู้เยี่ยมเยือนคนไทย
2.52 ล้านคน-ครั้ง
สร้างรายได้หมุนเวียน10,320 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 68 % เป็นแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี เพราะเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องและสภาพอากาศเย็นลง
ผนวกมีแรงหนุนจากภาครัฐทำโครงการ ทั้ง “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง
พลัส”ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเงินและเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นอัตราเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวไทย42
% กระจายตัวดังนี้
● ภูมิภาคที่จะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพักมากที่สุด
3 อันดับแรก คือ
1.ภาคกลาง 612,700 คน-ครั้ง 2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
526,800 คน-ครั้ง 3.ภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง
● ภูมิภาคที่จะมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด
3 อันดับแรก คือ
1.ภาคตะวันออก 2,720 ล้านบาท 2.ภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท 3.ภาคกลาง 1,600 ล้านบาท
● จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมช่วงวันหยุด
5-7 ธันวาคม 2568 ประกอบด้วย
“5 อันดับเมืองหลัก” ที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด
ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
ชลบุรี
กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา
“5 อันดับเมืองน่าเที่ยว”
ที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด
ได้แก่ สุพรรณบุรี
อุดรธานี เชียงราย เลย
และนครศรีธรรมราช
● พฤติกรรมการเดินทางช่วงวันหยุด
จะเดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยว
พักผ่อน
รับประทานอาหาร ไหว้พระทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ
ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
สอดคล้องกับข้อมูลผลสำรวจของ
“สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” คนไทยวางแผนการเดินทางไตรมาส 4/2568
มีแผนเดินทางช่วงวันหยุดเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ปีนี้ 56
% ส่วนใหญ่เลือกท่องเที่ยวในจังหวัดตัวเองและใกล้เคียงมากกว่าข้ามภูมิภาคคือ
“เที่ยวในจังหวัดตัวเอง” 23 % ไปจังหวัดใกล้เคียงแต่ไม่พักค้าง
25 % และพักค้างคืน 5 %
ส่วนการเดินทางข้ามภาคมีเพียง
3 % ทำให้ธุรกิจร้านอาหารและที่พัก
มีแนวโน้มได้รับผลดีที่สุด
ติดตามฟังรายการได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น.ทาง สวท.FM 97.0 MHz.
















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น